ภาคสองนี้เราจะพยายามแต่งให้ดีกว่าเดิมนะคะ ขอคำชี้แนะด้วยนะ ><

ชื่อตอน : บทที่ 14 ถ้ำงู

คำค้น : BTS , kookv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.พ. 2562 17:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 ถ้ำงู
แบบอักษร

XIV

ถ้ำงู


หลังจากเลิกเรียน แทฮยองได้เดินลงมากับลิซ่าและตรงดิ่งไปยังอัฒจันทร์ซึ่งเป็นสถานที่ที่แทฮยองรอพี่ชายและแม่เป็นประจำ เขาโบกมือลาพร้อมกล่าวขอบคุณให้เพื่อนสาว ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งพร้อมถอดสายกระเป๋าสะพายออก ในขณะที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์เพื่อหาการ์ตูนอ่าน เสียงเรียกของจีมินก็ได้ดึงสายตาเขาให้ช้อนขึ้นมอง เพื่อนตัวเล็กนั้นเดินมาหาพร้อมด้วยใบหน้าแสนจริงจังที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ขนาดสีหน้าตอนสอบปลายภาคยังไม่เครียดเท่านี้

         “เป็นอะไรรึเปล่าชิม ยังโอเคไหม?” ทำไมหมู่นี้ถึงมีแต่คนทำตัวแปลกๆใส่เขานะ “แล้วพี่ยุนกิล่ะ ไม่ได้มาด้วยเหรอ?”

         “รายนั้นเขาทำเวรอยู่น่ะ แต่ชิมเป็นห่วงแทเลยขอลงมาก่อน”

         แทฮยองจับความผิดปกติในน้ำเสียงและสีหน้าของร่างเล็กได้ แต่เขาเลือกที่จะยังไม่ถกประเด็น “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ แต่นี่แค่โรงเรียนเอง เพราะงั้นแทปลอดภัยอยู่แล้วล่ะ”

         จีมินย่นคิ้วเล็กน้อยจนร่างบางแทบไม่สังเกตเห็น “ก็ไม่แน่นะ”

         เอาล่ะ นี่มันแปลกจริงๆแล้วนะ จีมินไม่เคยทำตัวแบบนี้ใส่เลย สรุปคือเขาควรถามใช่ไหม

         “ชิมเป็นไรอ่ะ ทั้งวันมานี้ดูไม่ค่อยร่าเริงเลยนะ ตอนเที่ยงก็เอาแต่เงียบไม่ค่อยพูดอะไรเลย”

         คนถูกถามเดินเข้าไปนั่งด้วยและเอาแต่ก้มมองพื้น สายตาดูเลื่อนลอยเหมือนจมดิ่งไปกับความคิด พอแทฮยองเหลือบมองการ์ตูนที่อ่านค้างไว้ในโทรศัพท์จึงเริ่มพูด

         “เมื่อเช้านี้ ชิมไปเอาสมุดการบ้านจากห้องพักครูด้วยล่ะ”

          “อืม แล้วมันมีอะไรงั้นเหรอ ตกลงหาเจอป่ะ?” แทฮยองปิดโทรศัพท์หันมาตั้งใจคุยกับเพื่อนสนิท

         จีมินพยักหน้าก่อนเว้นไปสักพัก “ตอนที่กำลังหาสมุดการบ้านใต้โต๊ะอาจารย์น่ะ ชิมได้ยินอาจารย์สองคนคุยกัน... เกี่ยวกับเรื่องลิซ่า”

          ตาเรียวเบิกโตด้วยความฉงนใจ น้ำเสียงของร่างบางเริ่มจริงจังขึ้นตามอีกฝ่าย “ลิซ่าเหรอ?”

     “ก็ไม่รู้หรอกนะว่าลิซ่าไปทำอะไรไว้ แต่ชิมฟังแล้วน่าจะเป็นเรื่องไม่ดี แถมคนที่พูดยังเป็นอาจารย์จีซังกับผอ.แจจินด้วย”

          แทฮยองกลืนน้ำลาย หัวใจเต้นแรงเมื่อได้ยินชื่อผู้อำนวยการ แต่ไม่ใช่ในทางชู้สาว หากเป็นในทางลบที่เรียกว่าความกลัว ถ้าจำไม่ผิด เขากับจองกุกเคยพูดถึงภาพปริศนาที่ไปเจอในห้องผอ.แจจิน จนโยงไปว่าผอ.อาจเป็นพวกนอกศาสนา ซึ่งลัทธิอะไรนั้นเขายังคงไม่รู้ รู้แค่เพียงคนกลุ่มนั้นนับถืองูและสร้างตำนานในหมู่บ้านขึ้น และถ้าผอ.กล่าวถึงลิซ่า ก็มีความเป็นไปได้ว่าลิซ่าก็อาจเป็นหนึ่งในคนพวกนั้น

          “พวกเขาพูดอะไรบ้างเหรอ ชิมพอจำได้ไหม”

          จีมินเงียบพักหนึ่งขณะเรียบเรียงความทรงจำ “เท่าที่นึกออก ก็เห็นพูดว่าลิซ่าทำพลาดอะไรสักอย่างนี่ล่ะ และก็โอกาสอะไรก็ไม่รู้ ฟังจากที่พูดก็ดูไม่ใช่เรื่องดี มันน่าสงสัยนะ... แถมอันตรายด้วย”

