ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 17 อีกหนึ่งจำเป็นต้องยอม ส่วนอีกหนึ่งจำเป็นต้องลงมือ ตอนจบ (Rewrite)

ชื่อตอน : บทที่ 17 อีกหนึ่งจำเป็นต้องยอม ส่วนอีกหนึ่งจำเป็นต้องลงมือ ตอนจบ (Rewrite)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ส.ค. 2563 12:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 17 อีกหนึ่งจำเป็นต้องยอม ส่วนอีกหนึ่งจำเป็นต้องลงมือ ตอนจบ (Rewrite)
แบบอักษร

>>>>>> อย่างที่เคยบอก ไม่รีบ แต่จะมาเรื่อย ๆ เท่าที่ไหว เรื่องนี้จบแน่นวลลลล <<<<<< 

>>>>>> (คริๆ แอบเอาจิบิตัวเองมาฝาก) <<<<<< 

 

#เมืองเป่ยอัน แคว้นต้าเหยี๋ยน 

 

สามวันต่อมา 

ตอนนี้ขบวนเกี้ยวพร้อมด้วยทหารทั้งหมดเตรียมตัวกลับเมืองหลินอันซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นต้าเหยี๋ยน ชาวเมืองต่างพากันออกมารอเฝ้าและส่งเสด็จ การเดินทางระหว่างเมืองเป่ยอันถึงเมืองหลินอันจะใช้เวลาราวๆ เกือบเดือน แต่ขี่ม้าจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น ในตอนนี้ทั้งเกาจง ไป๋หู่ เฉินกว่าง รวมถึงเสนาบดีเทียนสือนั่งอยู่บนหลังม้าเพื่อให้ราษฎรที่ออกมารอเฝ้าพร้อมกับส่งเสด็จได้มีโอกาสได้ชื่นชมและน้อมส่งอย่างใกล้ชิด ตลอดทางมีชาวบ้านชาวเมืองมากมายทั้งสองข้างทางยืนเตรียมตะกร้าดอกไม้ในมือ เมื่อใดที่ม้าของเกาจงเดินผ่านชาวเมืองก็นั่งคุกเข่าก้มหัวลงพร้อมด้วยโปรยดอกไม้ลงบนพื้นตลอดทาง ทำให้ไป๋หู่ที่ควบม้าเดินตามหลังรู้สึกถึงความรักและความเคารพที่ราษฎรมีต่อเกาจงว่ามันช่างมากมายนัก 

 

แม้ไป๋หู่จะเคยได้ยินเสียงเล่าขานมาบ้างว่านับตั้งแต่เกาจงขึ้นนั่งบนบัลลังก์ราษฎรแคว้นต้าเหยี๋ยนทั้งรักทั้งเกรงกลัวต่อเกาจงมาก ทั้งเรื่องมีความสามารถทั้งบุ๋นและบู้ ความเด็ดขาด และสร้างกองทัพที่ไร้พ่าย แคว้นใดที่เข้าตีมีอันต้องแตกพ่ายจนกลายเป็นเมืองขึ้น จนบ้านเมืองสงบสุข การค้ารุ่งเรืองยิ่งกว่ายุคสมัยใด ๆ จนเมื่อได้เห็นกับตาถึงได้รับรู้ว่าสิ่งที่เล่าขานนั้นไม่ผิดไปแม้สักนิด 

"ขอฝ่าบาทจงทรงพระเจริญ!!! " 

"ขอฝ่าบาทจงทรงพระเจริญ!!! " 

"ขอฝ่าบาทจงทรงพระเจริญ!!! " 

 

เสียงสรรเสริญดังกึกก้องไปทั่วเกาจงทำเพียงมองเหล่าราษฎรที่ตนปกครองมาหลายปีด้วยสายตานิ่งเฉย แม้ภายนอกจะไม่มีท่าทีใดแต่ภายในเกาจงเฝ้าบอกกับตนเองเสมอว่าตนจะปกป้องผู้คนทั้งแคว้นเท่าที่ตนจะสามารถทำได้ 

