email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 สิ่งที่อยู่ในใจ

ชื่อตอน : บทที่ 5 สิ่งที่อยู่ในใจ

คำค้น : รักวุ่นวาย...หัวใจมีปัญหา , รักวุ่นวายหัวใจมีปัญหา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 248

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มี.ค. 2562 11:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 สิ่งที่อยู่ในใจ
แบบอักษร

​รักวุ่นวาย...หัวใจมีปัญหา

บทที่ ๕ สิ่งที่อยู่ในใจ


          วันนี้ทั้งวันคุณหนูเหมันต์ต้องตกอยู่ในอำนาจของคุณไต้ฝุ่น ซึ่งแน่นอนเหมันต์ไม่พอใจอย่างมากที่ถูกบังคับแบบนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอม...ไม่อย่างนั้นก็ต้องถูกคนป่าเถื่อนลวนลามอีก คิดแล้วคนร่างบางก็ยังหงุดหงิดใจไม่หาย

            หลังจากเลิกงานไต้ฝุ่นขับรถพาเหมันต์ออกมาจากบริษัทฯทันที ในรถเงียบต่างคนต่างไม่มีใครพูดอะไร ใต้ฝุ่นเองก็รู้ว่าคุณหนูเอาแต่ใจกำลังโกรธเขาอยู่ แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อคุณพงษ์พัฒน์บอกให้มาช่วยดัดนิสัยเอาแต่ใจ และช่วยสอนงาน

            ทว่า...ไต้ฝุ่นแน่ใจหรือว่ามีแค่เรื่องดัดนิสัยและช่วยสอนงาน

          เพราะเรื่องราวบางอย่างยังค้างอยู่ในใจ และชักไม่แน่ใจว่าอีกคนจะลืมหรือยัง

            ความทางจำไม่เคยเลือนหายไปจากใจ...แต่เขาเองที่ผิดสัญญากับเด็กน้อยคนนั้น

            เด็กน้อยที่ไม่คิดว่าโตมาจะเอาแต่ใจสุด ๆ

            “เลิกทำหน้าบึ้งได้แล้ว มันไม่มีประโยชน์หรอก”

ใต้ฝุ่นหันไปพูดกับคนที่นั่งชันเข่าอยู่ในรถ ทีท่านี้ไม่ต่างจากตอนเด็ก คนมองคลี่ยิ้มเมื่อนึกถึงภาพความหลัง

ในรถยังคงเงียบไม่มีเสียงตอบกลับ เหมันต์ได้แต่มองออกไปข้างนอกไม่คิดจะหันมาตอบโต้

“ถ้ายังไม่เลิกทำหน้าบึ้งก็ไม่ต้องไปหาหมอแล้ว นัดหมอไว้ไม่ใช่เหรอ”

ใต้ฝุ่นคิดว่านี่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ การที่เหมันต์ไม่ยอมพูดด้วยทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่น้อยเหมือนกัน

แล้วจะเลือกว่าเป็นการดัดนิสัยหรือ...ใต้ฝุ่นคนใจอ่อน !

“ผมนัดพี่หมอไว้ตั้งแต่ตอนเช้า บอกไปแล้วไม่ได้ยินเหรอ หูหนวกหรือไง”

น้ำเสียงนิ่ง ๆ ไม่สบอารมณ์ คล้ายยังโกรธจัด

“จะไปไหมล่ะ ผมโทรฯนัดไว้ให้แล้ว หมอคนเดิมของคุณนั่นแหละ”

คราวนี้คนฟังรีบหันหน้ากลับมา ปรากฏรอยยิ้มจางบนใบหน้าบึ้ง แล้วรีบหุบลงอย่างรวดเร็ว

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมนัดกับหมอคนไหน ที่ไหน คลินิกไหน”

“ทำไมผมจะไม่รู้เรื่องแค่นี้เอง อย่าลืมสิว่าเป็นบอร์ดี้การ์ดคุณ”

“คุณเป็นได้แค่ รปภ. อย่ามาใช้คำว่าบอดี้การ์ดกับผม”

“ทำไมชอบปากดีนักนะ สงสัยวันนี้ต้องมากกว่าจูบแล้วล่ะ”

คนพูดยิ้มเจ้าเล่ห์

“ถ้าคุณทำอะไรผมอีก ผมไม่ไว้ชีวิตคุณแน่”

คำว่าไม่ไว้ชีวิต...ไม่รู้ว่าใครจะต้องตกเป็นเบี้ยร่างใครกันแน่ แต่คนอย่างคุณหนูเหมันต์ผู้ไม่ยอมใครจะยอมตกเป็นเบี้ยงร่างอีตา รปภ. นี่ ตลอดไม่ได้หรอก

มันต้องมีสักวิธีที่จะกำจัด รปภ. คนนี้ออกไปจากชีวิต

“ขอให้ทำได้อย่างที่พูดนะครับคุณหนู”

“อย่าคิดว่าสิ่งที่ผมพูด...จะพูดเล่น ๆ นะ ต่อให้ป๊ากับม๊าไม่ทำอะไรคุณ ผมก็จะให้พี่ชายช่วยจัดการคุณออกไปจากชีวิตสุดเพอร์เฟ็คของผม เดี๋ยวรอคิมกลับมาก่อน”

“แน่ใจว่าคนอย่างไอ้...” คนพูดรีบยั้งปาก เพราะด้วยความสนิทที่พูดแบบนี้เป็นประจำกับเพื่อนรุ่นน้อง ”พี่ชายคุณจะทำอะไรผมได้”

“อย่ามั่นหน้านักเลย เพราะคิดว่าป๊ากับม๊าให้ท้ายแล้วจะทำได้ทุกอย่าง อีกไม่เกินอาทิตย์เตรียมขนของออกจากบ้านผมไปได้เลย...” น้ำเสียงนิ่งเรียบ หากมั่นใจ “ผมจะได้นิมนต์พระมารดน้ำมนต์ที่ห้องด้วย ปัดเป่าสิ่งอัปมงคลออกไป”

“สงสัยคืนนี้ไม่รอดแน่ จะเอาให้พูดไม่ออกเลย”

“นี่คุณ”

คุณพูดขึ้นเสียงหากใต้ฝุ่นทำป็นไม่สนใจ เหมันต์จึงได้แต่มองค้อนใส่

ถ้าวันนี้ไม่จัดเอกสารจนหมดแรง...เขาจะไม่หยุดแค่นนี้แน่

ไม่คิดว่าการมาทำงานวันแรกจะต้องมาทำงานหนักแบบนี้ หรือบางครั้งงานอาจไม่ได้หนักแบบนี้แต่แค่ถูกหมอนี่แกล้งมากกว่า




พอเดินเข้ามาในคลินิกความงามที่อยู่ในห้างชื่อดังแห่งหนึ่งกลางใจเมือง พนักงานต้อนรับก็รีบเดินออกมาต้องรับคุณหนูเหมันต์ทันที

“สวัสดีค่ะคุณเหมันต์ คุณหมอรออยู่ข้างในค่ะ”

เหมันต์เพียงหยักหน้าตอบเท่านั้น แล้วเดินตามพนักงานต้อนรับไป โดยที่ไม่หันหลังมามองใต้ฝุ่นอีก

คนมองตามจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความเหนื่อยใจ...ต้องโกรธขนาดนี้เลยเหรออีกสารนิดเดียวทำทีเป็นวัน คุณหนูจริง ๆ

“เชิญคุณผู้ชายนั่งรอด้านนี้ก่อนนะคะหรือว่าจะทำด้วยกันคะ ช่วงนี้ทางคลินิกมีโปรโมชั่นลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์สำหรับทำครั้งแรกค่ะ”

คนพูดหน้าแดง ไม่กล้าสบตาผู้ฟัง หากพายุไม่ได้สนใจอะไร เพราะเขาเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้ง

“ไม่เป็นไรครับ...ขอบคุณ”

พูดเสร็จก็เดินมานั่งตรงโซฟารับแขกรอคุณหนูเอาแต่ใจ

หวังว่าเดินออกมาจากห้องจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างนะ

เวลาผ่านไปนานพอสมควรใต้ฝุ่นกำลังเลื่อนนิ้วบนหน้าจอโทรศัพท์ไปมาเพื่อดูข่าวสารบ้านเมืองซึ่งมีทั้ง “ดีเบต” และ “แคนดิเดท” แต่ก็ต้องรีบเงยหน้าขึ้นเพราะเสียงแว่ว ๆ มีแววแจ่มใสดังมากแต่ไกลทั้งที่ยังไม่เห็นตัว

“จริงเหรอครับพี่หมอ...” น้ำเสียงจริงจัง “สงสัยเป็นเพราะผมดูแลตัวเองดี เมื่อเครื่องประเมินใบหน้าแล้วผมจึงอยู่ในเกณฑ์ที่ดูอ่อนกว่าวัยตั้งห้าปี”

“ใช่ครับแต่ก็อย่าประมาทไป เพราะผิวเราเสื่อมลงตามอายุ เมื่ออายุมากขึ้นชั้นคอลานเจนยิ่งถูกสลาย ฉะนั้นนอกจากการบำรุงภายนอกแล้วต้องบำรุงภายในด้วย”

“ใช่ผมกินวิตามินตั้งหลายตัว”

“กินเยอะก็ไม่ดีนะครับ วันหลังต้องเอามาให้พี่ดู”

“ก็เพื่อนดาราด้วยกันบอกว่าดี อะไรที่เขาบอกว่าดีผมก็ซื้อ ๆ มาทานหมดแหละครับ...ก็ดีจริง ๆ ด้วย เห็นไหมว่าหน้าผมอ่อนกว่าวัยและสภาพผิวก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากด้วย”

“อะไรก็แล้วแต่ที่มันเยอะมันก็ไม่ดีต่อร่างกาย ฉะนั้นวันหลังเหมต้องเอาวิตามินพวกนั้นมาให้พี่ดูนะ”

คนพูดน้ำเสียงเป็นห่วง

“เอางั้นก็ได้ครับ”

“ส่วนนี่ครีมตัวใหม่พี่ให้...” คนพูดส่งถุงกระดาษเล็ก ๆ ที่สกรีนชื่อคลินิกให้ “ลองเอาไปใช้ ทาก่อนนอนบาง ๆ ช่วยทำให้ผิวแต่งตึงไม่ขาดน้ำ และส่วนวันนี้พี่ทำให้ฟรี”

“ไม่ได้นะครับพี่หมอ ให้จ่ายผมจ่ายเถอะ”

“เอาเป็นว่ารอบนี้ไม่ต้องจ่าย แต่น้องเหมช่วยถ่ายรูปลงไอจีให้พี่ก็ได้”

“แต่ว่า...”

 “ไม่มีแต่ครับ...ดาราดัง ๆ โพสต์ ถือว่าโปรโมตให้พี่ด้วยไงครับ”

“เอาแบบนั้นก็ได้ครับ ปกติดาราดัง ๆ แบบผมไม่โพสต์โปรโมตให้ใครนะครับ แต่สำหรับพี่หมอแล้วด้วยความเต็มใจ”

รอยยิ้มแปดเปื้อนบนใบหน้า...รอยยิ้มแบบนี้ไม่เห็นมาทั้งวัน จึงทำให้คนที่นั่งมองเงียบ ๆ เผลอยิ้มตาม

“พี่เป็นคนพิเศษไงครับ”

แววตาและคำพูดที่มองคล้ายมีสิ่งที่อยู่ลึก ๆ ในใจ

“ครับพี่หมอเป็นคนพิเศษสำหรับผมเสมอ...ถ้าอย่างนั้น วันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีว่า...” หันมาทางใต้ฝุ่นที่นั่งมองอยู่เงียบ ๆ “คนขับรถรออยู่ครับ”

หมอพิสุทธิ์รีบหันมามอง

“คนนั้น”

คนพูดขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ดูถูกอาชีพ แต่ไม่คิดว่าคนหน้าตาแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ จะมาเป็นคนขับรถ นายแบบหรือพระเอกละครยังได้

“ใช่ครับนั้นแหละคนรับรถ แต่อยู่ที่บ้านเป็นคนล้างรถด้วย พอดีมาขอทำงานที่บ้านป๊าก็เลยรับไว้”

คนพูดสร้างเรื่อง...แต่คนอย่างใต้ฝุ่นไม่เคยหวั่น เขาคลี่ยิ้มที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์แล้วลุกเดินไปหาเหมันต์

“คนขับรถเขานอนห้องเดียวกับเจ้านายได้เหรอครับ อ้อ...เมื่อคืนก็จูบกันด้วยนะครับ”

เหมันต์ทำตาโตเท่าไข่ห่านเพราะไม่คิดว่าใต้ฝุ่นจะกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น ไม่เพียงเท่านั้นยังพูดเสียงดังจนพนักงานในร้านหันมามอง

“พูดบ้าอะไรของคุณน่ะ”

น้ำเสียงตวาดลั่นคลินิก

“ผมพูดความจริงแต่คุณโกหกให้ผมเป็นแค่คนขับรถได้ยังไง”

“ยะหยุดพูดเลยนะ ถ้าคุณไม่หยุดพูดผมจะ...” ชะงักเพราะคิดคำพูดไม่ออก “ผมจะให้คุณเดินกลับบ้าน”

โวยเสร็จก็รีบเดินออกจากคลินิกไปอย่างหัวเสีย พนักงานในร้านต่างพากันตกตลึงกับเหตุการณ์ที่ชายหนุ่มรูปหล่อเป็นคนพูด

“ไม่มีใครพิเศษสำหรับเหมไปมากกว่าผม...” ใต้ฝุ่นกระซิบข้างหูพิสุทธิ์เบา ๆ พร้อมแสยะยิ้ม “อย่าสำคัญตัวเองผิดครับ”

คนพูดตบไหล่คนที่อยู่ตรงหน้าเบา ๆ แล้วเดินออกจากคลินิก




เหมันต์เดินออกมาด้วยความหงุดหงิดเขาไม่สามารถทำอะไรใต้ฝุ่นได้เลย ไม่ว่าจะพูดอะไร หรือทำอะไรกลับเป็นเขาที่ต้องเสียหน้าตลอด ต่อปากต่อคำเก่ง ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอใครแบบนี้มาก่อน ตอนแรกคิดว่าจะรับมือไหวตอนนี้ไม่แน่ใจ...คงต้องหาตัวช่วย

แล้วใครจะช่วยเรื่องนี้ได้

“เดี๋ยวก่อนสิคุณ”

เสียงเรียกตามหลังที่ไม่อยากได้ยิน เหมันต์จึงรีบสาวท้าวให้เร็วขึ้น ทว่า...

“ปล่อยนะ”

“ไม่ปล่อย”

ใต้ฝุ่นจับข้อมือเหมันต์ไว้แน่น

            “บอกให้ปล่อยไงเล่า ไอ้คนนิสัยไม่ดี”

            “คุณเริ่มก่อน”

            น้ำเสียงนิ่ง

            “เริ่มอะไร ไม่ได้เริ่ม ผมพูดตามความจริง เพราะนอกจากคุณจะเป็น รปภ. แล้ว คุณก็คือคนขับรถ”

            ใต้ฝุ่นคลี่ยิ้มเล็กน้อย แล้วปล่อยมือเหมันต์ จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมกับโยนกุญแจรถให้เหมันต์จนคนรับตั้งตัวรับแทบไม่ทัน

            “ขับด้วยนะ ผมไม่ขับขี้เกียจ”

            “เดี๋ยวนะ...” เหมันต์รีบเดินตามพายุด้วยความโกรธจัดกว่าเดิม “บอกให้หยุดไงเล่า”

            เมื่อใต้ฝุ่นไม่สนใจ คุณหนูเอาแต่ใจจึงเร่งฝีท้าวเดินอีกแต่...


            โครม***!***

            คนร่างเล็กล้มลงไปกองกับพื้น

            “ไอ้บ้าจะหยุดเดินทำไมไม่บอกเล่า...เจ็บ”

            “ก็ใครบอกให้เดินไม่ดูล่ะ”

            “ดูแล้วไงแต่ใครบอกให้หยุดกะทันหันล่ะ”

            “ก็แล้วทำไมไม่ดูล่ะ”

            “นี่คุณ”

            น้ำเสียงสีหน้าแววตา...อาฆาตยิ่งกว่าผีตายทั้งกลม แต่คนอย่างพายุหรือจะกลัว

            “ลุกขึ้นมาอายเด็กบ้าง...” เขายืนมือออกไปเพื่อให้อีกคนจับ  แต่เหมันต์นั่งนิ่งไม่ยอมลุก “ลุกสิคุณอย่ามาเรียกร้องความสนใจ”

            “ใครเรียกร้องความสนใจมิทราบ ผมแค่ไม่อยากจับมือสาก ๆ ของคุณ เพราะมันจะระคายมือนิ่ม ๆ ของผม”

            “แล้วจูบล่ะไม่ระคายบ้างเหรอ”

            “นี่คุณ”

            “พูดคำอื่นบ้าง พูดเป็นแค่...นี่คุณ...นี่คุณ...อยู่นั่นแหละ”

            น้ำเสียงชวนโมโห หากเหมันต์ต้องรีบระงับอารมณ์ตัวเอง นี่ถ้ามีนักข่าวมาเห็นเขาคงต้องอับอายขายหน้ามากไปกว่านี้แน่

            “แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

            “อย่าลีลา...เดี๋ยวไม่พาไปซื้อตุ๊กตาหมูนะ”

            เพียงได้ยินแค่นี้ดวงตาคนฟังก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เพราะปีนี้เป็นปีหมูก็ต้องสะสมตุ๊กตาหมู คุณหนูเหมันต์ชอบสะสมตุ๊กตาตามปีนักกษัตริย์ เว้นแค่งูเล็กงูใหญ่เท่านั้นแหละ...ที่ไม่เอา...หลัว

            แต่ก็มีตุ๊กตาบางตัวที่เป็นความทรงจำฝังอยู่ในใจ...ทั้งที่พยายามลืมเท่าไหร่ก็ลืมไม่ได้

            เขาคนนั้น...อาจลืมไปแล้วก็ได้ หรือบางทีเขาอาจจะไม่เคยจำ

            เพราะถ้าเขาจำ...เขาก็คงกลับมานานแล้ว

            เหมันต์เปลี่ยนเป็นหน้าเศร้าเล็กน้อย...แววตาเป็นประกายแปรเปลี่ยนเป็นผิดหวัง ก่อนที่จะตัดสินใจจับมือที่อยู่ตรงหน้าลุกขึ้น

            “จะพาไปซื้อจริง ๆ ไม่โกหกกันใช่ไหม เพราะผมไม่ชอบคนโกหก ยิ่งคนไม่รักษาสัญญาผมยิ่งไม่ชอบ”

            น้ำเสียงนิ่งเรียบเปลี่ยนจากเมื่อกี้โดยสิ้นเชิง คนฟังเองก็ประหลาดใจ...จะมาไม้ไหนอีกหว่า       “ทำไมเปลี่ยนอารมณ์เร็วจัง”

            เหมันต์เลี่ยงไม่ตอบ เพราะอยู่ ๆ เรื่องราวที่ค้างอยู่ในใจก็ผุดแวบขึ้นมา

            แปลก...ความทรงจำในวัยเด็กมีให้เลือกจำตั้งมากมาย แต่ทำไมกลับจำ...เขา ชัดเจนไม่เลือนราง




            ในตะกร้าเต็มไปด้วยตุ๊กตาหมู มีทั้งแม่หมู และลูกหมู หากคนซื้อยังคงไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ ใต้ฝุ่นเองก็ไม่ได้ขัดอะไร แต่ถ้ากลับไปรอบนี้คงต้องจัดระเบียบห้องใหม่หาที่อยู่ให้เหล่าหมู ๆ พวกนี้ เมื่อมองไปรอบ ๆ ร้านตุ๊กตา ใต้ฝุ่นจึงสะดุดเข้ากับตุ๊กตาหมีตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง จึงเดินไปหยิบมา

            “ตุ๊กตาหมีน่ารักดี”

            พูดพร้อมกับส่งให้เหมันต์ หากคนตรงหน้านิ่งไม่สนใจ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ

            “ผมไม่ชอบตุ๊กตาหมี ผมเกลียดตุ๊กตาหมี...เอาไปเก็บไว้เดี๋ยวนี้เลย”

            “ทำไมล่ะ มันน่ารักจะตาย”

            ตุ๊กตาหมีสีขาวตัวอ้วนชื่อดุ๊กดิ๊ก...ใครบางคนเคยให้ไว้แต่นานมากแล้ว

            และเจ้าของหมีตัวนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย

            “เอาออกไปให้ไกลสายตาผม อย่าให้ผมพูดซ้ำได้ไหม วันนี้ผมอารมณ์ไม่ดี ผมเหนื่อย ผมไม่อยากทะเลาะกับคุณแล้ว คุณจะทำอะไรก็ทำเถอะ แต่อย่าเอาตุ๊กตาหมีมาให้ผมเห็น”

            น้ำเสียงจริงจังแล้วเดินไปทางเคาท์เตอร์เพื่อคิดเงิน

            “เดี๋ยวผมจ่ายให้”

            ไต้ฝุ่นยื่นบัตรเครดิตของตัวเองให้กับพนักงาน

            “ไม่เป็นไรผมจ่ายเอง”

            “ผมบอกว่าจะซื้อให้คุณไง”

            “ผมไม่ชอบให้ใครซื้อตุ๊กตาให้ และถ้าคุณไม่อยากให้ผมเกลียดจนเข้ากระดูกดำเพียงเพราะว่าคุณซื้อตุ๊กตาให้ผม...อย่าทำ”

            “เหมเป็นอะไรหรือเปล่า”

            “ผมไม่เป็นอะไร...อยากกลับบ้านนอน ผมแค่เหนื่อย”

            ใต้ฝุ่นจึงไม่ขัดเหมันต์ปล่อยให้คุณหนูเอาแต่ใจจัดการเรื่องทุกอย่างจนเสร็จ เขาจึงมีหน้าที่แค่ช่วยหิ้วถุงตุ๊กตา

            อย่าบอกว่าเรื่องนั้น...ใต้ฝุ่นเหมือนนึกออก...

            “พี่ต้องไปเรียนต่างประเทศ”

            “ถ้าพี่ไปแล้วเหมจะอยู่กับใคร คิมก็ไปเรียนต่างประเทศ”

            น้ำเสียงเด็กน้อยในวัยแปดปีเศษสะอึกสะอื้น

            “พี่ไปไม่นาน”

            “ไม่นานคือกี่วัน”

            “ประมาณสี่ปี”

            “นาน”

            น้ำตาพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย

            “ผมรักพี่ ผมไม่อยากให้พี่ไป”

            คำบอกรักจากเด็กอายุแปดขวบสำหรับใต้ฝุ่นในวัยสิบห้าปีคิดว่าเหมันต์คงพูดเล่น ๆ ทว่าความผูกพันในวัยเด็กเหมันต์กลับเกิดความรู้สึกบางประการที่ไม่ใช่แค่พี่น้องที่รู้จักกัน

            “ไม่เอานะเหมไม่ร้องไห้นะครับ”

            “พ่อแม่ก็ทำงาน พี่คิมก็ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วพี่ก็ยังจะมาทิ้งผมไปอีกเหรอ”

            “พี่ไม่ได้ทิ้งเหมนะครับ แต่ว่าพี่มีความจำเป็นต้องไปจริง ๆ”

            เหมันต์โผเข้ากอดใต้ฝุ่นแน่น เด็กชายในวัยแปดขวบไมรู้ว่าความรักเป็นอย่างไร แค่รู้ว่ามีความรู้สึกดี ๆ ให้ใต้ฝุ่น และความรู้สึกเหล่านั้น รวมถึงภาพเหตุการณ์ในวัยเด็กกลับเป็นเพียงความทรงจำเดียวที่ทำให้เหมันต์ไม่เคยลืม ใต้ฝุ่นเองก็เช่นกัน

            “พี่พายุ...พี่จะกลับมาหาผมจริง ๆ ใช่ไหม”

            “กลับสิพี่จะกลับมาหาเหมสี่ปีแป๊บเดียวเอง”

            “พี่สัญญากับผมแล้วนะ”

            “ครับพี่สัญญา”

            เหมันต์ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบูปที่มีเพียงครึ่งเสี้ยวออกมายื่นให้กับใต้ฝุ่น

            “พี่พายุจำได้ไหมว่ารูปนี้เป็นรูปที่เราถ่ายด้วยกันครั้งแรก แต่มันมีครึ่งเดียวนะ...อยู่ที่ผมอีกครึ่งหนึ่ง ถ้าพี่กลับมาหาผมเมื่อไหร่ภาพมันก็สมบูรณ์แบบ”

            ความคิดของเด็กน้อยในวัยแปดปีเศษ...อาจเพราะดูละครทีวีมากเกินไป

            “พี่ก็มีของมาให้เหมเหมือนกัน”

            ไต้ฝุ่น...พายุในตอนนั้นเอาตุ๊กตาหมีอ้วนตัวสีขาวส่งให้กับเหมันต์

            “ทำไมต้องเป็นตุ๊กตาหมีด้วย”

            “เหมือนตัวพี่ไง...อ้วนเหมือนหมีเลย แต่พี่สัญญานะว่าถ้าพี่กลับมาหาเหมพี่จะลดน้ำหนักฟิตหุ่นให้มีกล้าม เอาให้เหมจำพี่ไม่ได้เลย”

            “อะไรคือฟิตหุ่นให้มีกล้าม”

            “เออ...ลดน้ำหนัก”

            คนพูดหาคำอธิบายที่คิดว่าเด็กจะเข้าใจง่ายที่สุด

            “อืม...ผมจะรอดู”

            เด็กน้อยเอาตุ๊กตากอดไว้แนบอก ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้จ้องมองคนที่อยู่ตรงหน้าไม่กระพริบ...เหมันต์ถูกเลี้ยงด้วยเงินเพียงประการเดียว ไม่แปลกที่เด็กน้อยจะร้องไห้แบบนี้เพราะกลัวไม่มีเพื่อนเล่น

            “มันมืชื่อด้วยนะ...มันชื่อดุ๊กดิ๊ก”

            “ดุ๊กดิ๊กจะรอพี่พายุกลับมา”

            หลังจากวันนั้นจนถึงวันนี้....กี่ปีกันแล้ว

            ใต้ฝุ่นได้แต่มองตามแผ่นหลังคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า

            “เหมเกลียดพี่ขนาดนี้เลยเหรอ”

ความคิดของเด็กในวัยแปดขวบเศษไม่คิดว่าจะเป็นความทรงจำได้ยาวนานขนาดนี้ แสดงว่าที่ผ่านมาเหมันต์ไม่เคยลืม...

เพียงแต่เขาจำพายุ...ไต้ฝุ่นไม่ได้เท่านั้นเอง

    .

.

.

.

.

คิมหันต์.

ความคิดเห็น