ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.9k

ความคิดเห็น : 41

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2562 21:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2
แบบอักษร

ตอนที่ 2

            ไม่ทราบยามนี้ปิ่นไม้หายไปที่ใดแล้ว แต่มิติแห่งนั้นยังคงอยู่กับตัวหวังมู่เฟยซึ่งเขาสัมผัสถึงการดำรงอยู่ของมันได้ ชายป่าแห่งนี้นับว่าเปลี่ยวไม่น้อย เป็นทางนูนสูงเหมือนภูเขาเล็กๆ เมื่อสังเกตดีๆจะพบเส้นทางเดินเท้าอยู่สายหนึ่ง หวังมู่เฟยเดินตามเส้นทางดังกล่าวไปเรื่อยๆ ต้นไม้ใบหญ้าจากรกทึบเล็กน้อยเริ่มมองเห็นหนทางและการห่างกันของต้นไม้ใบหญ้า เขาคิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว ระหว่างทางพบเจอสมุนไพรเล็กๆน้อยๆหวังมู่เฟยหยุดคิดและเปรียบเทียบครู่หนึ่งก็เก็บพวกมันเข้าไปในมิติเมื่อแน่ใจว่าเป็นสมุนไพรจริงๆ ซึ่งสมุนไพรพื้นฐานมีเป็นร้อยๆชนิดและเขาจำมันได้ไม่หมดในเวลาสั้นๆเช่นนี้อย่างแน่นอน บางชนิดที่หวังมู่เฟยไม่แน่ใจเขาก็จะไม่เก็บมัน และความทรงจำของเขาดูเหมือนจะดีขึ้นมากอย่างน่าประหลาด

            แม้จะเดินเท้าหลายชั่วยามหวังมู่เฟยก็ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ตัวเขาเบาหวิวดั่งลอยได้ เมื่อต้นไม้ด้านหน้าแทบไม่เหลือเขาก็ได้ยินเสียงเล็กของเด็กพูดคุยกันอยู่ด้านหน้าด้วยน้ำเสียงกังวลและกระวนกระวาย ประสาทสัมผัสของหวังมู่เฟยดีขึ้นอย่างมาก สามารถได้ยินได้ฟังในระยะไกลหลายลี้ และเมื่อเขาเดินเข้าใกล้เสียงพูดคุยดังกล่าวก็พบกับเด็กน้อยสามคนยืนพูดคุยกันอยู่โดยมีด้านหลังของทั้งสามเป็นหมู่บ้านขนาดเล็กอยู่ห่างออกไปไกลลิบพอสมควร

            “พี่ใหญ่ต้องไม่เป็นอันใดแน่ ข้ารู้ว่าเขาชำนาญทางบนภูเขาดี” เด็กชายสวมอาภรณ์เก่าซีดอายุประมาณสิบสามสิบสี่ขวบกล่าวปลอบเด็กๆอีกสอคนด้วยน้ำเสียงมั่งใจเต็มเปี่ยม

            “แต่พี่ใหญ่หายไปสองวันแล้วนะ ทำไมเราไม่เข้าไปตามหาละ พี่ใหญ่อาจจะรอให้เราเข้าไปช่วยก็ได้” เด็กชายอีกผู้หนึ่งซึ่งอายุไม่เกินเจ็ดแปดขวบพูดขึ้นอย่างกังวลและไร้เดียงสาอย่างเช่นเด็กทั่วไป

            “ลุงๆพวกนั้น ทำไมพวกเขาปฏิเสธที่จะช่วยเราละพี่รอง” สตรีหนึ่งเดียวซึ่งดูแล้วอายุคงไม่เกินสิบเอ็ดสิบสองขวบปีกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวและดวงตาแดงก่ำเหมือนคนที่ผ่านการร้องไห้มาก่อน

            หวังมู่เฟยไม่ทราบว่าเด็กทั้งสามมายืนทำอะไรที่นี้ อีกไม่กี่ชั่วยามดวงอาทิตย์ก็จะตกดินแล้ว ยังดีที่ไม่ไกลนักมีหมู่บ้านอยู่ เด็กเหล่านี้คงมาจากหมู่บ้านแห่งนั้น ส่วนเขานั้นยังมีมิติอีกแห่งอยู่ หากมืดค่ำเขาสามารถเข้าไปหลับนอนอยู่อาศัยในนั้นได้