          แทฮยองพยักหน้าอย่างคิดตาม

          “ที่ชิมเป็นห่วงแทก็เพราะแบบนี้ล่ะ เวลาแทอยู่กับลิซ่า ชิมก็เริ่มรู้สึกระแวงตลอดเลย แต่ชิมยังไม่เล่าเรื่องนี้ให้ยุนกิฟังหรอกนะ เพราะเห็นแทอยู่ห้องเดียวกับลิซ่าแถมยังไปไหนมาไหนด้วยกันอีก เลยเอามาบอกแทเป็นคนแรก”

          เพื่อนตัวเล็กจับแขนเขาไว้หลวมๆ เขาจึงส่งยิ้มบางแทนคำขอบคุณสำหรับความห่วงใย

          “แล้วชิมก็ยังคิดอีกนะ ว่าเรื่องที่พวกอาจารย์พูดจะเข้าข่ายเรื่องยาเสพติดหรือการยักยอกรึเปล่า ได้ยินแต่คำว่าแผน แล้วลิซ่ายังเกี่ยวข้องกับแผนการนั่นอีก”

          แทฮยองขมวดคิ้วเพราะไม่คิดแบบนั้น ก็พวกเขาเป็นคนของลัทธิ น่าจะมีอย่างอื่นแอบแฝงมากกว่าการทำผิดกฎหมายทั่วไป “เรายังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานรองรับว่าพวกเขาทำยังงั้น เพราะงั้นแทว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปดีกว่า”

          จีมินขมวดคิ้วเป็นปมแน่น “อะไรนะ นี่แทไม่เชื่อที่ชิมพูดเหรอ จะโลกสวยตอนนี้ไม่ได้นะแท”

          “เปล่า... ไม่ใช่ยังงั้น” เขารีบส่ายหัว “แทเชื่อที่ชิมพูดนะ ที่แทพยายามจะพูดก็คือเราต้องหาหลักฐานมัดตัวพวกเขาก่อน และก็ต้องวางแผนด้วยว่าจะทำยังไงให้พวกเขายอมสารภาพ หรืออะไรก็ได้ที่ใกล้เคียงกับคำสารภาพ แต่เราจะมีโอกาสได้ยินพวกเขาพูดถึงเรื่องนั้นอีกไหม มันก็แล้วแต่ดวง ว่าป่ะ?”

          อีกคนลูบคางอย่างครุ่นคิด “อืม ที่แทพูดมันก็ถูก ถึงจะรู้แล้วว่าพวกผอ.ไม่ใช่คนสะอาด แต่ถ้าไปแจ้งความก็ใช่ว่าพวกเขาจะยอมรับสารภาพ อีกอย่างเราก็ไม่มีหลักฐานมัดตัวด้วยสิ”

          แทฮยองถอนหายใจ “เห็นไหมล่า”

          “แต่ไม่ว่ายังไงชิมก็ไม่อยากให้แทเข้าใกล้ลิซ่าอยู่ดี”

          ตอนนี้มีสองคนแล้วที่อยากให้เขาถอยห่างจากลิซ่า “แต่ถ้าทำงั้นเราก็ไม่ได้หลักฐานน่ะสิ แทว่าเราเนียนๆทำตัวปกติไปก่อนดีกว่านะ เดี๋ยวแทจะไปบอกให้พี่กุกมาช่วย”

         “อา... นั่นสิ” ร่างเล็กลูบท้ายทอย “คนที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างยุนกิกับคุณจองกุกน่าจะเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า เราน่าจะขอยืมมือสองคนนั้นมาช่วยเรื่องนี้นะ”

          แทฮยองยิ้ม พลางพยักหน้าอย่างเห็นพ้องต้องกันกับเพื่อนตัวเล็ก

          “อ้าว ยุนกิโทรตามแล้ว งั้นชิมขอกลับก่อนนะ เจอกันสัปดาห์หน้า”

          “บ๊ายบาย กลับดีๆนะ เจอกัน” เขาฉีกยิ้มกว้างรูปสี่เหลี่ยม โบกมือลาอีกฝ่ายเสร็จก็หันมาเล่นโทรศัพท์ต่อ แต่เพราะเรื่องที่เพิ่งได้ฟังไปทำให้เขาไม่มีกระจิตกระใจจะอ่านการ์ตูนต่อ เขาปิดอินเตอร์เน็ตและดับเครื่องก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

          เขาควรจะเชื่อใครดี ระหว่างพี่กุกกับจีมินและก็ลิซ่า พวกเขาบอกว่าเธอดูมีพิรุธซึ่งเขาก็ไม่ปฏิเสธ ถึงแม้ว่าเธอจะมีความลับมากมายที่ปิดซ่อนไว้ แต่ลิซ่าเองก็ดูเป็นห่วงเขาจากใจจริง ถ้าจะให้เขาแบ่งพรรคแบ่งพวกตอนนี้ล่ะก็ เขาว่าตัวเองคงทำไม่ได้หรอก...




