email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 ร่วมชายคา

ชื่อตอน : บทที่ 2 ร่วมชายคา

คำค้น : รักวุ่นวาย...หัวใจมีปัญหา , รักวุ่นวายหัวใจมีปัญหา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 275

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.พ. 2562 20:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ร่วมชายคา
แบบอักษร

​รักวุ่นวาย...หัวใจมีปัญหา

บทที่ ๒ ร่วมชายคา


          รถสปอร์ตคันสีขาวขับเข้ามาในบ้านหลังโตราวกับคฤหาสน์ด้วยความเร็ว เมื่อจอดรถสนิทเหมันต์จึงเดินลงมาจากรถ ทว่าสายตาสะดุดเข้ากับรถหรูคันสีดำที่จอดอยู่ตรงทางขึ้นบันไดบ้าน เมื่อตรองดูแล้วไม่ใช่รถของคนในบ้านแน่ เหมันต์จึงเอ่ยถามคนขับรถที่กำลังจะนำรถของตนที่เพิ่งขับมาไปเก็บ

            “รถใครครับน้าเพิ่ม”

            “แขกของคุณท่านครับ และตอนนี้คุณท่านก็กำลังรอคุณหนูอยู่ที่ห้องทานข้าวครับ”

            เหมันต์เพียงพยักหน้าตอบแล้วเดินเข้าไปในบ้านทันที

ใครกันที่เป็นแขกของป๊าดูจะสำคัญไม่น้อย แล้วทำไมตาขวาต้องกระตุกแปลก ๆ เหมือนจะมีเรื่องอะไรอีก หวังว่าคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการเจอไอ้ผู้ชายปากร้ายคนนั้นอีกแล้วนะ



เหมันต์เดินตรงมายังห้องรับประทานอาหาร กลิ่นอาหารหอมฟุ้งกำจายไปทั่วบ้าน ชวนเรียกน้ำย่อยในกระเพราะอาหารไม่น้อย เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเหมันต์

เสียงคุยกันหัวเราะเสียงดังเล็ดลอดออกมาจากห้อง ทว่ามีเสียงหนึ่งคุ้นชินเหมือนเพิ่งผ่านหูมาไม่นาน เหมันต์สะบัดความคิดนั้นทิ้ง คงไม่ใช่หรอกหรือไม่ก็แค่เสียงคล้าย...ไอ้ผู้ชายปากร้าย ไม่มีมารยาท เมื่อคิดแล้วก็ยังหงุดหงิดใจไม่หาย ใบหน้าหล่อชักสีหน้าไม่พอใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในร้านกาแฟ แต่ก็ต้องรีบทำหน้าให้เป็นปกติ เพราะกลัวว่าเดี๋ยวจะดูไม่ดีในสายตาแขกของคุณป๊า อีกอย่างเดี๋ยวริ้วรอยเหี่ยวย่นจะขึ้นบนใบหน้า เพราะเวลาโกรธจะทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้าฉะนั้นต้องปล่อยวางและห้ามคิดมาก

“อ้าวลูกหนูของป๊ามาพอดีเลย”

ทันทีที่เหมันต์เดินเข้ามา พงษ์พัฒน์ผู้เป็นพ่อเอ่ยทักขึ้นด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และในขณะที่จะพูดต่อ เหมันต์ก็หันไปเจอกับใครบางคน นั่งอยู่ตรงข้างผู้เป็นพ่อกำลังส่งยิ้มแบบกวน ๆ แล้วยักคิ้วให้

“นี่คุณ...” เสียงดังด้วยความตกใจ แล้วรีบเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น “มาอยู่นี่ได้ไง”

ถามด้วยความแปลกใจ และใบหน้าแสดงอาการไม่พอใจยิ่ง  เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในร้านกาแฟก็ยิ่งทำให้ไม่พอใจหนักกว่าเดิม เพราะไม่เคยมีใครกล้าว่าซุปตาร์อันดับหนึ่งแบบเขา หมอนี่เป็นคนแรกที่กล้าต่อปากต่อคำ แล้วใช้วาจาทิ่มแทงหัวใจจนรับไม่ได้

ดาราตกกระป๋องพูดออกมาได้ยังไง ไอ้คนตาไม่ถึง...งานมีให้ทำเยอะแยะ แค่เลือกงานให้เข้ากับใบหน้าหล่อ ๆ เฉย ๆ

