ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 16 อีกหนึ่งจำเป็นต้องยอม ส่วนอีกหนึ่งจำเป็นต้องลงมือ ตอน 1 (Rewrite)

ชื่อตอน : บทที่ 16 อีกหนึ่งจำเป็นต้องยอม ส่วนอีกหนึ่งจำเป็นต้องลงมือ ตอน 1 (Rewrite)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2563 15:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16 อีกหนึ่งจำเป็นต้องยอม ส่วนอีกหนึ่งจำเป็นต้องลงมือ ตอน 1 (Rewrite)
แบบอักษร

 

"ทูลองค์ชาย ฮ่องเต้เสด็จพ่ะย่ะค่ะ"  

เสียงทหารที่ยามเข้าเวรยามหน้าจวนพักของไป๋หู่เรียบส่งเสียงเอ่ยเมื่อเกาจงนั้นตอนนี้กำลังเดินใกล้เข้ามาถึงแล้ว หลังจากที่เมื่อคืนร่างสูงได้ส่งร่างบางเข้านอนแล้วตนเองก็เดินกลับจวนพักด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มจนบรรดาองครักษ์ทั้งหลายที่คอยติดตามดูแลคุ้มกันเกาจงมานั้นเกิดอาการผวาไปตาม ๆ กัน ก็แน่ละนับตั้งแต่เข้าวังเพื่อฝึกเป็นองครักษ์ เคยพบเจอแค่พระพักตร์ที่แสนจะเย็นชา เรียบนิ่ง ไร้อารมณ์ใด ๆ บนใบหน้า จะเคยเห็นอย่างนี้เสียเมื่อไหร่ใบหน้าที่ยิ้มออกทั้งริมฝีปากและดวงตา หาใช่ส่งเสียงผ่านแค่ลำคอหรือกระตุกแค่มุมปากเหมือนเคยเป็น และเมื่อเข้าสู่เช้าของวันใหม่ หลังจากตื่นร่างสูงเร่งรีบทำอาบน้ำแต่งตัวเพื่อตรงมายังจวนที่ร่างบางนั้นอยู่ 

ส่วนไป๋หู่เองก็ใช่จะหลับตาลงได้ง่ายนักเพราะทั้งเสียงทั้งสัมผัสที่เกิดขึ้นนั้นมันติดตาตรึงอยู่ในสมองจนไม่อาจลืมเลือนได้ กว่าจะข่มตาหลับก็ใช้เวลาหลายเค่อ แต่ถึงจะนอนดึกมากเพียงใดก็หาได้ทำให้ตื่นสายเพราะใช้ชีวิตและฝึกเยี่ยงทหารมาตั้งแต่ยังเยาว์ทำให้อีกฝ่ายยังคงตื่นแต่เช้าตรู่อย่างเคย พอลืมตาขึ้นสิ่งที่ร่างสูงเอ่ยก่อนออกจากห้องไปก็แว่วเข้ามาในหู ไป๋หู่จึงรีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จโดยเร็วเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะมารอ จนเมื่อกำลังจะหยิบหน้ากากเข้าสวมก็ได้ยินเสียงทหารเอ่ยขึ้นมาเสียงก่อน แล้วไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมร่างสูงที่เดินเข้ามาทันที 

"พี่นึกว่าเจ้ายังไม่ตื่นไป๋เอ๋อร์ ว่าจะมาปลุกเจ้าเสียหน่อย" เกาจงเดินหาร่างบางที่ตอนนี้ยังไม่ได้สวมหน้ากาก เพียงแค่หยิบติดมือมาถือไว้เท่านั้น 

"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตื่นเวลานี้ประจำ" ไป๋หู่ตอบพร้อมกับยิ้มอ่อนให้อีกฝ่าย 

"อ่า พี่นึกว่าเจ้าจะเพลียหรือไม่ก็คิดอะไรสักอย่างจนทำให้นอนไม่หลับ เลยคิดว่าเจ้าน่าจะตื่นสายกว่าทุกที" เกาจงอดไม่ได้ที่จะหยอกอีกฝ่ายให้แก้มนวลนั้นขึ้นริ้วสีแดงเล่น 

