facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 23 [100%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 23 [100%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ค. 2562 23:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 23 [100%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 23​ 

 

“อือออออ” 

โอ๊ย ทำไมหัวมันหนักๆ แบบนี้วะ 

ผมที่เพิ่งรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตามองเพดานด้วยความพร่าเลือนก่อนจุดโฟกัสจะดีขึ้น มาพร้อมความมึนที่บีบขมับไปหมด อูยยย ไม่อยากขยับตัวไปไหนเลย มั่นใจได้เลยว่าถ้าลุกขึ้นนั่งเมื่อไหร่ ห้องหมุนแน่ๆ จึงนอนนิ่งๆ ตั้งสติอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างแปลกๆ จะว่าไปทำไมมันไม่ได้หนักแค่ที่หัวอย่างเดียววะ 

ภาพความทรงจำเมื่อคืนลอยเคว้งกลับเข้ามาในหัวช้าๆ เป็นฉากๆ 

...ไอ้เหี้ยบอล 

ไอ้เลว แม่งต้องหลอกมอมเหล้าผมแน่ๆ คงเพราะนานๆ ทีผมจะได้ออกมาดื่มกับพวกมันน่ะสิ แถมผมยัง... 

อืม...กลิ่นอ้วกยังติดจมูกจนขมคอไปหมด แค่นึกถึงก็จะอ้วกออกมาอีกรอบแล้ว แถมยังม้วนท้องหน่อยๆ อีกด้วย 

ว่าแต่ ผมกลับมาที่ห้องได้ยังไงวะ จำได้ว่าเกือบโดนเสือสาวเขมือบ แล้วก็...ทะเลาะกับไอ้พี่แทน 

...!! 

อย่าบอกนะว่าอะไรหนักๆ ที่มันพาดอยู่บนเอวผมจะเป็น... 

มือตวัดผ้าห่มที่คลุมกายขึ้นมาจนถึงคอออกทันทีด้วยความรวดเร็ว ...ไอ้เหี้ยเอ๊ย! 

ชัดเลย!! 

ไม่ต้องรอให้สมองสั่งการอะไรเท้าผมมันก็ทำงานไปก่อนแล้ว ออกแรงถีบส่งไอ้คนที่มันบังอาจมานอนกอดผมอยู่บนเตียงร่วงตกลงไปเสียงดังโครม 

“โอ๊ย!!! เหี้ยอะไรวะ!” คนโดนปลุกด้วยฝ่าเท้าสะดุ้งโหยง พี่มันลงไปนอนโอดครวญอยู่บนพื้นพักหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นมานั่งลูบก้นด้วยใบหน้ายุ่งเหยิง พลางหันมาทางผมตาขวาง 

“มึงถีบกูเหรอไอ้ชิ” 

“เออ มึงมาทำบ้าอะไรที่นี่ แล้วมึงขึ้นมาบนห้องกูได้ยังไง” แถมสภาพผมยังเหลือบ๊อกเซ่อแค่ตัวเดียวอีก และมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลยด้วยว่ามันไม่ใช่ตัวเดียวกับที่ผมใส่เมื่อวาน พี่มันจับผมแก้ผ้า!! 

“อย่าบอกนะว่ามึง...” โว๊ย หนีเสือมาปะเหี้ยเหรอวะเนี่ยอชิตะ! 

“กูไม่ได้ทำอะไรมึงทั้งนั้นแหละ เหม็นอ้วกจะตายห่า ตัวก็หนัก จะให้กูเอาอารมณ์หื่นมาจากไหน” 

เออ คลับคล้ายคลับคลาเหมือนผมจะอ้วกใส่พี่มันด้วยนี่หว่า ...แต่ก็ดี! สมน้ำหน้า เพราะแบบนั้นมันถึงเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผมล่ะสิ 

“แล้วมึงขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง” 

“คีย์การ์ดกับกุญแจในกระเป๋ามึงไง” 

“แล้วใครใช้ให้มึงอยู่ต่อ ทำไมไม่กลับห้องมึงไป” 

“โอ้โห มึงอ้วกใส่กูขนาดนั้น กว่ากูจะเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มึงเสร็จกูก็หมดแรงแล้ว แทนที่จะเอาเวลามาว่ากู มึงขอบคุณกูดีกว่ามั้ย” 