            “อะ! พี่ใหญ่!!”  จู่ๆเมื่อเด็กทั้งสามพบหวังมู่เฟยเข้าก็ร้องตะโกนออกมาพรอมกันโดยพร้อมเพรียงและไม่ได้นัดหมาย เด็กชายที่มีอายุน้อยที่สุดรีบวิ่งเต็มฝีเท้าเข้ามาหาเขาก่อนที่หวังมู่เฟยจะโดนกอดแน่นจนเกือบล้มลง ยังดีที่เขาแข็งแกร่งเป็นถึงผู้มีลมปราณขั้นจูจี้ระดับที่สองจึงไม่เป็นอันใด เพียงแค่ตกใจและตั้งตัวไม่ทันก็เท่านั้น

            อย่าบอกนะว่าเด็กทั้งสามคนนี้รู้จักเขา? ไม่สิ ต้องกล่าวว่ารู้จักเจ้าของร่างกายนี้ต่างหาก เมื่อครู่ยังเรียกเขาว่าพี่ใหญ่อีกด้วย เห้อ! ตัวคนเดียวว่าแย่แล้ว ตัวเสเพลอย่างเขากลับมีเรือพ่วงมาด้วยอีกสามลำเสียนี่

            ……

            กว่าทุกอย่างจะเข้าร่องเข้ารอยก็ใช้เวลาหลายชั่วยามจนมืดค่ำ หวังมู่เฟยพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ไม่กล่าวอันใดที่ส่อแววว่าเขาแปลกประหลาดและไม่ใช่หวังมู่เฟยตัวจริง เป็นดั่งที่เคาดเอาไว้ไม่มีผิด เด็กน้อยทั้งสามคือน้องชายและน้องสาวของเจ้าของร่างนี้ ทั้งสี่คนอาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านเล็กท้ายหมู่บ้าน บิดาเป็นบัณฑิตตกยาก มารดาเป็นคนดั่งเดิมในหมู่บ้านและเป็นบุตรตรีของนายพรานซึ่งท่านตาท่านยายของพวกเขาก็ตายไปแล้ว ส่วนบิดามารดาของเจ้าของร่างกายนี้ก็ตายไปแล้วเช่นกัน

            บิดาถูกสัตว์วิญญาณทำร้ายจนเสียชีวิตตอนที่เข้าไปหาสมุนไพรในป่าเมื่อห้าปีก่อน ส่วนมารดาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อนนี้เองด้วยโรคร้ายที่เด็กๆไม่มีทางหาเงินมารักษาได้แน่ ครอบครัวนี้จึงมีหวังมู่เฟยพี่ใหญ่อายุสิบหกปีซึ่งก็คือเขาในตอนนี้เป็นหัวหน้าครอบครัว ปรากฏว่านามของเขากับเจ้าของร่างนี้ดันเป็นชื่อแซ่เดียวกันเสียด้วย น้องรองเป็นบุรุษนามว่าหวังจือ น้องสามซึ่งเป็นสตรีนามว่าหวังเหมยและน้องชายสุดท้องมีนามว่าหวังหยุน

            เมื่อสองวันก่อนหวังมู่เฟยเข้าไปในภูเขาข้างหมู่บ้านเพื่อเก็บเห็ดและของป่าไปขายและเพื่อนำมาเป็นอาหารซึ่งเจ้าของร่างเดิมทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำนับตั้งแต่มารดาเสียชีวิตไป ซึ่งในวันนั้นหวังมู่เฟยไม่ได้กลับบ้านและหายตัวไปกว่าสองวัน น้องๆทั้งสามร้อนใจมาก ไปขอร้องให้คนในหมู่บ้านให้ช่วยตามหาแต่พวกเขาก็อึกอักบ่ายเบี่ยง ซึ่งหวังมู่เฟยคาดว่าต้องมีส่วนในเรื่องการหายตัวไปของเขาเป็นแน่ หมู่บ้านแห่งนี้ชักจะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว แต่เขารึจะกลัว? ขั้นจูจี้ไม่ใช่แค่การเรียกขานเทพเซียนกันเล่นๆ เขาก็อยากจะรู้นักว่ากำลังภายในเมื่อใช้ออกแล้วจะเป็นอย่างไร

