ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ๒/๑

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 32

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.พ. 2562 09:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
๒/๑
แบบอักษร

ประโยคเดียวของซื่อฝุทำให้โลกของนางพลิกคว่ำคะมำหงาย

‘พอกันที เทียบชะตาทั้งหมดเป็นโมฆะ!’

แม่สื่อผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เมื่อไม่มีใครตอบคำถามของนาง สะบัดชายกระโปรงจ้ำผ่านประตูธรณีออกไป ร่างสูงตระหง่านของเขายังยืนอยู่ที่ตรงนั้น ไม่สะทกสะท้านต่อสายตากังขาของทุกคนที่มองมา

ครั้นทุกอย่างตกอยู่ในความสงัดเงียบ เขาจึงพูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงเรียบเรื่อยหากแต่กังวานก้องไปทั่วโถงนั่งเล่น

‘ข้าพาผู้ใหญ่มาสู่ขอนางแล้ว รออยู่ข้างนอก’

สิ้นคำชายสูงวัยหลังค้อมผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามา นางไม่เคยเห็นเขามาก่อน ชายคนนั้นเจรจากับท่านย่าและท่านแม่ของนางยืดยาว ก่อนลงท้ายด้วย...

‘อีกสามทิวาราตรีจะเป็นฤกษ์มงคล นี่คือเทียบดวงชะตา’

เขายื่นเทียบสีแดงให้กับฮูหยินผู้เฒ่า แล้วทั้งสองก็จากไป สามวันที่ผ่านมาผิงผิงกระวนกระวายยิ่งนัก กินไม่ได้นอนไม่หลัง ไม่คิดว่าวันหนึ่งตนจะต้องเปลี่ยนสถานะจาก ‘ลูกศิษย์’ ไปเป็นภรรยาของเขาอย่างกะทันหัน 

ทว่าลึกๆ ในความกระอักกระอ่วนมีความโล่งใจเจือปน โล่งใจที่ไม่ต้องออกเรือนไปกับลูกชายของเฒ่าแก่เจิน ชายหนุ่มที่เหมาะสมแต่นางไม่รู้จัก

นางรู้จักซื่อฝุ

คุ้นเคยกับเขาตั้งแต่จำความได้…

‘หากไม่มีเขา เจ้าคงตายไปแล้ว’ ท่านปู่ผู้ล่วงลับมักบอกกับนางบ่อยครั้ง

มือเหี่ยวย่นลูบลงบนผมอ่อนนุ่มของเด็กหญิงในวันวาน ชายคนนั้นเคยช่วยชีวิตนางไว้เมื่อครั้งที่นางยังเล็กนัก

ในวันเกิดครบรอบเจ็ดขวบ ท่านปู่พานางขึ้นเขาแต่เช้า ไปยังเรือนไม้ไผ่บนภูเขา วันนั้นเป็นครั้งแรกที่นาง ‘รู้จัก’ ซื่อฝุตัวจริง ไม่ใช่เพียงคำบอกเล่าที่ท่านปู่พร่ำบอกนาง

‘ต่อไปนี้จงอยู่รับใช้เขาบนนี้’

ท่านปู่ให้นางกราบเขาเป็นอาจารย์

ให้คอยปรนนิบัติรับใช้ชายหนุ่มคนนั้น…

ตั้งแต่จำความได้ซื่อฝุไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เขายังดูหนุ่มแน่น สิบปีผ่านไปแม้แต่รอยสักเส้นบนใบหน้าหล่อเหลายังไม่มี

ทว่าด้วยความเคยชินนางจึงไม่สังเกตเห็นถึงสิ่งนี้มาก่อน

‘อี้เทียนหลานชายของข้า เป็นญาติห่างๆ กับซื่อฝุของผิงผิง  เพิ่งมาพำนักเพื่อศึกษาวิชาที่เรือนไม้ไผ่ ทั้งสองมีโอกาสพบปะกันสม่ำเสมอ จึงเกิดเป็นความรักใคร่ขึ้นมา’ ชายชราหลังค้อมทอดถอนหายใจ

‘แต่ไม่คิดว่าเจ้าหลานชายของข้าจะใจเร็วด่วนได้...’

ตลอดเวลาที่ฝ่ายนั้นบอกเล่าเรื่องราว นัยน์ตาดำขลับของซื่อฝุจ้องมองมาที่นางแน่วนิ่ง ราวกับจะปรามและท้าทายอยู่ใน่านางจะกล้าโต้แย้งความเท็จที่ชายชราได้เอื้อยเอ่ยออกมาหรือไม่

ทุกคนที่อยู่ในบ้าน ล้วนคิดว่าซื่อฝุที่ท่านปู่และตัวนางพูดถึง คือ ชายชราผมขาวที่ก้าวลงจากเรือนแทบไม่ไหว

จึงไม่รู้ว่าชายหนุ่มฉกรรจ์ ท่วงท่าสง่างามที่มาเยือนจะเป็นคนคนคนเดียวกับท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณคนคนนั้น

อะไรบางอย่างในแววตาของเขา ทำให้นางไม่เปิดเผยกับคนที่บ้านออกไป นอกจากท่านปู่และนางแล้ว ไม่เคยมีใครก้าวขึ้นไปบนเรือนไม้ไผ่

ซื่อฝุไม่เคยลงจากเรือน

อย่างน้อยก็เท่าที่นางรู้ ผิงผิงอยู่รับใช้ใกล้ชิดเขาจนกระทั่งอายุสิบห้า วันที่ประจำเดือนนางมาครั้งแรก

‘ต่อไปนี้ไม่ต้องค้างอยู่ที่นี่แล้ว’

เขาไล่ให้นางย้ายกลับไปอยู่ที่บ้าน เพียงให้ขึ้นมาปัดกวาดเช็ดถูกเรือนไม้ไผ่ทุกๆ เจ็ดวันเท่านั้น ตอนที่นางขึ้นมาผู้เป็นอาจารย์มักไม่อยู่เรือน

บางคราทิ้งเพียงกระดาษไว้บนโต๊ะเตี้ยในห้องหนังสือ สั่งการให้นางทำสิ่งต่างๆ เขาไม่เคยลงจากเขา กระทั่งวันนั้นวันที่ลงมาบอกกับท่านแม่และท่านย่าของนาง ว่าตนทำให้นางมีมลทิน

'ข้ากัดนาง'

รอยกัดบนร่างนางยังไม่จางหาย

ประทับอยู่บนเนินเนื้ออ่อนนุ่มในส่วนเร้นลับ มันไม่ได้สร้างความเจ็บปวดมากขึ้น ทว่ากลับไม่ยอมหายไปเสียที

มันคือเรื่องน่าอาย

มันคือสิ่งที่เด็กสาวไม่กล้าปริปากบอกผู้ใด

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ร่างอรชรชุดเจ้าสาวสีแดงเรียบง่ายสะดุ้ง แม่ของนางผลักประตูเข้ามา

“ได้ฤกษ์แล้ว” ผิงผิงงุนงงไปชั่วขณะ

“เจ้าบ่าวรออยู่ที่ห้องโถงแล้ว” หลี่ฮูหยินจับจูงมือเด็กสาวให้ออกไป นางมองเห็นเพียงพื้นข้างหน้าไปกี่ฉื่อ เพราะใบหน้าถูกผ้าคลุมแดงบดบัง

เมื่อเดินมาถึงโถงต้อนรับของบ้าน ก็เห็นเพียงปลายรองเท้าสีดำของว่าที่เจ้าบ่าวที่ก้าวเข้ามายืนเคียงข้าง

นายบ้านของหมู่บ้านที่พวกนางอาศัย มาเป็นประธานในพิธี ส่งสัญญาณให้ทั้งสองคุกเข่ากราบไหว้ฟ้าดิน

คู่บ่าวสาวทำตามธรรมเนียมปฏิบัติ ก่อนที่จะได้ฤกษ์ส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอ ‘สามี’ ของนางไม่รีรอ ยืนกรานว่าจะกลับขึ้นเขาเพื่อพาเจ้าสาวไป ‘คารวะ’ ซื่อฝุที่เรือนไม้ไผ่

นางผลัดเปลี่ยนจากชุดเจ้าสาวเป็นชุดสีเขียวทะมัดทะแม่งที่คุ้นเคย พอออกมาหน้าบ้านก็เห็นรถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่

เด็กสาวไม่เห็นเคยรถม้าสีดำมันปลาบคันนี้เช่นคัน

ตัวรถทำจากไม้สีดำกว้างขวาง พ่วงม้ากำยำสองตัว ซื่อฝุเอาพวกมันมาจากที่ใดกัน

“ผิงผิง ต่อไปนี้เจ้าต้องมาเยี่ยมเยือนแม่กับย่าของเจ้าบ้าง”