พี่แม่ง...เช็ดตัวให้ผมด้วยเหรอวะ ไม่ใช่ว่าพี่มันไม่เคยทำหรอก แต่พอได้ยินแบบนี้ในอกมันกลับวูบไหวแปลกๆ อีกแล้ว แถมพอคิดว่าพี่มันเห็นผมทั้งตัวใบหน้าก็เกิดเห่อร้อนขึ้นมาอีก โอ๊ย...ไอ้เหี้ยบอล เพราะมึงคนเดียวเลย 

“รู้ตัวว่าขับรถไปแล้วยังเสือกเมาเหมือนหมา ถ้ากูไปช่วยไม่ทันป่านนี้มึงโดนฟันแล้วทิ้งไปแล้ว” 

ย้ำจริงย้ำจัง 

“กูไม่ได้ขอ แล้วมึงลำบากมาช่วยทำไม ถ้ามันทำให้เดือดร้อนขนาดนั้นไม่ปล่อยกูไว้ล่ะ” 

“ก็เพราะมึงเป็นเมียกูไง ได้ยินมั้ย มึง เป็น เมีย กู เรื่องอะไรกูจะปล่อยให้คนอื่นมายุ่งกับคนของกูวะ แค่เห็นรอยบนแก้มมึงกูก็โมโหฉิบหายแล้ว นี่ถ้าไม่ใช่ผู้หญิงกูไม่ทำแค่ไล่ไปหรอกนะ” ไอ้พี่แทนเน้นย้ำทุกคำพูดด้วยใบหน้าจริงจัง 

โอยยย หัวใจไอ้อชิ พี่มันย้ำสี่คำนั้นจนคนเมาค้างมึนงงไปหมดแล้ว ใจยังดันมาหวิวแปลกๆ คล้ายจะเป็นลมเข้าไปอีก หมดแรงจะเถียงจริงๆ ว่ะ ผมนั่งทำหน้าพะอืดพะอมจนไอ้พี่แทนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และเดินหายออกไปจากห้องนอน ทิ้งผมนั่งหัวหมุนคว้างอยู่บนเตียง 

ไม่นานพี่มันก็กลับเข้ามาพร้อมแก้วอะไรบางอย่างในมือ ผมเพิ่งสังเกตว่าไอ้พี่แทนแต่งตัวครบเรียบร้อยแตกต่างจากผมโดยสิ้นเชิง แต่ก็ไม่พ้นเป็นเสื้อผ้าของผมนั่นแหละ 

“ดื่มซะ ในห้องมึงกูหาได้เท่านี้” 

ผมมองแก้วที่พี่มันยื่นมาตรงหน้าก็พบว่าเป็นกาแฟสีดำปี๋ บ่งบอกว่าไร้คอฟฟี่เมตและน้ำตาลแต่อย่างใด 

“ขม” ผมตอบกลับไปสั้นๆ เพราะปกติผมไม่ค่อยดื่มกาแฟอยู่แล้ว กาแฟพวกนี้มีอยู่ก่อนที่ผมจะย้ายมานอนที่นี่เสียอีก 

“มันจะทำให้มึงดีขึ้น หรืออยากมึน เมาค้างต่อก็ตามใจ” 

ไอ้พี่แทนวางแก้วลงบนโต้ะข้างเตียงใกล้ๆ ผม ไม่เซ้าซี้ต่ออย่างที่คาด เอาแต่ยืนจ้องหน้ากดดันกันอยู่ได้ แล้วผมควรทำยังไงล่ะ 

เออ...ดื่มก็ได้วะแม่ง 

เอื้อมหยิบแก้วมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัวนิดๆ แต่ก็กลั้นใจกระดกไปจนหมดแก้ว 

แหวะ ขมฉิบหาย 

แล้วทำไมผมต้องทำตามที่พี่มันบอกด้วยวะ คิดได้แบบนั้นจึงวางแก้วกาแฟที่ดื่มหมดแล้วลงบนโต๊ะอย่างเสียไม่ได้ เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ทำให้หัวโล่งขึ้นจริงๆ 

“กูดีขึ้นแล้ว มึงก็กลับไปได้ละ” ผมเอ่ยปากไล่โดยไม่มองหน้า แต่ไอ้คนตัวสูงกลับยืนปักหลักไม่ยอมขยับ ตีหน้านิ่งจ้องผมอยู่แบบนั้น ทำเอาร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาเลย 

