facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

◣♥◥ อาณาเขตรักที่6►►คำขอโทษและสรรพนามที่เปลี่ยนไป

ชื่อตอน : ◣♥◥ อาณาเขตรักที่6►►คำขอโทษและสรรพนามที่เปลี่ยนไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2558 12:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
◣♥◥ อาณาเขตรักที่6►►คำขอโทษและสรรพนามที่เปลี่ยนไป
แบบอักษร

◣ ♡ ◥ อาณาเขตรักที่6►►คำขอโทษและสรรพนามที่เปลี่ยนไป






“รายการต่อไปเป็นข่าวภาคค่ำ....”

 



ปิ๊บ!

 



“โธ่เว้ย!!...”ปภิณวิทย์คว้ารีโมทก่อนจะปิดโทรทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรำคาญ...ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรมันก็ดูจะขัดตาไปหมดทุกอย่าง

 




“...2ทุ่ม...บ้าเอ้ย!!”ชายหนุ่มพึมพำเมื่อมองเวลาบนนาฬิกาเรือยนใหญ่ที่ตอดอยู่บนผนังห้องอย่างหัวเสีย

 


หลังจากเลิกงานผมก็ตรงดิ่งกลับบ้านและขังตัวเองอยู่ในห้องจนเวลาล่วงเลยมาจนถึง2ทุ่ม...ผมตัดสินใจจะไม่ไปตามที่ปิณชาน์นัด

 



ทำไมผมต้องไปด้วย?!

 


ผมบอกตอนไหนว่าตกลง?!

 



อีกฝ่ายเอาแต่พูดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียวทั้งนั้น!!

 


ผมก็เลยตัดสินใจอยู่บ้านมันเนี่ยแหละ!!

 



แต่ทำไมในใจผมมันถึงว้าววุ่นได้มาขนาดนี้นะ!...ไม่ว่าจะทำอะไรมันก็รู้สึกหงุดหงิด!...ความรู้สึกบ้านี่มันคืออะไรกัน?!!

 



“...ป่านนี้คงจะกลับไปแล้ว”ผมพึมพำระหว่างที่เดินวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของตัวเอง


ใช่!...เลยเวลานัดมาตั้ง2ชั่วโมงใครรอก็โง่แล้ว!...แถมบ้าให้ด้วยเอ้า!!

 



เพราะงั้นเลิกคิดมากเรื่องบ้าบอได้แล้ว!!

 


แต่ถ้ายังรออยู่ล่ะ?

 



ความคิดนึงที่แล่นเข้ามาทำให้ความหงุดหงิดที่มีอยู่แล้วเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า...

 



“โธ่เว้ย!!...เอาไงดี!!”ผมพูดออกมาเป็นหยาบอย่างหัวเสีย

 


ทำไมต้องมานั่งคิดมากเรื่องไร้สาระแบบนี้ด้วย!

 



“ชิ!... แค่ไปก็จบใช่ไหม?...ไปดูว่าเด็กปิณชาน์นั่นมันกลับไปแล้วก็พอใช่ไหม?!!”ผม ถามกับตัวเองก่อนจะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งลงมาที่รถก่อนจะ ขับออกจากคอนโดไป...ร้านBonHerอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าไหร่

 


ใช้เวลาไม่ถึง10นาทีก็ถึงที่หมายแล้ว

 



“ที่จอดหายากเป็นบ้า!”ผมพึมพำอย่างอารมณ์เสียเมื่อหาที่จอดรถไม่ได้...ดูท่าร้านนี้จะเป็นที่นิยมมากเหมือนกันคนถึงได้เยอะแบบนี้

 



ผมวนหาที่จอดรถสักพักก่อนจะวิ่งเข้าไปในร้าน...

 


“ยินดีตอนรับค่ะ...จองไว้ในชื่ออะไรค่ะ?”พนักงานต้อนรับที่อยู่ด้านหน้าถามขึ้นอย่างมีมารยาท

 



“แฮ่ก...ผมไม่ได้จองไว้ครับ...แค่มาหาคนรู้จักที่นัดไว้เท่านั้น”ผมหอบหายใจก่อนจะตอบพนักงานสาวตรงหน้าไปตามตรง

 



“แล้วชื่อของคนที่นัดละค่ะ...ร้านนี้ถ้าไม่จองก่อนก็เข้าไม่ได้หรอกคะ”พนักงานสาวบอกผมอีกครั้งนึงด้วยรอยยิ้ม

 



ต้องจองด้วย?

