ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 ผู้ช่วยมันดีไป คนใช้ก็พอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 ผู้ช่วยมันดีไป คนใช้ก็พอ

คำค้น : #พระพายหมายฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มี.ค. 2562 16:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 ผู้ช่วยมันดีไป คนใช้ก็พอ
แบบอักษร

                “น้องสกาย น้องกายคร้าบ พี่พายหิวแล้ว”

                “พี่ก็กลับบ้านไปซะสิ กระเพาะพี่ไม่ได้ติดกับกระเพาะผม”

                หลังจากเข้าห้องน้ำไปชำระคราบไคลที่หมักหมมมาตั้งแต่เมื่อวานอยู่ครึ่งชั่วโมง สกายก็ปรับอารมณ์ให้กลับมาคงที่ บวกกับความสดชื่นที่ได้นอนไปหลายชั่วโมง เจ้าตัวก็เลยเริ่มต้นตั้งหน้าตั้งตาแก้แบบอย่างขมักเขม้น พยายามไม่สนใจผู้ชายอีกคนที่ยังนอนกลิ้งเล่นบนเตียงนอน

                ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไม่กลับบ้านกลับช่องเสียที

                ชั่วโมงแรกยังเงียบ แต่ชั่วโมงต่อมาเริ่มมีเสียงกวน

                “น้องสกายก็ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อเช้า นี่ก็จะมืดแล้วนะ”

                “ก็ผมไม่หิว อยากทำงานนี่ให้เสร็จด้วย”

                “เดี๋ยวพี่งอนนะ”

                “อือ งอนเลย แล้วไม่ต้องหายงอนนะ งอนไปนานๆ หายไปไกลๆ เลยยิ่งดี” พอรู้ตัวว่าใจอ่อนให้พี่พาย เขาก็กลับมาตั้งการ์ดแข็งอีกครั้ง ไม่ยี่หระสักนิดแม้จะมีผู้ชายตัวโตเป็นยักษ์ทำตัวน่ารัก กอดหมอน จ้องตาแป๋วอยู่บนเตียง หน้าตาแบบนี้ไม่ได้ดูน่าสงสารหรอก กวนประสาทสิไม่ว่า

                “พี่ควรจะชินกับความใจร้ายของน้องสกายให้ได้สิเนอะ”

                “ไม่ต้องหรอก พี่แค่กลับบ้านพี่ไปได้แล้ว” เขาก็ยังคงไล่แบบเดิม ส่วนพี่พายเองก็หน้าด้านคุยต่อไม่ต่างกัน

                “พอเป็นแฟนกันเมื่อไหร่ พี่จะได้ทำใจไงว่าน้องสกายไม่ง้อพี่แน่ๆ”

                หากเป็นการหน้าด้านคุยต่อที่ทำให้คนฟังสะดุด มือที่กำลังลากเส้นชะงัก แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น สกายก็สั่นหน้า ไม่โต้ตอบอะไรมากกว่านั้น รู้นิสัยแล้วว่ายิ่งดิ้นก็ยิ่งทำให้พี่พายพอใจ สู้เขาอยู่นิ่งๆ ให้คนแถวนี้พูดจนน้ำลายหมดตัวเดี๋ยวก็เงียบไปเอง

                “ยิ่งพูดยิ่งหิวแฮะ เออ พี่เคยบอกน้องสกายหรือยังว่าพี่เป็นพวกชอบกินเนื้อ จะหมู ไก่ วัว กินได้หมด ปิ้งย่างนี่ของโปรดเลย แต่ไม่ค่อยมีใครในบ้านไปกินเป็นเพื่อน พ่อแม่พี่เขาบอกว่าอายุมากแล้วต้องรักษาสุขภาพ น้องชายพี่ก็รักษาหุ่น มันบอกเดี๋ยวล่าเหยื่อไม่ได้ น้องสาวพี่ก็ไม่กินเนื้อวัว จะมีคอเดียวกันก็อาพี่คนเดียว แต่รายนั้นยุ่งๆ ช่วงหลังนี้เลยไม่ค่อยมากินข้าวด้วย นี่ยิ่งพูดยิ่งอยากกินเนื้อหอมๆ ที่ย่างบนเตาถ่าน จิ้มน้ำจิ้มรสเด็ดกินกับข้าวสวยนะ โอย ท้องร้องโครกๆ แล้วเนี่ย”

                เจ้าของห้องยังคงเงียบ ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะพล่ามแค่ไหน เขาแค่นั่งทำงานไปเรื่อยๆ ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่หันไปบอกว่ารำคาญ กระทั่งคนตัวโตสรุปต่อท้าย

                “ไปหาอะไรกินกันเถอะ”

                “...”