ขบวนเกี้ยวพร้อมทหารนับหมื่นนายเดินทางออกจากเมืองเป่ยอันมุ่งสู่เมืองหลวงของแคว้น ตอนนี้ผู้เป็นฮ่องเต้ของแคว้นแทบอยากใช้วิชาตัวเบาอุ้มอีกคนไปให้ถึงวังของตนเร็ว ๆ เพราะทั้งแต่คืนนั้นที่ทั้งสองได้ช่วยกันปลดปล่อยแม้จะสุขสมทั้งคู่ แต่สำหรับเกาจงนั้นมันไม่เพียงพอตนแทบอยากจะจับกินร่างบางทั้งตัวทั้งวันทั้งคืน แต่ด้วยสัญญาต่อผู้เป็นบิดาของร่างบางในคืนที่ทั้งสองได้แอบพบกันและคุยเรื่องสำคัญ รวมถึงกับให้คำมั่นว่าจะไม่รังแกร่างบางจนกว่าร่างบางนั้นจะได้เข้าพิธีแต่งงานกับตน จึงได้แต่ข่มอารมณ์ตนเอาไว้ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ในคืนนั้นคืนต่อ ๆ มาก็ไม่ได้แตะต้องอีกฝ่ายมากกว่าโอบกอดและจุมพิตเท่านั้น จนบางคืนตนต้องพึ่งฝ่ามือของตนเองเพื่อปลดปล่อย ให้ตายเถอะใครเลยจะรู้ว่าผู้อยู่เหนือใคร ทั้งเย็นชาและเด็ดขาดมีนางบำเรอเพื่อคอยปลดปล่อยมามากมายแต่ตอนนี้กลับต้องปลดปล่อยด้วยฝีมือตนเอง 

 

การเดินทางผ่านพ้นไปจนวันแล้ววันเล่า จนตอนนี้เข้าใกล้เมืองหลิวอันเต็มที ตลอดเวลาที่ขบวนเกี้ยวและเหล่าทหารเดินทางนั้นตอนกลางวันเกาจงสั่งให้พักแค่ตอนยามอู่ (11.00 - 12.59) เท่านั้น เพื่อให้ได้กินข้าวและหลบแดด ส่วนกลางคืนก็เริ่มพักยามไฮ่ (21.00 - 22.59) จนถึงยามโฉ่ว (01.00 - 02.59) เท่านั้น แล้วเริ่มเตรียมตัวเดินทางในยามอิ๋น (03.00 - 04.59) นับว่ามีเวลาเดินทางในแต่ละวันนั้นมากทีเดียว สำหรับทหารและเหล่าบรรดาผู้ที่เป็นชาวต้าเหยี๋ยนในขบวนเกี้ยวนั้นการเดินทางแบบนี้คือว่าไม่ลำบากนัก ออกจะธรรมดาเสียด้วยซ้ำ แต่สำหรับชาวอิ้งเทียนนั้นถือว่าหนักพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นลากขาแต่อย่างใด เพราะเวลาพักก็ถือว่าได้พักเต็มที่เพราะผู้ที่อยู่เฝ้าเวรคือทหารของต้าเหยี๋ยน 

ตอนนี้ขบวนเกี้ยวและทหารกำลังจัดเตรียมพื้นที่เพื่อพักผ่อนในยามค่ำคืน ส่วนเกาจง ไป๋หู่ และเฉินกว่าง กำลังนั่งล้อมวงรับสำรับยามเย็นด้วยกัน ส่วนเทียนสือกับหยางสือนั้นตั้งแต่ออกจากเมืองเป่ยอันก็แทบไม่ได้ร่วมวงด้วยนัก ส่วนเฉินกว่างเองก็แทบไม่ค่อยได้ร่วมวงด้วยเช่นกันเพราะเมื่อไม่มีเสนาบดีที่ตนคิดว่าอีกฝ่ายไม่ชื่นชอบไป๋หู่มาร่วมวงด้วย บางครั้งตนก็ขอแยกไปเองเพราะเกรงกลัวเกาจง ซึ่งเกาจงก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว ดีเสียอีกจะได้เป็นการส่วนตัวระหว่างตนและร่างบาง 

"ไป๋เอ๋อร์ ไหวหรือไม่เห็นเจ้าท่าทางไม่ดีนักมาหลายวันแล้ว" เกาจงเอ่ยถามไป๋หู่ ตนรู้สึกมีร่างบางมีบางอย่างผิดปกติ เพราะยามเวลานั่งในเกี้ยวตนชอบให้ไป๋หู่ปลดหน้ากากออกเสมอ และเริ่มเห็นว่าอีกฝ่ายชอบขมวดคิ้วและขยับตัวราวกับไม่สบายตัวจนตอนนี้ที่อีกฝ่ายแตะต้องอาหารได้น้อยกว่าทุกครั้งจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงปนกังวลใจ 

"กระหม่อมไม่เป็นไรฝ่าบาท อาจเพราะร่างกายกระหม่อมคงกำลังปรับตัวให้เข้ากับที่นี่อยู่กระมังพ่ะย่ะค่ะ เลยรู้สึกไม่สบายเนื้อตัวนิดหน่อย อย่าทรงกังวลไปเลยฝ่าบาท" ไป๋หู่เอ่ยตามความจริงที่ตนรู้สึกแม้ว่าอาการแบบนี้เริ่มเป็นตั้งแต่อยู่ในจวนเมืองเป่ยอันจนเรื่อย ๆ มาจนตอนนี้แถมรู้สึกมากขึ้นทุกที แต่ก็คิดว่าอาจเป็นเพราะสภาพอากาศของต้าเหยี๋ยนที่เมื่อเข้าเขตเมืองหลวงมากเท่าไหร่ก็เริ่มมีอาการมากขึ้นคงต้องใช้เวลาปรับร่างกายเสียหน่อย แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ตนหาใช่คนร่างกายอ่อนแอ เป็นถึงชายชาติทหารผู้หนึ่งไม่น่าจะมีอาการปรับร่างกายไม่ทัน แต่ก็ไม่เห็นเป็นสิ่งอื่นใดนอกจากอาการไม่สบายเนื้อตัวเท่านั้น 

"ให้หมอตรวจเจ้าเสียหน่อยดีหรือไม่" เกาจงเองรู้สึกแปลกใจ เพราะไป๋หู่ถึงจะรูปร่างเล็กและบางกว่าตนแต่ก็ไม่ได้รูปร่างเล็กบางกว่าบุรุษทั่วไปแถมอาจจะดูสมส่วนด้วยซ้ำ และอีกฝ่ายศึกทหารมาตั้งแต่เยาว์วัยแค่แปลกที่ไม่น่าจะมีผลอะไรเสียด้วยซ้ำ 

"ไม่เป็นไรฝ่าบาท กระหม่อมว่าพอถึงเมืองหลวงได้พักยาว ๆ สักระยะแล้วคงดีขึ้น ไม่แน่ที่กระหม่อมเป็นแบบนี้อาจเป็นเพราะไม่ได้ขยับตัวทำอะไร กระบี่กระบองไม่ได้จับทั้งที่เคยฝึกปรือตลอดทุกวัน พอมานั่ง ๆ นอน ๆ ในเกี้ยวเลยทำให้ร่างกายไม่ชินก็เป็นไปได้ฝ่าบาท" ไป๋หู่เอ่ยบอกร่างสูงอีกครั้งตนไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากปวดตามตัวดังนั้นจึงคิดว่าอาจเพราะร่างกายที่ออกกำลังทุกวันอยู่ ๆ ก็ทำได้แค่นั่งกับนอนคงจะไม่ชิน เพราะพอขออีกฝ่ายเดินบ้าง นั่งม้าบ้าง ร่างสูงก็เอาแต่ปฏิเสธตนตลอด 

"ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้นก็ตามใจเจ้า แต่หากเกิดเป็นมากกว่าเดิมเจ้าต้องบอกพี่และยอมให้หมอตรวจเข้าใจรึไม่" เกาจงยอมแพ้กับเหตุผลของอีกฝ่ายที่ดูเหมือนจะตำหนิตนหน่อย ๆ ที่ไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้เดิน ได้ขี่ม้า หรือทำอะไร ๆ จึงต้องยอมแพ้ให้อีกฝ่าย 

"พ่ะย่ะค่ะ หากมีอะไรมากกว่านี้กระหม่อมจะรีบทูลทันทีพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่เอ่ยกระเซ้าร่างสูงกลับไป 

จากนั้นเมื่อทุกอย่างถูกจัดเตรียมพร้อมก็ถึงเวลาที่เหล่าผู้เดินทางทั้งหมดเข้าหลับนอนพักผ่อน โดยมีหยางสือและหลวนชุนคอยสลับผลัดเปลี่ยนเพื่อสั่งการทหารเพื่อเฝ้าเวรดูแลความเรียบร้อย 

 

ณ กระโจมที่พักของเกาจงและไป๋หู่ 

"ฮืม ฮื่ออ" เสียงผ่านลำคอแสดงถึงความรู้สึกเจ็บปวดจากร่างไป๋หู่ ทำให้เกาจงที่นอนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกตัวและรีบเอ่ยเรียกร่างบางทันที 

"ไป๋เอ๋อร์ ไป๋เอ๋อร์ เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง ได้ยินเสียงพี่รึไม่ ไป๋เอ๋อร์" เกาจงเอ่ยเรียกเสียงเครียด ตอนนี้ใบหน้าคนงามซีดราวไร้เลือดหล่อเลี้ยง และเมื่อสัมผัสอีกฝ่ายเพื่อปลุกกลับพบว่าอีกฝ่ายตัวเย็นราวกับไม่ใช่ร่างของสิ่งมีชีวิต 

"องครักษ์!!! ตามหมอมาเดี๋ยวนี้!!! เดี๋ยวนี้!!! " เสียงตะโกนดังกร้าวไปทั่ว ส่งผลให้บรรดาทหารและผู้คนที่หลับอยู่ตื่นขึ้นอย่างตกใจอย่างถ้วนหน้า 

"เจ้าเจ็บตรงไหน ไป๋เอ๋อร์ได้ยินรึไม่ ลืมตามองพี่เถิดไป๋เอ๋อร์" นับตั้งแต่ผู้เป็นบิดาจากตนไป เกาจงไม่เคยรับรู้ถึงความกลัวและความเจ็บปวดอีกเลยจนถึงเวลานี้ ความรู้สึกกำลังเกรงกลัวว่ากำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญไปเมื่อครั้งอายุ 9 ขวบกลับมาอีกครั้ง ตอนนี้หัวใจที่เคยนิ่งเงียบกำลังเต้นระรัวและเจ็บปวดราวกับมีใครกำลังใช้เข็มนับพันเล่มทิ่มแทงลงมา และเกาจงก็ยังคงสติตนใช้มือกดหาชีพจรร่างตรงหน้าเพื่อตรวจดูอาการเบื้องต้น พยายามเปิดดวงตาที่หลับแน่นอยู่ออกเพื่อดูม่านตา จับจุดดูปราณภายในอีกคนว่ากำลังตีกลับหรือไม่ ก่อนได้ยินเสียงจากภายนอกกระโจม 

"ฝ่าบาทหมอมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เสียงองครักษ์เอ่ยหน้ากระโจม 

"เข้ามา...เร็วเข้า ชีพจรเต้นแปลก ๆ เร็วบ้างถี่บ้างสลับกันอยู่แบบนั้น ร่างกายเย็นทั้งตัว ม่านตาเปิดกว้างไม่ตอบรับแสงใด ๆ ปราณภายในแน่นิ่งเหมือนถูกกักกั้นเอาไว้" เกาจงรีบหลบให้หมอเข้าตรวจไป๋หู่และยังคงกอดประคองอยู่ พร้อมเอ่ยสิ่งที่ตนนั้นตรวจเจอก่อนหมอจะมาถึง 

"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะตรวจและรักษาสุดความสามารถ" หมอเอ่ยพร้อมกับจับชีพจรและพบว่าเป็นอย่างที่เกาจงเอ่ยจึงข้ามทำอย่างอื่นที่เกาจงนั้นยังไม่ได้ทำ 

"ฝ่าบาทท่านเสนาบดีและท่านแม่ทัพใหญ่ของเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์หน้ากระโจมเอ่ย 

"ให้เข้ามา" เกาจงให้ทั้งสองเข้ามาเพราะคิดว่าทั้งสองอาจช่วยได้เช่นกัน 

"ฝ่าบาทองค์ชายไป๋หู่เป็นอย่างไรบ้าง" ทันทีที่เข้ามาเทียนสือเอ่ยถามทันทีเกาจงทำได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ เชิงบอกเป็นนัย ๆ ว่ารอหมอตรวจให้จบก่อน 

เวลาผ่านไปสักพักไป๋หู่ยังคงมีอาการเช่นเดิม ยังคงไม่รู้สึกตัวและส่งเสียงราวกับเจ็บปวดมากมายนัก จนเกาจงตอนนี้แผ่ไอสังหารปกคลุมไปทั่วทั้งกระโจมจนหมอที่ตรวจอาการอยู่รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลจนสั่นกลัวไปหมด จนสุดท้ายหมอที่ตรวจทุกอย่างจนครบก็ถอยคลายออกเล็กน้อย พร้อมนั่งคุกเข่าตัวสั่นก้มหน้าต่ำคางชิดอก 

"..." เกาจงไม่เอ่ยสิ่งใดแต่จ้องร่างของหมออย่างกดดันให้หมอนั้นเอ่ยสิ่งที่เกิดขึ้น จนหมอรับรู้และยิ่งตัวสั่นมากขึ้นเท่าตัว ตนนั้นแค่สงสัยว่าสิ่งที่ร่างบางในอ้อมกอดนั้นเป็นอะไร แต่ก็แค่คิดว่าอาจจะไม่ใช่ก็เป็นได้ตนอาจจะจับชีพจรผิดหรืออาจจะยังตรวจไม่ครบ 

"ทะ..ทูล..ทูลฝ่าบาท กระหม่อมไร้ความสามารถขอทรงได้โปรดพระราชทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ" หมอกล่าวออกมาเสียงสั่น รีบหมอบลงหน้าจรดพื้นไม่กล้าขยับตัวไปไหน 

"หมายความว่าอย่างไร บอกมา!!! " เกาจงฉายแววตาโรจน์ราวปีศาจก็มิปาน แรงกดดันเกิดขึ้นอย่างมหาศาลมากกว่าเดิมจนคนเป็นหมอแทบกระอักเลือด 

"ฝ่าบาททรงพระทัยเย็นพ่ะย่ะค่ะ ส่วนท่านหมอเกิดอะไรขึ้นจงรีบเอ่ยบอกว่า" เป็นเทียนสืออีกครั้งที่ยับยั้งแรงโทสะที่กำลังจะปะทุในไม่ช้า แล้วเอ่ยเร่งให้หมอเอ่ยต่อในทันที 

"ทูลฝ่าบาท เรียนท่านเสนา จากการตรวจชีพจรองค์ชายพบว่าชีพจรเดี๋ยวเต้นเร็วติดกันสักระยะ แล้วเริ่มเต้นช้าลงจนเหมือนเกือบหยุดสลับกันอยู่แบบนี้ ร่างกายที่เย็นลงไปทั่วทั้งร่าง ดวงตาองค์ชายไม่ยอมตอบสนองสิ่งใด จุดหยิน-หยางในตัวกำลังสงบนิ่งราวกับไม่ยอมไหลเวียนทั่วร่างเพื่อสร้างความสมดุล แต่จากการลองฝังเข็มเงินตามจุดชีพจรก็ไม่พบการถูกพิษ สิ่งที่ตรวจพบกระหม่อมเองก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน จึงไม่อาจทราบได้ว่าองค์ชายเป็นอันใดกันแน่ ฝ่าบาทได้ทรงโปรดพระราชทานอภัยกระหม่อมทูลไม่ได้จริง ๆ ว่าสิ่งที่องค์ชายเป็นตอนนี้คืออะไร" หมออธิบายยาวเหยียดถึงสิ่งที่ตนพยายามทำแต่ก็จนปัญญาหากสิ่งที่ตรวจพบนั้นตนเองเป็นหมดในกองทหารมานานนับครึ่งชีวิตก็ยังไม่เคยพบเจอมาก่อน ดูแล้วครั้งนี้คงต้องโดนตัดหัวเป็นแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวจนตัวสั่นมากขึ้น 

"ท่านหมอ ท่านได้ลองใช้เข็มที่จุดทงลี่ หยินซี เซินเหมิน และเส้าชงหรือไม่ (จุดเส้นปราณหัวใจ) " เทียนสือเอ่ยถาม 

"ท่านเสนาข้าทำแล้วขอรับ" 

"ข้าหมายถึงฝังเข็มลงพร้อมกัน" 

"ทะ ท่านเสนาถ้าทำแบบองค์ชายจะ" 

"ฝ่าบาท กระหม่อมลงดูได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" เทียนสือหันเอ่ยขอเกาจงทันที 

"ท่านอา ท่านคิดว่าไป๋เอ๋อร์" 

"กระหม่อมว่าฝ่าบาทเองก็น่าจะพอรู้อะไรบ้าง หากเป็นอย่างที่ฝ่าบาทและกระหม่อมคิดจริง..." เทียนสือเอ่ยจบค้างไว้เพียงเท่านั้นให้อีกฝ่ายเข้าใจส่วนที่เหลือเอง 

"อืม ลงมือเถิด ไป๋เอ๋อร์พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ยอมปล่อยให้เจ้าเป็นอะไร ต่อให้ลุยในนรกท้าทายสวรรค์พี่ก็จะดึงเจ้ากลับมาให้ได้" 

กึก 

เทียนสือชะงักมือที่กำลังใช้เข็มเงินเล็กเรียวยาวเพื่อฝังลงในจุดที่เอ่ยไว้ทันที ที่ได้ยินน้ำเสียงหลานตนแถมยังเห็นแววตาที่ตนนั้นเคยเห็นเมื่อยามที่หลานตนนั้นยังเยาว์วัย ไหนจะคำที่ใช้เรียกแทนตัวเองของเกาจง ยิ่งมือได้สบตากับเกาจงสายตานั้นทำให้เทียนสือเกิดความคิดบางอย่างขึ้นภายในจิตใจ แต่สุดท้ายก็จัดการฝังเข็มลงในจุดทั้งหมดเสร็จ 

เฮือก!!! 

พรึบ พรึบ พรึบ 

"อดทนไว้ไป๋เอ๋อร์ อีกนิดเดียว ท่านอาเร่งมือด้วย" 

ทันทีที่จุดลมปราณทั้งสี่จุดโดนฝังเข็ม ร่างกายของไป๋หู่ก็กระตุกอย่างรุนแรงเกาจงที่รู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากฝังเข็มทั้งสี่จุดพร้อมกันก็กอดรัดอีกคนไว้แน่ และเร่งให้อาของตนทำสิ่งต่อปในทันที 

จึก 

เทียสือถกชายแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้นให้พ้นข้อศอก จากนั้นใช้เข็มยาวอีกเล่มหนึ่งฝังลงไปในเส้นเลือดที่ข้อพับที่แขนซ้ายแล้วดึงเข็มออกจากนั้นเลือดสีดำมากมายก็ไหลออกมา 

"ถ้วย" เทียนสือเอ่ยขึ้น หยางสือที่รออยู่แล้วก็ยื่นถ้วยน้ำชาให้ทันที โดยที่มืออีกข้างของตนก็ช่วยจับปลายเท้าของไป๋หู่เอาไว้อีกแรง 

ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง 

"เสร็จแล้ว ดึงเข็มออก" เมื่อได้เลือดสีดำคล้ำมากพอเทียนสือจึงเอ่ยขึ้น เป็นเกาจงและหยางสือที่รีบดึงเข็มทั้งหมดออก จากนั้นเกาจงก็เดินลมปราณส่งให้ร่างบางเพื่อกระตุ้นจุดต่าง ๆ ที่หยุดทำงานเมื่อตอนฝังเข็มให้กลับมาเช่นเดิม สักพักร่างกายไป๋หู่ก็กลับมาทำงานเช่นเดิมแต่ก็ยังคงเป็นอาการเดิม 

"ฝ่าบาท องค์ชายโดนพิษจากดอกหยางติ๋งหว่างพ่ะย่ะค่ะ" เทียนสือนำเลือดไป๋หู่ทำการตรวจสอบดูจนรู้ว่าไป๋หู่นั้นโดนพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่ง 

"ข้าจะถลกหนังมันด้วยตัวข้าเอง" เกาจงส่งเสียงเย็นผ่านลำคอ แววตานั้นไม่อาจมีผู้ใดกล้าสบตา บรรยากาศภายในกระโจมกลับมากดดันด้วยไอสังหารอีกครั้ง เทียนสือและหยางสือยืนมองผู้เป็นฮ่องเต้ใช้ร่างกายโอบกอดร่างอีกคนไว้ราวกับร่างกายนั้นกำลังจะแหลกสลายไป ทั้งสองเพิ่งได้มีโอกาสเห็นใบหน้าที่งดงามราวสตรีล้มเมือง แม้ตอนนี้ใบหน้านั้นจะซีดจนเป็นสีเดียวกับหิมะ ดวงตาทั้งสองข้างยังคงหลับแน่นอยู่แม้เห็นเพียงนั้นก็รับรู้ได้ทันทีว่าคงหาได้มีใครงดงามเทียบได้ 

"เตรียมม้าให้ข้า ข้าจะพาไป๋เอ๋อร์กลับวังหลวงให้เร็วที่สุด หยางสือบอกหลวนชุนและพวกเจ้าเดินทางพร้อมข้า ท่านอาฝากท่านดูแลที่นี้แทนข้าด้วย" เกาจงเอ่ยจบก็อุ้มไป๋หู่ลงจากเตียงพร้อมเดินออกจากกระโจมทันที หยางสือรีบเร่งเท้าตามเกาจงทันที หลวนชุนที่รออยู่หน้ากระโจมก็เตรียมเดินตามเพราะตนได้ยินสิ่งที่เกาจงนั้นเอ่ยอยู่แล้ว 

พรึบ 

"ข้าหวังว่าคงไม่ใช่ท่าน ท่านเสนา" เมื่อเกาจงและหยางสือที่เดินเร็วไปยังม้าที่กำลังถูกเตรียมอยู่ เทียนสือก็เดินตามออกมาทีหลัง หลวนชุนที่ยังยืนอยู่เอ่ยแผ่วเบาให้ได้ยินเพียงแค่สองคนเท่านั้น โดยที่ไม่ได้หันมองอีกฝ่าย 

"หึ" มีเพียงเสียงผ่านลำคอตอบกลับมาเท่านั้น 

สุดท้ายหลวนชุนก็ต้องหันไปจ้องใบหน้าคมนั้น แต่กลับไม่พบสิ่งใดนอกจากสายตาว่างเปล่า เยือกเย็นจนเดาใจไม่ได้ เทียนสือเพียงปรายตามองอีกฝ่ายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนในที่สุดหลวนชุนก็เดินตามผู้เป็นนายเหนือหัวไป โดยก่อนเดินออกไปสายตาที่หลวนชุนมองไปยังเทียนสือนั้น มีทั้งตัดพ้อ ผิดหวัง เสียใจและไม่เข้าใจผสมปนเปกันไป 

เทียนสือจ้องมองไปยังกลุ่มคนที่เตรียมเดินทางในยามดึกนี้โดยไม่มีท่าทีใด ๆ 'ข้าทำเพื่อคนสำคัญของข้า ข้าทำเพื่อหลานข้าและเพื่อเจ้าหลวนชุน' เทียนสือได้เพียงแต่เอ่ยในใจเท่านั้น จนเมื่อทั้งหมดควบม้าออกจากที่พักหายไปในความมืดมิด 

"ท่านเสนาให้พวกเราทำอะไรดีขอรับท่าน" ทหารยามที่เฝ้าหน้ากระโจมเกาจงเอ่ยถามผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเวลานี้ 

"ให้ทุกคนนอนพักผ่อนต่อ จัดเวรเปลี่ยนเวรยามปกติ ยามโฉ่ว (01.00 - 02.59) เราจะเดินทางกลับวังหลวงกัน" เทียนสือเอ่ยบอก 

"ขอรับท่าน" ทหารรับคำสั่งจบก็โค้งคำนับแล้วไปจัดการตามคำสั่งทันที 

"องค์ชาย อย่าโทษข้าเลย ข้าปล่อยไว้เยี่ยงนี้ไม่ได้" เสียงกระซิบพึมพำแผ่วเบา สายตายังคงจ้องไปที่ทิศทางเดิม 

 

 

TBC. 

 

 

เดาทางกันถูกไหม แฮ่ ๆ ๆ ๆ ๆ #หลบรองเท้าแป็บบบบ 

 

 

BM. 

ความคิดเห็น