            หวังมู่เฟยต้องการตั้งตัวสักหน่อย ไม่นานเขาจะพาน้องๆย้ายออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้แน่ อยู่ที่นี้ก็ไม่มีอนาคตอะไร เขาไม่ต้องการทำงานหนักจนตาย งานแบบนี้ไม่ใช่แนวทางของหวังมู่เฟยสักนิด เขาจะต้องมีเงินเยอะๆนั่งกินนอนกินถึงจะถูก และจะให้ทิ้งน้องๆของเจ้าของร่างเดิมหวังมู่เฟยก็ทำไม่ลง เขารู้ดีว่าการไม่มีที่พึ่งพิงมันเป็นยังไง และเขาเองก็ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวด้วยเช่นกัน

            “พี่ใหญ่ ท่านทานข้าวสักหน่อย” หวังเหมยวางถ้วยข้าวต้มที่แทบจะไม่พบเมล็ดข้าวไว้ด้านหน้าของเขา ทั้งสี่คนกำลังนั่งทานอาหารเย็นร่วมกันโดยมีเพียงข้าวต้มและผักลวกเท่านั้น

            “ปีนี้ข้าจะทำนา ข้าโตพอแล้ว” หวังจือกล่าวพร้อมตบอกตัวเองอย่างหมายมั่น บ้านหลังนี้ไม่ได้ทำนานานแล้วตั้งแต่บิดาเสียชีวิต ในบ้านมีเพียงสตรีป่วยไข้ เด็กๆและเกอเท่านั้น ปีนี้หวังจือโตพอที่จะลงมือทำนาเองได้แล้ว แต่ก็ยังขาดเงินซื้อเมล็ดข้าวอยู่ดี

            “ข้าวสารบ้านเราหมดแล้วสินะ” หวังมู่เฟยกล่าวขึ้นเสียงอ่อยน้ำตาแทบไหลรินเมื่อน้องๆทั้งสามนิ่งเงียบเป็นคำตอบ ชีวิตนี้ช่างยากแค้นเสียจริง

            “เอาละ พี่ใหญ่ของพวกเจ้าพอเก็บสมุนไพรมาได้บ้าง พรุ่งนี้ฝากไปขายคงพอมีเงินซื้อข้าวสาร แต่ตอนนี้พวกเราทานข้าวกันก่อนเถอะ ดึกแล้วจะได้รีบเข้านอน” เขาต้องรีบพูดตัดบทเมื่อน้องๆเริ่มหน้าเสีย ทั้งสามขานรับเสียงใสก่อนจะลงมือทานอาหารกันอย่างหิวโหย

            ข้าวต้มจืดชืดมาก หวังมู่เฟยไม่หิวสักนิดแต่ก็ต้องฝืนกินเพราะไม่อยากแปลกแยก ข้าวต้มคงต้มกับน้ำเปล่าเพราะบ้านหลังนี้คงไม่มีเงินเพียงพอจะซื้อเกลือและเครื่องปรุงรสมาเพื่อเพิ่มรสชาติได้ เขาไม่แปลกใจสักนิดที่เด็กๆผอมแห้งกันแบบนี้

            คืนนั้นหวังมู่เฟยแทบจะนอนไม่หลับ ในห้องขนาดเล็กที่มีเด็กอีกสามคนนอนเบียดกันอยู่ เขาไม่ได้อึดอัดเพียงแต่รู้สึกคิดถึงพ่อแม่และบ้านหลังเก่าเท่านั้น หวังมู่เฟยนำตำราเคล็ดวิชาเข็มสยบภพระดับหกออกมาทำความเข้าใจโดยใช้แสงจันทร์เป็นแสงสว่าง ในตำราสอนวิธีเดินลมปราณระดับพื้นฐานที่ทุกคนตั้งแต่เกิดมาสามารถทำได้และสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดาจนไปถึงฮ่องเต้ หวังจือเองก็มีลมปราณอยู่ในขั้นเลี่ยนชีระดับที่สอง ในโลกใบเล็กนี้ถือว่ามีพรสวรรค์ไม่น้อยเลย ส่วนหวังเหมยและหวังหยุนยังไม่พบลมปราณ พวกเขาน่าจะฝึกฝนอยู่แต่ยังไปไม่ถึงระดับที่หนึ่งเท่านั้น