                ยัง คนทางนี้ยังยืนยันว่าจะเงียบ คนบนเตียงก็ยิ้มมุมปาก

                “เมื่อก่อนยังรักษาน้ำใจ เดี๋ยวนี้เมินพี่เห็นๆ เลยเหรอ”

เออ*!*

                เขาได้ยินเสียงอีกคนลุกขึ้นจากเตียงนอนแล้ว แต่ก็ยังไม่หันไปมอง เหมือนกับว่าสมาธิกำลังจดจ่อกับงานที่ทำ รู้ทั้งรู้ว่ายักษ์ตัวโตเดินมาชิดเก้าอี้นั่งแล้ว

                “แน่ใจนะว่าจะเมินพี่” แม้ว่าพี่พายจะโน้มตัวมากระซิบถามข้างหู แต่สกายก็ยังไม่ตอบ กลั้นอาการสะดุ้งที่ลมหายใจอุ่นกำลังรินรดข้างแก้ม หัวใจคันยุบยิบ แถมมือใหญ่ยังโอบรอบไหล่เขาหลวมๆ จงใจเอาเนื้อตัวอุ่นๆ มาแนบชิด แต่ตราบใดที่เขาเงียบซะอย่าง พี่พายก็ทำอะไรไม่ได้

                “แน่ใจนะ”

                ครืด ครืด

                คนฟังยังคงลากเส้นต่อไป

                “หึๆ พี่บอกแล้วไงว่าพี่ชอบกินเนื้อ กินได้ทุกเนื้อ แต่จะชอบมากเป็นพิเศษก็ตรงเนื้อนุ่มๆ” เสียงหัวเราะข้างหูกำลังสั่นประสาทเขา แต่ไม่เท่าสองมือที่เลื่อนไปลูบหัวไหล่เปลือยที่พ้นจากเสื้อกล้ามสีเข้ม ริมฝีปากอุ่นก็ขยับมาห่างจากผิวนุ่มนิดเดียว

                จุ๊บ

                “เนื้อแบบนี้พี่ก็ชอบ” ปากอุ่นแตะที่หัวไหล่แล้ว แต่สกายก็แค่ชักไหล่หนี

                “ผมบอกแล้วไงว่าถ้าอยากเล่นก็ไปเล่นกับคนอื่น”

                “ไม่อะ พี่พายอยากเล่นกับน้องสกายนี่นา...จุ๊บ” อีกหนึ่งจูบกดลงมาที่ต้นคอ จนสกายเองก็ชักจะนิ่งไม่ไหว ฟันคมกัดริมฝีปากล่าง เริ่มลังเลว่าควรจะทำเมินต่อไปดีมั้ย เพราะอย่าลืมว่าพี่พายหน้าด้านเข้าขั้นซีเมนท์เรียกพี่ ดีไม่ดีมันจะกินเขาเข้าจริงๆ

                “เนี่ยเนื้อหวานๆ น่ากินจัง”

                ฟอดดด

                “โดยเฉพาะตรงนี้”

                หงับ

                “พี่พาย!!!”

                พระพายไม่ใช่แค่กดจมูกลงบนแก้มเท่านั้น แต่ยังใช้ริมฝีปากงับผิวแก้ม จนคนนิ่งเองสะดุ้งโหยง ทนไม่ไหว หันขวับมาเรียกเสียงดัง ดึงหน้าหนี มือกุมแก้มเอาไว้มั่น ดวงตาวาวโรจน์ที่ไม่รู้ว่าโมโหหรือหวั่นไหว มืออีกข้างควานหาอุปกรณ์บนโต๊ะ แล้วโชคดีเหลือเกินที่สัมผัสแบบนี้ช่างคุ้นเคย...คัตเตอร์

                “พี่ว่าพี่ไปหาอะไรกินข้างนอกดีกว่า”

                พอเขาเลื่อนใบมีดขึ้น ผู้ชายตัวโตก็ไหวตัวทัน ยิ้มอ้อน ยกสองมือเป็นเชิงยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ไอ้การที่เดินไปคว้าเสื้อของเขามาสวมนี่มันหมายความว่าไปกินแล้วจะกลับมาอีกรอบสินะ

                “นั่นเสื้อผม”

                “เอาน่า พี่ยืมหน่อย น้องสกายก็ล็อกห้องไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่กลับมาแล้วจะเคาะเรียก” คนหน้าหนาไม่ถามสักคำว่าเขายอมให้อยู่ต่อหรือเปล่า พูดเองเออเองเสร็จสรรพ แล้วก็เดินไปเปิดประตูห้อง แต่ก่อนที่จะออกไปก็หันมามองหน้าอย่างนึกขึ้นได้

                “อ้อ แล้วรู้มั้ยว่าเครื่องดื่มอะไรที่กินกับเนื้อแล้วอร่อยที่สุด”

                สกายยังเงียบ พยายามไม่เต้นตาม แค่นี้แก้มเขาก็ร้อนจัดแล้ว ซึ่งพระพายก็ไม่รอคำตอบเช่นกัน กดสายตาลงต่ำ เฉลยด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

                “กินกับนมไง”

                ปัง!