"..." ไป๋หู่ที่ได้ยินก็แม้ท่าทางจะไม่ได้แสดงท่าทางใด แต่แก้มใสตอนนี้นั้นแดงขึ้นมาเสียแล้ว 

"หึ ๆ พี่แค่ล้อเจ้าเล่น พี่ชอบเวลาเห็นแก้มขาว ๆ กลม ๆ ของเจ้ามีสีเลือดฝาดปรากฏอยู่ เอาละเราออกไปเดินเล่นข้างนอกเถอะ ถ้าอาหารเสร็จท่านอาคงมาตาม" เกาจงเอ่ยชวนร่างบางพร้อมกับหยิบหน้ากากจากมือเรียวของอีกฝ่ายแล้วสวมให้ จากนั้นก็จูงมือแล้วพาเดินออกไป 

ทั้งสองเดินไปทั่วโดยไม่มีเสียงสนทนา แต่กลับทำให้ทั้งสองอิ่มเอมจนไม่มีสิ่งใดอธิบายได้ แค่จับมือแล้วเดินไปเรื่อย ๆ ตามสวน สูดดมอากาศยามเช้าพระอาทิตย์ส่องแสงอ่อน ฟังเสียงนก ดูเหล่าแมลง ผีเสื้อโดยบิน เพียงแค่เท่านี้ก็ทำให้หัวใจทั้งสองดวงสุขสม สงบอย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อน 

ในขณะที่สองกำลังอยู่ในโลกส่วนตัวยังมีผู้ที่ยืนมองดูทั้งสองในตอนนี้ สายตาคมนั้นหาได้แสดงสิ่งอื่นใด ว่างเปล่าคนน่าขนลุก หากจะบอกว่าคนคนนี้คือต้นแบบของดวงตาที่เยือกเย็น นิ่งสงบ ไร้จิตใจของเกาจงก็คงไม่ผิดนัก เพราะคนคนนี้คือคนที่เปลี่ยนให้เกาจงที่เคยมีแววตาอบอุ่นในวัยเยาว์กลายเป็นอย่างทุกวันนี้ แววตาที่กำลังมีบนใบหน้าคมของเทียนสือ 

"หลวนชุน สิ่งที่ข้าให้เจ้าไปและสั่งเจ้าให้ทำ เจ้ายังทำอยู่เสมอรึไม่" เทียนสือถามเสียงเรียบกับหัวหน้าองครักษ์ ซึ่งคอยอารักขาอยู่ห่าง ๆ เพราะเกาจงต้องการความเป็นส่วนตัว 

"เรียนท่านเสนา เป็นท่านเองที่เป็นคนมอบให้ข้าน้อย แถมบังคับให้ดำเนินการเดี๋ยวนั้นเลย มีเวลาใดบ้างที่ข้าน้อยมิได้ทำ" หลวนชุนตอบ ๆ เชิงบ่นไป เพราะเรื่องที่อีกคนบังคับแกมข่มขู่ให้ตนเองทำหากนับดูระยะเวลาแล้ว เพียงไม่เกินครึ่งปีคงครบสอบรอบของฤดูเหมันต์พอดี แต่ก็ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายทำไปทำไมและไม่มีผลเสียกับตนนอกจากหลังทำใหม่ ๆ จะมีอาการแปลกไปบ้างก็ตาม 

"ข้าถาม หาได้ให้เจ้าถามกลับ " เทียบสือยังไม่ละสายตาออกจากร่างทั้งสองที่อยู่สวน สายตายังคงไม่เปลี่ยนจากเดิม น้ำเสียงนิ่งเย็นจนหลวนชุนนั้นจำต้องหยุด เพราะแน่ใจแล้วว่าคนข้าง ๆ ตนในตอนนี้คือตัวตนที่แท้จริงหาใช่ตัวละครที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาตลอดหลายปี 