 


บ้าเอ้ย!...คิดว่าตัวเองรวยนักรึไง?

 



แล้วไอ้ความสำนึกผิดที่ปรากฏขึ้นมานี่มันคืออะไร?!!

 


“...นายปิณชาน์...มีไหมครับ?”ผมเอ่ยชื่อออกไปให้พนักงานก่อนที่เธอจะหยิบสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วเปิดออกเพื่อไล่ดูรายชื่อที่อยู่ภายใน

 



“เจอแล้วค่ะ...คุณปิณชาน์จองห้องVIP3ไว้ค่ะ...คุณปภิณวิทย์ใช่ไหมค่ะ?..เดี๋ยวดิฉันจะนำทางไปค่ะ”พนักงานบอกผมก่อนจะเดนนำเข้าไปด้านใน

 



“เดี๋ยวครับ...เขายังรออยู่เหรอ?”ผมอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

 



“ใช่ค่ะ...บอกไว้ว่าคุณจะมาช้าสักหน่อยอย่าพึ่งนำอาหารมาเสริฟน่ะค่ะ”สิ้นคำอธิบายผมก็เม้มริมฝีปากแน่นอย่างข่มอารมณ์ที่เกิดขึ้น

 



“...ช่วย พาผมไปที่ห้องนั้นด้วยครับ”ผมบอกพนักงานเบาๆก่อนจะเดินตามไปจนถึงห้องส่วน ตัวที่ดูแล้วคงจะกันเสียงแถมเท่าที่เดินผ่านอาหารที่นี่...คงไม่ใช่ถูกๆ

 



“เดี๋ยวผมเข้าไปเองครับ...ขอบคุณมาก”ผมบอกพนักงานที่กำลังจะเคาะประตู

 



“คะ....มีอะไรเรียกได้นะคะ”พนักงานสาวยิ้มหวานก่อนจะเดินกลับไป

 


“...ปิณชาน์”ผมพึมพำชื่อของคนที่อยู่ข้างในเบาๆ

 



ถ้าวันนี้ผมไม่ได้คำตอบ!

 


อย่าเรียกผมว่าเจ้าคุณ!!

 


ปัง!!

 



“ปิณชาน์!!!”ผมผลักประตูเข้าไปอย่างแรงก่อนจะเรียกคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตรงกลางห้อง
โต๊ะหรูที่ตอนนี้ว่างเปล่ามีแค่น้ำแก้วนึงวางอยู่เท่านั้น...มันเป็นภาพที่ทำให้หัวใจผมเจ็บแปร๊บเลยจริงๆ

 


“...พี่คุณ”ปิณชาน์หันมามองทางผมก่อนจะเบิกตากว้างแล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มในเวลาไม่นาน
ยิ้มเหรอ?

 


ถึงขนาดนี้แล้วยังยิ้มให้ผมแบบนั้นอีกเหรอ?

 



หมับ!

 




“ต้อง การอะไร?!...นายต้องการอะไรกันแน่?!!...ทำแบบนี้ทำไม!?...ทำไมถึงยังรอทั้ง ที่ผ่านไปตั้ง2ชั่วโมงไม่รู้รึไงว่าไม่มาแล้วน่ะ!...คิดไม่เป็นเลยเหรอ!?... แล้วนี่อะไรข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กินใช่ไหม!?..ทำไมทำตัวแบบนี้ห๊ะ!?...ถ้า ป่วยไปพ่อแม่จะเป็นห่วงขนาดไหนรู้บ้างไหม!?...จริงสิ!!...แล้วคิดบ้าอะไร อยู่ถึงกล้าออกเงินจองร้านอาหารแบบนี้คิดว่าตัวเองรวยนักรึไง!!?...จะดูถูก กันใช่ไหม!!?...เข้าใจมารยาทบ้างไหม!!?คนที่อายุมากกว่าเขาต้องเป็นคนเลี้ยง ไม่ใช่เด็กแบบคุณ!!!”ผมคว้าคอเสื้อของปิณชาน์แน่นก่อนจะระบายทุกอย่างที่คิด ไว้ออกมาจนหมด

 



ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกไปบ้าง...รู้แค่ว่าผมโกรธคนตรงหน้าอย่างมากเหลือเกิน
ทั้งโกรธ โมโห ไม่เข้าใจและ...