                งานนี้ดูเหมือนยักษ์ตัวดำจะรู้ว่าขืนอยู่ต่ออีกสักนาทีจะมีคัตเตอร์บิน เพราะผลุบหายไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยสกายเงื้อของในมือสูงขึ้น มองบานประตูที่ปิดสนิทอย่างขัดใจ จากนั้นก็ลดมือลงด้วยแก้มที่แดงจนแทบหาสีเดิมไม่เจอ

                เขาไม่โง่นี่ พี่พายคงไม่กินเนื้อย่างกับนมวัวหรอก

                อย่าว่าแต่เนื้อย่างเลย พี่พายหมายถึงเนื้อเขาด้วยซ้ำ!

                “นี่กูเผลอนอนกับคนบ้าหรือเปล่าเนี่ย” สกายงึมงำ โยนคัตเตอร์กลับลงบนโต๊ะ มือที่กุมแก้มก็ลูบป้อยๆ และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกเช่นกันว่ามุมปากกำลังโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง ไม่นานเลยเสียงหัวเราะก็ดังตามมาอย่างห้ามไม่อยู่

                คนบ้าๆ ที่ดันทำให้เขาบ้ายิ้มตามได้เสียอย่างนั้น

                ตอนนี้สกายควรจะใช้ช่วงเวลาเงียบสนิทนี้กลับไปทำงานต่อให้เสร็จสินะ แต่เขากลับตวัดดินสอเขียนลงบนกระดาษชานอ้อยที่อยู่ใกล้มือด้วยรอยยิ้มกว้าง

                ชอบเนื้อย่าง...พ่อแม่รักสุขภาพ...มีน้องสองคน...คุณอา...ชอบแข่งรถ...คนทะลึ่ง

                นี่ไม่ได้อยากรู้หรอก แต่พอมีคนยัดเยียดให้รู้ก็เลยเผลอจำได้เท่านั้นเอง

                สกายใช้เวลาที่เหลือแก้แบบที่ทำอยู่จนเสร็จสมบูรณ์ ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงเคาะห้องจนชักสงสัยระบบรักษาความปลอดภัยของตึกนี้ตะงิดๆ ว่าให้คนนอกผ่านขึ้นมาง่ายไปมั้ย แต่ก็ยอมเดินไปเปิดรับ รู้ว่าไม่เปิดเดี๋ยวคนแถวนี้ก็หาเรื่องทำให้เขาอายชาวบ้านอีก แค่นี้ก็รู้กันหมดหอแล้วมั้งว่าเจ้าของบิ๊กไบค์สีดำคันงามที่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่ใต้ตึกมาหาใคร

                เขาไม่ได้แปลกใจที่พี่พายเดินไปหยิบจานมาใช้โดยไม่ขอ ขนาดเสื้อกับกางเกงยังรื้อหามาใส่เองเลย แต่แปลกใจมากกว่าที่กำลังเทกับข้าวหลายอย่างลงในจาน ตามด้วยข้าวสวยอีกสองถุงลงในจานอีกสองใบ จากนั้นก็กวักมือเรียกให้ไปกินข้าวด้วยกัน

                “มากินเร็ว เดี๋ยวเย็นหมด”

รู้สึกดีแปลกๆ ว่ะ

                ไม่เพียงพี่พายไม่หายหัวไปกินข้าวคนเดียว แต่ยังซื้อข้าวมาเผื่อเขาด้วย คนที่บอกปาวๆ ว่าไม่กินๆ เลยขยับมานั่งบนพื้นข้างๆ

                “ถามจริง พี่ไม่คิดจะกลับบ้านกลับช่องบ้างเหรอ คนที่บ้านไม่คิดว่ารถล้มตายไปแล้วหรือไง” เขาถามอย่างอดไม่ได้ เพราะพี่พายทำเหมือนจะมาอาศัยห้องเขาอยู่ถาวรงั้นแหละ

                “นี่ไล่?”

                “อืม” คนทางนี้ก็พยักหน้าแบบไม่ไว้หน้า ความเกรงใจที่พี่พายเป็นเพื่อนพี่พายุมันหายวับไปหมดแล้ว ขนาดมานั่งเล่นนอนเล่นห้องเขาอย่างไม่เกรงใจ เขาเองจะเกรงใจทำไม แต่แทนที่พี่พายจะสลด ผู้ชายตัวโตดันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน

                “ไอ้พรรณ พี่เองนะ”

                เด็กหนุ่มก้มหน้าก้มตาตักแกงเขียวหวานไก่ราดข้าว แต่สมองบันทึกชื่อพรรณเรียบร้อย

                “พี่จะโทรบอกว่าคืนนี้ไม่กลับบ้าน”

หืม*?*

                งานนี้ไม่อยากสนก็ต้องสนแล้วล่ะ ก็ถ้าไม่กลับบ้านจะนอนไหนถ้าไม่ใช่ห้องเขา!