“กูมีเรื่องต้องคุยกับมึง” 

ไม่รู้ทำไม พอได้ยินประโยคนี้หัวใจกลับเต้นระรัวขึ้นมา เต้นแรงเสียจนถ้าพี่มันขยับเข้ามาใกล้กว่านี้อีกสักหน่อยก็คงจะได้ยิน เพราะผมหนีเรื่องนี้มาโดยตลอด เป็นฝ่ายแสดงออกทุกครั้งว่าไม่พร้อมที่จะรับฟัง แต่ตอนนี้คงถึงเวลาที่จะรับฟังเรื่องราวต่างๆ จากพี่มันได้แล้ว 

“กูคิดว่ากูคงเว้นระยะเวลาให้มึงคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ มากพอแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่...” 

แต่ก่อนที่พี่มันจะได้พูดอะไร เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ก็ดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน เราจึงมองไปตามเสียงนั้นอย่างพร้อมเพรียงกัน เพราะเหมือนคนทั้งโลกจะใช้เสียงเรียกเข้าเสียงนี้ เราจึงไม่รู้ว่ามันมาจากโทรศัพท์ของใคร ไอ้พี่แทนเป็นคนแรกที่ละความสนใจกลับมาที่ผม และเริ่มพูดต่ออีกครั้ง 

“ถึงเวลาที่มึงต้องฟังกูบ้างแล้ว เลิกคิดไปเอง...” 

Rrrrr Rrrrr 

“แม่งเอ๊ย!!” พี่มันสบถขึ้นมาเบาๆ เมื่อเสียงเรียกเข้ายังคงดังไม่หยุด แถมดังอย่างต่อเนื่องชนิดที่ว่าถ้าไม่รับอีกฝ่ายคงไม่เลิกโทร 

ไอ้พี่แทนเดินไปคุ้ยตรงกองเสื้อผ้าที่ผมเดาว่าคงจะเป็นเศษซากอารยธรรมจากเมื่อวาน จนเจอเข้ากับต้นตอของเสียงเข้าจนได้ 

“ของกู” พี่มันบอกพลางมองเลขที่โชว์ขึ้นมาพลางขมวดคิ้วและกดรับสายทันที 

“ครับ แทนคุณพูดครับ” 

ผมมองคิ้วหนาขมวดเข้าหากันเมื่อฟังสิ่งที่อีกฝั่งหนึ่งพูด ไม่รู้ว่าเรื่องนั้นสำคัญขนาดไหนมันถึงได้เลือกรับโทรศัพท์แทนที่จะเคลียร์ปัญหาระหว่างเรา 

ไม่ได้น้อยใจหรอกนะ บอกไว้ก่อน 

“แต่ผมส่งเอกสารครบถ้วนหมดแล้วนะครับ ...อ้าว เป็นไปได้ยังไง... รบกวนเช็กให้ผมอีกทีได้มั้ย ... ครับ” 

พี่มันตีสีหน้ายุ่งยากใจเมื่ออีกฝ่ายเหมือนจะมีปัญหาอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้ยิน พลางเหลือบมองมาทางผมด้วยเป็นระยะ ไอ้คนแอบฟังจึงต้องแสร้งหันมองไปทางอื่นอย่างไม่สนใจ 

“แต่วันนี้ผมมีธุระ...” มือหนายกขึ้นกุมขมับ ท่าทางจนปัญญา ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ ออกมาอีกครั้ง “โอเคครับ เดี๋ยวผมเข้าไป น่าจะประมาณอีกครึ่งชั่วโมง ครับ จะรีบไปครับ” 

ไอ้พี่แทนวางสายด้วยใบหน้ายุ่งยากใจ ก่อนจะหันมาทางผม ไม่ต้องพูดก็รู้แล้วล่ะครับว่ามันจะบอกผมว่าอะไร เพราะยังไงพี่มันก็ต้องเลือกสิ่งที่สำคัญกว่า ...ซึ่งในเวลานี้ไม่ใช่ผม 

“กูมีธุระด่วนต้องไปทำ” 

นั่นไง... 

“ก็ไปดิ ใครล่ามโซ่มึงไว้ล่ะ” ผมเลือกที่จะปากดีกลบเกลื่อนอาการเจ็บแปลบในอก ทั้งที่ในปากฝาดเฝื่อนไปด้วยรสของกาแฟ หรือรสอะไรผมเองก็ไม่แน่ใจ 

“มึงรออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวกูจะรีบกลับมา” 

รอเพื่ออะไร? 