            เลี่ยนชีระดับสองทำให้มีร่างกายที่แข็งแรงและยกสิ่งของหนักได้กว่าสี่ร้อยจิน หวังจือคงตั้งใจฝึกฝนจริงๆเพื่อให้ตัวเองทำนาได้เพื่อแบ่งเบาภาระของหวังมู่เฟย

            เขาหลับไปตอนใกล้รุ่งสาง เคล็ดวิชาเข็มสยบภพน่าสนใจไม่น้อย และมันเป็นวิชาเดียวที่หวังมู่เฟยมีและต้องฝึกฝนเพื่อปกป้องตัวเองและน้องๆอีกสามคน แต่ตอนนี้เขายังไม่มีเงินซื้อเข็มแต่อย่างใด บ้านหลังนี้เงินสักอีแปะก็ไม่มีเหลือแล้วเนื่องจากเพิ่งจ่ายค่าภาษีไป ชาวบ้านธรรมดามักจะจ่ายเป็นข้าว แต่สำหรับบ้านหลังนี้นั้นไม่มีผู้ใดทำนาจึงต้องจ่ายเป็นอีแปะ ซึ่งเรื่องนี้หวังเหมยเป็นคนบอกหวังมู่เฟยเพราะเขาเอ่ยปากหลอกถามเรื่องเงินเก็บของบ้าน

            ตอนเช้าหวังมู่เฟยและน้องๆรับประทานผักลวกเป็นอาหาร หวังหยุนซึ่งเด็กที่สุดไม่ปริปากบ่นสักคำซึ่งพวกเขาคงชาชินเสียแล้วกับการอดมื้อกินมื้อ ช่วงสายหวังจือพาเขาไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้านเพื่อฝากขายสมุนไพรเพราะทุกวันผู้ใหญ่บ้านมักจะนำสิ่งของของชาวบ้านไปขายในเมืองเล็กใกล้ๆนี้

            เมื่อชาวบ้านพบเห็นหวังมู่เฟยบางคนมีอาการตกอกตกใจไม่น้อยแต่ก็กลับมาเป็นปกติในที่สุด เขาทำเป็นมองไม่เห็นก่อนจะจัดการขายสมุนไพรให้กับผู้ใหญ่บ้านซึ่งหวังมู่เฟยเพิ่งเอาออกมาจากมิติเมื่อตอนเช้า ซึ่งน้องๆแทบจะไม่สงสัยอันใดเนื่องจากเขาโกหกอย่างหน้าหนาว่าแอบซ่อนพวกมันเอาไว้แถวชายป่า มันเป็นคำโกหกอย่างเห็นได้ชัดแต่น้องๆของเขาก็ไม่ได้ถามอันใด

            “โอ้ ครานี้หายไปหลายวันได้สมุนไพรมาเยอะเลย” ผู้ใหญ่บ้านอายุประมาณหกสิบปีซึ่งมีลมปราณขั้นเลี่ยนชีระดับที่สองกล่าวกับเขาอย่างใจดีก่อนจะยื่นเงินสี่อีแปะมาให้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีชาวบ้านอีกหลายคนเข้าแถวรอฝากขายสิ่งของด้วยเช่นกัน

            “สี่อีแปะนี้ข้าฝากผู้ใหญ่ซื้อข้าวสารมาให้ข้าแล้วกันขอรับ”

            “ได้ๆ”