 


‘ดีใจ’

 


ที่ปิณชาน์ยังรออยู่

 



“...พี่ คุณ...ใจเย็นๆครับ”ปิณชาน์ชะงักเล็กน้อยเหมือนตกใจในสิ่งที่ผมพูดก่อนจะปรับ ทุกอย่างให้กลับมาเป็นปกติแล้วใช้มือข้างนึงแตะแก้มผมเบาๆ

 



เฮือก!!

 



“...ทะ...ทำอะไร!!?”ผมรีบสะบัดหน้าหนีทันทีแล้วไอ้หัวใจบ้านี่ถึงได้เต้นแรงขนาดนี้เล่า

 


“ให้พี่ใจเย็นไงครับ...หน้าบึ้งแบบนั้นเดี๋ยวหมดหล่อนะ”ปิณชาน์พูดติดตลก

 



“ทำไมถึงไม่โกรธล่ะ?”ผมอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

 



ผมสัมผัสไม่ได้เลยสักนิดว่าปิณชาน์โกรธ โมโหหรือแม้แต่หงุดหงิด

 


ความจริงคนที่ถูกเบี้ยวนัดตั้ง2ชั่วโมงแล้วยังมาทำหน้ายิ้มตอนเจอกันเนี่ย...มันมีที่ไหนเล่า!!

 



บ้าไปแล้ว!

 



“ครับ?”ยังมีหน้ามาเอียงคอถามแบบงงๆอีกแนะ

 



“ทำไมถึงไม่โมโห!!?...ทำไมไม่หงุดหงิด!!?...ทำไมไม่ต่อยผมสักหมัดล่ะ!!?”ผมถามรัวออกไปตามสิ่งที่ตัวเองกำลังคิดอยู่

 



“เพราะสุดท้าย...พี่คุณก็มานี่ครับ...ผมดีใจที่พี่มาและยังเป็นห่วงผมมากขนาดนี้...ดีใจ...จริงๆครับ”ปิณชาน์บอกผมด้วยรอยยิ้มกว้าง

 


รอยยิ้มที่บงบอกถึงความดีใจอย่างปิดไม่มิด

 



ผมมองภาพของปิณชาน์ที่ยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นในหัวใจ

 


เขายิ้มกว้างทั้งๆที่ผมมาสายไปตั้ง2ชั่วโมง

 



ความสำนึกผิดเข้ามาโจมตีผมอย่างรุนแรงจนรู้สึกอึดอัด

 


ผมคงต้องทำอะไรสักอย่างกับความรู้สึกนี้ก่อนที่มันจะระเบิดออกมาจนผมได้ความดันขึ้นอีก

 


แต่ผมก็ไม่อยากจะพูดคำนั้นเลย...มันเหมือนกับทิฐิของตัวเองมันสูงจนไม่ยอมทำแต่ภายในจิตใจกลับเรียกร้องให้ทำมันซะ...

 


พูดมันออกไปเถอะ

 



คำพูดที่แสดงถึงความรู้สึกในตอนนี้น่ะ

 



“...พี่ขอโทษนะ”ผมเอ่ยเบาๆอย่างสำนึกผิด

 



ถ้าวันนี้ผมไม่พูดคำนั้นออกไปผมคงนอนไม่หลับแน่ๆ

 



ครั้งนี้ผมเป็นฝ่ายผิด

 



ทั้งๆที่เป็นฝ่ายผิดแต่กลับไม่โดนว่าเลยสักนิด...มันทำให้รู้สึกแย่มากกว่าเวลาทำผิดแต่โดยด่าว่าซะอีก

 



“...พี่คุณ?”ปิณชาน์สบตากับผมอย่างงงๆ

 


“...อะไร?”ผมถามเสียงแผ่ว

 



“ดีใจจัง...พี่คุณแทนตัวเองว่าพี่...ครั้งแรกเลย”ปิณชาน์บอกผมพร้อมรอยยิ้มกว้าง

 



ความรู้สึกผิดที่สุมอยู่ในอกค่อยๆหายไปอย่างช้าๆจนผมรู้สึกโล่งๆ...

 



ค่อยยังชั่วหน่อย

 



ท่าทางแบบนั้นแปลว่าเขายกโทษให้ผม?

 



หรือบางทีปิณชาน์อาจไม่ได้โกรธผมอยู่ตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

 


“...แล้วไม่ดี?”ผมลองถามกลับ

 


“ดีสิครับ...ดีมากๆด้วย”ปิณชาน์ส่ายหน้าผับๆแล้วพูดด้วยสีหน้าที่มีความสุข

 


ฝุบ!

 



“...กินข้าวกันเถอะ”ผมบอกเบาๆพร้อมกับใช้มือขยี้หัวของปิณชาน์แรงๆทีนึงแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้

 


“พะ...พี่ คุณ...อ่า~...ครับ...เดี๋ยวผมบอกให้เสิร์ฟอาหารเลยนะ!”ปิณชาน์ตอนนี้เหมือน หมาตัวใหญ่ที่หูตั้งหางกระดิกแล้ววิ่งไปที่มุมห้องก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแล้ว บอกปลายสายว่าให้เอาอาหารมาได้แล้ว

 


“...ยิ้มมากไปแล้วนะ”ผมเอ่ยเบาๆ...ตั้งแต่ที่ปิณชาน์กลับมานั่งที่เก้าอี้จนถึงอาหารมาเสิร์ฟคนตรงหน้าก็ยิ้มไม่หุบจนรู้สึกหมันไส้นิดๆ

 



“ก็ ผมมีความสุขนี่...จริงสิ...ผมจะตอบคำถามที่พี่ถามมาเมื่อกี๊ทั้งหมดแลกกับคำ ขอ1อย่างได้ไหมครับ?”ปิณชาน์ถามขึ้นด้วยแววตาที่เป็นประกายด้วยความหวัง

 



คำถามที่ผมถามไปงั้นเหรอ?

 


รู้สึกว่าจะเยอะพอดูนะ

 


แลกกับ1คำขอ


อืม...แบบนี้ค่อยคุ้มหน่อย

 



“เอาสิ”ผมตกลงหลังจากคิดทบทวนแล้ว

 


“ผมอยากให้พี่เรียกชื่อเล่นผม”ปิณชาน์บอกต่อทันทีที่ผมตกลง

 


“ชื่อเล่น?”

 


“ครับ...เรียกผมว่าบัตก็ได้...ชื่อเล่นจริงๆผมคือบัตเตอร์”ปิณชาน์บอกผมด้วยรอยยิ้ม

 


“บัตเตอร์...?”

 



“ครับ...ได้ไหมครับ?”ปิณชาน์ถามขึ้นอีกครั้ง

 



“...พี่ไม่ค่อยเรียกใครด้วยชื่อเล่น”ผมบอกออกไปตามตรง

 


ความจริงแค่เรียกตัวเองว่าพี่นี่ก็ถือว่ามากสำหรับผมแล้วนะ

 



“ผมรู้...ผมอยากเป็นคนพิเศษ...ให้ผมเป็นคนพิเศษของพี่ได้ไหมครับ?”ปิณชาน์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง...

 



ทำไมผมรู้สึกเหมือนตัวเองโดนจีบ?

 


หรือผมจะคิดมากไป?

 


แล้วอยู่ๆมาของเป็นคนพิเศษเนี่ยนะ

 



มันจะไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ?

 


“...ขอดูคำตอบที่ถามไปก่อน”ผมมองคนตรงหน้านิ่งแล้วบอกเบาๆก่อนจะก้มกินสปาเก็ตตี้คาโบนาล่าในชามของตัวเองต่อ

 



“ได้ เลยครับ...รู้สึกว่าคำถามแรก ‘ต้องการอะไรกันแน่?’ผมแค่อยากอยู่ข้างๆพี่เท่านั้น... คำถามต่อไปก็‘ทำแบบนี้ทำไม?...ทำไมถึงยังรอทั้งที่ผ่านไปตั้ง2ชั่วโมงไม่รู้ รึไงว่าไม่มาแล้วน่ะ...คิดไม่เป็นเลยเหรอ?’ ผมน่ะรู้ว่าพี่เป็นคนยังไงถึงพี่จะไม่ได้ตอบตกลงแต่ผมรู้ว่าพี่ต้องมา แน่ๆ...พี่ไม่มีทางปล่อยให้ผมนั่งรอทั้งคืนหรอก”คนตรงหน้าตอบผมด้วยรอยยิ้มก่อนจะ หยิบแก้วน้ำส้มปั่นขึ้นมาดื่มด้วยท่าทางสบายๆ