ผมถามพี่มันกลับไปในใจด้วยดวงตาว่างเปล่า โดยไม่ได้ตอบอะไรขณะที่พี่มันถือวิสาสะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าผมอีกครั้ง และหายเข้าไปในห้องน้ำไม่ถึงห้านาทีก็ออกมา 

“รออยู่นี่นะอชิ กูขอ แล้วกูจะรีบกลับมา” 

ผมมองพี่มันคว้ากุญแจห้องและคีย์การ์ดของผมออกไปด้วย คงกะจะใช้ตอนกลับเข้ามา และรีบร้อนเดินออกไป ทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาทีตั้งแต่พี่มันรับโทรศัพท์ โดยที่ผมไม่มีสิทธิ์ทักท้วงอะไรสักคำ 

ผมผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ลุกขึ้นจากเตียงช้าๆ กวาดเสื้อผ้าทั้งหมดลงตะกร้า และเข้าไปจัดการกับตัวเองในห้องน้ำบ้าง เมื่อถูกน้ำเย็นชะล้างสติสตังก็เริ่มกลับมามากขึ้น ถึงได้รู้ว่าความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้มันคืออะไร 

...ผมกำลังน้อยใจ และผิดหวัง 

ทั้งที่พี่มันมีโอกาสปรับความเข้าใจกับผมแล้ว แต่มันก็เลือกที่จะไป ...ทั้งที่ตอนนี้ผมเลือกที่จะฟัง แค่นี้ก็คงพอแล้วล่ะ 

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำ คราวนี้เสียงโทรศัพท์เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง แต่มาจากเครื่องของผมเอง 

...แม่ 

“ว่าไงครับ” 

(“สอบเสร็จแล้วกลับบ้านเลยมั้ยพ่อลูกชาย”) น้ำเสียงใจดีที่ผมโหยหาพาเอาหยดน้ำอุ่นๆ ไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว เป็นแบบนี้ทุกทีสิน่า ได้ยินเสียงแม่แล้วความเสียใจมันก็ถาโถมเข้าใส่ทุกที ผมรีบเช็ดน้ำตาออกไปและปรับเสียงตัวเองให้มั่นคงอีกครั้ง 

“กลับสิครับ คิดถึงกับข้าวฝีมือแม่จะแย่แล้ว” 

(“ปากหวาน งั้นกลับมาทานข้าวเที่ยงกับแม่นะ แม่จะรอ”) 

“ครับ” 

สายถูกวางไปแล้วแต่ผมยังคงแนบโทรศัพท์กับหูไว้อย่างนั้น ปล่อยให้น้ำตาที่เพิ่งเช็ดออกไปไหลกลับลงมาอีกครั้ง ก่อนจะตั้งสติและเริ่มเก็บข้าวของทันที 

ถ้าพี่มันจะกลับมา ก็หอบเอาความผิดหวังกลับไปด้วยก็แล้วกัน 

ผมขับรถกลับบ้านด้วยจิตใจที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก แต่พยายามไม่คิดอะไรมากเพราะต้องใช้สมาธิทั้งหมดกับการขับรถ ผมจะไม่ยอมรถคว่ำตายเพราะเรื่องแค่นี้เด็ดขาด ชีวิตของผมมีค่าสำหรับพ่อกับแม่ อย่าหวังว่าจะเอามาทิ้งกับคนแค่คนเดียว จนกระทั่งได้เห็นหน้าคุณนายสรที่เดินออกมารับหน้าบ้านเท่านั้นแหละ สิ่งที่อดทนอดกลั้นมาตลอดทางก็พังทลายลง 

อชิตะกลับมาเป็นเด็กขี้แยของคุณแม่อีกครั้ง ลงจากรถก็โผเข้าอกของแม่ทันที 

“เป็นอะไรลูก” แม่รีบรับผมไว้ด้วยแขนทั้งสองข้างอย่างตกใจ 

สุดท้ายคนที่หลอกตัวเองก็กลับมาร้องไห้ให้แม่ปลอบโยน 

“ผมขอโทษครับแม่ ...ผมขอโทษ” 