“โถ...ท่านป้าจะโศกาไปใย พี่ผิงผิงแค่ย้ายไปขึ้นอยู่บนเขาเท่านั้น”

เสียงสะอึกสะอื้นของหลี่ฮูหยินชะงัก หันไปเขกหน้าผากของเสี่ยงจิ้งที่ช่างขัดคอ ครั้นหันหน้าไปยังลูกเขยสีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน ได้แต่ก้มหน้าให้ชายหนุ่มผู้เยาวัยกว่าอย่างนอบน้อมโดยไม่รู้ตัว

ไม่รู้ด้วยเหตุใด หลี่ฮูหยินถึงได้รู้สึกยำเกรงคนแปลกหน้าที่กลายมาเป็นลูกเขยของตนนัก รอบกายของเขาเจือด้วยอำนาจบางอย่าง ที่ทำให้ผู้คนอ่อนข้อคล้อยตามโดยง่าย

“ฝากลูกสาวของข้าด้วย”

เขาเพียงผงกศีรษะให้หลี่ฮูหยินเล็กน้อย ก่อนที่จะเปิดประตูให้ผิงผิงก้าวขึ้นรถ ส่วนเขาขึ้นขี่ม้าสีขาวอีกตัว รถม้าวิ่งกรุบกรับขึ้นเขาอย่างราบลื่น เด็กสาวเผลอหลับไปตื่นหนึ่ง ก็ถึงเรือนไม้ไผ่ เย็นย่ำแล้ว เวลาใกล้ค่ำมาเยือน ผิงผิงเริ่มกังวลใจอีกครั้ง

ไม่ว่าอย่างไรคืนนี้ก็เป็นคืนแต่งงานของนาง

ไม่ว่าอย่างไรนางกับเขาก็ได้กราบไหว้ผ้าดินเป็นสามีภรรยากันแล้ว

“อาบน้ำอาบท่าเสีย” นั่นเป็นประโยคแรกที่ซื่อฝุพูดหลังจากที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง เขายังคงมีท่าทีเยือกเย็นเช่นเดิม “ต่อไปนี้อาเฉาจะเป็นคนรับใช้เจ้า คอยหาข้าวปลาให้เจ้า”

อาเฉา...คือ ชายชราหลังค้อมที่ อุปโลกตนเองให้เป็นตาของซื่อฝุนั่นเอง ผิงผิงยังคงย่นหัวคิ้ว เมื่อเห็นชายเสื้อคลุมสีขาวของผู้เป็นอาจารย์และสามี ลับหายไปในแนวป่าไผ่

เขาอาจจะไม่กลับมาที่เรือนอีกในคืนนี้

หลายครั้งตอนที่นอนค้างอยู่ที่นี่ ซื่อฝุมักหายตัวเข้าไปในป่าไผ่บ่อยๆ

บางทีเขาแต่งงานกับนาง เพียงเพราะต้องการรับผิดชอบกระมัง

แต่หากเขามีคุณธรรมมากกว่านี้

เขาควรที่จะปิดปากเงียบ ทำเหมือนว่าเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่เคยเกินขึ้นถึงจะถูก จู่ๆ เด็กสาวก็นึกฉุนผู้เป็นสามีหมาดๆ ของตนไม่ได้

เขาทำไปเพื่ออะไรกัน

หากจะบอกนึกพิศวาสนาง ซื่อฝุก็ไม่เคยแสดงท่าทีมาก่อน มีแต่นางที่… พลันสองแก้มก็ร้อนระอุขึ้นมา

“นายหญิงขอรับ เชิญไปพักผ่อนบนเรือนก่อน บ่าวจะไปต้มน้ำร้อน หาอาหารให้ท่านรับประทาน”

ยังไม่ทันได้เอ่ยปากแย้ง อาเฉาก็เดินอ้อมไปยังหลังเรือน ท่าทางของเขาคล้ายจะเก้กังเชื่องช้า ทว่ากระฉับกระเฉงอย่างประหลาด

ชายวัยกลางคนคนขับรถม้าช่วยขนหีบใส่ของใบเล็กของนางขึ้นไปไว้ในห้องนอนเพียงห้องเดียวของเรือนใหญ่ ก่อนที่เขากับรถม้าจะควบหายไปในยามราตรี เรือนไม้ไผ่มีห้องหนึ่งยื่นออกไปยังลานด้านหลัง กั้นไว้เป็นที่สำหรับอาบน้ำ

