email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 เกิดเรื่อง

ชื่อตอน : บทที่ 1 เกิดเรื่อง

คำค้น : รักวุ่นวาย...หัวใจมีปัญหา , รักวุ่นวายหัวใจมีปัญหา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 328

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.พ. 2562 22:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 เกิดเรื่อง
แบบอักษร

​รักวุ่นวาย...หัวใจสับสน

บทที่ ๑ เกิดเรื่อง


            ทำไมต้องแคร์ ทำไมต้องสนใจต่อสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง ทำไมต้องฟังคนอื่นมากกว่าฟังตัวเอง จะทำอะไรก็ได้ จะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ เพราะคนอย่าง “เหมันต์” ไม่จำเป็นต้องทำงานก็มีเงินทองให้ใช้สบายไปจนถึงชาติหน้า เขาเป็นลูกนักการเมืองชื่อดัง ที่ใคร ๆ ต่างให้ความเคารพนับถือ และเขายังเป็นถึงซุปตาร์ที่ “เคย” ขึ้นแทนอันหนึ่งของวงการ ซึ่งการเป็นดาราคุณพงษ์พัฒน์ผู้เป็นบิดากับคุณรสรินผู้เป็นมารดาไม่ชอบพอกับอาชีพนี้สักเท่าไหร่ แม้คุณพงษ์พัฒน์เคยบอกให้เข้ามาช่วยทำงานในพรรคฯ หรือไม่ก็ไปช่วยบริหารธุรกิจสิ่งทอพวกผ้าไหมที่กำลังจะขยายตัวไปยุโรป หากเจ้าลูกตัวดีก็ไม่ยอมมาช่วยสักที แถมยังสร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวันให้ปวดหัว

            เหมันต์หนุ่มรูปหล่อที่ไม่เคยสนใจใครถ้าคนคนนั้นไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับเขา ซึ่งเขาก็ยังหาไม่เจอ และเขาเป็นคนรักความสะอาด  ชอบเอาแต่ใจ ของใช้ต้องเป็นแบรนด์เนม ไม่ยอมฟังใคร นอกจากตัวเอง จึงไม่แปลกที่ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมอย่างเขาจะอยู่ตัวเดียวมาจนถึงอายุยี่สิบกว่า

            “เอาเค้กช็อกโกแลต”

            เสียงทุ้ม ๆ ทว่าดูหยิ่งทะนงของหนุ่มสุดหล่อ  ในท่าทางสุดเนี้ยบด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย          แบรนด์เนมทั้งตัว สวมแว่นตาสีดำสนิท ผมสีดำขลับนิลเซ็ตเป็นทรงปัดข้าง ใบหน้าขาวสะอาด คิ้วดกดำเป็นทรงเรียงเส้นสวย จมูกโด่งเป็นสันเรียวรับกับริมฝีปากบางชมพูเป็นกระจับได้รูป ที่ใคร ๆ เห็นแล้วเป็นอันหลงใหลในเสน่ห์

            “หมดค่ะ”

            พนักงานหญิงในร้านหันมาตอบ

            “จะหมดได้ยังไงในเมื่อเหลือชิ้นสุดท้ายอยู่ในตู้...” สายตานิ่ง ๆ มองไปที่ตู้กระจก ในนั้นมีเค้กจัดวางเรียงรายให้ซื้อ และมีเค้กช็อกโกแลตเหลืออยู่หนึ่งชิ้นพอดี “จำไว้นะถ้าผมจะสั่งอะไรแสดงว่าได้ดูและพิจาณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าของชิ้นนั้นยังเหลืออยู่”

            “คะคือชิ้นนี้มีคนซื้อแล้วค่ะ”

            “แล้วไง...” คราวนี้คนพูดถอดแว่นตาออก ทำให้พนักรีบหลบสายตาทันที “ผมจะเอาเค้กช็อกโกแลตจะให้ย้ำเป็นรอบที่ร้อยมั้ยห๊ะ....เอาไปจัดการให้ฉันเดี๋ยวนี้”

            “แต่ว่าชิ้นนี้มีคนซื่อแล้วค่ะ ขายให้ไม่ได้จริง ๆ”

            เมื่อพนักงานสาวยังยืนยันคำเดิม จึงทำให้ชายหนุ่มเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด หากคนในร้านที่หันมามองเป็นสายตาเดียว ไม่ทำให้คนเพอร์เฟคอย่างเหมันต์สะท้านหรืออับอายหรอก...และการที่เขามาซื้อเค้กชิ้นสุดท้ายแต่มีคนซื้อไว้แล้วก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหน  ซื้อไว้แล้วยังไม่ได้มาเอาก็ขายต่อได้ เพราะในเมื่ออยากกินก็ต้องได้กิน ไม่เห็นจะแปลก

            “เอาไปใส่กล่องให้ผม แล้วก็เอากาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ใช้หญ้าหวานแทนใส่นิดเดียวก็พอให้หวานแค่ปลายลิ้นเข้าใจมั้ย”

            “เข้าใจค่ะ แต่ว่าเค้กไม่ได้จริง ๆ ค่ะ เพราะเดี๋ยวลูกค้ากำลังมาเอาค่ะ”

            “คุณรู้มั้ยว่าผมเป็นใคร ผมเป็นลูกค้าประจำร้านนี้ ถ้าผมอยากกินอะไรผมต้องได้กิน ถ้าคุณยังพูดไม่รู้เรื่องอีกผมจะโทรฯบอกให้ผู้จัดการสาขานี้ไล่คุณออก”

            น้ำเสียงหงุดหงิด และในขณะนั้นก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้น

            “น้องเค้กที่พี่สั่งไว้ล่ะ”

            “สักครู่นะคะ”

            พนักงานหญิงพูดพร้อมกับหยิบเค้กช็อกโกแลตชิ้นสุท้ายขึ้นมาใส่กล่อง เมื่อเห็นเช่นนั้นเหมันต์จึงรีบพูดขึ้น

            “คุณกล้ามากที่ทำแบบนี้กับผม”

พนักงานหญิงจึงละมือจากเค้กแล้วหันไปหาเพื่อนข้าง ๆ เป็นการบอกให้รู้กันว่าจะทำอย่างไรดี

“อ้าวน้องรีบใส่ถุงสิครับ พี่รีบ แล้วก็ชาเขียวที่สั่งไว้ได้หรือยัง”

“ดะได้แล้วค่ะ รอสักครู่นะคะ”

พนักงานเริ่มน้ำเสียงสั่นเครือ คนหนึ่งก็มีอิทธิพลคับฟ้าเป็นลูกค้าประจำหล่ออีกต่างหาก ส่วนอีกคนแม้จะไม่ใช่ลูกค้าประจำ แต่ก็มาซื้อก่อนความหล่อก็กินกันไม่ลงแถมยังล่ำบึกกว่าอีก แล้วทีนี้ควรจะทำอย่างไรดี

เมื่อเห็นพนักงานเก้ ๆ กัง ๆ เหมันต์จึงหันไปทางชายหนุ่มร่างสูงร่างกายกำยำคงฟิตหุ่นอย่างหนัก ใบหน้าหล่อขาวสะอาด แต่งตัวดูดีใส่สูทสีดำ ถ้าไม่เป็นพนักงานบริษัทฯ ก็คงเป็นพวกบอดี้การ์ด

“คุณเหรอที่สั่งเค้กช็อกโกแลตไว้”

“ครับ”

“ขอโทษนะ...มันเหลือชิ้นสุดท้ายพอดีแล้วผมก็อยากกิน เค้กชิ้นสุดท้ายจึงเป็นของผมโดยปริยาย อีกอย่างคุณสั่งไว้ไม่มาเอาสักที แล้วก็สั่งไว้นานเกินสิบนาทีด้วย ฉะนั้นคุณหมดสิทธิ์ได้เค้กชิ้นสุดท้าย...” เมื่อพูดกับคนร่างโตเสร็จก็หันไปบอกพนักงาน “รีบ ๆ เอาใส่ถุง ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ”

“ค่ะค่ะ”

“ไม่ได้นะครับน้อง พี่มาก่อน  ที่พี่สั่งไว้ก็เท่ากับว่าพี่ซื้อไปแล้ว น้องไม่มีสิทธิ์ขายให้คนอื่นนะครับ อย่าฟังตรรกะป่วยของคนเอาแต่ใจ”

คนข้าง ๆ เหมือนไม่ยอม

“นี่คุณว่าใครตรรกะป่วย แล้วว่าใครเอาแต่ใจ ผมน่ะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกแล้วโปรดจงรู้ไว้ด้วย...” น้ำเสียงไม่พอใจ หากยังหันไปบอกกับพนักงานต่อ “อย่าไปฟังเขาเอาใส่ถุงให้ผมเดี่ยวนี้  ร้านนี้เป็นร้านประจำ และผมก็ไม่เคยกินร้านไหนนอกจากร้านของพวกคุณ ฉะนั้นให้เลือกเอาว่าจะขายให้ผมหรือว่าจะขายให้เขา”