น้ำหูน้ำตาไหลเลอะเสื้อแม่ไปหมด แต่แม่กลับไม่สนใจโอบกอดผมเอาไว้เสียแน่น เคยได้ยินมั้ยครับว่ายิ่งถูกโอ๋มันยิ่งร้องหนักเข้าไปใหญ่ ความเสียใจยิ่งถูกเปิดเผยออกมา 

“ใจเย็นๆ นะครับ ค่อยไปคุยกันในบ้าน” แม่ค่อยๆ ประคองผมพาเดินกลับเข้าไปด้านใน เมื่อนั่งลงบนโซฟาก็ประคองใบหน้าผมเอาไว้ด้วยสองมือ มองตรงมายังดวงตาบวมช้ำของผมด้วยความเป็นห่วง 

“เป็นอะไร ร้องไห้ทำไมลูก” 

ผมมองหน้าแม่น้ำตาไหลป้อยๆ เคยลองคิดเล่นๆ ว่าในอนาคตแม่มองผมไว้ยังไง ผมจะมีครอบครัวแบบไหน มีลูกสะใภ้แบบไหนมาให้แม่ แม่จะอยากอุ้มหลานสักกี่คน บ้านเราจะมีเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่ขาดหายมานานเท่าไหร่แล้ว ยิ่งคิดมาถึงตรงนี้ความรู้สึกผิดยิ่งตีตื้นขึ้นมาในอก ถ้อยคำแต่ละคำที่พูดออกไปช่างยากเย็น 

“ผมทำให้แม่ผิดหวังอีกแล้ว” พูดไปน้ำตาไหลไปไม่ต่างอะไรจากเด็กเล็กๆ ก่อนโผเข้าอกของแม่อีกครั้ง 

“ผมตัดใจไม่ได้แม่... ฮึก ผมตัดใจจากพี่มันไม่ได้” 

สุดท้ายคนที่เสแสร้งมาตลอดก็ต้องยอมรับ 

ในอกมันเจ็บไปหมด ทั้งเสียใจ ทั้งผิดหวังในตัวเองเมื่อสุดท้ายผมก็กลับมาเสียใจเพราะเรื่องของพี่มันอยู่ดี กลับมาร้องไห้กับอ้อมอกนี้อีกครั้ง ทั้งที่แม่ไม่เคยทำให้ผมเสียใจ แต่ผมกลับหอบน้ำตากลับมาให้ และกำลังจะทำให้แม่ผิดหวัง 

“ผมเป็นลูกที่ไม่ดี ฮึก ผม...ผมจะทำให้แม่เสียใจ” 

“ใจเย็นครับอชิ พูดไปร้องไห้ไปแบบนี้แม่ฟังไม่รู้เรื่องนะ ไหน... เงยหน้ามามองกันหน่อย แม่จะเสียใจเรื่องอะไรครับ” 

“ผม...” ปากมันหนักเกินกว่าจะพูด แต่ผมไม่อยากโกหกแม่อีกแล้ว “ผม....” 

“ผมอะไรครับ” แม่ถามพลางยิ้มน้อยๆ และเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มให้ผมไปด้วย “พูดมาเถอะ ไม่ว่าเรื่องอะไรแม่ก็พร้อมจะฟัง” 

“ผมไม่อยากทำให้แม่ผิดหวัง ไม่อยากทำให้แม่เสียใจ แต่ผมโกหกแม่ต่อไปไม่ได้แล้ว” กัดปากตัวเองจนเจ็บไปหมด แต่แม่กลับมองมาด้วยสายตาให้กำลังใจจนสุดท้ายผมก็ตัดสินใจพูดออกไป “ผม...ไม่ได้ชอบผู้หญิงครับแม่” 

ทุกอย่างหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งพร้อมใจกันเงียบเสียงลง เพราะผมกำลังกลั้นหายใจ ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมที่พัดใบไม้ด้านนอกจนปลิวไหว ไม่ต่างอะไรกับจิตใจที่แสนบอบบางของผมในตอนนี้ แต่แม่กลับฟังด้วยท่าทางสงบนิ่ง ก่อนจะส่งยิ้มกลับมาให้ผมอีกครั้ง...เหมือนเช่นเคย 

“พี่แทนใช่มั้ย” 

“ฮึก...!” คำถามเพียงสั้นๆ ง่ายๆ แต่กลับทำเอาก้อนสะอื้นที่ผมพยายามกลืนลงไปแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคออีกครั้ง “ฮึก แม่ครับ...ผมขอโทษ” 