 



“คิดจะรอไปถึงเมื่อไหร่?”ผมถามออกไปด้วยความอยากรู้

 



ถ้ากว่าผมจะมาปาไป4ทุ่มหรือเที่ยงคืนเขาจะยังรออยู่ไหม?

 


“ถ้าผมตอบคำถามนี้พี่ต้องมีอะไรมาแลกเปลี่ยนนะครับ”ปิณชาน์บอกผมด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์

 


“เด็กเจ้าเล่ห์!”ผมพูดขึ้นทันที

 


“ฮะ ฮะฮะ...ผมเปล่านะ...แต่แค่นี้ผมก็ขาดทุนจะแย่แล้วให้ผมได้กำไรหน่อยไม่ได้ เหรอครับ?”ปิณชาน์ถามต่ออีกด้วยแววตาที่เป็นประกายอย่างนึกสนุก

 


“คนที่ขาดทุนน่ะพี่ต่างหาก”ผมพึมพำเบาๆก่อนจะคว้าแก้วน้ำส้มปั่นของตัวเองขึ้นมาจิบ

 



“ไม่หรอกครับ...พี่น่ะได้กำไรเต็มๆเลย”ปิณชาน์ว่าต่อ

 



“กำไร?...ยังไง?”ผมถามขึ้นอย่างสงสัย

 


เพราะจากที่ดู...ผมยังไม่เห็นกำไรที่ได้เลยสักนิดนะ

 



“ก็ พี่จะมีคนให้ระบายไงครับ...พี่ปล่อยมันกับผมได้นะ...ผมรู้ว่าพี่ค่อนข้าง เครียดจากที่ทำงานถ้าไม่ปล่อยซะบ้างพี่จะเครียดนะครับเดี๋ยวก็ความดันขึ้น หรอก”สิ้นคำพูดของปิณชาน์ผมก็เงยหน้าขึ้นไปจ้องคนตรงหน้าเขม็งทันที

 


ทำไมถึงรู้ว่าผมเครียดมาก

 



ทำไมถึงรู้ว่าผมไม่มีที่ระบาย

 


ทำไมถึงรู้ว่าความดันผมขึ้นบ่อยๆ

 



“พี่จ้องแบบนี้ผมดีใจนะ...”ปิณชาน์บอกผมด้วยรอยยิ้ม

 


“...”ผมรีบผละสายตาออกมาทันที...รู้สึกว่าขนทั่วตัวกำลังลุกขึ้นอย่างพร้อมเพียงจนน่าตกใจ...หรือว่าผม...กำลังถูกหยอด?

 


เกิดมา30ปีก็พึ่งเคยเจอนี่แหละ

 


“คำตอบละครับ...ตกลงไหม?”ปิณชาน์ถามอีกครั้ง

 


เอาไงดีเนี่ย?

 



อยากรู้แต่ไม่อยากแลกเปลี่ยนเลยแฮะ

 


ฮึ้ย...

 


“ก็ได้...จะแลกกับอะไรล่ะ?”ผมถามปิณชาน์ด้วยน้ำเสียงเซ็งๆนี่ผมเอาชนะความอยากรู้ของตัวเองไม่ได้จริงๆ

 



“วันพรุ่งนี้กินข้าวเย็นด้วยกันนะครับ?”ปิณชาน์พูดขึ้นทันทีเหมือนกับว่าเขาได้คิดเอาไว้แล้วงั้นแหละ

 


นี่ผม...ตกหลุมที่ถูกวางไว้?

 



“นี่...คงไม่ได้วางแผนไว้ใช่ไหม?”ผมพูดขึ้น

 


“ถ้าผมตอบก็ต้องมีข้อ...”

 


“งั้นก็หุบปากแล้วกินต่อซะ!!”ผมตะโกนด้วยอารมณ์ที่เหลืออด

 


เอาเปรียบกันเกินไปแล้ว!

 


เด็กบ้า!!

 



“ฮะฮะฮะ...ผมล้อเล่นครับ...ผมไม่ได้วางแผนไว้หรอกนะ”ปิณชาน์ขำเบาๆก่อนจะตอบผม

 


“...ขอให้จริงเถอะ!”

 


“คำ ถามต่อไป ‘แล้วนี่อะไรข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กินใช่ไหม?..ทำไมทำตัวแบบนี้ห๊ะ?...ถ้าป่วย ไปพ่อแม่จะเป็นห่วงขนาดไหนรู้บ้างไหม?’ผมขอรวบเลยละกัน...ผมยังไม่ได้กิน ข้าวเย็นแต่ตอนนี้กินแล้วผมแค่อยากรอกินพร้อมพี่นี่...แล้วก็...พ่อกับแม่คง ไม่ห่วงหรอก...เพราะพวกท่านไม่อยู่แล้ว”ปิณชาน์บอกผมด้วยน้ำเสียงเศร้าก่อน จะลงมือกินต่อ

 



ไม่อยู่แล้ว?

 


ให้ตายสิ...นี่ผมพูดทำร้ายจิตใจเขาไปงั้นเหรอ?

 



แถมน่าเศร้าๆแบบนั้น

 



โอ้ย!...ทำหน้าหง๋อยๆแบบนั้นมันขี้โกงนิ!

 



แบบนี้ก็เหมือนผมเป็นฝ่ายผิดน่ะสิ!!

 



เออ!...ก็ผิดจริงๆนิ

 



“...ขอโทษ”ผมบอกปิณชาน์เบาๆ

 


“...ไม่ เป็นไรครับ...ผมก็เริ่มจะทำใจได้แล้วแค่รู้สึกเหงาเท่านั้น”ปิณชาน์บอกผม ด้วยเสียงเศร้าๆพร้อมกับยิ้มออกมา...รอยยิ้มนั้นมันไม่สดใสเหมือนเคย

 



“ถ้ามีอะไรจะระบาย...พี่ช่วยได้นะ”ผมบอกปิณชาน์ตรงๆ

 



อย่างน้อยถ้าทำให้รอยยิ้มที่ร่าเริงนั่นกลับมาได้...ผมว่ามันคุ้ม

 


“...พ่อ กับแม่ชอบเรียกผมว่าบัตเตอร์...แต่พอพวกท่านไม่อยู่ก็ไม่มีใครเรียกอีก เพื่อนๆก็เรียกแต่บัตเพราะมันสั้นกว่า...ผมเองก็ไม่อยากเห็นแก่ตัวให้เพื่อน มาเรียกชื่อเต็มเพราะคิดถึงพวกท่าน”คำพูดที่เหมือนระบายของปิณชาน์ดังขึ้น อย่างต่อเนื่อง

 


ผมเองก็ได้แต่นั่งฟังนิ่งๆแล้วทำความเข้า ใจ...ที่อยากให้เรียกชื่อเล่นเพราะแบบนี้สินะ...อาจเป็นเพราะผมมีส่วนที่ คล้ายกับพ่อเขาก็เลยอยากสนิทและชวนมากินข้าว

 


ไม่ใช่เด็กไม่ดี

 



แค่เหงาเท่านั้นสินะ

 



“...การที่ให้เรียกชื่อเล่นแบบเต็มๆมันไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวหรอกนะ...บัตเตอร์”ผมเอ่ยออกไปเบาๆ

 


“....พี่ คุณ...อ่า~...ขอโทษครับ...ทำไมถึงขี้แยแบบนี้นะ”ปิณชาน์...ไม่สิ...ต่อจาก นี้ผมจะเรียกเขาว่าบัตเตอร์ถ้าไม่มีใครเรียกผมจะเรียกเอง

 



บัตเตอร์ปาดน้ำตาตัวเองลวกๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มกว้างให้ผมพร้อมกับน้ำตาที่ยังไหลไม่หยุด

 



“เฮ่อ...”ผมถอนหายใจเบาๆก่อนจะลุกขึ้นแล้วลุกไปหาบัตเตอร์

 



ฝุบ!