“ดะเดี๋ยวก่อนลูกหนู”

คนเป็นพ่อรีบห้าม

“นั่นสิมีอะไรกันเหรอ ทำไมถึงโวยวายใส่พี่เขาแบบนั้น”

คุณรสรินผู้เป็นแม่รีบพูดเสริมทัพ

“มี...มีแน่ครับ ป๊ากับม๊ารู้มั้ยว่าเขาทำนิสัยไม่ดีใส่ผม ป๊าต้องการให้ผมนะ”

เมื่อได้ทีจึงรีบฟ้อง เพราะทุกครั้งที่มีเรื่องคุณพงษ์พัฒน์จะเป็นคนจัดการให้ตลอด ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นจุดอ่อนของผู้เป็นพ่อและแม่ที่ไม่มีเวลาเลี้ยงลูก เขาเลี้ยงลูกด้วยเงินและตามใจลูกทุกอย่าง จึงไม่แปลกที่เหมันต์จะมีนิสัยแบบนี้ เมื่อถึงตอนนี้จะดัดนิสัยก็สายเกินไปเสียแล้ว

ไม้อ่อนดัดง่าย...ไม้แก่ดัดง่าย เห็นทีจะเป็นเรื่องจริงอย่างที่เขาว่ากัน

“ป๊าว่าลูกหนูใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ มีอะไรค่อยพูดกัน”

“ใช่ม๊าว่าต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ ๆ ลูกหนูจำคนผิดรึเปล่า”

แม้จะไม่ชอบการแสดงหากคนเป็นแม่ก็แสดงเข้าถึงบทบาท ทุกอย่างพูดสดเล่นสดไม่ต้องเขียนบท คุณรสรินบอก...ถนัดนัก

“ไม่ผิดแน่ ไอ้ผู้ชายคนนี้แหละที่ด่าผมในร้านกาแฟ เขาบอกว่าผมเป็นดาราตกกระป๋องไม่มีใครจ้างงาน ว่าผมเรื่องมาก ชอบเอาแต่ใจ  ซึ่งคนอย่างผมรับไม่ได้ที่ถูกเขากล่าวหาว่าร้ายแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่ความจริง คนอย่างผมเหรอที่เอาแต่ใจ ช่างกล้าพูด...ผมไม่ได้เอาแต่ใจสักหน่อย ที่เห็นทุกวันนี้เขาเรียกว่าความสมบูรณ์แบบที่คนหล่อ ๆ แบบผมควรทำ และผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องผิดตรงไหน ไม่ได้เดือดร้อนใครด้วย”

“ก็คุณแย่งเค้กผมก่อน”

คนที่นั่งเงียบอยู่นานเมื่อได้ทีจึงพูดขึ้น

“ใครแย่งไม่ทราบ ก็เค้กเหลือชิ้นสุดท้ายพอดี ฉะนั้นมันต้องเป็นของผม ผมเห็นว่ามันเหลือชิ้นสุดท้ายผมถึงสั่ง ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนหล่อ เป็นซุปตาร์ เป็นลูกนักการเมืองชื่อดัง แต่ผมก็ไม่เคยแย่งของใคร ไม่เคยใช้อำนาจในทางที่ผิด และอีกอย่างคุณสั่งเค้กไว้แล้วไม่มาเอาสักที เมื่อคนอื่นมาเห็นเขาก็มีสิทธิ์ซื้อเป็นธรรมดา เห็นไหมว่าผมทำทุกอย่างอย่างมีเหตุผล...คุณอย่ามาทำตัวเป็นคนไม่มีมารยาทหน่อยเลย ผมไม่ชอบคนแบบนี้หรอกนะ”

“จ้า...พ่อคนมีมารยาท พ่อคนไม่ใช้อำนาจ”

คนพูดยิ้มกวน ๆ พร้อมยักคิ้วให้อย่างท้าทาย  การกระทำเช่นนี้ยิ่งยั่วโมโหคุณหนูเอาแต่ใจ ชวนให้อารมณ์ภายในครุกรุ่นประหนึ่งเหมือนไฟโลกันตร์ที่พร้อมทำลายล้างโลกอยากที่จะวายวอด