สองมือยกขึ้นไหว้แนบเข้ากับอกของผู้หญิงที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ผู้หญิงที่ทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ได้อย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง แม้ผมจะดื้อหรือเกเรมากแค่ไหน แม่ก็มักจะมีรอยยิ้มให้ผมเสมอ เข้าใจเหตุและผลโดยที่บางครั้งไม่จำเป็นต้องอธิบาย แค่มองตาก็เข้าใจลูกชายคนนี้จนทะลุปรุโปร่ง ผู้หญิงที่ไม่เคยทำให้ผมเสียน้ำตาเลยสักครั้ง 

ร่างทั้งร่างสั่นเทาด้วยใจที่กำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ แตกต่างจากอ้อมกอดแข็งแกร่งและแสนอบอุ่นของผู้หญิงคนนี้ แม่กอดผมแน่นๆ อยู่แบบนั้นพักหนึ่ง ลูบแผ่นหลังผมเบาๆ ก่อนจะดันตัวออกห่าง ทำเอาผมใจสลายเมื่อได้เห็นดวงตาคลอหน่วยด้วยน้ำใสของแม่ 

“แม่...” ผมเรียกด้วยเสียงสั่นเทา 

“แม่รู้” 

...?! 

แม่รู้? รู้อะไร...? 

“แม่เลี้ยงอชิมากับมือ ทำไมแม่จะไม่รู้ว่าลูกชายของแม่คิดอะไร แม่อาจจะไม่เข้าใจในตอนแรก เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่แม่คุ้นเคย แต่เพราะลูกคือลูกที่แม่รัก แม่ถึงได้พยายามทำความเข้าใจ” แม่ส่งยิ้มที่แสนใจดีให้กับผม พลางลูบหัวเบาๆ มองกวาดไปตามใบหน้าด้วยสายตารักใคร่ “อชิไม่เคยทำให้แม่ผิดหวัง อชิแค่มีความรัก ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องผิด” 

“แต่ว่า...” 

แม่ส่ายหน้าให้ผมช้าๆ ปฏิเสธสิ่งที่ผมกำลังจะพูดราวกับแม่รู้มันดี 

“แม่รับได้ ไม่ว่าลูกจะเป็นยังไง อชิก็คือลูกชายของแม่เสมอ แค่นี้ก็พอแล้วครับ” 

“ฮึก ฮืออออ” 

ผมรักแม่ รักแม่คนนี้ที่สุดเลย 

ไม่ต้องพูดบอกอธิบายอะไรให้มากความ เพราะเราต่างเข้าใจมันดี 

หลังจากกอดกันร้องไห้จนตาบวมช้ำด้วยกันทั้งแม่ทั้งลูก จนผมสงบลง แม่ถึงได้ผละอ้อมกอดออกไปพลางลูบหน้าลูบตาผมเบาๆ 

“หน้าตาดูไม่ได้เลย” 

“โธ่แม่... ก็คนร้องไห้ จะให้หล่อได้ยังไงเล่า” พอได้ระบายความอึดอัดใจออกไปจนหมด จึงโล่งสบายหายใจคล่องขึ้น มีแรงกวนประสาทแม่ขึ้นมาบ้าง 

แม่หัวเราะออกมา ราวกับเมื่อครู่เราไม่ได้เพิ่งผ่านเรื่องราวหนักๆ ด้วยกัน 

“จริงๆ แล้วแทนเข้ามาบอกเรื่องนี้กับแม่แล้วล่ะ” 

....!!! 

ผมหันกลับไปมองหน้าแม่อีกครั้งด้วยความตกใจ 

ว่าไงนะ 

“ไอ้พี่แทนมาบอกอะไรกับแม่?” ไหนมันสัญญากับผมแล้วไงว่าจะให้ผมพูดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง! 