"ยื่นมือเจ้าออกมาซิ" เทียนสือยังคงเอ่ยโดยสายตายังจ้องที่เดิม 

พรึบ แหมะ 

"คืนนี้เข้าไปหาข้าที่ห้อง ตอนที่หลานข้าเข้านอนแล้ว" เทียนสือเอ่ยจบก็เดินตรงไปหายังสองร่างที่ตนจดจ้องอยู่ทันที 

"ข้าไม่เข้าใจเลย สิ่งที่ท่านให้ข้าทำ มันทำเพื่อฝ่าบาทตรงไหน เฮ้อ" หลวนชุนได้แต่บ่นเพียงตัวคนเดียวหลังจากที่อีกฝ่ายนั้นเอ่ยสั่งเสร็จแล้วก็ย้ำเท้าตรงออกไปหาคนทั้งคู่ โดยที่ตนเองก็ปฏิเสธอะไรไม่ได้ 

 

 

"ทูลฝ่าบาท องค์ชายไป๋หู่ ทูลเชิญเสวยพระกระยาหารเช้าพ่ะย่ะค่ะ" เทียนสือเอ่ยบอกกับทั้งสองตรงหน้า 

"อืม ไป๋เอ๋อร์เราไปกันเถอะ" เกาจงตอบรับพร้อมเอ่ยกับร่างบางแล้วก็จูงมือเดินออกไปเพื่อตรงไปยังห้องอาหาร โดยที่มีเสนาบดีขวาเดินตามหลังคนทั้งสอง 

บนโต๊ะตอนนี้นอกจากเกาจงนั่งอยู่พร้อมด้วยไป๋หู่ที่นั่งข้างกัน ถัดจากเกาจงเป็นแม่ทัพใหญ่หยางสือ ถัดจากไป่หู่คือเฉินกว่าง และถัดจากเฉินกว่างคือเทียนสือที่อีกข้างคือหยางสือ และตรงหน้าตอนนี้มีอาหารมากมายที่ถูกยกขึ้นโต๊ะ จนไป๋หู่คิดว่ามันมากมายเกินที่จำนวนคนเพียงแค่ห้าคนจะทานหมด แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอันใด จนเมื่อถึงเวลาลงมือเกาจงใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่ถ้วยให้ไป๋หู่ก่อน จากนั้นค่อยคีบอาหารเข้าปากตนเอง ที่เหลือถึงเริ่มลงมือทานได้ 

กริ๊ก 

เสียงปลดดังขึ้นเพราะไป๋หู่ยกมือดันหน้ากากส่วนคางขึ้น เพื่อให้หน้ากากส่วนที่สร้างมาเพื่อให้สามารถเปิดส่วนที่ตรงกับปากให้สามารถทานอะไรได้โดยไม่ต้องปลดหน้ากากทั้งใบ จนทำให้อีกสองคนที่ไม่เคยได้ร่วมโต๊ะชำเลืองมองร่างบางพร้อมกัน และได้เห็นริมฝีปากแดงจิ้มลิ้มแต่อวบอิ่มน่ามอง ทั้งสองเผลอมองริมฝีปากนั้นอย่างลืมตัว 

แกร็ก แกร็ก 

เสียงตะเกียบกระทบกันอย่างจงใจของเกาจงเรียกสติทั้งสองกลับมาตามเดิมแล้วทั้งหมดก็เริ่มลงมือทานอย่างจริงจัง จนผ่านไปเมื่อทั้งห้าคนรับอาหารเช้าเรียบร้อยโดยแทบจะไม่มีบทสนทนาใด ๆ เลยโดยเฉพาะเสนาบดีเทียนสือ ที่ไม่ได้เปิดปากเอ่ยสิ่งใด ทำให้การร่วมโต๊ะมื้อนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วแกมอึดอัด จากนั้นทั้งหมดก็ต่างฝ่ายต่างกลับจวนหรือปฏิบัติหน้าที่ของตนเองต่อไป โดยที่เกาจงยังคงเกาะติดไป๋หู่ตลอดเวลาเช่นเดิม 

เวลาผ่านไปจนล่วงเลยเข้าสู่ยามค่ำคืน เมื่อถึงเวลานอนหลับพักผ่อน เกาจงเองก็ส่งไป๋หู่เข้านอนเช่นเดิมแต่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าส่งเข้านอนอย่างคืนที่ผ่านมา จากนั้นตอนเองก็กลับจวนที่พักแล้วก็พักผ่อนบ้าง และเมื่อผู้เป็นนายเข้านอนเรียบร้อยหัวหน้าองครักษ์หลวนชุนก็จัดแจงให้บรรดาองครักษ์ทั้งหลายผลัดเปลี่ยนเวร 

ตึก ตึก ตึก 

"จิ้นฝาน ข้าฝากฝ่าบาทกับเจ้าไว้สักครู่ ข้ามีเหตุต้องไปพบท่านเสนา" หลวนชุนเอ่ยผ่านความมืดที่ดูแล้วเหมือนไร้สิ่งมีชีวิตอยู่บริเวณนั้น 

"แน่ใจหรือว่าจะไม่ทูลฝ่าบาทเรื่องนี้" เสียงในความมืดตอบกลับมาแผ่วเบา 

"เอาเถอะ หากว่ามันสามารถเป็นประโยชน์ต่อฝ่าบาทในภายภาคหน้าตามที่ท่านเสนาบอกข้ายินดี หาใช่เรื่องใหญ่ไม่ หึ ๆ " อีกฝ่ายยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิม 'ก็ทำมาตั้งนานสองนานแล้วนิ' 

"เจ้ามันดื้อเสียจริง ยังไงข้าก็เห็นว่าเจ้าควรทูลฝ่าบาท" ร่างโปร่งสูงคืบคลานออกจากเงามือแล้วยืนกอดอกพิงต้นไม้มองหน้าหลวนชุน 

"แล้วเจ้าละ เหตุใดเจ้าถึงไม่เอ่ยบอกกับหยางสือเสียทีละ " หลวนชุนผู้กำความลับหนึ่งเดียวของจิ้นฝานเอ่ยขึ้น ใบหน้าหวานนั้นยกยิ้มราวกับมีชัยเมื่ออีกฝ่ายยังคงพยายามให้ตนเอ่ยบอกเรื่องที่ตนทำกับผู้เป็นนาย ตนจึงจำเป็นต้องเอ่ยถึงความลับของอีกฝ่ายทันที 

"...." ไร้เสียงใดกลับมาดวงตาเรียวคมตวัดสหายที่เติบโตร่วมกันมาอย่างไม่ชอบใจนัก เรื่องของตนกับเรื่องของอีกฝ่ายมันคนละอย่างกันเหตุใดจึงต้องชอบนำมาเปรียบเทียบเชิงข่มขู่กลาย ๆ เสียงอย่างนั้น 

"ฮ่า ๆ ๆ เอาละข้าเห็นว่าไม่ควรทูล ส่วนเจ้าเห็นว่าไม่ควรบอก งั้นเราเสมอกันเลิกคุยเรื่องนี้เถอะ เอาละข้าไปก่อน" หลวนชุนเอ่ยจบก็เดินไปจากบริเวณนี้ทันที ทิ้งให้อีกคนยืนนิ่งอยู่แบบนั้นจนสักพักร่างนั้นก็ค่อย ๆ หลบหายซ่อนเร้นกายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว 

อีกฟากหนึ่งของจวนเจ้าเมือง 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

"เข้ามา" เสียงเอ่ยอนุญาตของผู้อยู่ภายในเอ่ยบอก 

ครืดดด ครืดดดด ปึก เสียงเปิดปิดประตูพร้อมกับร่างโปร่งสมส่วนเดินเข้ามาเมื่อเห็นผู้ที่อยู่ในห้องนั้นมีถึงสองคน 

"ท่านเสนา เหตุใด..." หลวนชุนเลยเท่านั้นก่อนจะเงียบเนื่องด้วยเทียนสือส่งสายตาห้ามปราม 

"เจ้าอย่าสนใจว่าอีกคนเป็นผู้ใด เจ้าขึ้นไปนอนบนเตียงโดยเร็ว จะได้รีบทำให้มันจบ ๆ ไปเสียที" เทียนสือเอ่ยเสียงเรียบ 

"ท่านเสนา!!! เหตุใดข้าต้องขึ้นไปนอนบนนั้น ทุกทีก็แค่ท่าน.." / "ขึ้น ไป บน เตียง" 

หลวนชุนกำลังต้องการคำตอบแต่กลับถูกเสียงเรียบเย็นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง โดยที่ผู้เอ่ยนั้นไม่ได้มองหน้าอีกฝ่ายเลย 

ตึก ตึก พรืบ 

ในเมื่อปฏิเสธไม่ได้ก็จำเป็นต้องทำตาม แถมดูแล้วตอนนี้อีกฝ่ายท่าจะอยู่ในอารมณ์ที่ไม่ควรจะเล่นด้วยนัก 

เมื่อหลวนชุนนอนลงบนเตียงร่างของเทียนสือและชายแก่ผมขาวโพลนอีกคนก็ขยับเข้าหาเตียงทันที โดยที่ร่างของคนแก่จนผมขาวโพลนขึ้นบนเตียงจากนั้นก็เริ่มสำรวจสิ่งที่ทั้งสองนั้นร่วมกันได้ร่วมมือกันมาโดยตลอด เพียงแต่ทุกครั้งจะมีเพียงเทียนสือเท่านั้นที่จัดการเอง เหตุที่ครั้งนี้นั้นต้องใช้อีกคนเพื่อการยืนยันว่าสิ่งที่ลงมือทำนั้นเป็นผลแล้ว 

"ท่านว่าอย่างไร ท่านอาวุโส" 

"อืมข้าว่าน่าจะสำเร็จ เจ้าทำครั้งสุดท้ายเมื่อใด" 

"ราวหนึ่งเดือน" 

"ผลจากที่เจ้าทำละ" 

"เหมือนครั้งนี้ หลวนชุนไม่ได้มีอาการอะไรเลยไม่เหมือนช่วงแรก" 

"อืม ข้าว่าข้าต้องขอลองก่อน" 

เสียงสนทนาทั้งสองคนไม่ได้ทำให้หลวนชุนที่นอนฟังอยู่เข้าใจสักนิด ยิ่งตอนนี้ชายแก่ผมขวาอยู่ ๆ ก็จี้จุดให้ตนนิ่งจนขยับไม่ได้ แถมเทียนสือเองก็เอาอะไรสักอย่างให้ตนดมจะกลั้นไว้ก็เกินจะทนจนสติเริ่มเลือนหายไปจนกลายเป็นมืดสนิท 

ผ่านไปราวหนึ่งยาม 

ร่างที่นอนหลับใหลด้วยยาสลบก็เริ่มมีสติ ทันทีที่หลวนชุนได้สติก็รีบเด้งตัวขึ้นจากเตียงสำรวจตัวเองก็พบว่าปกติทุกอย่าง ตามร่างกายเองก็ไม่มีสิ่งใดแปลกไป เมื่อสำรวจตัวเองจบก็เริ่มมองหาร่างสูงเจ้าของห้องและเตียงนี้ก็พบว่าอีกคนกำลังนั่งมองออกไปภายนอกหน้าต่างที่เปิดอยู่ด้วยสายตาที่บอกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร 

"ตื่นแล้วก็กลับไปทำหน้าที่ของเจ้าเช่นเดิม ข้าจะพักผ่อนเสียที" เทียนสือเอ่ยหลังจากที่รับรู้ว่าร่างที่นอนอยู่นั้นตื่นแล้ว 

"ท่านเสนา ข้า...ท่านทำอะไร" หลวนชุนที่ตื่นมาก็พบว่าร่างชายแก่ผมขาวโพลนนั้นหายไปแล้ว และไม่เข้าใจว่าทำไมรอบนี้อีกฝ่ายต้องมีคนช่วย แล้วทำไมต้องทำให้ตนต้องหลับไม่ได้สติ 

"จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องทำแล้ว ทุกอย่างสำเร็จแล้ว เจ้าได้ทำเพื่อฝ่าบาทอย่างเต็มความสามารถของเจ้า" เทียนสือยังคงอยู่ในท่าทางเดิม นำเสียงเดิม 

"ข้าน้อยไม่เข้าใจขอรับ ท่านเสนาสิ่งที่ท่านให้ข้าน้อยนั้นกระทำ หากเพราะไม่ใช่ว่าท่านสาบานต่อหน้าป้ายวิญญาณของบิดาข้าน้อย ว่าสิ่งที่ท่านให้ข้าน้อยกระทำนั้นเพื่อฝ่าบาท ข้าน้อยคงไม่มีวันกระทำ แต่ตอนนี้ท่านบอกว่าข้าทำสำเร็จแล้ว ข้ายังไม่เห็นสิ่งที่ข้าทำนั้นจะเกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง หรือต่อฝ่าบาทเลย" หลวนชุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่น ตนอดทนทำตามที่อีกฝ่ายบังคับมาตลอดปีครึ่งตนไม่เห็นเกิดเหตุอันใดขึ้นเลย แล้วกลับมาบอกว่าสำเร็จแล้วโดยที่ไม่บอกอะไรตนเลยนะหรือ 

"หึ เดี๋ยวเจ้าจะได้รู้ ไม่ต้องห่วง ให้ข้าจัดการทุกอย่างที่ไม่เข้าที่ไม่เข้าทางตอนนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วข้าจะเป็นคนทำให้เจ้าได้รู้เองว่าเจ้าช่วยอะไรฝ่าบาท ออกไปได้แล้วหลวนชุน" เทียนสือยังคงเอ่ยน้ำเสียงเดิม ท่าทางเดิม แต่ตอนท้ายของประโยคนั้นหลวนชุนกลับรู้สึกขนลุกแปลก ๆ 

"ข้าขอตัว" หลวนชุนเอ่ยเสียงขุ่นแล้วเดินออกจากห้องนี้ไปทันที ยิ่งอยู่ ยิ่งคุยตนก็ยิ่งหงุดหงิดเสียอย่างนั้น 

ครืดด ครืดด ปึก 

เสียงเปิดปิดประตูที่สัมผัสได้ว่าผู้ที่เปิดปิดประตูนั้นอารมณ์ไม่ดีเสียแล้ว เทียนสือหันไปมองประตูที่ร่างบางเพิ่งปิดอย่างรุนแรงไม่เกรงกลัวว่ามันจะพังคามือ พอคิดว่าอีกคนที่ชอบทำสีหน้าที่คิดตลอดเวลาราวกับว่าสมองน้อย ๆ นั้นมีเรื่องให้คิดเปลี่ยนเป็นสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจจะเป็นเช่นไร เมื่อคิดตามดังนั้นก็ได้แต่กระตุกยิ้มเพียงเล็กน้อยออกมาเท่านั้น แต่เพียงพริบตาเดียวใบหน้าคมก็กลับเรียบนิ่งเย็นอีกครั้งแล้วหันกลับไปทางเดิม จ้องมองบนท้องฟ้าที่ยามนี้ไร้แสงจันทรา มีเพียงหมู่ดาวเท่านั้นที่ส่องสว่างไปทั่วที่ท้องฟ้าที่ไร้เมฆบดบัง 

"คนต่อไปที่ข้าต้องจัดการคือเจ้าสินะ องค์ชายไป๋หู่" 

 

 

TBC. 

talk : อีกนิดก็จะถึงตอนปัจจุบัน ที่เปิดเอาไว้นะคะ จะบอกว่า 

ขอนุญาตไม่เร่งรีบอะไร อาทิตย์อัพครั้ง หรือไม่ก็ สองอาทิตย์อัพครั้ง ไม่อยากกดดันตัวเองมาก 

---ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ยังติดตามนะคะ--- 

 

BM 

ความคิดเห็น