                หากคนคุยโทรศัพท์ก็ยังว่าต่อหน้าตาเฉย

                “ไม่ได้กินยาผิดเลยโทรรายงาน คนทางนี้เขาเป็นห่วงว่าที่บ้านจะสงสัยว่าพี่หายไปไหน พี่เลยโทรบอกว่าไม่ต้องห่วง พี่ปลอดภัยดี” สกายสาบานได้ว่าคำพูดของเขาคือการไล่ แต่พี่พายดันตีความกวนประสาทว่าเขาพูดเพราะห่วง จนได้แต่ย่นคิ้วใส่ แล้วคนที่คุยโทรศัพท์ทำอะไรน่ะเหรอ...ยกมือจิ้มหว่างคิ้วอย่างเอ็นดู

                “พี่โทรมาแค่นี้แหละ”

                พอคุยเสร็จก็วางสาย มีหน้ามารายงานให้ฟังอีก

                “พี่โทร.บอกน้องสาวแล้ว แต่รายนั้นว่าพี่กินยาไม่เขย่าขวด”

                “ผมไม่ได้บอกให้พี่โทร.หาที่บ้านสักคำ แล้วผมก็ไม่ได้ให้พี่ค้างที่นี่ด้วย” สกายเล่นลูกตรง แต่คนฟังแสร้งเบิกตากว้าง ทำท่าร้อนรน

                “อ้าว นี่พูดจริงเหรอ พี่บอกน้องสาวแล้วอะ คืนนี้มันจะบอกให้คนที่บ้านปิดบ้านไม่รอพี่ แล้วนี่พี่จะไปนอนไหนล่ะ เอาบิ๊กไบค์มาด้วย ไม่มีหลังคาคลุมหัวอีก เห็นทีพี่ต้องอาศัยนอนนี่สักคืนแล้วล่ะ น้องกายก็มีส่วนต้องรับผิดชอบนะที่ทำให้พี่โทร.ไปบอกที่บ้าน” พระพายสรุปเสร็จสรรพ จนคนฟังถามไปประโยคนึง

                “ตลกมากมั้ย”

                “ให้พี่หัวเราะให้ฟังมั้ยครับ”

                เด็กหนุ่มก็อยากทำตาเย็นใส่หรอกนะ แต่รู้ไงว่าปากกระตุกอยู่ ยิ่งมองผู้ชายที่แกล้งทำหน้าใสซื่อ แต่สะบัดหางล่องหนพรึ่บพั่บ แถมยังมีตั้งเก้าหาง เจ้าเล่ห์แบบนี้ใครเชื่อก็บ้าแล้ว สุดท้ายเลยก้มหน้าก้มตากินข้าวตัดบท

                “โอเค ไม่ห้ามแปลว่าอนุญาต”

ถึงห้ามแล้วพี่ฟังมั้ยล่ะ

                สกายรู้ว่าเสี่ยงที่ให้คนที่อยากมีอะไรด้วยค้างที่ห้อง แต่ถ้ามันจะเสียก็เสียไปตั้งแต่คืนที่ป่วยแล้ว เขาเองก็ไม่มีอะไรจะเสีย ก็ถ้าพี่พายบังคับเขา ต่อจากนี้ก็แค่ไม่ยอมให้เข้าใกล้ก็จบแล้ว อีกอย่าง...เขายังไม่ได้ตอบแทนเรื่องที่ช่วยเฝ้าไข้ให้เลย

นี่มึงใจอ่อนถึงขั้นไหนแล้วไอ้กาย

                “พี่พายสนิทกับน้องดีนะ” พอในห้องเริ่มเงียบ สกายก็ถาม เขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายสนิทกับพวกน้องชายน้องสาวมากแค่ไหน ขณะที่พี่พายเองก็ไม่ได้กวนโอ๊ยอะไรกลับ พยักหน้ารับ แล้วเล่าให้ฟัง

                “สนิทมาก พี่เป็นพี่ใหญ่ คนกลางเรียนอยู่ปีสาม คนเล็กเพิ่งเข้าปีหนึ่ง อายุห่างกันไม่เยอะ สองคนนั้นก็นิสัยเหมือนกันเป๊ะ เอาแต่ใจ อยากได้ต้องได้ ดื้อด้วย มารยาร้อยเล่มเกวียนใช้เป็นหมด จะลูกล่อลูกชน ขอแค่บรรลุเป้าหมายไม่เกี่ยงวิธีการ บางทีก็ทำพี่ปวดหัวบ่อยๆ”

                พอพูดแบบนี้แล้วคุ้นๆ นะ

                “ผมว่าพี่พูดผิด ไม่แค่สองคนนั้นที่นิสัยเหมือนกันหรอก แล้วคนที่ปวดหัวก็น่าจะเป็นผม”

                นี่มันถอดแบบกันมาทั้งก๊กเลยนี่หว่า

                พี่พายก็ไม่โต้แย้ง หัวเราะเป็นเชิงยอมรับ แล้วถามบ้าง

                “น้องสกายล่ะ”

                “ผมทำไม”

                “มีพี่น้องหรือเปล่า”

                สกายไม่ค่อยเล่าเรื่องที่บ้านให้ใครฟัง เขาอาจจะสนิทและรู้จักคนเยอะ แต่ทั้งมหาวิทยาลัยคงมีแค่ไอ้เรนคนเดียวที่รู้เรื่องที่บ้านเขา และในเมื่อไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง เด็กหนุ่มจึงยอมตอบคำถาม

                “ไม่มี ผมเป็นลูกคนเดียว เลยไม่เข้าใจว่าคนมีพี่น้องรู้สึกยังไง แล้วผมก็ไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ พวกเขาหย่ากันแล้วน่ะ แม่อยู่อีกที่ พ่ออยู่อีกที่ ไม่ได้เจอแม่มาหลายปีแล้วแต่ยังมีโทรคุยกันบ้างนานๆ ครั้ง” สกายไม่ได้เศร้าที่พ่อแม่หย่าขาดจากกัน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่เหงา มันคงชัดเจนพอให้พี่พายวางช้อน แล้วขยับเข้ามานั่งใกล้จนไหล่ชนกัน

                เขาเกือบจะบอกว่าร้อนแล้ว แต่...

                “เอาไว้วันไหนพี่แนะนำให้รู้จักน้องๆ พี่ พี่มั่นใจว่าสกายจะต้องชอบเจ้าพวกนั้น” จู่ๆ ความเหงาก็พัดหายไป เหลือเพียงความอุ่นใจยามที่สบกับตาคมที่ฉายแววห่วงใย และนั่นคงเป็นสาเหตุที่เขาไม่หนีตอนที่ถูกลูบหัว

                “ถ้านิสัยเหมือนพี่พายก็คงไม่ชอบหรอก”

                “ฮ่าๆๆ ไม่ชอบน้อยๆ แต่ชอบมากๆ ใช่มั้ย” สกายดึงหัวหลบ กระเถิบห่างคนหลงตัวเอง แล้วเริ่มต้นกินข้าวต่อ เพราะไม่ได้มีแค่งานที่ต้องแก้แบบ ยังมีอีกหลายชิ้นที่ต้องส่งอาทิตย์หน้า ส่วนพระพายเองก็ไม่กวน ก้มหน้ากินคล้ายเขมือบ หมดจานก็แกะข้าวถุงใหม่เท ดูหิวมาก

                สกายก็เพิ่งสะกิดใจว่าพี่พายอาจจะไม่ได้กินข้าวที่พวกสโมฯ เตรียมให้เมื่อเช้า นี่ไม่ใช่ว่าหิ้วท้องรอมาตั้งแต่เมื่อคืนหรอกนะ

                ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างพองฟูในอก จนได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ ไม่หันไปสนใจคนที่สวาปามอยู่ข้างๆ กระทั่งเกือบจะหมดจานถึงนึกขึ้นได้

                “พี่พาย ผมขออะไรอย่างสิ”

                “หลายอย่างก็ได้ จะซบ จะกอด จะจูบพี่ให้หมด” เขารอจนคนอารมณ์ดีเสนอจนครบ แล้วขอในสิ่งที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึง

                “หยุดเรียกผมว่าน้องสกายได้มั้ย”

                ตลกว่ะ พี่พายอึ้งไปเลย

                “แล้วให้พี่เรียกว่าอะไร”

                “สกายก็ได้ กายก็ได้ ไม่ต้องมีคำว่าน้อง”

                พี่พายดูไม่เข้าใจว่าทำผิดตรงไหน แต่เขารู้สึกแบบนี้มานานแล้ว อาจจะตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินพี่พายเรียก ซึ่งหากย้อนกลับไปสักเดือนก็คงไม่พูดหรอก แต่ตอนนี้มันต่างออกไป คนตรงหน้าก็ดูจะชินชาที่ถูกเขาด่าอ้อมๆ แล้ว ถ้าหนนี้จะด่าตรงๆ ก็ไม่ต่างกันนัก

                “ฟังแล้วตอแหล”

                “ห้ะ!”

                เขาสังเกตหลายครั้งแล้วว่าเวลาพี่พายเรียกสกายเฉยๆ ฟังดูจริงใจ ไม่เสแสร้ง แต่พอเรียกว่าน้องสกายทีไร คิดแต่ว่าจะมาหลอกฟันเล่นทุกที พูดจบก็ตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ๆ ปล่อยให้คนตอแหลนิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึง จากนั้นก็ลุกขึ้นเอาจานไปล้าง

                ตอนนั้นที่พี่พายตั้งสติได้

                “นี่พี่เรียกแล้วไม่เขินเหรอ”

                “ไม่”

                “อะไรวะ กูก็หล่อล่ำ หุ่นฟิต ลีลาเด็ด เสียวและเผ็ดนี่หว่า” สกายเหลียวกลับไปมองคนที่พึมพำอะไรบางอย่าง ได้ยินไม่ค่อยชัด แต่น่าจะเป็นความมั่นหน้าของเจ้าตัว เลยเลิกสนใจ แค่เดินไปเก็บจานกับข้าวกับแก้วน้ำที่ว่างเปล่ามาล้างเพิ่ม ไม่สนใจผู้ชายตัวโตที่จ้องเขาไม่เลิก

                ไม่ทันรู้ตัว ร่างสูงก็ก้าวเข้ามาประชิดด้านหลัง

                “สกาย”

                ดีกว่าเดิมเยอะ

                “ครับ?” เจ้าของชื่อหันไปสบตา แล้วเจอกับดวงตาสีสวยที่ฉายแววครุ่นคิดบางอย่าง

                “สกายครับ”

                “อะไรอีกล่ะพี่”

                เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเหตุการณ์มันคุ้นๆ และชัดเลย

                “สกายน่ารักจังเลย”

                “...”

                คนที่กำลังจะอ้าปากถามว่าตกลงมีเรื่องอะไรหุบปากสนิท ได้แต่สบตาคู่นั้นอย่างงุนงง ไม่เข้าใจ แต่ไม่ใช่ด้วยความหมั่นไส้อย่างที่เคยมี อีกทั้งอะไรบางอย่างในดวงตาคนตรงหน้าก็ทำให้แก้มเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ และครั้งนี้มั่นใจด้วยว่าไม่ใช่เพราะพิษไข้

                พี่พายมองเขาสักพักแล้วยิ้ม

                “โอเค งั้นสกายเพราะเรียกแบบนี้ทำให้สกายเขิน”

                “พูดจาไร้สาระ ผมไปทำงานต่อดีกว่า” เด็กหนุ่มผลักอกคนตัวโตเต็มแรง เดินแทรกกลับไปที่โต๊ะทำงาน ไม่สนใจเสียงหัวเราะนุ่มๆ ที่ดังตามหลัง

                “ไม่ล้างจานต่อแล้วเหรอ”

เออ ไม่ล้าง เขินอยู่*!*

                นายนภนท์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเปลี่ยนวิธีเรียกแล้วทำให้ฟังดูจริงจังขึ้น หรือเพราะความรู้สึกที่มีต่อคนชมเริ่มเปลี่ยนไปแล้วกันแน่ คนที่มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้น่ารักเลยสักนิดถึงหน้าร้อน หูร้อน รู้สึกเหมือนมีไอลอยกรุ่นออกมาจากหูทั้งสองข้าง!

บ้าแล้วไอ้กาย รู้ทั้งรู้ว่าถูกชมว่าน่ารักแปลว่าคนชมมันตอแหล แล้วจะเขินกับคนตอแหลทำห่าอะไรวะ

                “ถ้าพี่จะค้างก็มาช่วยงานผม”

                พระพายก้มลงมองแผ่นรองตัดกับคัตเตอร์ด้วยสายตางุนงง ตอนแรกก็นึกว่าเล่นมากไปหน่อยจนจะถูกเด็กแถวนี้กระซวกไส้ แต่เหมือนจะไม่ใช่ แถมคนพูดยังเอาของทั้งสองสิ่งไปวางบนพื้น เอากระดาษที่ลากเส้นไว้แล้วมาวางคู่กัน ย้ำอีกรอบ

                “ตัดตามเส้นนะ”

                “พี่เหรอ แต่พี่แทบไม่เคยใช้คัตเตอร์เลยนะ” ปากว่าอย่างนั้นแต่ก็ขยับมานั่งบนพื้น ยอมละสายตาจากข่าวสารของเพื่อนฝูงในเฟซบุ๊ค ฟังคนที่นั่งทำงานเงียบๆ อยู่เป็นชั่วโมง พอเปิดปากยอมคุยด้วยก็ให้ช่วยงาน ซึ่งไอ้พายขอบอกเลยนะว่าเรื่องคำนวณนี่เก่งนัก แต่ศิลปะนี่ติดลบ

                “แรกๆ ก็ไม่คุ้นมือทั้งนั้น ทำๆ ไปเดี๋ยวก็ชิน”

                เอางั้นเลย

                สายตาเขาถามแบบนั้น และเด็กน่ารักก็พยักหน้าแข็งขัน

                ท่าทางสกายคงทำงานไม่ทันแล้ว ส่วนเขาเองก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เลยตกลง ไม่เล่นอะไรมากเพราะคัตเตอร์ยังอยู่ในมือเด็กอีกคน คอยพยักหน้าหงึกหงัก ดูสกายที่ตัดเป็นตัวอย่างอย่างคล่องแคล่วจนจำขึ้นใจว่าอย่าแหย่มากตราบใดที่ยังถือของมีคม

                จากนั้นไม่กี่นาทีก็ถึงเวลาลงมือบ้าง

                “พี่อย่าลืมวางบนแผ่นรองตัดนะ ระวังนิ้วด้วย”

                คนสั่งหันไปนั่งทำงานกับโน้ตบุ๊คต่อ จนพระพายหรี่ตาลงนิด

ใช้งานเสร็จก็ไม่สนใจกันเลยนะ

                ชายหนุ่มเลิกแปลกใจแล้วว่าทำไมเขายังไม่เบื่อเสียที ตรงกันข้าม ยิ่งอยู่ใกล้สกายมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสนุกมากเท่านั้น แค่คอยสังเกตสีหน้าที่เหมือนจะนิ่งเฉย แต่จริงๆ หลุดว่าเหงาบ้าง อ่อนแอบ้าง เขินบ้าง ยิ่งได้เห็นก็ยิ่งอยากมอง แต่ในเมื่อไม่หันมาให้จ้อง งั้นก็ขอหยอดสักหน่อย

                “นี่สินะโมเม้นต์ที่มีแฟนเป็นเด็ก‘ถาปัตย์แล้วตัดโมให้แฟน”

                “เผื่อพี่ไม่รู้นะ ผมไม่ใช่แฟนพี่ และเพื่อนกันก็ช่วยตัดโมให้ได้” นี่เขาควรจะดีใจหรือเสียใจที่เลื่อนขั้นจากคนแปลกหน้ามาเป็นตั้งเพื่อนแน่ะ

                “ขอเป็นมากกว่าเพื่อนได้มั้ยครับ”

                “งั้นพี่ก็กลับบ้านได้แล้วนะครับ”

ใจแข็งสัสๆ

                แต่พระพายก็หัวเราะ ไม่กลับด้วย ก้มหน้าก้มตาทำงานที่คนใจแข็งสั่งมาให้อย่างเต็มใจ เพราะเป็นห่วงคนที่เพิ่งหายดีอยู่เหมือนกัน ถ้าเขาช่วยแบ่งเบางานลงบ้าง เสียเวลานิดๆ หน่อยๆ ไม่เห็นเป็นไร ยิ่งคิด ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเป็นคนดีอะไรขนาดนี้ ทำไมสกายยังไม่เห็นค่านะ

                คำที่หากพายุมาได้ยินคงถอนหายใจใส่หน้าแล้วว่า เพราะมึงดีไม่สุดไง

                “โอเค วันนี้พี่ยอมเป็นผู้ช่วยสกายก็ได้”

                คนฟังหันมามองแวบหนึ่ง มุมปากกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มน่ามอง แต่ไม่พูดอะไร หากรอยยิ้มเดียวก็ช่างคุ้มค่าจ้าง จนคนที่มั่นใจว่าเก่งคำนวณก็คิดว่าเขาต้องกลับไปเรียนใหม่

เอาวะ แค่คัตเตอร์ เดี๋ยวจะใช้เก่งจนควงคัตเตอร์ให้ดู*!*

                นี่เขาทำเพื่อรอยยิ้มเดียวมากไปหรือเปล่า

                คำถามที่พระพายเลิกคิดหาคำตอบมาสักพักแล้ว 

..........................................................

                “อย่าบอกนะว่าให้พี่นอนพื้น”

                “แล้วพี่กับผมเป็นอะไรกันเหรอถึงต้องนอนเตียงเดียวกัน”

อย่างน้อยก็เคยได้เสียเป็นผัวเมียมาแล้วไงครับ

                พระพายก็อยากพูดประโยคนี้ออกไปหรอกนะ แต่รู้ว่านอกจากจะไม่ได้รอยยิ้มที่อยากเห็นแล้ว อาจจะถูกมองด้วยสายตาหวาดระแวงอีกก็ได้ ตาคมจึงมองฟูกบางๆ สำหรับปูพื้น หมอน และผ้าห่มที่ถูกวางอยู่ข้างเตียงนอน สลับไปกับมองเตียงหลังใหญ่ที่ผู้ชายสองคนนอนด้วยกันได้สบายๆ และเขาเองก็นอนมาแล้วหลายครั้ง

                ไม่อยากจะทวงบุญคุณ แต่มากกว่านอนด้วยกันบนเตียงก็ทำมาแล้วนะ...สกายกอดพี่แน่นเชียว

                เขาพูดได้ แต่ก็ไม่พูด เพราะถ้าพูดออกไป ก็คงเผลอหลุดถามว่าฝันร้ายเรื่องอะไร ซึ่งสัญชาตญาณบอกเสียงดังฟังชัดว่าอย่าแตะต้องเรื่องนั้นเด็ดขนาด และเขาทำให้สกายยิ้มให้แล้ว ยอมให้เข้าห้องแล้ว จนไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจสำรองที่แอบไปปั๊มมา ขืนเรื่องมากอาจจะต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ ซึ่งกับคนที่ใจแข็งสุดๆ คงไม่มีเหตุการณ์ป่วยหนักให้เขาทำคะแนนอีกรอบ

                “โอเค พี่นอนพื้นก็ได้ พี่ไม่เรื่องมาก”

พอหลับแล้วค่อยแอบขึ้นเตียงก็ไม่สาย

                “อ้อ ตื่นเช้ามาพี่ต้องไม่นอนบนเตียงกับผมด้วยนะ” คนพูดว่าไปก็เดินไปปิดไฟ แล้วก็กลับขึ้นเตียง ไม่สนใจพระพายที่เพิ่งจะปูที่นอนให้ตัวเองเสร็จ จนชายหนุ่มโอดครวญ

                “โห นี่พี่ทั้งไปซื้อข้าวให้ นั่งตัดโมเดลตั้งกี่ชั่วโมง ยังให้นอนพื้นอีก ไม่ใช่ผู้ช่วยแล้วมั้งครับ นี่มันคนใช้เห็นๆ”

                “ผมก็ไม่ได้บอกว่าไม่ใช่นี่”

                พระพายที่เพิ่งจะล้มตัวลงนอนเด้งขึ้นมานั่งตัวตรง หันไปมองคนใจร้ายบนเตียงที่นอนตะแคงมาทางนี้ แก้มข้างหนึ่งฝังลงกับหมอน อาศัยแสงสว่างจากภายนอกที่ส่องลอดเข้ามาเห็นว่าสกายยังลืมตามองเขาอยู่ แล้วให้ตายเถอะ! เด็กน้อยที่แย้มยิ้มกว้างอย่างซุกซนนี่มันน่าฟัดสุดๆ ไหนจะเสียงนุ่มๆ...

                “พี่ก็มาให้ผมใช้เองนี่ครับ”

                ใช่ เขากำลังโดนแกล้งคืน

                พระพายรู้ แต่กลับยอมล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ฟังเสียงหัวเราะที่ลอยมาจากทางเตียงนอน แล้วจู่ๆ ผู้ชายที่ไม่เคยลดตัวไปรับใช้ใครก็คิดว่าการเป็นคนใช้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ยิ่งรับใช้เด็กน้อยที่มองเขาตาพราว แอบยิ้มหวานเพราะคิดว่าเขามองไม่เห็นในความมืดนี่ด้วย

                “โอเคครับ ตานี้พี่ยกให้”

                “ผมชนะอย่างใสสะอาดต่างหาก” สกายยังว่าขำๆ ได้ยินเสียงพลิกตัวไปอีกฝั่งของเตียง ให้ผู้ชายที่ไม่เคยปล่อยให้เหยื่อรอดพ้นเงื้อมมือนอนหนาวอยู่คนเดียวใต้ผ้าห่มผืนบางๆ แต่สุดท้าย พระพายเองก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้ แต่เป็นการหัวเราะที่เข่นเขี้ยวไม่น้อย

                ตอนนี้ยกให้ก่อน แล้วจะคิดรวบยอดทีเดียว!

                นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่เขานอนร่วมห้องกับใครสักคนแล้วไม่มีอะไรเกินแล้ว แถมไม่กี่ครั้งที่ว่าก็เป็นคนคนเดียวเสียกว่าครึ่ง แต่ชายหนุ่มก็ไม่อนาทรร้อนใจ ตรงกันข้าม เขากลับคิดว่าค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน...เขาอยากถนอมเด็กน้อยคนนี้

                ความคิดที่ว่าตัวเขาเข้าขั้นวิกฤตแล้วแวบกลับเข้าหัวอีกครั้ง แต่ก็เต็มใจเจอวิกฤต ถ้าได้ยินคำถามแบบนี้บ่อยๆ

                “หนาวมั้ยพี่พาย ให้ผมเบาแอร์ฯ หน่อยมั้ย”

                มีเด็กเป็นห่วงก็ไม่เลวเลย หรือหนหน้าทำตัวสำออยแกล้งป่วยดีวะ เริ่มจากป่วยเพราะถูกไล่ลงมานอนบนพื้นก่อนก็ดีเหมือนกัน...เผื่อหนหน้าจะได้ขึ้นไปอยู่บนเตียงกับเขาบ้าง!

...........................................................

ครบค่า 

  เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

  ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #พระพายหมายฟ้า​ นะคะ



ความคิดเห็น