“มันจะมากไปแล้วนะ ท้าทายอำนาจกันเกินไปแล้วนะ ด่าผมที่ร้านยังไม่พอ ยังจะตามมาด่าถึงบ้านอีก...” ผลไม้ปลอมที่วางอยู่บนโต๊ะทานข้าวถูกปาไปใส่คนร่างสูง จึงทำให้คนร่างสูงรีบลุกขึ้นหลบ “จะหนีไปไหนห๊ะ ไอ้คนนิสัยไม่ดี”

“ดะเดี๋ยวสิคุณอย่าปาสิ ผมเจ็บนะ ทำตัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้”

            เหตุการณ์ในบ้านวุ่นวาย เหมือนเด็กน้อยกำลังวิ่งไล่ผู้ปกครอง หากดูรุนแรงไปหน่อย...คุณพงษ์พัฒน์ส่ายหน้าไปมาด้วยความหนักใจ และหวังใจว่า “ไต้ฝุ่น” คงจะกำราบนิสัยเอาแต่ใจนี้ได้

            หลังจากวิ่งวนรอบโต๊ะอาหารไปแล้วหลายรอบ คราวนี้ไต้ฝุ่นจึงหลบอยู่ที่หลังของพงพัฒน์ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นหลุมหลบระเบิดได้ดีที่สุดในเวลานี้

            “ออกมาเดี๋ยวนี้นะ วันนี้คุณได้ตายแน่ ๆ”

            ในมือถือทั้งกล้วย ทั้งมะละกอเตรียมพร้อมปาอยู่ทุกเวลา

            “ลูกหนูไม่เอานะครับ ไม่เอานะ...” รสรินเดินเข้ามาข้าง ๆ เหมันต์ แล้วหยิบกล้วยกับมะละกอออกจากมือ “ใจเย็นก่อนนะครับลูกหนูของม๊า ม๊าว่าต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่”

            “ไม่เข้าใจผิดแน่ เขานั่นแหละว่าให้ผม มันหยามศักดิ์ศรีกันเกินไปแล้วยอมไม่ได้หรอก คุณจำไว้เลยนะว่าคนอย่างคุณหนูเหมันต์ผู้หล่อเลิศคนนี้ไม่เคยยอมใคร และไม่เคยมีใครกล้าว่าให้ผม นอกจากคุณฉะนั้นอย่างอยู่เลย ไปชดใช้กรรมในนรกเถอะ”

            รสรินจับตัวลูกชายไว้ไม่ให้ไปหาไต้ฝุ่น

            “เอาล่ะ ๆ ใจเย็นก่อนนะ ค่อย ๆ พูดกัน ป๊าว่าพี่เขาคงไม่รู้จักลูกหนูของป๊า เพราะพี่เขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เว้นพี่เขาไว้สักคนนะ”

            “แต่ผมเป็นดาราดังนะครับป๊า”

            “ต้องใช้คำว่าเคยดังดีกว่านะลูก”

            “ป๊า”

            “ใจเย็น ๆ นั่งก่อน ๆ”

            เหมันต์หลับตาลงแล้วหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ และพยายามปล่อยวางกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น นี่เห็นว่าเพิ่งกลับมาต่างประเทศจะยอมให้สักครั้ง แต่ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า ปกติแล้วซุปตาร์อันดับหนึ่งอย่างเหมันต์ไม่เคยยอมใคร และป๊าก็คงไม่โกหกหรอกว่าหมอนี้เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาโกหกลูกหนูสุดหล่อคนนี้

          “ใจเย็นนะลูกหนู”

            รสรินกระซิบข้าง ๆ หูเหมันต์เบา ๆ 

            เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ทั้งหมดสงบลงผู้เป็นพ่อจึงพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ และพูดขึ้น

            “เอาล่ะ ๆ เรามาคุยกันดี ๆ นะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ถือว่าเป็นการทักทายก็แล้วกันเนอะ เหมือนพี่น้องหยอกล้อกันขำ ๆ...” คนพูดยิ้มขัน แล้วหันไปทางเหมันต์ “เหมันต์นี่พี่ไต้ฝุ่น เป็นลูกของเพื่อนป๊าเอง ต่อไปนี้พี่เขาจะมาช่วยดูแลลูก มีอะไรก็บอกพี่เขาได้นะลูก”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นคุณหนูเอาแต่ใจรีบลุกขึ้นแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตกใจเป็นอย่าง ควันออกหูห้องสองข้าง หน้าดำหน้าแดง ความร้อนในจิตใจยิ่งกว่าไฟบรรลัยกัลป์

            “ป๊าว่าอะไรนะ”

            “ได้ยินไม่ผิดหรอก...ป๊าจะให้พี่เขามาดูแลลูกในฐานะพี่ชายอีกคนของลูก พี่ใต้ฝุ่นจะมาช่วยสอนงานบริหารให้ลูกหนู พี่เขาจบบริหารจากต่างประเทศเกียรตินิมอันดับหนึ่งเหรียญทองด้วยนะ และพี่เขาก็ยังจบศิลปะป้องกันตัวชั้นสูง ป๊าเห็นว่าพี่เขาเหมาะที่สุดสำหรับการดูแลลูกหนูของป๊า ป๊าเลยให้พี่เขามาช่วยดูแล”

            “ไม่เอา...ยังไงผมก็ไม่เอาหมอนี่เด็ดขาด”

            คนพูดเสียงแข็งสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมาก

            “ผมก็ไม่เอาคุณหรอกเอาไม่ลง ไม่มีอะไรให้น่าเร้าใจด้วย...ไม่รู้จะเด็ดหรือเปล่า เผลอ ๆ อาจจะไม่เป็นงานเลยด้วยซ้ำ ขี้เกียจสอนเด็กอ่อนหัด เสียเวลา”

            ไต้ฝุ่นพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            “ไอ้บ้า...แกพูดอะไรของแกน่าเกลียดมาก ๆ ถ้าจะพูดดูถูกกันแบบนี้ เคยลองหรือยังว่าเด็ดหรือไม่เด็ด อย่ามาดูถูกกันเด็ดขาดถึงแม้ว่าผมจะบริสุทธิ์ตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่รับรองว่าพริกขี้หนูยกสวนก็ยังไม่แซบเท่าผม นี่บอกเลยว่าทฤษฏีเปะมากจริง ๆ  แต่อย่าหวังว่าคุณแกจะได้แตะต้องตัวผม แม้แต่ปลายเล็บก็ไม่มีทาง หยะแหยงอีกอย่างคุณแกก็ไม่ควรคู่กับคนหล่อแบบผมเลยแม้แต่นิด อ้อแล้วบอกให้เอาบุญนะว่าผมชอบผู้หญิงไม่ได้ชอบผู้ชายเสียใจล่ะสิ...” น้ำเสียงโวยวาย หากประการทั้งหมดคือโฆษณาตัวเอง...แล้วหันไปทางผู้เป็นพ่อ “ป๊าดูสิจะเอาคนแบบนี้มาดูแลผมได้ยังไง ผมไม่เอาหรอกนะ แค่นี้เขายังคิดไม่ดีกับผมแล้ว ถ้าเกิดเขาจับผมทำมิดีมิร้ายขึ้นมาจะให้ทำยังไง”

            “อ้าว...ผมก็บอกอยู่ว่าเอาไม่ลง สงสัยฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง...” คนพูดส่ายหน้าไปมาพร้อมอธิบายต่ออย่างไม่ยอมแพ้ “แค่โฆษณาสรรพคุณของตัวเองออกมาก็ไม่น่าใช้ละ ถ้าเป็นสินค้าก็คงหมดอายุอยู่บน  สต๊อกไม่มีใครกล้าใช้ เพราะของไม่ได้คุณภาพ แถมยังโฆษณาเกินจริงอีก”

            “นี่มันจะมากไปแล้วนะ”

            “พูดเป็นอยู่แค่คำเดียวเหรอ หัดพูดคำอื่นบ้าง”

            ทั้งคุณพงษ์พัฒน์และคุณรสรินหันหน้ามองกัน แล้วคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ สายตาที่มองกันไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่…


            มวยถูกคู่***!***

          “ไม่เอานะลูกหนูใจเย็น ๆ ป๊ามีเหตุผลของป๊านะครับ...ส่วนเรื่องที่ว่าเอาลงหรือไม่ลง จะแซบหรือไม่แซบ จะเด็ดหรือไม่เด็ด ทฤษฎีจะแปะแค่ไหนแต่ก็อย่าลืมภาคปฏิบัติด้วยนะครับ เพราะทฤษฎีจะสมบูรณ์แบบต้องมีภาคปฏิบัติเพื่อรู้จุดบกพร่องเผื่อไม่แซบ ไม่เด็ดก็ต้องทดลองอีกหลาย ๆ ครั้ง แต่ว่าเรื่องนี้ต้องไปเคลียร์กับพี่เขาเองนะครับ”

            “ป๊า”

          โวยวายลั่นจนรสรินต้องเอามือมาปิดหู

            “นั่งลงก่อนนะ ใจเย็น ๆ สูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ เดี๋ยวหน้าเหี่ยวนะครับ...” เมื่อเห็นว่าลูกสุดรักเริ่มสงบลง คุณพงษ์พัฒน์จึงพูดต่อ “ที่ป๊าให้พี่เขามาดูแลลูกหนู ก็เพราะป๊ามีเหตุผลครับ ช่วงนี้ลูกหนูก็รู้ว่าป๊าต้องหาเสียงเลือกตั้ง อันตรายมันอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ป๊าเป็นห่วงลูกหนูไงครับเลยให้พี่เขามาดูแล อีกอย่างป๊าจะให้พี่เขาช่วยสอนงานให้เราด้วย”

            “คิมก็สอนได้ ไม่เห็นต้องให้อีตา รปภ. มาสอนเลย ผมไม่เอาด้วยหรอกนะ...บายบาย ไม่เอาคือไม่เอา”

            “ผมก็ไม่ได้บอกว่าจะเอา ย้ำอยู่นั่นแหละกับไอ้คำว่าเอา...สงสัยอยากให้เอา ถ้าเอาคิดมาจริง ๆ เกิดติดใจขึ้นมาผมไม่รับผิดชอบนะคุณ  อีกอย่างผมไม่ใช่ รปภ. ผมเป็นบอดี้การ์ดให้คุณ”

            คนพูดหน้าตาเฉยพร้อมกับทานข้าวไปด้วย

          “ไอ้...”

            “เอาเถอะน่าลูกหนูเชื่อฟังป๊านะ ส่วนคิมก็ไม่ค่อยว่าหรอกบริหารหลายที่พี่ชายเราไม่ว่างมาสอนหรอก ให้พี่เขาดูแลอะดีแล้ว”

            ไม่ทันที่เหมันต์จะได้พูด เพราะรสรินรีบพูดปลอบปนกรอกหนูด้วยเวทมนต์คาถามารยาคุณหญิงแม่ เพื่อให้ลูกหนูสุดรักตายใจ

            คงไม่มีใครเอาลูกหนูคนนี้อยู่หมัดเท่ากับไต้ฝุ่นอีกแล้ว...เคมีเข้ากันเป็นที่สุด คุณหญิงแม่ก็ปลื้มใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จัก

            “ยังผมก็ไม่ยอมรับอีตา รปภ. นี่หรอก โรคจิต พูดจากก็ไม่ดี ไม่สมกับผู้ดีแบบผมเลย ต่อให้เป็นลูกของเพื่อนป๊าก็เถอะ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ...บายบาย ขอผ่าน”

            “งั้นก็บัตรเคดิต รถ โทรศัพท์มือถือ คอนโดฯ ป๊าขอคืนนะครับ ต่อไปนี้จะจ่ายเงินเป็นรายวัน วันละสามร้อย ถ้าอยากไปไหนก็ให้คนขับรถที่บ้านขับไปให้ หรือไม่อย่างนั้นก็ขึ้นแท็กซี่หรือนั่งรถเมล์ไปนะครับ...ป๊าจะลงโทษในโทษฐานที่ลูกหนูไม่ฟังป๊า”

            น้ำเสียงปกติหากดูจริงจัง และเป็นคำขาดจริง ๆ

            “ป๊าจะทำแบบนี้กับผมไม่ได้นะครับ ซุปตาร์อันดับหนึ่งอย่างผมจะใช้ชีวิตแบบนั้นไม่ได้ เขาต้องหาว่าผมตกอับแน่ อีกอย่างเงินแค่สามร้อยนั่งแท็กซี่จากบ้านไปห้างยังไม่พอเลย...ผมจะใช้ชีวิตโดยไม่เงิน ไม่มีรถ ไม่แต่งแบรนด์เนมไม่ได้หรอกนะ และถ้าจะให้ผมไปใส่เสื้อราคาร้อยสองร้อยตามตลาดนัดผมใส่ไม่ได้หรอก มันคันเดี๋ยวผื่นขึ้น เกิดป่วยเข้าโรงบาลอีกไม่ไหวนะป๊า...เหตุผลมันยิ่งใหญ่มากเคยนะป๊า โดยเฉพาะการเป็นซุปตาร์อันดับหนึ่งของผม”

            “เคยเป็นอันดับหนึ่งจ้ะ”

            รสรินย้ำ

            “ม๊าอะ”

            “เชื่อป๊าเขานะ แล้วลูกจะได้ทุกอย่างเหมือนเดิม”

            เมหันต์นั่งกอดอกแน่น ท่าทางไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะครั้งนี้ผู้เป็นพ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่เหมือนครั้งที่ผ่านมา...หากสายตาที่เหลือบแลมองมาเป็นระยะกลับมองว่าท่าทางแบบนี้น่ารักเหมือนเด็กน้อยซุกซน และเขาต้องกำราบเด็กน้อยเอาแต่ใจคนนี้ให้อยู่หมัด จะให้สยบแทบอกเลยคอยดู

            “อ้อ...อีกอย่างที่ป๊าลืมบอกไป ให้พี่เขานอนห้องเดียวกับลูกหนูนะครับ”

            “อะไรนะป๊า”

คนฟังลุกขึ้นอย่างทันควัน เรื่องเก่ายังโมโหไม่หายเรื่องใหม่เข้ามาอีก วันนี้มันเป็นวันอะไรกันเนี่ย ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับคุณหนูเหมันต์ด้วย และเมื่อหันไปมองคนนั่งที่อยู่ตรงข้ามด้วยแววตาโกรธจัด หากคนตรงข้ามส่งรอยยิ้มและยักคิ้วแบบกวน ๆ ส่งมาให้อย่างเย้ยหยัน ราวกับบอกว่าเป็นผู้ชนะ

“ได้ยินไม่ผิด”

ผู้เป็นพ่อย้ำ

 “ไม่ได้นะครับป๊า ผมไม่นอนร่วมห้องกับ อีตา รปภ. นี่เด็ดขาด”

            “งั้นป๊าขอทุกอย่างคืนนะครับ”

            “ป๊า...” คนพูดเสียงสูง หากพงษ์พัฒน์ทำเฉยไม่สนใจ และเมื่อทุกคนไม่สนใจจึงยิ่งทำให้คุณหนูเอาแต่ใจโกรธหนักจนหน้าขึ้นสีกว่าเดิม “อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุข ทีนี้จะได้รู้ว่านรกกับสวรรค์มันต่างกันยังไง...ไอ้คุณแกคืนนี้คุณมึงเตรียมตัวตายไว้ได้เลย บอกญาติให้ทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วมาเก็บศพรุ่งนี้เช้าด้วย”

            คนพูดหันไปมองไต้ฝุ่น แล้วเดินหนีออกจากโต๊ะอาหารไปด้วยความหงุดหงิด

            เมื่อคุณหนูเอาแต่ใจเดินออกไปแล้วทั้งพงษ์พัฒน์และรสรินต่างถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะเขาไม่เคยจัดการคุณหนูเอาแต่ใจได้เลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะลงมือกำราบความเอาแต่ใจของลูกชายสุดรัก

            “ม๊ากับป๊าฝากน้องด้วยนะไต้ฝุ่น กำราบให้ได้ล่ะลูก”

            รสรินพูดด้วยรอยยิ้มละไม เพราะชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าถูกใจตนนักหนา เพียบพร้อมทั้งหน้าที่การงานและการศึกษา หน้าตาก็จัดว่าดีมากเลยทีเดียว ถ้าได้เป็นลูกชายอีกคนก็คงจะดี พงษ์พัฒน์เองก็มีความคิดไม่ต่างจากรสริน

            “ได้ครับป๊าม๊า  ผมจะกำราบให้อยู่หมัดเลยครับ เรื่องนี้วางใจได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมครับ”

            คนพูดน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ เพราะเขาจะทำให้คุณหนูเอาแต่ใจต้องร้อนรนจนอยู่ไม่สุข

          เขาจะต้องเข้าไปวิ่งเล่นในหัวใจของคุณหนูเอาแต่ใจให้ได้...ซนดีนักต้องจัดให้หนัก ๆ แล้วที่ว่าแซบกว่าพริกขี้หนูยกสวนจะเป็นยังไงชักอยากลองกินของแซบ ๆ แล้วสิ

.

.

.

.

คิมหันต์.

ความคิดเห็น