          เช้าวันถัดมา หลังจากที่แทฮยองปล่อยเขาให้นอนคนเดียวมาสองคืน เขาก็พบว่าตัวเองเริ่มรู้สึกเหงานิดหนึ่งเวลาไม่มีแทฮยอง เพราะปกติแล้วเขาจะได้กอดร่างนิ่มอวบๆของเจ้าตัวตลอดทั้งคืน แต่เพราะแทยุนกับเจคย้ายไปนอนอีกห้องข้างๆ เพื่อดัดนิสัยไม่ให้ติดพ่อแม่เกินไปและพื้นที่เตียงไม่พอ ทำให้แทฮยองที่ช่วงนี้กำลังเห่อลูกตามไปนอนแถมยังเล่านิทานให้ฟังทุกคืน เฮ้อ เมื่อไรภรรยาเขาจะกลับมานอนด้วยกันนะ ช่วงเวลาอันเหงาหงอยจะได้สิ้นสุดลงเสียที เจ้าไข่ทั้งสิบหกฟองก็เหมือนกัน ถ้าฟักออกมาเขาก็จะได้ชีวิตอิสระคืน รวมถึงตามไปดูแลแทฮยองถึงโรงเรียน... พูดถึงโรงเรียน ป่านนี้เกรดเขาจะเป็นอย่างไรบ้างนะ ขาดเรียนหลายวันแถมไม่มีใบลาด้วย แต่ช่างเถอะ นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาควรสน เรื่องที่เขาควรให้ความสำคัญในตอนนี้ก็คือ---

          “พ่อออ ค้าาา!/คร้าบบบ!”

          นั่นไงล่ะ เสียงเรียกตั้งแต่ยังไม่เข้ามาในห้องด้วยซ้ำ

          แกรก!

          ร่างของสองพี่น้องพรวดพราดเข้ามาหลังจากผลักประตูกระแทกเสียงดังปัง! เขาพยายามแกล้งหลับแต่ก็ต้องมาจุกท้องเพราะกำปั้นของลูกที่ทุบรัวบนร่างไม่ต่างจากแป้ง

          “หมายความว่าไงคะว่าวันนี้คุณพ่อจะไม่อยู่บ้าน คุณแม่บอกว่าวันนี้เป็นวันเดท!”

          เขาขยี้ตาขยี้ผมเพื่อสลัดทิ้งความขี้เกียจ “ก็ตามนั้นแหละลูก วันเสาร์นี้เป็นวันเดทของพ่อกับแม่”

          เจคโพล่งขึ้นพร้อมทำหน้างอ “แต่เมื่อวานคุณพ่อบอกว่าวันนี้จะพาไปกินติมนะครับ”

          “ไอติมวอลล์ก็มีหนิ...”

          แทยุนส่ายหน้ารัว มือที่กำเสื้อเขาอยู่ก็ดูเหมือนอยากจะกระชากให้ขาดตลอดเวลา “ไม่ใช่ พวกเราอยากไปกินติมที่คุณพ่อบอกว่ามันเหมือนเกล็ดน้ำแข็งอ่ะ!”


          อ๋อ... บิงซู


          “ใช่!” เจครีบสนับสนุนพี่สาว “เจคอยากกินอันนั้นอ่ะ และคุณพ่อก็บอกแล้วด้วยว่าจะพาไปกิน!”

          ถ้ารู้ว่าเด็กจะเอาแต่ใจขนาดนี้ เขาก็ไม่ปากพล่อยไปตกลงง่ายๆหรอก แถมลืมเรื่องที่จะพาแทฮยองไปที่ถ้ำงูด้วย เรื่องมันจึงกลายเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ...

          “คุณพ่อต้องรักษาคำพูดน้า วันนี้ต้องพาพวกหนูไปกินไอติมหิมะนั่นนะ!”

          “เขาเรียกว่าบิงซูครับยุน”

          “ไม่รู้แหละ” จู่ๆเจคก็ผละออกไปยืนห่างๆ แต่จ้องเขาตาเป็นมันและมีแต่ความดื้อดึง “ยังไงวันนี้คุณพ่อก็ต้องพาพวกผมไปกินติมให้ได้ ถ้าไม่พาไปกินล่ะก็... โป้ง!”

          จองกุกได้แต่ยิ้มแห้งกับนิ้วโป้งเล็กๆของลูกชาย เขายกนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นมาไขว้กัน ซึ่งความหมายในท่าทางนั้นคือเขาโกหก พอเด็กๆเห็นดังนั้นก็ทำหน้าจะร้องไห้

          “จะให้พ่อยกเลิกเดทกับแม่คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”

          “ฮือ แงงงงง!!!”

          “เป็นอะไรกัน เสียงดังเอะอะกันแต่เช้าเชียว... แทยุน เจค แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้มาปลุกคุณพ่อ... อ้าว พี่กุก! ยังไม่ลุกขึ้นมาอีกเหรอ วันนี้เป็นวันอะไรพี่ลืมแล้วใช่ไหม!”

          นี่มันวันอะไรของเขานะ วันทวงนัดเหรอ? วันเด็กเหรอ? หรือวันวาเลนไทน์ ร่างบางพอเข้ามาปุ๊บก็นึกว่าจะช่วยเขา แต่พอเห็นเขานอนอืดอยู่บนเตียงเท่านั้นแหละ จากนางฟ้าตัวน้อยที่แสนน่ารักก็กลายเป็นนางมารโดยไม่รู้ตัว

          “ไม่ได้ลืมคร้าบแท แต่ว่าเด็กๆ...”