 



“...จะร้องก็ได้...ถือว่าพี่เป็นพี่ชายของบัตเตอร์ละกัน”ผมลูบหัวบัตเตอร์เบาๆก่อนจะบอกออกไปเบาๆแต่ผมรู้ว่าคนตรงหน้าต้องได้ยินแน่นอน

 



“...พี่คุณ...ขอกอดหน่อย...ได้ไหมครับ?”บัตเตอร์เงยหน้าขึ้นมาถามผมด้วยน้ำเสียงหง๋อยๆ

 



กอดเลยเรอะ!!

 


มันจะก้าวกระโดดไปไหม?

 


แต่พอมองสายตาหง๋อยๆนั่นแล้วผมก็ต้องถอนหายใจอีกรอบนึง

 



“...เอาสิ”ผมอนุญาตเบาๆ

 


หมับ!

 


“อ๊ะ!... บัตเตอร์...กอดแน่นไปแล้ว”ผมบอกทันทีที่บัตเตอร์ลุกขึ้นแล้วคว้าตัวผมเข้าไป กอดก่อนจะซุกตัวลงกับไหล่ผมแล้วกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น

 


ทำไมผมรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ

 



ทั้งๆที่สูงพอๆกันแต่ทำไมผมถึงถูกดึงเข้าไปได้ง่ายๆ

 



แล้วก็จะเต้นแรงไปไหนไอ้หน้าอกด้านซ้ายเนี่ย!

 


รู้อยู่แล้วน่าว่าเขินอยู่อย่ามาตอกย้ำได้ไหมเล่า!!

 


แค่นี้ก็อายจะตายอยู่แล้ว!

 


“...พี่ คุณ...ผมไม่เหลือใคร...ผมเหลือแค่พี่”บัตเตอร์พึมพำเบาๆขณะที่ซุกตัวอยู่ที่ ไหล่ผม...แม้เสียงของบัตเตอร์จะดูอู้อี้แต่ผมก็ฟังมันได้อย่างชัดเจน

 


เหลือแค่ผม?

 



หมายความว่ายังไง?

 


“บัตเตอร์...หมายความว่ายังไง?”ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย

 



“...ถ้า ผมบอก...พี่จะทิ้งผมไหม?...จะเปลี่ยนไปรึเปล่า?...”บัตเตอร์ถามเสียงอู้อี้ พร้อมกับกอดผมแน่นขึ้นจนผมเริ่มรู้สึกปวดๆแล้วแต่ผมรู้สึกว่าบัตเตอร์กำลัง สั่นอยู่

 


แรงเยอะชะมัด...ผมสู้ไม่ได้เลย

 


 “เฮ่อ...พี่ ก็เป็นของพี่แบบนี้จะเปลี่ยนได้ยังไงล่ะ?...ถ้าทำตัวดี...พี่ก็ไม่ทิ้งหรอก นะ”ผมบอกเบาๆก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสกับผมสีดำสนิทที่ซอยสั้นของบัตเตอร์อย่าง เบามือ

 



ผมไม่รู้ว่าเรื่องมันเป็นยังไง?...แต่สิ่งที่ผมรู้คือถ้าบัตเตอร์ยังเป็นแบบนี้ผมจะทิ้งเขาไว้ได้ยังไงล่ะ?

 


“...วันพรุ่งนี้ไปกินข้าวเย็นที่บ้านผมนะครับ...แล้วผมจะบอกความจริงทุกอย่างให้พี่รู้”


........................................................................................

สวัสดีคะ

มาอัพตอนต่อไปแล้วคะ...เรื่องนี้มาเรทกว่าJurassic Heartเยอะเลยต้องขอโทษด้วยคะและขอบคุณที่ยังรอติดตามต่อนะคะ

เวลาเครียดๆแล้วแต่เรื่องนี้รู้สึกเหมือนได้ระบายเลยคะรู้สึกดีสุดๆ(55+)

หลัง จากนี้จะมาอัพอาทิตย์ละตอนนะตอนนะคะอย่างที่เคยบอกไปว่าแต่งทีเดียว2เรื่อง ต้องใช้ท้งเวลาในการเขียนและต้องบิ้วอารมณ์ในการแต่งด้วยเพราะทั้งสองเรื่อง มีแนวเรื่องที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ขอขอบคุณทุกๆคนที่คอยติดตามเสมอนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าคะ :bye2:

nicedog


♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ

ความคิดเห็น