“นี่คุณหัดมีมารยาทบ้าง...” คนร่างโตหันมาเผชิญหน้าตรง ๆ “มารยาทการอยู่ร่วมกันทางสังคมมีบ้างหรือเปล่า หรือว่าไม่เคยได้เรียนมา”

“นี่คุณกล้าดียังไงมาว่าให้ผม รู้มั้ยว่าผมลูกใคร”

            “ผมจะไปรู้เหรอว่าคุณลูกใคร...” คนพูดขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำหน้าสงสัย แล้วพูดต่อ “เอ้...อ๋อนึกออกแล้ว ดาราตกกระป๋องนี่เอง เห็นว่าถูกทุกสำนักสื่อแบนด์จนหมด เพราะว่าเรื่องมาก ชอบผิดนัด ชอบเอาแต่ใจ จนทางต้นสังกัดฉีกสัญญาทิ้งไม่เอาไว้ให้รกช่อง...วันนี้เป็นโชคร้ายของผมจริง ๆ ที่เจอคนแบบคุณไหว้พระเก้าวัดไม่รู้จะหายซวยไหม”

            “นี่คุณอย่ามาพูดบ้า ๆ แบบนี้ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธคนอย่างผม และที่ผมห่างหายไปจากหน้าจอทีวีก็เพราะว่าซุ่มทำธุรกิจส่วนอยู่  มีงานอีเวนท์ติดต่อเข้ามาเพียบ บทละครดี ๆ ก็อีกเพียบ แต่ผมแค่ไม่รับเล่นเฉย ๆ ที่คุณพูดมาเมื่อกี้ผมฟ้องคุณกลับได้นะในข้อหาหมิ่นประมาท และผมต่างหากที่ซวยเพราะเจอคนแบบคุณ”

            คุณเหมันต์ไม่เคยยอมใคร ยิ่งเอาความจริงมาพูดกันแบบนี้ยิ่งยอมไม่ได้ แต่ความจริงแล้วที่ไม่ค่อยมีงานทางหน้าจอทีวีก็เพราะเรื่องมากเลือกงานเองล่ะ ไม่เกี่ยวกับว่าจะถูกสื่อแบนด์สักหน่อย หมอนี่พูดจาไม่ดีเลยจริง ๆ ผู้ชายอะไรปากร้ายมาก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีเคยมีใครกล้ามายืนด่าคุณหนูเหมันต์แบบนี้มาก่อน เดี๋ยวจะสั่งให้คุณป๊าจัดการยิงไส้ทะลุเลยคอยดู

            “ออ...งั้นหรอกเหรอครับ แต่ผมขอบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่าผมคนหนึ่งที่จะไม่ติดตามผลงานคุณ คนอะไรเล่นละครไม่อินกับบทเลย ไม่รู้ว่าเป็นพระเอกได้ยังไง ผมว่าสแตนอินยังเล่นดีกว่าคุณเลย...” คนพูดแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ให้คนร่างบางแล้วหันไปทางเคาน์เตอร์หยิบแก้วกาแฟที่วางไว้ขึ้นมา แล้วหน้าไปทางคุณหนูเอาแต่ใจอีกครั้ง “จ่ายตังค์ให้ผมด้วยนะ ขอบคุณ”

            พูดเสร็จเขาก็เดินออกจากร้านไป

            “เดี๋ยว...กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน กล้าดียังไงมาว่าให้ผม คุณรู้มั้ยว่าผมเป็นถึงลูกนักการเมืองชื่อดังเลยนะ เป็นดาราดังด้วย  ไอ้บ้า...” กล่องกระดาษทิชชู่ที่วางอยู่ข้าง ๆ ถูกโยนปลิวออกไปตามหลังผู้ชายร่างโต “กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ไอ้...ไอ้...ไอ้ผู้ชายปากร้าย คอยดูนะถ้าเจอตัวอีกทีจะยิงไส้ทะลุเลย แต่ทางทีที่ดีอย่าให้ได้เจอะได้เจอกันอีกเลย อัปมงคลจริง ๆ”

            และเมื่อมองไปรอบ ๆ ตอนนี้ทุกสายตาต่างพากันจับจ้องมาที่ชายหนุ่มรูปหล่อ ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เพราะไอ้ผู้ชายร่างโตคนนั้นจากนอกจะใช้คำพูดอันแสนน่าเกลียดจนกระทบจิตใจคุณหนูสุดเพอร์เฟคแล้วยังทำให้เขาขายหน้าอีก

            “มองอะไรกัน ไม่มีงานทำกันหรือไง ชอบนักใช่มั้ยเรื่องของชาวบ้านน่ะ”

            น้ำเสียงไม่สบอารมณ์พูดออกไปด้วยความโมโหอย่างสุดขีด ทำให้คนที่อยู่แถวนั้นต่างพากันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง

            “กาแฟกับเค้กได้แล้วค่ะคุณเหม”

            เสียงพนักงานพูดขึ้นอีกครั้งอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เหมันต์จึงหันกลับไปแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ยังควบคุมอารมณ์ไม่ได้

            “ถ้าไม่สนิทกันโปรดเรียกผมว่าเหมันต์จำไว้ด้วย อย่าเรียกชื่อเล่นไม่ชอบ...อย่ามองหน้าสงสัย เพราะไม่ชอบก็คือไม่ชอบไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากไม่ชอบ  แล้วก็คิดว่าจะกินลงเหรอไอ้กาแฟกับเค้กนี่เอาไปเทให้หมาแดกด้วย ถ้ามันไม่แดกก็บังคับให้มันแดกด้วย...” ยื่นบัตรเครดิต ให้กับหนักงานด้วยอารมณ์โมโหที่คิดว่าน่าจะไม่ยอมลงง่าย ๆ เพราะเมื่อคนอย่างคุณหนูเหมันต์ขึ้นแล้ว ยากที่จะลง ฉะนั้นจึงเป็นที่รู้ดีว่าอย่าทำให้คุณเหมันต์อารมณ์เสีย “รีบเอาไปรูดฉันให้เวลาสองนาที ถ้ารูดช้ากว่านี้พวกเธอรับผิดชอบกันเอง”

            “รวมถึงคุณผู้ชายนั้นด้วยไหมคะ”

            “เออ...หรือว่าจะรับผิดชอบเองล่ะอย่าฉลาดน้อยได้มั้ยห๊ะ นี่ใจดีแล้วนะ”

            “ค่ะค่ะ”

            พนักงานรีบทำตามที่คุณหนูเอาแต่ใจสั่ง...ว่าแต่ทำไมเขาต้องมาจ่ายเงินให้กับไอ้ผู้ชายปากร้ายคนนั้นด้วยนั้น  เป็นผู้ชายที่ทำตัวน่าเกลียดที่สุดขออย่าให้ได้เจอกันอีกเลย



            ในขณะที่กำลังเดินมาที่ลานจอดรถ โทรศัพท์ก็แผดเสียงขึ้นทำให้คุณหนูเอาแต่ใจล้วงมือหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูว่าคนโทรฯ มาเป็นใคร

            “ครับป๊า”

            น้ำเสียงยังคงหยุดหงิด เมื่อผู้เป็นพ่อได้ยินจึงรู้ได้ทันทีเลยว่าลูกหนูตัวนี้กำลังไม่สบอารมณ์

            “ใครทำอะไรลูกหนูของป๊าอีกครับ”

            “ไม่มีอะไรหรอกครับป๊าช่างมันเถอะ แต่ขออย่าได้เจอกันอีกเลย”

            “เอาล่ะ ๆ ลูกหนูใจเย็น ๆ ก่อนนะครับ เครียดมากเดี๋ยวริ้วรอยขึ้นนะ...” คนฟังรีบเอามือจับใบหน้าตัวเอง จริงสิเครียดมากไม่ดีเดี๋ยวหน้าเหี่ยว ถ้าหน้าเหี่ยวแล้วจะแก่เร็ว...ทีนี้ล่ะหมดกันกับคำว่าสมบูรณ์แบบ “แล้วตอนนี้อยู่ไหนแล้วครับ”

            “กำลังจะกลับบ้านครับ”

            “รีบกลับมานะเดี๋ยวป๊ามีคนจะแนะนำให้รู้จัก”

            “ใครเหรอครับป๊า ร้อยวันพันปีไม่เห็นมีใครแนะนำให้รู้จัก”

            คนพูดขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะป๊าไม่เคยแนะนำใครให้รู้จัก และวันนี้น้ำเสียงก็ดูลุกลี้ลุนลนแปลก ๆ

            “เอาน่าเดี๋ยวกลับมาก็รู้เอง ขับรถกลับบ้านดี ๆ นะครับ แค่นี้ก่อนนะ"

​.

.

.

.

คิมหันต์.

ความคิดเห็น