          แทฮยองลากสายตาไปยังลูกหัวแก้วหัวแหวนทั้งสอง พอเห็นสีหน้าง้ำงอกับตาแดงๆก็ตกใจ

          “เกิดอะไรขึ้น พวกหนูเป็นไรครับ?” ร่างบางเข้าไปโอ๋กอดเด็กหน้าบูด ซึ่งแทยุนกับเจคก็ยอมซบท้องอุ่นๆของคุณแม่เพื่อขอความเห็นใจไปด้วย

          “ฮือ แม่ขา คุณพ่อโกหกพวกหนูอ่า...”

          “ใช่ฮะ บอกว่าจะพาไปกินติมวันนี้ แต่พ่อบอกว่าติดเดทกับคุณแม่”

          แทฮยองตวัดสายตาขึ้นไปหาตัวการที่ทำให้ลูกทั้งสองน้ำตาซึม – ซึ่งเขาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเด็กๆแกล้งทำอยู่ – ส่วนจองกุกก็กะพริบตาปริบๆพร้อมพยายามอ่านปากของภรรยา จนจับใจความได้ว่า ‘นี่มันเรื่องอะไรกันพี่กุก พี่ไปสัญญากับเด็กๆตอนไหน’ และเขาก็ทำปากพะงาบๆไปว่า ‘ไม่ได้สัญญา แค่พูดไว้เฉยๆ!’

          ภรรยาของเขากลอกตาขึ้นบน ทำท่าพูดกลับมาว่า ‘แล้วมันต่างกันตรงไหน ในเมื่อเด็กๆเขาจริงจัง’

          จองกุกขยับปากกลับไป ‘เอาน่า พี่ไม่ทิ้งเดทเราหรอก’

          ปากอิ่มคว่ำลงด้วยความเหนื่อยใจ ร่างบางลูบศีรษะปลอบเด็กน้อยที่สะอึก – แต่ไม่ได้สะอื้น – เขาเริ่มพูดเสียงทุ้มนุ่มให้เด็กๆเลิกกังวล “สรุปคือ... พวกหนูอยากไปกินติมที่ห้างเหรอ”

          แทยุนและเจคเงยหน้าขึ้นพร้อมจ้องกลับมาด้วยสายตามุ่งมั่น “ใช่ค่ะ/ฮะ เราจะกินบิงซู... บิงซู! บิงซู! บิงซู!”

          แทฮยองหลุดหัวเราะด้วยความเอ็นดู ส่วนจองกุกก็บ่นพึมพำกับตัวเองว่า รู้แบบนี้สั่งซื้อเครื่องทำน้ำแข็งไสมาไว้ที่บ้านดีกว่า เอาให้เด็กพวกนี้กินจนพุงกางเลย

          “คิกๆ โอเคครับ โอเค... งั้นเดี๋ยวตอนเย็นแม่กับคุณพ่อจะพาไปกินติมน้า เดทของพวกเราก็ไม่ได้กินเวลาทั้งวันนี่ใช่ไหม? พี่กุก”

          ร่างบางยิ้ม แต่คนฟังกลับคิดว่ารอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยการบังคับ จึงได้แต่พยักหน้าเอออวย

          “อือ ใช่ ใช้เวลาแค่ครึ่งวันเอง” เขากัดฟันขณะพูดคำว่าครึ่งวัน ทั้งที่ความเป็นจริงมันควรลามไปถึงดินเนอร์ – นอกบ้านครั้งแรกของพวกเขา – เสียด้วยซ้ำ คำนวณจากเวลาอันมีจำกัดแล้ว เขากับแทฮยองอาจต้องยกเลิกเดทจริงๆ หรือไม่ก็ได้แค่ขับรถเล่นแถวนี้

          “จริงเหรอคะ!/ครับ!” เด็กน้อยทั้งสองทำตาวิบวับ มองสลับระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ด้วยความหวัง

          แทฮยองพยักหน้ายืนกราน “ใช่ครับ”

          “ไชโย้!!!”

          “รักคุณพ่อกับคุณแม่ที่สุดเลยฮะ!”

          สองพี่น้องหอมแก้มคุณแม่คนละฟอดจากนั้นก็ไปหอมคุณพ่อบ้าง ทำเอาคนที่เสียดายเรื่องเดทอย่างจองกุกใจชุ่มขึ้นมาเป็นกอง ความเสียดายที่มีก็ค่อยๆลดลง และถูกแทนที่ด้วยความรักที่มีต่อลูกทั้งสองแทน

          เอาเถอะ ถึงจะไม่ได้เดทกับภรรยา แต่ได้ไปเที่ยวแบบพร้อมหน้าพร้อมตากันก็ไม่ได้แย่อะไร คราวหน้าค่อยลองใหม่ละกัน





          “ถามจริง พี่กุกโกรธแทไหม”

          สามีหันมาเลิกคิ้วสงสัยให้แวบหนึ่งก่อนกลับไปตั้งใจขับรถ “เรื่องอะไรเหรอ”

          แทฮยองกัดเล็บขณะมองออกไปนอกรถ ตอนนี้พวกเขาออกมาไกลจากหมู่บ้านมากแล้ว วิวข้างทางจึงเต็มไปด้วยป่าสีส้มและบ้านคนซึ่งนานๆจะเห็นที “ก็เรื่องพาลูกไปกินไอติมแล้วยกเลิก... ไม่สิ ร่นระยะเวลาเดทของเรา”

          จองกุกหัวเราะออกมาทางจมูกทีหนึ่ง “ไม่ได้โกรธ ถึงตอนแรกจะน้อยใจบ้างก็เถอะ” เขาขอพูดตรงเพราะเขาคาดหวังเรื่องเดทมากๆ “แต่ว่าได้ไปเป็นครอบครัวมันก็มีความสุขอีกแบบ พวกเราเองก็มีลูกแล้ว จะหาความอิสระมันก็ยาก... พี่ก็คงต้องลดความเอาแต่ใจลง”

          ตลอดเวลาที่ฟังร่างบางมีสีหน้าเศร้าหมอง เขารู้สึกสงสารสามีอยู่ไม่น้อย ใช่ว่าเขาจะไม่เสียดายเรื่องเดทหรอกนะ แต่เรื่องลูกต้องมาก่อนเสมอ

          “แทขอโทษนะพี่กุก...”

          “ไม่เอาสิ อย่าคิดมาก พี่โอเคดีเพราะงั้นอย่าโทษตัวเอง นะ”

          มือหนาละจากพวงมาลัยไปยีผมอีกฝ่ายเบาๆและจับโยกให้เลิกคิดมาก แทฮยองที่ปกติแพ้คนลูบหัวอยู่แล้วจึงหลุดยิ้มอย่างง่ายดาย สองเท้าภายใต้รองเท้าผ้าใบสีแดงซึ่งเป็นของขวัญวันเกิดจากพี่แบคเริ่มแกว่งไปมาอย่างอารมณ์ดี

          “อืม... ว่าแต่ เมื่อไรเราจะถึงเหรอฮะ นี่เราก็ออกมาตั้งไกลแล้วนะ” เขาคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดดูเวลา ตอนนี้เวลาเก้าโมงแล้ว ออกจากบ้านแปดโมงครึ่งกว่าๆ กินเวลาไปเกือบ 30 นาทีในการเดินทางแต่ก็ยังไม่ถึงที่หมาย

          “น่าจะอีก 10 นาที” จองกุกเลื่อนมือไปลดอุณหภูมิแอร์ให้เพราะเห็นว่าร่างบางเริ่มกอดแขนตัวเอง “โอ๊ะ แถวนี้มีปั๊มด้วย ลงไปเข้าห้องน้ำไหม?”

          แทฮยองมองปั๊มน้ำมันที่มีร้านสะดวกซื้อด้วยสายตาที่ไม่ค่อยสนใจเท่าไร “ไม่อ่ะ แทไม่ปวด”

          “โอเค ตามใจเรานะ”




          ใช้เวลาเกือบ 10 นาที ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดหมาย จองกุกจอดรถบนริมถนนซึ่งตัดผ่านตีนเขาลูกหนึ่ง แทฮยองกระโดดลงมาเพื่อมองสำรวจสถานที่แปลกตา ส่วนสามีก็กดรีโมทล็อกรถและเดินนำเขาเข้าไปยังป่าแห่งหนึ่งที่ไม่ถึงกับรกทึบมาก พวกเขาเดินไปตามรอยทางเดินโดยจองกุกชำเลืองมองแทฮยองบ่อยๆเพราะกลัวหลง กลิ่นชื้นจากดินและอากาศเย็นๆทำให้ร่างบางรู้สึกผ่อนคลาย เพราะในหมู่บ้านมีแต่กลิ่นควันเขม่าอันไม่พึงประสงค์

          “พี่กุก รอแทหน่อย”

          “หืม?”

          จองกุกหยุดเดิน มองดูอีกคนค่อยๆก้าวเท้าจากตอไม้เล็กๆ พร้อมดันกิ่งแหลมให้พ้นจากศีรษะ ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าแทฮยองเป็นคนที่ไม่ค่อยออกจากบ้านมาท่องเที่ยว เขาจึงเดินเข้าไปและอาสาดึงกิ่งไม้ออกให้โดยจับตรงใบไว้

          “ขอบคุณฮะ” แทฮยองรีบลอดตัวออกมาก่อนส่งยิ้มให้ ผู้เป็นสามีก็ยิ้มตอบพลางถอนใจ

          เขาจูงมือให้ร่างบางเดินตามทันแต่ไม่ได้เร่งฝีเท้าเหมือนตอนแรก หากแต่ชะลอลงและคอยดันกิ่งไม้ให้ ทำให้การเดินทางของพวกเขาใช้เวลาน้อยกว่าที่คิด

          “ที่นั่น... ใช่รึเปล่าฮะพี่กุก”

          แทฮยองมองค้างที่ถ้ำแห่งหนึ่งหลังหลุดออกมาจากป่าดงพงไพรได้สำเร็จ ปากถ้ำแห่งนั้นถือว่ามีขนาดใหญ่ทีเดียว ภายในนั้นมีแต่ความมืดดูน่าขนลุกขนพอง ถ้าไม่มีจองกุกมาด้วย เขาสาบานเลยว่าจะไม่มีวันเข้าไปในนั้นเด็ดขาด เขาบีบมือใหญ่เบาๆขณะจินตนาการถึงสิ่งที่จะต้องเจอในถ้ำนั่น จองกุกก็บีบมือเขาตอบเช่นกัน แต่เพื่อปัดเป่าความกลัวและให้กำลังใจเขา

          “พร้อมไหม”

          หากอีกฝ่ายถามตอนที่เขานั่งอยู่บนรถ เขาก็คงตอบได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า พร้อม แต่ตอนนี้ชักไม่มั่นใจเสียแล้ว

          “ฮะ...”

          “ไม่ต้องห่วง พี่จะดูแลแทเอง”

          เขาค่อยๆเงยขึ้นมาก่อนคลี่ยิ้มหวาน แต่พอก้มหน้าลงก็หุบยิ้มอย่างรวดเร็วเพราะความกลัว

          พวกเขาเดินไปยังปากถ้ำด้วยกันโดยที่ยังไม่ปล่อยมือ ทางเดินไม่ได้ขรุขระอย่างที่แทฮยองคิด ออกจะเรียบและมีหินงอกอยู่ประปราย ข้างบนถ้ำก็มีหินย้อยสวยๆรูปร่างเหมือนผ้าม่านรุ่งริ่ง ร่างบางใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์ ส่วนจองกุกไม่ได้ใช้อะไร เพียงแต่ดวงตาเรืองแสงเป็นสีอำพันเหมือนเข้าสู่โหมดอินฟาเรดทำนองนั้น

          “งื้อออ ตะขาบ! พี่กุก ฮือ ตะขาบ อ๋า! ไล่มันไปไกลๆที!”

          เขารีบกระโดดหยองไปกอดตัวร่างสูงทันทีที่เห็นตะขาบโตเต็มวัยตัวหนึ่งกำลังวิ่งมาหา และเขาก็กลัวตะขาบมาก ไม่ถูกกับมันสุดๆเพราะขาเกือบนับร้อยอันน่าขยะแขยงของมัน ไหนจะมีพิษอีก จองกุกหัวเราะหึในลำคอ

          “ถ้าเราไม่ไปทำอะไรมัน มันก็ไม่มาทำอะไรเราหรอก ในโลกของสัตว์น่ะใครที่ตัวเล็กก็ล้วนกลัวพวกที่ตัวใหญ่กว่าทั้งนั้นล่ะ เห็นไหม”

          แทฮยองมองตามตะขาบตัวนั้นที่วิ่งเลี่ยงไปทางอื่น แต่ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกขนลุกอยู่ดี

          “ป่ะ ไปกันต่อเถอะ”

          พวกเขาเริ่มเดินทางต่ออีกครั้ง แทฮยองรู้สึกได้เลยว่าที่นี่ไม่เหมือนถ้ำอื่นๆ เพราะยิ่งเดินเข้าไปลึกมากเท่าไร ตามผนังก็มีสัญลักษณ์แปลกๆ อักษรโบราณ อีกทั้งรูปงูที่ถูกวาดด้วยเลือด พอลองมองไปที่ทางแยกก็เห็นโครงกระดูกนอนระเนระนาด ราวกับว่าที่นี่เป็นที่ให้อาหารของสัตว์อะไรบางอย่าง

          “ถ้าจำไม่ผิด เดินไปตรงนั้นก็น่าจะถึงแล้วนะ”

          แทฮยองมองตามนิ้วของสามีที่ชี้ไปยังทางเดินมืดสลัวที่ทอดยาวเหมือนไม่มีสิ้นสุด เขาเริ่มรู้สึกหายใจลำบากเพราะไม่เคยเดินนานในทางวิบากเช่นนี้ และเขาก็ไม่ได้เป็นคนแข็งแรงเลย ยิ่งเดินไปยิ่งเหมือนออกซิเจนยิ่งลด แต่ทว่าเขายังคงฝืนเดินต่อโดยจับมือหนาไว้ไม่ยอมปล่อย

          เมื่อมาถึงปลายทางที่ดูเหมือนจะตัน แต่ทางขวานั้นมีทางแยกออกไป และเพื่อไม่ให้เป็นการประวิงเวลา พวกเขาจึงเดินเข้าไปยังห้องโถงกว้างใหญ่ของถ้ำที่ดาลดื่นไปด้วยภาพวาดฝาผนัง บนเพดานถ้ำมีปากเปิดรับแสงอาทิตย์เล็กน้อยทำให้ไม่ต้องพึ่งไฟฉาย แสงนั้นส่องลอดลงมายังแท่นหินที่เหมือนแท่นบูชาตรงกลางห้อง ตาเรียวไล่มองไปตามเถาวัลย์กระทั่งสะดุดกับรูปปั้นงูยักษ์ตัวหนึ่ง แทฮยองปล่อยมือสามีและตัดสินใจเดินเข้าไป เขามองตั้งแต่ส่วนหัวที่กำลังแผ่แม่เบี้ยจนมาถึงกลางลำตัว แต่ที่น่าสนคือรูปลักษณ์ใบหน้าของมันรวมถึงพังพาน ล้วนมีความคล้ายคลึงกับงูจงอางมาก เหมือนจองกุกเลยแหละ

          “พี่กุก นี่ใช่พี่กุกรึเปล่าอ่ะ?”

          แทฮยองยืนชี้รูปปั้นขณะหันหน้ามาถาม แต่จองกุกกลับไม่ได้ยินหรือตั้งใจเมินหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ เพราะเจ้าตัวเอาแต่จ้องภาพวาดบนผนังแบบไม่วางตา

          “ดูอะไรอยู่เหรอ” เขาเดินเข้ามาถามและมองภาพวาดเหล่านั้น “มันเหมือนเป็นเรื่องราวอะไรสักอย่างเลยนะฮะ”

          “ยิ่งกว่านั้น ผู้หญิงในภาพวาดก็อยู่ที่นี่ด้วย”

          เขาแหงนศีรษะตามสายตาของสามี และต้องนึกประหลาดใจที่สาวชุดฮันบกสีแดงคนนั้นปรากฏบนภาพวาดด้วย ในนั้นเธอกำลังยืนอุ้มห่อผ้าผืนขาวไว้โดยมีงูตัวใหญ่พันร่าง รอบกายเธอและงูเปล่งแสงสีขาวเจิดจรัสท่ามกลางผู้คนที่ก้มกราบสักการะอยู่เบื้องล่าง ใบหน้าของเธอไม่ได้ยิ้มแย้ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้แสดงความเคารพต่อเธอแม้จะอยู่ข้างล่าง ทว่าพวกเขากลับกอดขาเธอและหางของงูตัวนั้นไว้ เขาพยายามเพ่งมองว่าข้างในห่อผ้านั้นมีอะไร แต่เพราะสีที่จางหายไปตามกาลเวลาทำให้เขาดูไม่ออก

          “เธอถืออะไรอยู่เหรอฮะ?”

          จองกุกไม่ตอบ กลับเพยิดหน้าไปทางด้านซ้ายเหมือนให้คำใบ้

          เขาลองเดินอ้อมไปทางซ้ายเพื่อดูภาพก่อนหน้า หญิงสาวคนนั้นยังคงปราฏให้เขาเห็น เธอนอนบนตัวงูสีเขียวตัวเดิม ขณะที่ใบหน้ากำลังส่งยิ้มให้กับห่อผ้าบนพื้นซึ่งเธอลูบอยู่ ข้างในนั้นมีก้อนสีขาวทรงรีอยู่หลายก้อน ที่ดูอย่างไรแล้วมันก็เหมือน...

          “นั่นน่ะ คือไข่ของเธอกับงูตัวนั้น”

          “เอ๊ะ” แทฮยองหมุนหน้ามาเลิกคิ้วก่อนกลับไปดูอีกครั้ง “งั้นแสดงว่าพวกเขาก็เป็นคู่รักจริงๆ แล้วเธอเป็นงูเหมือนกันไหมฮะ?”

          จองกุกยักไหล่ “ไม่รู้สิ พี่ก็ไม่แน่ใจ ดูเผินๆเหมือนอาจจะใช่ แต่พี่กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างขัดแย้งอยู่ในนั้น ทำให้พี่คิดว่าเธออาจเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง”

          ร่างบางทำตาโต “ก็ไม่แน่นะ เธออาจจะเป็นงูก็ได้”

          “นั่นสินะ นั่นมันก็นานมาแล้วตั้งแต่ก่อนที่พ่อพี่เกิดด้วยซ้ำ”

          “โห... ถ้าจะนานขนาดนั้น ต้องรุ่นทวดที่เท่าไรถึงจะพอเนี่ย” ร่างบางพูดติดขำ “แล้วรูปปั้นนั่นใช่พี่กุกรึเปล่าฮะ”

          จองกุกลากสายตาไปตามนิ้วชี้ พอเห็นรูปปั้นงูก็ยกยิ้มมุมปากบางๆ เพราะรู้สึกขำเล็กน้อยที่ได้กลับมาเห็นหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของงูที่เขาฆ่าไปเมื่อ 18 ปีก่อน และดูเหมือนแทฮยองจะเข้าใจว่ารูปปั้นพญางูนั่นคือเขา

          “ว่าไงพี่กุก นั่นพี่ป่ะ” ผู้เป็นภรรยาถามเสียงใส ดวงตาพราวระยับเหมือนเด็กอยากรู้อยากเห็น

          เขาเลือกที่จะไม่ตอบ หันหลังเดินหนีออกไปจากถ้ำแห่งนี้โดยทิ้งให้ร่างบางยืนทำหน้างง

          “พี่กุก! อย่าเพิ่งไปสิ กลับมาตอบแทก่อน!”




          จองกุกเลี้ยวรถเข้ามาในปั๊มที่เจอตอนแรก เพราะแทฮยองบ่นว่าหิวจึงให้มาซื้ออะไรกินที่ร้านสะดวกซื้อเพื่อรองท้องไปก่อน แน่นอนว่าภายในร้านต้องเงียบเหงาเนื่องจากไม่ใช่หน้าท่องเที่ยว อีกทั้งตัวปั๊มยังอยู่นอกเขตชนบท ยิ่งลับสายตาคนเข้าไปใหญ่

          “เลือกได้ยัง จะกินอะไร?” ร่างสูงถามภรรยาเสียงทุ้มนุ่ม ส่วนคนถูกถามก็หันมาชูซองขนมห่อใหญ่กับเบอร์เกอร์หมูให้ดู

          “ช่วยเลือกหน่อยสิ แทควรซื้ออันไหนดี”

          จองกุกขมวดคิ้วเล็กน้อย แค่เรื่องของกินยังให้เขาเลือกแทนหรือนี่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสื้อผ้าเลย “พี่เลือกไม่ได้หรอก ก็แล้วแต่แทเถอะว่าอยากกินอะไร... แต่พี่ขอแนะนำว่าถ้าอยากให้อยู่ท้องหน่อยก็ซื้อเบอร์เกอร์สักชิ้นสองชิ้น แต่ถ้าแค่อยากหาอะไรเคี้ยวก็ซื้อขนมก็ได้”

          ร่างบางยิ้มพลางดูถุงเบอร์เกอร์หมูในมือ “ความจริงแทเลือกได้แล้วล่ะ แต่แค่อยากถามความเห็นของพี่กุกดู”

         พูดจบก็เดินไปที่แคชเชียร์อย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้เขายืนขำ เกาหัวงงอยู่คนเดียว “หึ อะไรของเขาหว่า”

          แทฮยองวางเบอร์เกอร์ ขนมมันฝรั่งอบกรอบ ช็อกโกแลต และนมเปรี้ยวขวดหนึ่งไว้บนเคาน์เตอร์ให้พนักงานสาว

          “ลูกค้าจะเวฟไหมคะ?”

          “เวฟครับ” เขามองหล่อนหยิบเบอร์เกอร์ใส่ไมโครเวฟและกลับมาคิดเงินต่อ ก่อนจะมองมือหนาที่จู่ๆก็เข้ามาวางขวดน้ำสองขวด

          “จ่ายรวมกันใช่ไหมคะ?” หล่อนถาม

          “ใช่ครับ” จองกุกตอบ ส่วนแทฮยองก็หยิบกระเป๋าเงินรอ แต่โดนจองกุกวางเงินตัดหน้าเสียก่อน “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่จ่ายเอง”

          บางทีเขาก็สงสัยนะว่าสามีไปหาเงินมาจากไหน “อ่อ ขอบคุณฮะ”

          ร่างสูงผิวปาก สำรวจมองในร้านที่ดูเก่าซอมซ่อไปนิดแถมแอร์ยังไม่ค่อยเย็น ก่อนที่สายตาคู่คมจะถูกตรึงไว้กับกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆตรงหน้า เมื่ออ่านชื่อผลิตภัณฑ์ก็กระตุกยิ้ม

          “พี่กุก จ่ายเสร็จแล้ว ป่ะ”

          “แทไปรอที่รถก่อนเลย พี่ว่าจะซื้อของอีกชิ้น อ่ะ กุญแจรถ”

          ร่างบางรับกุญแจรถก่อนชูขึ้นจนส่งเสียงกรุ๊งกริ๊ง “งั้นแทไปรอที่รถนะ รีบๆมาล่ะ”

          “ครับเมีย”

          เมื่อภรรยาตัวน้อยเดินหิ้วถุงออกไปนอกร้านแล้ว เขาจึงชะเง้อคอเพื่อเช็คให้แน่ใจ จากนั้นก็รีบหยิบกล่องถุงยางบนชั้นวางมาจ่ายเงิน

          พนักงานสาวหน้าแดงและอมยิ้มให้เขา “จะใช้กับแฟนเหรอคะ”

          มันใช่เวลาถามไหมเนี่ย “จะใช้กับเมียครับ”

          “ไม่อยากลองใช้แบบขรุขระเหรอคะ?”

          ผู้จัดการร้านอยู่ไหน เขาขอเรียกพบด่วนเลยได้ไหม “คิดตังค์เถอะครับ เมียผมรออยู่”

          เขาพูดติดรำคาญเล็กน้อย ส่วนพนักงานก็หัวเราะคิกคัก “ขอโทษค่ะ แหม แค่หยอกนิดหน่อยเอง ขอให้โชคดีนะคะ”

          จองกุกไม่มีอารมณ์ขันเลยสักนิด เขารับถุงพลาสติกถุงเล็กกะทัดรัดมา ระหว่างเดินไปที่รถก็ยิ้มให้ตัวเองตลอดทาง

          คราวนี้แหละ เสร็จแน่ยัยแทของพี่ หึๆๆ...



​To be continued

​________________________________

จบไปแล้วกับตอนที่ 14 พิมพ์ไปด้วยความเบลอทั้งนั้น555 ไรท์เปลี่ยนมาพิมพ์ในคอมแล้ว ถ้าพิมพ์ผิดหรือพิมพ์ตกอะไรจะรีบกลับมาแก้ให้นะคะ ส่วนพี่กุกนี่ต้องมีแผนงาบน้องแน่เลย เหอะๆ ช่วงนี้อาจไม่ได้มาอัพบ่อยๆนะคะ เพราะใกล้จะสอบกลางภาคแล้ว ยังเคลียร์งานไม่เสร็จเลย แต่สัญญาค่ะว่าจะมาต่อภายใน 4 วันนะ ^^


ความคิดเห็น