กระทั่งนางเองก็ไม่เคยเข้ามาในพื้นที่ส่วนของเจ้าของเรือนมาก่อน ผิงผิงนั่งแช่น้ำร้อน ขัดถูกเนื้อตัวอย่างใจลอย

‘อาจารย์...เอ่อ...นายท่านของลุงจะกลับมาเมื่อไร’

นางเอ่ยปากถามอาเฉาที่ยกสำรับง่ายๆ มาให้นางตอนหัวค่ำ ฝ่ายนั้นได้แต่ส่ายหน้า

‘นายท่านไม่ได้บอกข้าไว้ เพียงแต่ให้ข้ารับใช้นายหญิง’

ร่างอรชรลุกจากน้ำที่เริ่มเย็นลง…

หยิบเอาเอี๊ยมบังทรงและเสื้อคลุมตัวเก่าของตนขึ้นมาสวมทับร่างเปลือย ขึ้นบันไดสามขั้นกลับไปบนเรือน

นางนั่งลงบนโต๊ะเครื่องแป้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมี มองเงาสะท้อนของตนในคันฉ่อง ดึงปิ่นไม้ออก เรือนผมดำยาวอ่อนนุ่มเลื่อนหล่นคลี่คลุมบ่าบอบบางทั้งสอง

นางจับจ้องปิ่นในมือ

มันคือปิ่นที่เคยปักลงบนไหล่ของซื่อฝุในคืนนั้น กระทั่งรอยเลือดก็ไม่เห็น เหมือนปิ่นไม้ดูดกินโลหิตที่ติดไปจนหมดสิ้นแล้ว เหลือแต่เนื้อไม้สีขาวเรียบเนียนราวกับเนื้อหยก

“รอยกัดนั้นยังอยู่รึไม่”

ผิงผิงสะดุ้ง เหลียวกลับไปมองยังความมืดเบื้องหลัง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำก้าวเดินออกมาสู่แสงตะเกียง

“อา...อาจารย์”

นางผุดลุกขึ้นยืน ดึงสาบเสื้อคลุมเข้าหากัน นอกจากเอี๋ยมบังทรงแล้วก็ไม่มีสิ่งใดข้างใต้นั่น ขนอ่อนบนหลังคอลุกชันไม่รู้เป็นเพราะอากาศเย็นในยามค่ำ หรือเพราะสายตาของเขากันแน่

ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ ราวกับไม่สำเหนียกถึงความประดักประเดิดของนาง ผิงผิงก้มหน้า เม้มริมฝีปากแน่น

“รอยนั้นยังอยู่หรือไม่”

นิ้วเรียวยาวนุ่มเย็นเชยคางนางขึ้น ดวงตาของเขายังคงเป็นสีดำ สะท้อนแสงไฟจากตะเกียงบนโต๊ะเครื่องแป้งเป็นประกายจัดจ้า

“หาย...หายไปแล้ว”

“ให้ข้าดู...”

ร่างอ้อนแอ้นก้าวถอยหลัง

“ท่าน...ท่านไม่จำเป็นต้องดู” มันน่าอดสูน้อยไปหรือ ที่จะเปิดเนื้อหนังตรงส่วนนั้นให้คนอื่นเห็น อีกอย่างนางโกหกเขา…

“เด็กน้อย...”

เขายังคงเรียกนางดังเดิม ทว่าครานี้หัวใจของเด็กสาวเต้นแรง

“ให้ข้าดู”

“อ๊ะ...” สิ้นคำเขาก็ดึงเสื้อคลุมนางออก เปิดเปลือยเนื้อนวลของในร่มผ้าของสาวแรกผลิ ท่ามกลางแสงสลัวในห้องหอ

To be continued…

เย้ๆ ปั่นสองเรื่องพร้อมกันมันส์จังเลย ฮ่าๆ จะมีเรื่องที่สามสี่ห้ามามั้ยนะ คนเขียนบ้าไปแล้วจ้า บ้าไปนานแล้ว ชอบไม่ชอบบอกด้วยน้า ตอนนี้ปั่นอยู่สองเรื่อง เรื่องนี้กับ “คนน่ารักสุดท้ายร้ายที่สุด” จ้า

พ ร า ว พ ริ้ ม

ติดตามข่าวสารนิยาย: Fanpage @pliwon.prawprim​

สั่งซื้อเล่มทำมือ 'ของหวง' :  Inbox แฟนเพจ หรือ orderbook.pliw@gmail.comhttp://m.me/pliwon.prawprim

ความคิดเห็น