facebook-icon

ต้นฉบับนิยายของ 'Love Alert' ซีรีส์เกาหลีเรื่องล่าสุดของ 'ยุนอึนฮเย'

ตอนที่ 17-2 พวกเรามาคบกันสักสามเดือนไหมคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 17-2 พวกเรามาคบกันสักสามเดือนไหมคะ

คำค้น : ระวังหัวใจจะไหวหวั่น นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ค. 2562 17:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17-2 พวกเรามาคบกันสักสามเดือนไหมคะ
แบบอักษร

​ยูจองบอกว่าจะรีบนอนเลยบอกห้ามให้ใครมาหาอีก เธอหยิบกล่องเล็กๆ ที่ซ่อนไว้อยู่ในตู้เสื้อผ้าออกมาดู มันเป็นกล่องที่ใส่รูปภาพและจดหมายเอาไว้ ไม่สิ เป็นกล่องที่เก็บความทรงจำระหว่างเธอมีกับมินซอก รูปภาพสมัยมัธยมปลายของยูจอง มีเพียงแค่สองรูปเท่านั้นที่เธอถ่ายกับมินซอก ผู้เป็นรักแรกของเธอ เพราะที่เหลือพี่แชกยองจัดการมันเสียหมดแล้ว จะหลุดไปให้ใครเห็นเข้าไม่ได้เด็ดขาด

แม่เสียชีวิตเมื่อตอนฤดูหนาวปีที่สิบหกของเธอ ความสะเทือนใจที่สูญเสียมารดาและความทรงจำจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมันใหญ่หลวง แต่การเอาชนะความละอายต่อบาปที่เหมือนกับมารดาต้องเสียชีวิตเพราะตัวเธอเอง มันช่างลำบากยิ่งกว่า ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ แม่โอบกอดยูจองไว้ทั้งตัวเพื่อปกป้อง ทำให้เธอไม่มีบาดแผลร้ายแรงอะไรนอกจากรอยขีดข่วนเบาๆ ในอุบัติเหตุใหญ่ครั้งนั้น มีเพียงแม่ที่กำลังถูกช่วยชีวิตอยู่ในห้องฉุกเฉิน และผ่านไปเพียงสองชั่วโมงเท่านั้นท่านก็สิ้นใจ และได้ทิ้งคำทำนายและคำขอร้องเพื่อช่วยชีวิตลูกสาวของเธอแม้เป็นคำสั่งเสียสุดท้าย

หลังจากที่แม่เสียไป ยูจองก็ต้องพบเจอกับความตื่นตระหนกในโรคซึมเศร้า ใช้ชีวิตช่วงมัธยมปลายอย่างหมองหม่น แต่น้ำหนักกลับขึ้นพรวดพราดอย่างรวดเร็วจนใบหน้าอันงดงามก็หายไปด้วย เธอโดนกลั่นแกล้งที่โรงเรียนจนต้องเปลี่ยนความฝันที่อยากเป็นนักแสดงให้กลายเป็นแค่นักเขียนบทละคร

เพราะอย่างนั้นเธอจึงไม่มีเพื่อนที่เหมาะสมจะอยู่ด้วยกันได้ ยูจองอ่านหนังสือ เขียนบทละครและเรียนรู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง พอพี่แชกยองเห็นเธอในสภาพนั้นเลยชักชวนเธอให้มาเข้าร่วมค่ายแสดงละครเวทีเยาวชนที่เปิดเป็นเวลาสิบห้าวันเมื่อตอนที่เธออยู่มัธยมปลายปีสอง เธอจึงได้พบกับมินซอก นั่นเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นคนที่มีสายตาลึกซึ้งและส่องประกายขนาดนั้น และเป็นครั้งแรกที่เห็นคนที่สามารถทำให้ผู้คนหวั่นไหวขนาดนั้นโดยใช้เพียงแค่น้ำเสียง เขาปิดหน้าปิดตาด้วยหมวกและผ้าพันคอ รวมถึงใส่แว่นเอาไว้เพราะรอยแผลเป็นอย่างรุนแรงจากไฟไหม้ แต่มินซอกก็ดูยอดเยี่ยมในสายตาของยูจองมากจริงๆ เมื่อต้องร่วมกลุ่มสร้างผลงาน ไม่มีใครเลยที่อยากจะอยู่ด้วยกันกับเธอ แต่เด็กที่ยื่นมือมาเชิญชวนให้ยูจองร่วมทำผลงานด้วยกันก่อนก็คือมินซอก เธอจึงไม่ได้สนใจสิ่งที่เป็นแผลไฟไหม้อะไรนั่นเลย ถึงรอยแผลเป็นมันจะรุนแรงแต่ยูจองก็ไม่เห็นมันในสายตา มินซอก... เป็นคนที่ฉลาดและมีความคิดลึกซึ้งมากจริงๆ มีความเข้าใจและความเอาใจใส่มากมาย อีกทั้งยังใจดีด้วย

หากทั้งสองได้พบกันแล้วต่อให้คุยกันทั้งคืนมันก็ไม่เพียงพอ มินซอกค้นพบส่วนที่งดงามจากยูจองที่อ้วนท้วมหน้าตาน่าเกลียด ก็คือดวงตา มือ และรอยยิ้ม… เมื่อจบเทศกาลละครเวทีแล้วทั้งคู่ก็ให้สัญญากันไว้ว่าตลอดหนึ่งปีของช่วงมัธยมปลายปีสามจะตั้งใจเรียนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกันให้ได้ และจะกลับมาพบกันในวันที่สามสิบเอ็ด ธันวาคมเพื่อนั่งรถไฟไปชอนดงจินแล้วใช้เวลาในวันปีใหม่ด้วยกัน...  

ยูจองกลับมาตามหาความฝันที่จะเป็นนักแสดงอีกครั้งด้วยกำลังใจจากมินซอก เธอได้ฝึกฝนอย่างหนักจากแชกยองตลอดเวลาหนึ่งปีในช่วงมัธยมปลายปีที่สาม ซึ่งตอนนั้นแชกยองได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าในบริษัทยักษ์ใหญ่แล้ว แชกยองพายูจองย้ายโรงเรียนสี่รอบระหว่างที่เรียนอยู่ปีสาม เพื่อไม่ให้หลงเหลือความทรงจำอันมืดดำเอาไว้ เข้าเรียนตามจำนวนวันที่กำหนดไว้ว่าสามารถเรียนจบได้อย่างหวุดหวิด และหลังจากนั้นก็เขียนจดหมายลาป่วยเพื่อขาดเรียน และโรงเรียนสุดท้ายเธอย้ายมาเรียนก่อนตอนปิดเทอมฤดูหนาว จึงทำให้เรียนเพียงไม่กี่วันก็จบ เธอไม่มีอัลบั้มรูป ไม่มีใบสำเร็จการศึกษา ก็จำไม่ได้แม้แต่ชื่อโรงเรียนด้วยซ้ำ และช่วงระหว่างหนึ่งปีนั้น น้ำหนักตัวของยูจองลดลงมามากกว่าสามสิบกิโลกรัม

การขาดเรียนบ่อยๆ และย้ายโรงเรียนไปเรื่อยๆ ทำให้เธอไม่มีแม้แต่ตัวตน ทุกครั้งที่ย้ายโรงเรียนก็เปลี่ยนภาพลักษณ์ไปเรื่อยๆ เช่นกัน ทำให้ไม่มีเพื่อนคนไหนจำยูจองได้ ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูก เธอไม่มีเพื่อนสนิทที่จะจดจำตัวเธอเลย รูปเรียนจบก็เป็นรูปที่ถ่ายหลังจากน้ำหนักลดจึงไม่ได้แตกต่างมากมายกับใบหน้าตอนนี้ เดิมทียูจองก็มีใบหน้างดงามมากพอสมควรอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันของเธอสมบูรณ์แบบได้ด้วยการไดเอทอย่างหนักตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย โดยที่ไม่ได้ผ่านการศัลยกรรมแต่อย่างใด

วิธีการที่พิถีพิถันของแชกยองกับความพยายามของยูจองจน ทำให้ยูจองได้รับความสนใจว่าเป็นหญิงงามอย่างธรรมชาติที่โดดเด่นและได้เข้าวงการมาอย่างประสบความสำเร็จ เธอเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามก่อนจะเรียนจบ จาก ‘ยุนมินฮเยจู’ ที่เขียนด้วยนามสกุลของพ่อแม่รวมกัน เป็น ‘ยุนยูจอง’... เหมือนเป็นการลบการมีอยู่ของแม่ออกไปแม้ยูจองจะไม่ได้สมัครใจเลยสักนิด... แต่นี่ก็เป็นการฝากฝังของแม่ด้วย

แม้จะเป็นโชคชะตาระหว่างสิบห้าวันในวัยสิบเจ็ด แต่การที่ยูจองรักมินซอก ก็ไม่ใช่เพราะทั้งคู่เป็นคนที่บกพร่องเหมือนกัน แต่เป็นเขาเป็นคนดีและมีเสน่ห์จนสามารถเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของเธอได้ แล้วยูจองก็คิดถึงอูฮยอนขึ้นมา เพราะเขาเหมือนกับมิซอกมากถึงขนาดนั้น สายตาอันลึกซึ้งและเฉียบแหลมกับน้ำเสียงที่อ่อนโยน มันช่างคล้ายกันมากทีเดียว...

ทั้งคู่ได้พบเจอกันในสถานการณ์ที่แปลกประหลาด ต่างคนต่างเข้าใจผิด และเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันจนเห็นลักษณะที่ไม่เคยแสดงให้ใครเห็น แต่เพราะเป็นคนที่แสดงความรู้สึกไม่เป็นแบบเขาคนนั้น ยิ่งดูก็ยิ่งเป็นคนที่มีความเอาใจใส่และอบอุ่นอยู่มาก หากไม่ได้มาแทนที่ใคร ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ที่ยูจองก่อปัญหาให้อูฮยอนซ้ำซากมันก็คงจะดี… หากเป็นเช่นนั้นพวกเราคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้…

แต่ไม่ว่าจะคิดและคิดอีกขนาดไหน ยูจองก็ไม่รู้ว่าจะพูดขอร้องให้อีกคนช่วยมาเป็นแฟนปลอมๆ ให้อย่างน่าไม่อายได้อย่างไร... มันเลือนรางจริงๆ


* * *


หลังจากที่ลูกสาวคนเล็กของคังฮันกรุ๊ปและแชกยองออกไปแล้ว อูฮยอนก็ตรวจรักษาคนไข้อีกประมาณสามคนก่อนจะออกจากโรงพยาบาลไป การรักษาคนไข้ประมาณสามสิบสี่สิบคนตั้งแต่เช้าตรู่เป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่ได้ตำแหน่งนี้เขาก็มีเวลาว่างเรื่อยๆ แต่สถานที่ที่อูฮยอนเร่งรีบเดินทางไปในครั้งนี้ คืองานแต่งงานครั้งที่ห้าของแม่ แม่ไปอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกับว่าที่เจ้าบ่าวตั้งแต่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้แล้ว เชิญแค่คนรู้จักที่สนิทสนมกันมากๆ กับครอบครัวมากันแค่ไม่กี่คน ทานอาหารและจัดแจงพิธีอย่างง่ายๆ อูฮยอนเดินทางเพื่อไปยังสถานที่นั้นตามคำขอร้องของแม่ที่ขอให้เขามาเข้าร่วมให้ทันเวลา เขาออกเดินทางก่อนประมาณสองชั่วโมง อูฮยอนรู้สึกว่าต้องไปทักทายและพูดคุยกับสามีของแม่ที่เด็กกว่าแม่เขาเป็นรอบปีและอายุมากกว่าอูฮยอนอยู่แปดปี รวมถึงต้องจัดการซักถามให้แน่ใจเกี่ยวกับลูกสาวคนเล็กของคังฮันกรุ๊ปที่พบเจอเมื่อตอนเช้า อูฮยอนจึงรีบออกเดินทางอย่างรวดเร็ว

ทว่าเขามัวแต่หาของขวัญที่สั่งเอาไว้จึงขับวิ่งวนอยู่บนเขตถนนเล็กน้อย แล้วอูฮยอนก็มองเห็นเปลวไฟออกมาพร้อมกับหมอกควันตรงหน้า ค่อยๆ ได้ยินเสียงไซเรนของรถดับเพลิงดังใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เสียงกรีดร้องของผู้คนและเสียงอึกทึกครึกโครมปะปนกันอยู่ ในตอนนั้นสีหน้าของอูฮยอนเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนทุกข์ทรมาน จึงหยุดรถบนไหล่ทาง ความทรงจำอันน่าสยดสยองที่อูฮยอนเคยประสบเมื่อตอนเจ็ดขวบก็ลอยเข้ามา


* * *


เกิดเปลวไฟและกลุ่มควันที่โกดังฝั่งหนึ่งในบ้านของประธานชาและภรรยาของประธานชา คยองอึนวัยสามสิบกำลังกอดลูกชายอายุประมาณสิบขวบวิ่งออกมาจากโกดังที่เกิดไฟ ผู้คนถือเครื่องมือดับเพลิงและถังน้ำเข้ามาชุมนุมกันเพื่อพยายามดับไฟ แต่เปลวไฟก็ค่อยๆ ขยายกว้างมากกว่าเดิม ระหว่างเพลิงไฟนั้น อูฮยอนในวัยเด็กกำลังร้องระงมส่งเสียงขอร้องความช่วยเหลือ แต่ภายในเปลวไฟที่กำลังขยายใหญ่ขึ้น กลับไม่มีใครพุ่งเข้ามาช่วยเขาอย่างเต็มใจเลยสักคน

เด็กที่อยู่ในอ้อมอกของคยองอึนเป็นลูกชายของประธานชากับเธอ และอายุมากกว่าอูฮยอนสามปี เมื่อคยองอึนพาลูกชายออกมาได้ หากเธอมีหัวใจก็คงจะพาอูฮยอนออกมาได้เช่นกัน อูฮยอนหลบเปลวเพลิงแรกจนทำให้ข้อเท้าพลิกไม่สามรถเคลื่อนไหวตามใจตัวเองได้ ลูกชายของคยองอึนทำได้แต่กรีดร้องด้วยความกลัว ทั้งๆ ที่ร่างกายปกติครบถ้วนไม่มีบาดแผลและไม่บาดเจ็บเลยสักที่เดียว

คยองอึนหันมามองอูฮยอนร้องไห้ส่งเสียงให้ช่วยเหลือ หวาดกลัวจากความร้อนของเปลวไฟด้วยสีหน้าที่เย็นชา เธอกอดลูกชายของตัวเองและวิ่งหนีออกไป หลังจากนั้นไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่มาถึงก็วิ่งเข้ามาเจออูฮยอน แต่อูฮยอนได้รับบาดแผลอย่างรุนแรงด้วยไฟในครั้งนั้น


* * *

ความคิดเห็น