            เมื่อหวังมู่เฟยจัดการเรื่องต่างๆแล้วเสร็จเขาก็ตรงกลับบ้านทันทีโดยมีหวังจือเดินตามไม่ห่าง บุรุษมากมายในหมู่บ้านมองมายังเขาตาเป็นประกายแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาทักทายซึ่งเขาก็ไม่ได้สนใจเนื่องจากส่วนหนึ่งไม่ใช่รสนิยมที่เขาชื่นชอบ ข้อมือขวาซึ่งมีสัญลักษณ์ของเกอถูกหวังมู่เฟยใช้เศษผ้าเก่าๆผูกปิดเอาไว้ตั้งแต่เช้า เขาคร้านจะสนใจผู้อื่นเพราะตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาเงิน หวังมู่เฟยเพิ่งจะคิดอะไรดีๆออกเมื่อครู่ตอนที่ไปเรือนผู้ใหญ่บ้านมา เขาพอจะมองเห็นอนาคตการทำเงินแล้วหากสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้เป็นจริงขึ้นมา

            “พี่ใหญ่ ท่านจะเข้าป่าอีกแล้วหรือ ข้าไปด้วยได้หรือไม่” เมื่อกลับมาถึงบ้านหวังหยุนตัวน้อยที่รู้ว่าเขาจะเข้าป่าก็รีบวิ่งเข้ามาออดอ้อนขอไปด้วยอย่างน่าเอ็นดู

            “อยู่ที่บ้านช่วยพี่เก็บผักไม่ดีกว่าหรือ” หวังเหมยกล่าวขึ้นเพื่อไม่ให้หวังมู่เฟยต้องมีภาระ เนื่องจากป่าหลังหมู่บ้านก็ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยนัก แม้นานๆทีจึงจะพบเจอสัตว์วิญญาณบ้างก็ตาม

            บ้านเล็กหลังนี้ปลูกผักแปลงเล็กๆเอาไว้พอกินในครอบครัว มีหวังเหมยและหวังหยุนเป็นผู้ดูแล ส่วนหวังจือมักจะเป็นผู้ผ่าฟืนและเข้าไปเก็บฟืนบริเวณชายป่าใกล้บ้านและคอยหาบน้ำในลำธารท้ายหมู่บ้านมาใส่ไว้ในถังไม้เล็กซึ่งอยู่ในห้องครัวเพื่อใช้ดื่มกินและประกอบอาหาร

            “ไม่เป็นไรเสี่ยวเหมย เสี่ยวหยุนไปด้วยจะได้เรียนรู้การเดินป่า” หวังมู่เฟยบอกออกไปในสิ่งที่เขาคิด หวังหยุนอายุแปดขวบแล้ว ในโลกนี้ถือว่าต้องดิ้นรนเรียนรู้แล้ว อีกทั้งเขามั่นใจว่าจะปกป้องหวังหยุนได้

            “เช่นนั้นพี่ใหญ่ก็ระวังตัวด้วย หากพบสิ่งใดผิดปกติก็รีบกลับบ้าน” หวังเหมยลังเลอยู่นานก่อนจะจำยอมด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วยเท่าใด แต่จะอย่างไรก็ไม่อาจขัดเหตุผลของหวังมู่เฟยได้ หากไม่เริ่มทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง วันหนึ่งหากขาดหวังมู่เฟยไปจะทำเช่นไร ภาระก็ตกมาอยู่ที่หวังจือ และหากขาดหวังจือไปทุกอย่างคงจบสิ้น

            ”เย้! ข้าจะไปเตรียมน้ำเดี๋ยวนี้เลยขอรับ”  หวังหยุนกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในห้องครัวเล็กซึ่งติดกับห้องนอน บ้านหลังนี้มีอยู่ด้วยกันสามห้อง ห้องครัวเล็กๆหนึ่งห้อง ห้องนอนและห้องโถงโล่งที่ใช้ประกอบกิจกรรมต่างๆ

            หวังมู่เฟยหยิบตะกร้าสานใบเก่าขึ้นมาสะพายหลังพร้อมๆกับหวังหยุนซึ่งวิ่งมาหาพร้อมน้ำเต้าซึ่งบรรจุน้ำเปล่าเอาไว้กินในยามเดินทาง เขาจะรับน้ำเต้ามาใส่ไว้ในตะกร้าแต่หวังหยุนยืนกรานว่าจะเป็นผู้ถือมันเองซึ่งเขาก็ตามใจที่น้องชายต้องการแบ่งเบาภาระของเขา