“เรียกพี่เขาดีๆ สิลูก อีกอย่างเขาแค่เข้ามาสารภาพว่าเขาคิดยังไงกับอชิ ไม่ได้บอกแม่ว่าอชิคิดยังไงกับเขา” 

“หมายความว่าอะไรครับ” 

“หมายความว่าแทนเขาเข้ามาบอกแม่ว่าเขารักลูก บอกความรู้สึกของเขาที่มีต่ออชิ บอกว่าที่อชิเป็นแบบนี้ก็เพราะเขา เขาผิดและเขาเสียใจที่ทำให้ลูกเสียใจ แต่ไม่ว่าลูกจะรู้สึกยังไงจะรักเขาหรือไม่รัก เขาก็อยากมาสารภาพกับแม่ว่าเขารักลูกชายของแม่ และขอให้แม่รอเวลาที่อชิจะมาพูดเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เขาไม่ได้พูดถึงความรู้สึกของอชิที่มีต่อเขาเลยนะลูก” 

คนแบบพี่มันเนี่ยนะ 

ทำไม...ต้องทำถึงขนาดนั้นด้วย ในเมื่อไม่สนใจกันแล้ว 

“แทนเป็นคนดีนะอชิ อย่างน้อยเขาก็รักและห่วงความรู้สึกของอชิมากที่สุด” 

“ไม่จริงหรอกครับ” ผมเถียงกลับไปทันควัน ถ้าพี่มันห่วงผมจริง ตอนนี้เราคงได้ปรับความเข้าใจกันไปแล้ว ผมคงไม่ต้องมานั่งร้องไห้กับแม่อีกครั้งแบบนี้หรอก 

“จริงสิ สัญชาตญาณของความเป็นแม่ ไม่เคยมองผิดถ้าเป็นเรื่องของลูก” 

ผมฟังและคิดทบทวนตามคำพูดนั้น แต่มันช่างค้านกับการกระทำที่พี่มันเพิ่งแสดงให้ผมเห็น แล้วผมควรจะเชื่ออะไร 

“ตอนที่แทนเข้ามาพูดเรื่องนี้ ป๋าก็อยู่ด้วยนะ” 

ใจผมร่วงหายไปทันทีเมื่อรู้ว่าพ่อเองได้ยินเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ถ้าเรื่องนี้จะมีคนที่เข้าใจยากที่สุดก็คงไม่พ้นพ่อ สังคมที่นั่นไม่ได้เปิดเผยเหมือนกับบ้านเรา แล้วพ่อที่มีหน้าที่การงานใหญ่โตจะรับได้อย่างไร 

“แล้วป๋าว่ายังไงบ้างครับ” 

“ป๋าตกใจ เพราะแม่เองก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ป๋าฟัง” 

แหงสิ... 

“แต่ทำไมป๋าถึงไม่มีท่าทางอะไรเลยล่ะครับ หรือว่าพี่แทนมันมาพูดเรื่องนี้ทีหลัง” 

“เปล่า พี่เขามาก่อนที่จะอชิจะกลับมาปรับความเข้าใจกับป๋าได้ซะอีก” 

“ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไม...” 

“เพราะอชิก็เป็นลูกของป๋าเหมือนกัน ป๋าเองก็จะพยายามทำความเข้าใจ แต่อชิก็ต้องให้เวลาป๋าเขาหน่อยนะลูก” 

ความรู้สึกผิดที่เคยทำไม่ดีกับพ่อไว้กลับมาเล่นงานผมอย่างจัง ทั้งที่ผมมีครอบครัวที่รักและเข้าใจมากขนาดนี้ แต่ผมกลับทำตัวเอาแต่ใจคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองทั้งนั้น 

แต่จะให้คร่ำครวญถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็คงจะไม่มีประโยชน์ สู้มาเริ่มต้นใหม่ และทำวันข้างหน้าให้ดีกว่าเดิมสิถึงจะถูก 

“แล้วเรื่องของแทน อชิจะเอายังไงต่อ” 

นั่นสินะ ผมควรทำอย่างไรต่อดี... 

 

 

TBC 

>>>> 

เรื่องครอบครัวคลี่คลายไปแล้ววว 

เพราะอชิตะมีครอบครัวที่ดีและเข้าใจ 

อีกอย่างเพราะนิลไม่อยากให้มีปัญหาหนักๆ ด้วยเรื่องนี้อีก 

เพราะแค่นี้ก็ต่างคนต่างเหนื่อยกันแย่แล้วเนอะ 

สงสารน้อง ร้องไห้อีกแล้ว ช่วงนี้เจ้าน้ำตาถี่จริงๆ 

แต่ก็เห็นใจอีพี่ด้วย ทำดีไม่เคยขึ้นเลยยยย 

อีกนิดดดดนึงนะคะ ใกล้แล้ว.... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว