ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 18 พิษที่ไร้ยารักษา ( Rewrite )

ชื่อตอน : บทที่ 18 พิษที่ไร้ยารักษา ( Rewrite )

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ส.ค. 2563 12:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 พิษที่ไร้ยารักษา ( Rewrite )
แบบอักษร

>>>>>> เอาหน้าตาคนใจร้ายมาฝาก <<<<<< 

>>> อ่านเจอคำผิด รบกวน แจ้ง BM ด้วยนะคะ <<< 

 

 

กุบกับ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ 

เสียงควบเท้าของม้าอาชานับหลายสิบตัวที่เริ่มออกวิ่งในช่วงดึกดื่น ผู้ควบไม่ยอมลดแรงลงแม้แต่น้อยม้าเหล่านี้คือม้าชั้นเลิศมันผ่านสนามรบมามากไม่แพ้ผู้ที่ควบขี่มัน ม้าสีดำตัวใหญ่ที่สุดควบสุดแรงเกิดมันราวกับรับรู้ใจผู้ที่ควบขี่มันอยู่ จนตอนนี้เข้าเขตเมืองหลินอันแต่ม้าก็ยังคงควบเร็วเช่นเดิม ตอนนี้แผ่นฟ้าเริ่มมีแสงสว่างจากขอบฟ้าแต่ก็ยังไม่มากนัก ชาวไร่ชาวนาบางคนเริ่มตื่นเพื่อทำอาหารเตรียมไว้ แต่บางส่วนก็ยังคงหลับใหลอยู่บ้าง 

"มีกองกำลังม้าจำนวนหนึ่งมุ่งตรงมายังประตูเมือง รีบแจ้งท่านนายกองด่วน" เสียงทหารเวรยามที่หอคอยสูงเพื่อสอดส่องระยะไกลตะโกนขึ้นเมื่อเห็นกองกำลังม้าจำนวนหนึ่งวิ่งเข้าเขตเมืองอย่างรวดเร็ว 

"นั่นธงประจำพระองค์ฝ่าบาท!!! เปิดประตูเมือง!!! เปิดประตูเมือง!!! ส่งสัญญาณไปยังวังหลวง!!! ส่งสัญญาณไปยังวังหลวง!!! " นายกองที่รีบวิ่งขึ้นมาบนหอคอยสูง แล้วพอมองธงที่ถูกโบกสะบัดเป็นสัญญาณลับภายในที่รู้เฉพาะในกองทัพ ก็เบิกตากว้างพร้อมตะโกนสั่งทหารทั้งหมดทันที 

 

แอ็ดดด ประตูเมืองถูกเปิด เหล่าทหารพร้อมเพรียงคุกเข่าถวายการต้อนรับทันที 

กุบกับ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ 

"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี" 

เสียงทหารเอ่ยพร้อมเพรียงทันทีที่เกาจงควบม้าผ่านประตู แต่หาได้ชะลอความเร็วลดลงจนผ่านทหารไปอย่างรวดเร็ว ทหารที่คุกเข่าอยู่มองหน้ากันลึกลัก จนสุดท้ายก็พากันลุกขึ้นเพราะตอนนี้กองกำลังม้าหายลับไปทางวังหลวงเรียบร้อยแล้ว 

"เปิดประตูวัง ฝ่าบาทเสด็จ!!! เปิดประตูวัง ฝ่าบาทเสด็จ!!! ฝ่าบาทเสด็จ!!! "  

เมื่อด้านหน้าคือประตูวังหลวนชุนตะโกนก้องนำหน้าไปก่อนตามหน้าที่ตน และเมื่อประตูวังเปิด เกาจงควบม้ามุ่งสู่ตำหนักตนเองทันที 

โดยปกติแล้วม้าประทับส่วนพระองค์จะสามารถเข้าเขตพระราชฐานได้แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปยังตำหนักหลวงได้ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนกฎนั้นใช้ไม่ได้ ในเมื่อผู้ที่ควบม้าเข้ามาคือผู้ที่อยู่เหนือผู้ใด 

 

กุบกับ กุบกับ กุบ กับ 

พรึบ 

"หยางสือตามหมอหลวง หลวนชุนเตรียมคนเพื่อเตรียมหาของที่หมอหลวงต้องการ" เมื่อม้าหยุดหน้าตำหนักหลวง เกาจงปลดผ้าที่ใช้ผูกไป๋หู่ไว้กับหลังตน แล้วรีบลงจากหลังม้าแล้วอุ้มประคองไป๋หู่ลงจากหลังม้าแล้วตะโกนสั่งทุกอย่างและก้าวเท้าเข้าภายในตำหนักตนเองทันที 

"ถวายบังคมฝ่าบาท ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี"  

เสียงเหล่าขันที นางกำนัลคุกเข่าลงพร้อมเอ่ยทำความเคารพทันที 

พรึบ 

"ออกไปให้หมด หานกงกงคอยจัดแจงให้คนคอยช่วยเหลือตำหนักหมอหลวง ทุกอย่างต้องเรียบร้อย" เกาจงวางไป่หู่บนเตียงอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยสั่งกงกงคนสนิท โดยสายตานั้นไม่ละออกจากใบหน้างามสักนิด 

"พ่ะย่ะฮ่า ฝ่าบาท" หานกงกงขานรับแล้วรีบจัดแจง หานกงกงชำเลืองตามองรางที่อยู่ตนเตียงนั้นแม้เห็นเพียงนิดแต่สามารถรับรู้ได้ทันทีถึงความงามนั้น ไหนจะน้ำเสียงและสีพระพักตร์ของฮ่องเต้ที่ตนรับใช้ตั้งแต่ยังเป็นรัชทายาทนั้น สามารถรับรู้ได้ทันทีว่างคนผู้นี้คือใครและสำคัญต่อฮ่องเต้ของตนเพียงใด 

"ฝ่าบาทหมอหลวงทั้งหมดมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ" หยางสือส่งเสียงหน้าตำหนัก 

"รีบเข้ามา" . 

"ถวายบังคมผ่าบาททรงพระ..." 

"อย่าชักช้ารีบรักษาองค์ชายไป๋หู่ให้เร็วที่สุด โอสถใดที่วังหลวงมีใช้ให้หมด หรือหากต้องการสิ่งใดเพิ่มแจ้งหานกงกงพวกเขาจะรีบหาให้ ไม่ว่าอย่างไรพวกเจ้าต้องรักษาไป๋เอ๋อร์ให้ได้" เกาจงเอ่ยแม้เสียงนิ่งเรียบแต่ภายในราวมีไฟสุมที่อกคล้ายจะปะทุในไม่ช้า เมื่อเหล่าหมอหลวงเข้ามา เกาจงรีบเอ่ยตัดบทแล้วจึงหลบออกห่างจากร่างบางเพื่อให้หมอนั้นทำหน้าที่ได้สะดวก 

"รับด้วยเกล้า พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" เหล่าหมอหลวงรีบรับคำอย่างรวดเร็ว 

เมื่อเห็นว่าหมอหลวงทั้งหลายกำลังทำสุดกำลังเกาจงจึงเดินออกจากส่วนของห้องบรรทม ตรงไปยังส่วนที่ไว้นั่งอ่านฎีกาซึ่งตอนนี้มีทั้งหยางสือ หลวนชุน และจิ้นฝานรออยู่ 

"ถวายบังคมฝ่าบาท/ ถวายบังคมฝ่าบาท/ ถวายบังคมฝ่าบาท" ทั้งสามเอ่ยพร้อมกันทันทีที่เกาจงเดินเข้ามา 

"จิ้นฝานตามหาคนที่ลงมือกระทำเรื่องนี้ ไม่ต้องลงมือเพราะข้าจะจัดการเอง หลวนชุนแบ่งองครักษ์ให้ดูแลไป๋เอ๋อร์อย่างใกล้ชิด ถ้าไม่มีคำสั่งจากข้าใครก็ห้ามเข้าใกล้ไป๋เอ๋อร์ หยางสือถ้าขบวนเกี้ยวมาเจ้าพาพวกเด็กสามคนที่ขอติดตามไป๋หู่มาไปฝึกพวกเขาเพื่อเป็นองครักษ์ประจำตัวไป๋หู่" เกาจงเอ่ยจัดการสิ่งต่าง ๆ ที่ตนคิดเอาไว้ 

"ฝ่าบาทแม้แต่ท่านเสนาก็ห้ามเข้าใกล้ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ" หลวนชุนเอ่ยถาม 

"ไม่ว่าใครก็ตาม" เกาจงขมวดคิ้วตอบกลับไป หลวนชุนทำท่าทางเหมือนจะเอ่ยอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่เอ่ยสิ่งใด 

ทุกอย่างยังคงนิ่งเงียบราวไร้สิ่งมีชีวิต ทั้งสามยืมมองผู้เป็นนายด้วยสายตาที่เป็นห่วงพวกเขาทั้งสามได้แต่มองหน้ากันแล้วส่ายหน้าเพียงเท่านั้นเพราะไม่เคยเห็นสีพระพักตร์นี้ของเกาจงเลยนับตั้งแต่ที่รู้จักกันมา ยิ่งเห็นแบบนี้หลวนชุนก็ยิ่งแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาทันทีจนเมื่อสายตาตนนั้นสบเข้ากับสายตาของจิ้นฝานที่เหมือนกับว่าอีกฝ่ายนั้นมองตนอยู่ก่อนแล้ว และเหมือนทั้งสองเข้าใจสิ่งที่ต่างฝ่ายต้องการจะสื่อจิ้นฝานจึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเบา ๆ เท่านั้น 

"ข้าจะเข้าไปดูไป๋เอ๋อร์" เมื่อเวลาผ่านไปได้ราวหนึ่งเค่อ (15นาที) เกาจงก็เอ่ยแล้วลุกขึ้นเพื่อเดินเข้าส่วนของห้องบรรทมทันทีเพื่อรอดูว่าหมอหลวงจะรักษาดวงใจของตนได้อย่างไรบ้าง 

จนเมื่อเวลาผ่านไปอีกราวสองเค่อ (30 นาที) อาการของไป๋หู่ก็เริ่มดีขึ้นใบหน้างามยังคงหลับตาและแสดงความเจ็บปวดอยู่ ยกเว้นอาการหายใจที่ดูเหมือนจะคงที่มากขึ้น เหล่าหมอหลวงทั้งหมดถอยออกจากเตียงบรรทม เกาจงลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่ตนนั่งตั้งแต่เดินมาเข้ามาตรงไปยังเตียง นั่งลงข้างร่างบางแล้วใช้ฝ่ามือแตะแผ่วเบาที่ใบหน้างามนั้นที่ยังคงซีดดั่งหิมะอยู่ 

"ทูลฝ่าบาท องค์ชายไป๋หู่โดนพิษดอกหยางติ้งหว่างพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้พิษนั้นเข้าสู่พระกระแสโลหิตแล้วและกระจายไปทั่วทั้งตัว กระหม่อมและหมอหลวงท่านอื่นได้พยายามยับยั้งพิษแล้วแต่ก็ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น พิษนี้หากโดนเข้าแรก ๆ จะไม่แสดงอาการใดเพียงแต่เหนื่อยอ่อนกำลังเท่านั้น แต่หากนานวันเข้าหากพิษมีปริมาณมากก็จะกระจายไปทั่วทั้งร่างส่งผลให้ผู้ที่ถูกพิษนั้นหลับใหลไม่ตื่นอีกพ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงรายงานสิ่งที่ได้ตรวจและรักษาได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น 

"พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร" เสียงเย็นกดดันจนหมอหลวงสั่นกลัว 

"ทะ ทูลฝ่าบาท องค์ชายน่าจะถูกผิดมานานหลายสิบวันแล้ว และตอนนี้ไม่สามารถขับพิษออกจากพระโลหิตได้ ทำได้เพียงถวายโอสถยามที่พิษส่งผลกับปราณพระทัยขององค์ชายเพียงเท่านั้น พิษนี้ไม่มียารักษาพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" 

"เหลวไหล!!! พวกเจ้ามันไม่เอาไหน!!! มีอย่างที่ไหนหมอรักษาพิษไม่ได้" เกาจงตะคอกคำรามราวราชสีห์ ก่อนจะระงับสติแล้วเอ่ยต่อ" 

"ทะ..ทูฝ่า ฝ่าบาท พิษชนิดนี้ไม่ใช่ว่าผู้ใดจะสามารถสร้างได้ เท่าที่ทราบมีเพียงหมอเทวดาหู่เชาเท่านั้นที่สร้างได้แต่ก็ไม่มีผู้ใดเคยพบหรือเคยเจอหน้ามาก่อน จึงไม่ทราบว่ามีพิษชนิดนี้จริงหรือไม่ และเพราะไม่เคยมีผู้ใดเคยโดนพิษชนิดนี้จึงไม่เคยมีใครคิดค้นยาต้านพิษพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท โปรดพระราชทานอภัยด้วยฝ่าบาท" หมอหลวงสั่นกลัวยิ่งกว่าเดิมเมื่อถูกเจ้าเหนือหัวเอ่ยคำรามใส่ และรีบอธิบายสิ่งที่เป็นทันที 

"ไม่ว่ายังไงพวกเจ้าต้องคิดค้นยาแก้พิษนี้ให้ได้ ไม่ว่าต้องใช้อะไรข้าจะหาให้พวกเจ้า ขอเพียงคิดค้นยาแก้พิษนี้ก็พอ หากพวกเจ้าทำไม่ได้ข้าจะสั่งตัดคอพวกเจ้าทุกคน" เกาจงปรายตามองไปยังเหล่าหมอที่คุกเข่าอยู่ด้านข้างตนแล้วเอ่ยสั่งเด็ดขาดทันที 

"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมและตำหนักโอสถหลวงจะพยายามคิดค้นหายาแก้พิษพ่ะย่ะค่ะ" หมอหลวงเอ่ยตอบตอนนี้คอของพวกตนได้มีดาบประหารจ่ออยู่ที่คอเป็นที่แน่นอนแล้ว 

"ออกไป!!!" เกาจงไล่ทั้งหมดออกไปฝ่ามือข้างหนึ่งกุมมือบางเรียวกว่าตนเอาไว้ ทันทีที่สัมผัสก็ทำให้รับรู้ว่าร่างบางอาการยังไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก ฝ่ามืออีกข้างไล้ไปตามแก้มใสซีดราวปลอบประโลมใบหน้าที่ยังคงเจือไปด้วยความเจ็บปวด 

"อดทนหน่อยนะไป๋เอ๋อร์พี่จะช่วยเจ้าให้ได้ คนดีอดทนสักนิด ขอโทษที่ดูแลเจ้าไม่ดีนัก ขอโทษ" เสียงเบาเพียงกระซิบพร้อมจุมพิตที่หลังมือแล้วโน้มลงจุมพิตที่หน้าผาก พร้อมเอ่ยกับร่างบางเจือไปด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดและรู้สึกผิด 

นับตั้งแต่ที่เกาจงพาไป๋หู่มาถึงวังหลวง เกาจงไม่ได้ออกห่างจากร่างที่นอนนิ่งบนเตียงไปไหนเลย เคยดูแลร่างบางด้วยตนเอง นางกำนัลและขันทีไม่ได้แต่แตะต้องไป๋หู่แม้แต่ปลายเล็บ เกาจงเป็นผู้ทำเองทั้งหมดทั้งตรวจลมปราณ คอยเช็ดตัวและป้อนโอสถ จนเหล่าขันทีและนางกำนัลต่างเอ่ยซุบซิบปากต่อปากถึงความรักความเสน่หาที่เกาจงมีต่อไป๋หู่ 

จนผ่านไปเกือบสองวันเหล่าขบวนเกี้ยวและทหารที่เหลือเดินทางตามมาทีหลังก็ถึงวังหลวง โดยเทียนสือเป็นผู้จัดการจัดแจงทุกอย่างจนเรียบร้อยจากนั้นก็ตรงไปยังตำหนักหลวงทันที แต่เมื่อไปถึงหน้าตำหนักเป็นหลวนชุนที่เดินมาดักทางอีกคนไว้ 

"ท่านเสนาพอมีเวลาว่าสักครู่หรือไม่ ข้าขอคุยบางอย่างกับท่านสักครู่ได้หรือไม่" หลวนชุนเลยทันทีที่เดินมาดักหน้าร่างสูงกว่าตนไว้ 

"..." เทียนสือเลิกคิ้วแปลกใจเล็กน้อย แต่พอมองสีหน้าอีกคนก็จำต้องยอมพยักหน้ารับไป 

"งั้นเชิญท่านทางนี้ ท่านเสนา" หลวนชุนเดินนำอีกฝ่ายไปยังอีกฟากหนึ่งที่ห่างออกจากตำหนักหลวง โดยที่เทียนสือก็ยินยอมเดินทางไปโดยดี 

"ท่านเสนาเป็นท่านใช่หรือไม่" เมื่อเดินนำถึงที่ลับตาคนหลวนชุนก็เอ่ยถามทันที 

"เอ่ยถึงเรื่องใด" เทียนสือที่ยืนมือไขว้หลังอยู่ ไม่ตอบแต่เพียงถามกลับ 

"ข้าว่าท่านเข้าใจที่ข้าถามดีท่านเสนา เหตุใดต้องทำเช่นนี้ องค์ชายหาได้เป็นภัยต่อฝ่าบาทไม่ แถมยังเป็นการดีเสียด้วยซ้ำที่ทั้งสองแคว้นจะได้เชื่อมสัมพันธ์กัน ฝ่าบาททรงทุกข์พระทัยเป็นอย่างมากตอนนี้พระองค์ไม่ออกจากห้องบรรทมเลยนับตั้งแต่ที่ฝ่าบาททรงพาองค์ชายมาถึงวังหลวง" หลวนชุนร่ายยาวพร้อมกับสีหน้าและน้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วงยิ่งนัก 

"และเจ้าเองก็กังวลและเจ็บปวดมากเช่นกันมิใช่หรือ หลวนชุน" เทียนสือถามกลับสีหน้าเรียบนิ่ง 

"ใช่ ข้าทั้งกังวลและทุกข์ใจข้าไม่เคยเห็นฝ่าบาททรงเป็นแบบนี้ แต่มันเกี่ยวอะไรกับข้าท่านเสนา" แม้หลวนชุนจะแปลกใจที่อีกฝ่ายนั้นเอ่ยถึงความรู้สึกตน แต่ก็ยังเอ่ยตอบอีกฝ่ายไป 

"..." ไม่มีสิ่งใดหลุดออกจากปากเทียนสือมีเพียงความเงียบเท่านั้น 

"ท่านเสนา ข้ารู้ท่านช่วยองค์ชายได้ ข้าขอร้องได้โปรดช่วยองค์ชายด้วย" หลวนชุนเอ่ยขอร้องอีกฝ่ายต่อทันที 

"...." และมีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ได้กลับมา 

พรึบ 

"ท่านอ๋อง ได้โปรด ให้กระหม่อมทำอะไรก็ได้ขอทรงโปรดช่วยองค์ชายไป๋หู่ด้วย ได้โปรดท่านอ๋อง" หลวนชุนคุกเข่าลงให้คนตรงหน้าพร้อมเอ่ยสรรพนามที่ตนเคยใช้เรียกอีกฝ่ายในสมัยที่ยังเด็ก พร้อมก้มคำนับลงให้อีกฝ่าย 

"องค์ชายไม่ใช่นายของเจ้าเหตุใดถึงต้องทำถึงเพียงนี้" เทียนสือเอ่ยถามร่างตรงหน้า 

"ข้าทำเพื่อฝ่าบาทต่างหาก ท่านอ๋อง หากองค์ชายทรงฟื้นและหายดีฝ่าบาทคงสุขพระทัยไม่น้อย" 

"แล้วเจ้าละ องค์ชายฟื้นขึ้นและหายดีจากนั้นก็เข้าพิธีอภิเษกพวกเขาทั้งสองก็มีความสุข แล้วเจ้าละมีความสุขด้วยอย่างนั้นหรือ" เทียนสือยังคงถามต่อ 

"ท่านอ๋องข้าย่อมมีความสุข หากฝ่าบาททรงมีความสุข" 

"...." เทียนสือทำเพียงจ้องผู้ที่คุกเข่าต่อหน้าตนเท่านั้น และตอนนี้ในหัวกำลังคิดอะไรมากมายอยู่แต่ไม่มีใครรู้ได้ 

"ท่านอ๋อง ข้า.." / "พอเถอะเลิกเรียกข้าแบบนี้สักที" 

"ถ้าข้าสามารถหาทางช่วยองค์ชายได้ เจ้ามีสิ่งใดตอบแทนข้า" เทียนสือละสายตาจากหลวนชุนแล้วมองตรงไร้จุดหมายไปข้างหน้า 

"ท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด ข้าจะยอมทำทุกอย่าง" หลวนชุนเอ่ยตอบ 

"ดี ข้าจะลองหาทางดูแต่ไม่รับปากว่าจะช่วยได้หรือไม่ หากช่วยได้เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะทวงสิ่งที่เจ้าสัญญากับข้าไว้หลวนชุน จำเอาไว้" เทียนสือเอ่ยจบก็เดินออกจากบริเวณนี้ทันที หลวนชุนได้แต่ลุกขึ้นยืนแล้วมองตามแผ่นหลังนั้นไป แล้วก็เดินตามอีกคนไปยังตำหนักหลวง 

 

 

"ฝ่าบาทท่านเสนาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" เสียงหานกงกงเอ่ยขึ้นหน้าตำหนัก 

"ให้เข้ามาได้" เกาจงตอบรับ จากนั้นร่างสูงของเทียนสือก็เข้ามาทันที 

"ฝ่าบาท หลังจากเสด็จถึงวังพระองค์ทรงไม่ว่าราชการเลยนะพ่ะย่ะค่ะ" เทียนสือยืนมองหลานของตนที่นั่งข้างกุมมือไป๋หู่อยู่แบบนั้นโดยที่ไม่หันมามองผู้มาใหม่แม้แต่นิดเดียว 

"ไป๋เอ๋อร์ยังไม่ฟื้น อาการยังไม่ดีขึ้น ข้าจะไม่ไปไหนให้ห่างจากไป๋เอ๋อร์ท่านอา" เกาจงตอบเสียงเรียบ 

"ฝ่าบาทสิ่งที่ทรงกำลังเป็นและกำลังทำมันเสียหายต่อบ้านเมืองนะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะปล่อยปละละเลยราษฎรของพระองค์เพียงเพื่อคนคนเดียวไม่ได้" เทียนสือจ้องเขม็งไปยังหลานตนเอง 

"ข้าไม่ได้ปล่อยปละละเลยบ้านเมือง ตอนนี้บ้านเมืองสงบสุขดีแม้ว่ามีปัญหาบ้างก็เพียงเล็กน้อยเหล่าขุนนางที่รับผิดชอบอยู่สามารถทำแทนข้าได้ แต่ตอนนี้คนที่ข้ารักกำลังทุกข์ทรมานอยู่ข้าทิ้งคนตรงหน้าข้าไม่ได้" เกาจงเอ่ยโดยที่ไม่ละสายตาจากร่างคนงาม มือทั้งสองยังคงกุมมือของร่างบางไว้ 

"ทรงตรัสออกมาว่า 'รัก' หรือพ่ะย่ะค่ะ ทรงแน่ใจว่ารักหาใช่ 'ลุ่มหลง' ในใบหน้าที่งดงามปานล้มเมืองนั้น" เทียนสือเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย 

"ข้าหาใช่เด็กที่ไม่รู้จักว่าสิ่งที่ข้าเป็นคือสิ่งใด หากลุ่มหลงจริงแล้วไป๋เอ๋อร์ทำสิ่งอันใดผิดท่านถึงไม่ยอมรับ" 

"ตอนนี้องค์ชายอาจจะยังไม่เป็นภัย แต่หากเมื่อใดที่มีอำนาจอยู่ในมือน้อยคนนักที่จักไม่ลุ่มหลงมัน สุดท้ายองค์ชายก็อาจซ้ำรอยอดีตฮองเฮาของพระองค์ และเมื่อถึงยามนั้นพระองค์จะทรงทำเช่นไร กล้าที่จะลงมืออย่างเช่นอดีตหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" เทียนสือเอ่ยถาม 

"ข้าเชื่อว่าไป๋หู่หาใช่คนเยี่ยงนั้น แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงข้าก็พร้อมจะลงมือด้วยตัวข้าเอง และข้าก็จะตามไป๋เอ๋อร์ไปด้วยเช่นกัน" เกาจงเอ่ยตอบ 

"พระองค์ทรงลุ่มหลงอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่เอาเถอะกระหม่อมจะรอดูองค์ชายที่พระองค์ทรงบอกว่ารัก และเชื่อว่าจะไม่เป็นดังคนอื่น ๆ ที่กระหายในอำนาจนั้นจะจริงหรือไม่ แต่คงต้องรอให้ฟื้นและหายดีเสียก่อนสินะถึงจะรอดูได้" เทียนสือเอ่ยต่ออย่างไม่ยีหระ 

"หมอลวงกำลังหายาแก้พิษอยู่" เกาจงแค่เอ่ยบอกเท่านั้น 

"กว่าหมอหลวงจะคิดหายาแก้พิษได้ กระหม่อมว่าองค์ชายคงสิ้นพระชนม์ก่อนเป็นแน่ แต่ข้าจะลองช่วยค้นคว้าตำราเก่า ๆ เมื่อครั้งที่ข้าเคยออกไปศึกษานอกวัง เมื่อครั้งตอนที่เสด็จพี่..บิดาเจ้ายังอยู่ อาจจะมีอะไรเอ่ยถึงพิษนี้บ้าง" เทียนสือเอ่ยราวเป็นคำบอกเล่า 

"หากท่านสามารถช่วยไป๋เอ๋อร์ได้ ข้าขอร้องช่วยคนรักของข้าที ท่านอา" เป็นครั้งแรกที่เกาจงหันไปสบตากับเทียนสือนับตั้งแต่เข้ามายังห้องนี้แล้วเอ่ยขอร้องออกมาจนเทียนสือรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจไม่น้อย 

"ข้าจะพยายามช่วย พักผ่อนบ้างเสียเถิด ทูลลาฝ่าบาท" เอ่ยจบเทียนสือก็หันหลังเดินออกไป 

"ท่านอา ข้าหวังว่าท่านจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าเอ่ย สายเลือดข้าเหลือท่านเพียงคนเดียวเท่านั้น" หลังจากเทียนสือออกไปเกาจงมองตามแผ่นหลังที่ตนเคยพึ่งพาเมื่อตอนยังเด็กจนถึงตอนนี้ ผู้ที่ทำให้ตนนั้นสามารถยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ หากแต่การกระทำครั้งนี้นั้นเกาจงจะหลับหูหลับตาในสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำไม่ได้ จึงหวังเพียงว่าสิ่งที่ตนสื่อออกไปจะยับยั้งความคิดและการกระทำของอีกฝ่ายได้ 

"ได้โปรดหยุดเถิดท่านอา ไม่เช่นนั้นข้าจะหยุดท่านเอง" 

 

 

 

 

TBC. 

 

 

เฮ้อ #เหนื่อยยยย ตัวเท่าบ้าน เป็นตอนที่ใช้สมาธิในการเรียบเรียงตัวหนังสือมากกกก 

คือพยายามจะสื่อสิ่งที่ BM คิดภาพในสมองให้ออกมาเป็นตัวหนังสือให้มันใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อที่ให้ผู้อ่านนั้นเห็นไปตามที่เราเขียนซึ่งไม่รู้ว่าจะออกมาดีได้แค่ไหน 

รบกวนตอนนี้อ่านแล้วเม้นท์แสดงความรู้สึกหน่อยค่ะว่าอ่านแล้วเข้าใจว่าเป็นยังไง 

รบกวนเม้นท์ให้ด้วยนะคะ 

 

 

BM. 

ความคิดเห็น