            หวังมู่เฟยพาหวังหยุนมุ่งหน้าไปยังป่าบนภูเขาข้างหมู่บ้านอย่างไม่เร่งรีบ พบเจอเห็ดบ้างตามรายทางก็เก็บใส่ตะกร้าเพื่อนำกลับไปประกอบอาหาร มีพืชสมุนไพรบางชนิดที่เขาเองก็ไม่รู้จัก คงต้องใช้เวลาศึกษาตำราสมุนไพรและการหลอมโอสถไม่น้อยเลย หวังมู่เฟยพาหวังหยุนแวะพักดื่มน้ำบ้าง เจอนกเจอไก่ป่าบ้างซึ่งเขาต้องใช้แรงฮึดอย่างมากกว่าจะลงมือฆ่าพวกมันได้ หวังมู่เฟยคอยปลอบตัวเองว่าอีกไม่นานเขาต้องได้ฆ่าคน ฆ่าไก่ทำไมจะทำไม่ได้! โลกนี้และโลกแห่งนั้นไม่เหมือนกัน ที่แห่งนี้ต้องฆ่าเท่านั้นจึงจะอยู่รอด

            ไก่ป่าเป็นเพียงสัตว์ธรมดาไม่ใช่สัตว์วิญญาณเมื่อเจอเข้ากับขั้นจู้จี้แม้ยังไม่ได้ร่ำเรียนเคล็ดวิชาอันใดแต่ลมปราณก็มากมายมหาศาลพวกมันจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร ตัวแรกหวังมู่เฟยคาดคะเนลมปราณไม่ได้ทำให้พวกมันตัวระเบิดตายไปต่อหน้าต่อตามาแล้ว ไก่ตัวที่สองจึงมีสภาพดีขึ้น

            หวังมู่เฟยล่าไก่ป่ามาเพียงสองตัวเท่านั้นเพียงพอให้ครอบครัวกินอิ่มได้หลายวัน ล่าไปเยอะก็ไม่มีสิ่งใดใช้ถนอมเนื้อของมัน เดินทางมาหลายชั่วยามหาผลไม้ที่เขาพอรู้จักให้หวังหยุนกินบ้าง หยุดพักบ้างในที่สุดเขาก็เจอสิ่งที่ตามหา ด้านหน้าของหวังมู่เฟยคือต้นชาซึ่งขึ้นอยู่เป็นกลุ่มกระจายไปทั่ว เขาเลือกต้นเล็กๆลงมือขุดเพื่อจะสามารถนำไปปลูกไว้ในมิติของเขา ด้านในมิติมีพลังงานที่บริสุทธิ์และมีสระธาราสวรรค์ เพียงแค่ใช้ผสมในโอสถก็ทำให้ได้คุณภาพสูงสุดและถ้าหากนำมารดน้ำต้นชา ชาที่ได้จะไม่วิเศษวิโสไปเลยหรือ

            หวังมู่เฟยขุดเอาต้นชาเล็กๆไปไว้ในมิติหลายสิบต้น อีกไม่กี่ชั่วยามก็จะมืดค่ำเขาจึงหยุดมือและพาหวังหยุดกลับหมู่บ้าน เด็กน้อยมีท่าทางเหนื่อยหอบเหงื่อโชกดื่มน้ำทุกชั่วยาม เขาจึงนำน้ำในมิติผสมในน้ำเต้าด้วยซึ่งมันให้ผลดีมาก หวังหยุนแทบจะไม่หลงเหลืออาการเหนื่อยหอบ กลับมาสดใสร่าเริงดั่งเพิ่งเข้ามาในภูเขาก็ไม่ปาน

            “กลับมาแล้วหรือ ได้อะไรกลับมาบ้างเจ้าคะ” เมื่อเขาและหวังหยุนกลับมาถึงเรือนหวังเหมยก็ออกมารับที่หน้าเรือนพร้อมช่วยปลดตะกร้าสานใบเก่าด้านหลังของเขาออกไป

            “ไก่ ไก่ วันนี้มีไก่” หวังหยุดบอกพี่สาวอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับตามหวังเหมยเข้าไปในห้องครัวเพื่อช่วยเตรียมทำอาหารเย็น

            “วันนี้ข้าเริ่มลงมือเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวของครอบครัวเราแล้ว อีกไม่นานคงว่านเมล็ดได้” หวังจือซึ่งนั่งอยู่ในบ้านกล่าวกับหวังมู่เฟยด้วยความกระตือรือร้นเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามานั่งด้วย

            “พรุ่งนี้พี่จะเข้าป่าไปเก็บสมุนไพร เราจะได้มีเงินซื้อข้าวเปลือก”  หวังมู่เฟยกล่าวขึ้นเสียงเบา ทั้งย้ำกับตัวเองทั้งบอกแก่หวังจือ

            ผู้ใหญ่บ้านนำข้าวสารสี่จินมาส่งให้แล้วเมื่อตอนใกล้ค่ำ ข้าวสี่จินคือสองกิโลกรัมในโลกก่อน ข้าวสี่จินน้อยนิดสำหรับคนสี่คนที่กำลังเติบโต ยังดีที่เขาไม่มีความหิวหรือต้องการอาหารแต่อย่างใด คงเป็นเพราะเมื่อมีถึงขั้นจู้จีอาหารก็ไม่สำคัญแล้ว หากจะทานก็ทานได้แต่ก็ไม่เป็นประโยชน์อันใด ขั้นจู้จีขึ้นไปต้องทานสมุนไพร โอสถ เนื้อสัตว์วิญญาณและใช้ศิลาลมปราณจึงจะมีประโยชน์ ซึ่งในโลกนี้ไม่ทราบว่ามีผู้คนรู้จักศิลาลมปราณหรือไม่

            ครอบครัวหวังทั้งสี่คนพากันไปอาบน้ำที่ลำธารท้ายหมู่บ้านก่อนดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า อาภรณ์เนื้อหยาบผ้าป่านทุกคนมีเพียงคนละสองชุดท่านั้น เมื่ออาบน้ำก็ต้องซักตากเลยเพื่อไว้ใส่ในครั้งต่อไป อาภรณ์ของเราทั้งสี่คนซักจนสีซีดจางไปหมด

            วันนี้บนโต๊ะอาหารบรรยากาศครื้นเครงเนื่องจากมีเนื้อไก่และเห็ดป่า หวังหยุนเจริญอาหารยิ้มไม่หุบจนหวังมู่เฟยอดที่จะยิ้มตามไปด้วยไม่ได้ เมื่อน้องๆเข้านอนหลับไปหมดแล้วเขาจึงแอบเข้ามาในครัวผสมน้ำจากสระธาราสวรรค์ลงในถังน้ำในห้องครัว เมื่อเด็กๆดื่มน้ำเข้าไปจะสดชื่นแข็งแรง หายป่วยจากโรคภัยและการฝึกฝนลมปราณเพิ่มขึ้นอย่ารวดเร็ว

            หวังมู่เฟยนั่งหลับตาฝึกฝนอยู่ในห้องนอนตลอดหลายชั่วยาม เมื่อรู้สึกว่าร่างกายเต็มอิ่มจึงนำตำราสมุนไพรออกมาจากในมิติเพื่อเริ่มศึกษา ตอนเช้าเขาต้องเข้าป่าไปหาสมุนไพร ยามนี้ต้องเร่งศึกษาเอาไว้เป็นดี เคล็วิชาเข็มสยบภพคงต้องพับเก็บไว้ก่อน เมื่อมีเงินสั่งทำเข็มยามใดค่อยว่ากันอักที



**************


ตอนที่สองมาแล้ววว ตามสัญญาจ้า ครบปุ๊ปอัพปั๊ป  -ขอบคุณทุกคนที่ทำแบบสอบถามให้อาร์

เรื่องนี้นายเอกชีวิตรัดทดหน่อยๆ55555 เจอกันตอนหน้าจ้า สวัสดีทุกคนที่ตามมาจากเรื่องน้องเต่าด้วย และคนที่มาติดตามใหม่ด้วยย อยู่กันไปนานๆ เด้อ 





ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว