ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 : กินเยอะๆ นะเด็กร้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 : กินเยอะๆ นะเด็กร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 24 มิ.ย. 2558 17:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 : กินเยอะๆ นะเด็กร้าย
แบบอักษร

 

 

 

ตอนที่ 2

 

 

            ผมพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ ระงับอารมณ์ที่กำลังจะบึ้มออกมาในไม่ช้า แล้วหมุนตัวกลับไปหาร่างสูงที่รั้งแขนผมเอาไว้ ขยับริมฝีปากยิ้มอ่อนๆ คล้ายเกรงใจในสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้

            ไม่เป็นไรครับ ผมเกรงใจ

            “ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องเกรงใจพี่นะ เอามั้ยครับเดี๋ยวพี่ตักให้แต่คนที่จับแขนผมไว้ก็ไม่มีทีท่าจะยอมเหมือนกัน ยิ้มเอ็นดูผมอีกต่างหากที่เกรงใจเขา ผมล่ะอยากซัดหน้าไอ้บ้านี่ให้แว่นแตก แต่มันก็ติดอยู่ที่ว่าน้องโคมมันนั่งอยู่ตรงนี้ และอีกอย่างผมไม่ค่อยแสดงสันดานที่แท้จริงออกให้รู้จักแต่ไม่สนิทเห็นซะด้วย

            ผมต้องรีบกลับบ้าน น้ำเสียงเริ่มติดจะไม่พอใจ ไอ้แว่นอ้าปากครางรับก่อนจะขมวดคิ้วแล้วหันไปมองนาฬิกา เห็นท่าทางแบบนั้นผมรีบดึงแขนตัวเองกลับมา

            เหมือนจะเห็นแววว่าไอ้แว่นนี่มันจะไม่จบ

            ผมกลับ…”

            “มันดึกแล้วนะ เราขับรถกลับได้ใช่มั้ย พี่เป็นห่วงนะครับน้ำเสียงโคตรจะอ่อนโยนและจริงใจ ถ้าผมเป็นผู้หญิงใสๆ ผมคงจะเขินไปกับคำพูดนั่น ท่าทางแบบนี้เห็นแล้วมันคิ้วกระตุกจริงๆ ผมไม่ชอบอย่างแรงไอ้คนดีแบบนี้

            ยังไม่ตายครับ ไม่ต้องมาเป็นห่วง คำพูดโคตรกวนตีน แต่น้ำเสียงและท่าทางการพูดยังคงเดิม

            เพี๊ยะ!

            เหี้ย!!

            “ไม่น่ารักเลย ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ เรื่องตายๆ อะไรแบบนี้อย่าพูดอีกนะครับ เข้าใจมั้ยน้ำเสียงเข้มขึ้นติดจะดุ ผมลูบแขนตัวเองตรงที่ถูกร่างแกร่งตีลงมา ตอนโดนน่ะสะดุ้งเลย ไม่ใช่เพราะเจ็บนะ แค่นี้มันแทบจะเรียกว่าสะกิดเลยด้วยซ้ำ แต่ผมสะดุ้งเพราะตกใจ จู่ๆ มาตีแบบนี้

            เดี๋ยวก็สวนให้ซะหรอก

            เออๆ กลับแล้วผมพูดปัดๆ แล้วประตูเดินออกมา ขืนอยู่นานกว่านี้ได้มีมวยแน่ๆ ผมมั่นใจ ความอดทนใกล้จะหมดแล้วเต็มที เดี๋ยวไอ้นั่นได้แว่นแตก

            เดี๋ยวครับ!”

            โอ้ยยยยย!! ไอ้เหี้ย!! มึงจะไม่จบใช่มั้ย

            ผมหันกลับไปด้วยสีหน้าพร้อมบวกเต็มที่ ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ใบหน้าหล่อๆ ของมัน แต่เขานั้นไม่ได้รับรู้เลยว่าผมพร้อมจะซัดหน้าเขาได้ทุกเมื่อ เดินตามออกมาหยุดอยู่ตรงหน้า

            พี่ลืมบอกไปเลยครับ พี่ชื่อคลีนนะ เป็นพี่ชายของโคม เราล่ะชื่ออะไร

            ฉิบหาย! เป็นห่วงกูแทบตายแต่ยังไม่รู้แม้กระทั้งชื่อกูเนี่ยนะ!

            ผมถึงกับยืนเหวอไปแวบนึงเลย ร่างแกร่งยืนยิ้มอ่อนๆ รอคำตอบ ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากจะรู้จักอะไรกับมันหรอกนะ เป็นคนที่นิสัยเข้ากับผมไม่ได้อย่างแรง

            วาสตอบกลับไปสั้นๆ

            ครับ น้องวาส ขับรถกลับดีๆ นะครับเขายิ้มอ่อนๆ แล้วจะยื่นมือออกมาขยี้ศีรษะผม ผมนี่ก็ไว ปัดมือเขาออก เอนตัวหลบแล้วชักสีหน้าไม่พอใจกลับไป เขาเหวอไปนิดก่อนจะส่ายหน้าหน่อยๆ แล้วยิ้มอ่อน

            เด็กร้าย พึมพำด้วยน้ำเสียงเอ็นดูเบาๆ

            เด็กร้ายพ่อง!!

 

 

……………………………………………

 

 

            วันต่อมา

            เมื่อคืนก็กว่าจะได้กลับบ้านนอน ตอนเช้าก็ต้องตื่นขึ้นมาเปิดร้านแต่เช้า ชีวิตกูอะไรมันจะหรรษาขนาดนี้วะ แล้วเมื่อคืนกว่าจะหลับได้ ไอ้รอยยิ้มสุดแสนจะอ่อนโยนนั่นมันก็ตามมาหลอกหลอนอีก

            ผมส่ายหน้าแล้วคิดเงินหนังสือให้ลูกค้า เขาถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจนิดๆ ด้วย คงคิดว่าที่ผมส่ายหน้าเพราะคิดว่าเขาเลือกซื้อหนังสือบ้าอะไรก็ได้มั้ง

            ผมเปิดร้านขายหนังสือ มีทุกแนว ทุกประเภท ฝากขายก็รับด้วยเหมือนกัน ส่วนชั้นสองจะเป็นหนังสือสำหรับเช่าและการ์ตูนสำหรับเช่า ชั้นสามก็เป็นส่วนของบ้าน พื้นที่ส่วนตัวของผม ไอ้ผมมันก็ตัวคนเดียว พ่อแม่ก็ไม่มีแล้ว แถมเป็นลูกคนเดียวอีก อยู่แบบนี้มันก็ไม่ได้ลำบากอะไร

            ผมก็ไม่ได้รวยอะไรมาก แต่เงินก็มีใช้ตลอด เพียงแค่ใช้เยอะๆ แบบไอ้ห่าใหญ่ไม่ได้เท่านั้นเอง ที่ร้านก็มีเด็กประจำอยู่คนนึง ให้มันดูแลในส่วนของชั้นสองไป ส่วนผมก็ดูชั้นล่าง

            ร้านเปิดตั้งแต่เช้า ปิดสองทุ่มกว่าๆ เกือบๆ สามทุ่ม และจะมีไอ้เด็กแถวๆ นี้อีกคนที่มาช่วยดูหลังจากมันเลิกเรียน เพราะเย็นๆ จะเป็นช่วงที่ผมชอบแวบไปเที่ยว ไม่ใช่ที่ไหนไกลหรอก ร้านไอ้ใหญ่นั่นแหละ ค่าแรงมันก็นิดๆ หน่อยๆ เพราะมันไม่ได้ทำประจำ และจ้างคนเยอะกว่านี้ไม่ได้

            เดี๋ยวกูจะไม่มีแดก!

            เป็นไงล่ะ งานผมเข้ากับหน้าตาใช่มั้ย แต่ไม่เข้ากับนิสัยอย่างแรง

            Rrrrr

            นั่งคิดอะไรเพลินๆ เสียงโทรศัพท์มันก็ดังขึ้นมา หยิบขึ้นมาดู เป็นไอ้ใหญ่ที่มันโทรเข้ามา ไอ้ห่านี่ตื่นเช้ากับเขาเป็นด้วยเหรอวะ ปกติไม่เที่ยงก็บ่ายกว่ามันจะฟื้นขึ้นมา

            เออ ว่าไง

            [ไอ้วาส มึงเอาสายชาร์จโทรศัพท์มาให้กูยืมหน่อย ของกูแม่งขาด กูขี้เกียจไปซื้อด้วย เอามาให้กูยืมด้วยนะ] ผมเบ้หน้าเบื่อๆ ไอ้เพื่อนแม่งก็สั่งรัวๆ มา ถามหรือยังว่ากูเต็มใจให้มึงมั้ย

            แฟนมึงไง ไอ้ซันน่ะ ยืมมันสิ กูดูร้านอยู่

            [ทูนหัวกูไม่ได้ใช้สายแบบนี้]

            เหอๆ ทูนหัว กูจะอ้วก!

            “เออๆ รอตอนกลางคืนแล้วกัน เดี๋ยวกูเอาเข้าไปให้ที่ร้าน ผมตอบรับมันกลับไปพร้อมกับหาวออกมาด้วยหนึ่งที ว่าจะนอนตายอยู่บ้านซะหน่อย จริงๆ ก็เอาแบบนั้นก็ได้นะ ปกติก็ไม่ใช่คนดีอะไรอยู่แล้ว แต่ขี้เกียจฟังมันบ่นก็เท่านั้น

            [อ้าว! แล้วถ้าระหว่างนี้แบตกูหมดล่ะ]

            “ก็เรื่องของมึง!” พูดจบก็ชิงตัดสายมันไปซะ แล้วหันมาคิดเงินให้ลูกค้า

            พอตอนเย็นหลังจากที่ไอ้เบิร์น เด็กแถวนี้แหละที่มาช่วยงานที่ร้านหลังเลิกเรียน ผมก็ชิ่งขึ้นมานอนต่อ กะว่าแป๊บนึงแล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัวใหม่ไปร้านไอ้ใหญ่ แต่เอาเข้าจริงๆ ผมเพิ่งจะออกจากบ้านตอนห้าทุ่มกว่าๆ

            ไอ้ใหญ่มันก็โทรมานะ แต่ผมปิดเสียง ไปถึงมันคงบ่นยาว

            พอถึงแล้วเดินเข้ามาในร้าน ก็เจอะเข้าพอดีกับร่างเล็กของไอ้เด็กโคม มันยกมือไหว้ผมแล้วดันแว่นให้เข้าที่ ผมยิ้มรับอ่อนๆ ท่าทางภายนอกยิ้มรับอ่อนโยน แต่ข้างในกำลังนึกไปถึงหน้าของพี่ชายมัน

            และมันก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดทุกที

            ผมเดินขึ้นมาหาไอ้ใหญ่บนห้อง เปิดเข้าไปก็เจอไอ้ท็อปยกแก้วเหล้าทักทายทันที ร่างหนาที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานก็เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะตีหน้าโหดใส่ผม

            ไม่รอให้โทรศัพท์กูแบตหมดก่อนล่ะค่อยมา

            “แล้วหมดยังล่ะ

            เหมือนสามเปอร์เซ็นต์ผมยิ้มขำ แล้วเดินเอาสายชาร์จไปให้มัน ไอ้ใหญ่รีบเอาไปเสียบ ก่อนจะเห็นมันจิ้มๆ อะไรสักอย่างแล้วยิ้มถูกใจ สงสัยจะคุยกับเด็กมันล่ะมั้ง ผมหมุนตัวกำลังจะเดินออกจากห้อง แต่ไอ้ท็อปมันก็เรียกไว้ซะก่อน

            รีบไปไหนวะ นั่งก่อนดิ

            “เอาเหอะ กูจะกลับบ้านหาอะไรกินด้วยผมบอกแล้วโบกมือลาพวกมัน เดินออกมาหน้าร้านกำลังจะเดินไปเอารถ แต่ก็ชะงักไปนิดเพราะร่างผอมที่ยืนนิ่งๆ ในความมืด มองผ่านๆ ผมนึกว่าผี แต่พอเห็นหัวฟูๆ นั้นแล้วก็เลยรู้ว่าไม่ใช่ ผมเดินเข้าไปทัก

            รออะไรน่ะเรา หืม

            “รอพี่ชายมารับครับ น้องเขาตอบพร้อมกับดันแว่นอันใหญ่ให้เข้าที่ ผมขมวดคิ้ว ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู มันไม่ใช่เวลาที่พนักงานจะเลิกงานนี่หว่า นี่แค่เกือบๆ เที่ยงคืนเอง

            ทำไมเลิกเร็วล่ะ

            “ป๋าบอกว่าให้ทำแค่ตอนร้านเปิดถึงแค่ตอนนี้ครับ

            “อ้าว งี้แล้วเงินเดือนของเราล่ะ

            “ป๋าก็ให้ลดลงครับ น้องมันตอบกลับมาชิลๆ เหมือนเป็นเรื่องปกติ ผมแปลกใจหน่อยๆ นะ น้องมันมีความรู้สึกเปล่าวะ แต่ก็นะให้ทำงานแค่ไม่กี่ชั่วโมง จะให้เงินแบบปกติร้านไอ้ใหญ่คงฉิบหาย

            เอาเถอะ งั้นพี่กลับละ…”ยังพูดไม่ทันจบคำ ก็มีรถขับเข้ามาจอดนิ่มๆ อยู่ตรงหน้า ตามมาด้วยร่างแกร่งที่เปิดประตูลงมา ใบหน้าหล่อเหลาแบบเจ้าชายใจดีที่เห็นแล้วทำเอาอารมณ์ติดลบ ผมจำใบหน้านี้ได้แม่นเลย เพียงแต่ว่าวันนี้เขาไม่ได้ใส่แว่นเท่านั้น

            อ้าว เราอยู่ด้วยเหรอ เจอกันอีกแล้วเนอะ

            เนอะบ้านมึงดิ! ไม่ได้อยากเจอเลย แล้วไม่ต้องมามองกูด้วยสายตาเอ็นดูแบบนั้น กูเอียน!

            “อ่าครับ ก็ได้แต่พึมพำกลับไป

            ผมมองซ้ายมองขวากำลังจะหาทางชิ่งจากสองพี่น้องคนซื่อ แต่ในขณะที่กำลังคิดข้ออ้างอยู่นั้น ร่างแกร่งก็ก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงหน้า มือหนายื่นออกมาจับที่แก้มผมอย่างแผ่วเบา ผมผงะไปเล็กน้อย นิ้วมือลูบสัมผัสรอยช้ำที่เริ่มจางลงไปแล้วที่มุมปาก

            ดีขึ้นกว่าเมื่อวานแล้วนะ อย่าลืมกินยาแก้อักเสบด้วยล่ะ

            เพี๊ยะ

            ผมปัดมือเขาออกด้วยความรำคาญ ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่อยู่ๆ มันก็มาจับหน้าคนอื่นเขาตามใจชอบแบบนี้ ไอ้พี่คลีนหน้าเหวอที่ความห่วงใยถูกปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี

            เลิกห่วงอะไรไม่เข้าเรื่องได้มั้ยครับ รำคาญ น้ำเสียงนุ่มๆ ของผมมันช่างขัดกับคำพูด ผมยิ้มเยาะให้เขาอีกหนึ่งทีแล้วหมุนตัวจะเดินแยกออกไปเอารถเพื่อกลับบ้าน

            หมับ!

            “เรานี่มันดื้อจริงๆ เดินได้ไม่ถึงสองก้าวก็โดนรั้งแขนให้หันกลับไป พร้อมกับมือหนาที่ยื่นออกมาบีบจมูกผมอย่างหมั่นเขี้ยวและเอ็นดู แล้วก็กลายเป็นผมเองที่เหวอ ให้ตาย! เกิดมายังไม่เคยโดนผู้ชายทำอะไรแบบนี้มาก่อน เขาส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วจูงมือผมให้เดินตาม

            เดี๋ยวพี่จะพาโคมไปกินข้าว เราก็ไปด้วยกันสิ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง มาครับ มือข้างนึงจูงผม อีกข้างก็จูงไอ้น้องโคมให้เดินไปที่รถ ผมสะบัดมือออก ชักอย่างจะต่อยหน้าคนตงิดๆ จะอะไรกับกูนักหนาวะ

            เข้าใจคำว่ารำคาญเปล่าวะ เลิกยุ่งกับกูสักที!” วาสจะไม่ทน ห่านจิก!

            พูดไม่เพราะเลยนะครับ

            กึก

            ผมเผลอชะงักถอยไปก้าวนึงเลยเมื่อร่างแกร่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นกว่าปกติ แววตาฉายแววตำหนิเล็กๆ ที่ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไรแต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกหวั่นๆ ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

            ถ้าพูดไม่เพราะอีก พี่จะตีเรานะ เด็กร้ายเขาส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วดันผมขึ้นไปนั่งด้านข้างคนขับ ส่วนน้องโคมก็นั่งรอด้านหลังแล้วเรียบร้อย คืนนี้ผมเหวอหลายรอบละ จะหันไปโวยใส่พี่มันก็ต้องเจอเข้ากับใบหน้าเนียนวิ๊งที่ยื่นเข้ามาเกือบชิดเพื่อคาดเข็มขัดให้ มีการส่งยิ้มให้ผมด้วยนะตบท้าย

            จมูกมึงจะทิ่มตากู สัด!

            “เอาล่ะ ไปกินข้าวกันนะครับพูดจบก็ออกรถ ผมถอยหายใจเฮือกใหญ่ดังๆ อย่างไม่รักษาภาพพจน์ละตอนนี้ มือขยี้ศีรษะด้วยความหงุดหงิด สาบานได้ว่าถ้าไม่มีเด็กนั่งอยู่ด้วยผมจะซัดหน้าไอ้เวรนี่ และก็มีอีกอย่างที่ผมอยากจะพูด

            แล้วรถกูที่จอดอยู่ล่ะ จะทำยังไง?

            พี่มันพามากินข้าวต้มรอบดึก ร้านอยู่ไกลจากร้านของไอ้ใหญ่อยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านของพี่มันเท่าไหร่ เข้ามานั่งก็สั่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หันไปถามน้องชายว่าเอาอะไรบ้าง ผมนั่งเท้าคางเบื่อๆ สงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน

            กูมาทำอะไรที่วะ

            น้อวาส เอาอะไรเพิ่มมั้ยครับ

            “อยากแดกไรก็แดกเหอะ!” ผมกระแทกเสียงกลับไป แค่ลากกูมาแค่นี้มึงก็เกินไปแล้วปะ รู้จักกันดีแล้วเหรอ? ก็ไม่ กะไอ้แค่ไปช่วยผมตอนนั้น (ทั้งๆ ที่ไม่ต้องการ) มันจะห่วงอะไรขนาดนั้น

            วาส ร่างแกร่งกดเสียงเข้มดุใส่ผมอีกครั้ง ผมสบถเบาๆ ไม่ให้เขาได้ยินแล้วเบือนหน้าหนี รำคาญไอ้เวรนี่มาก น้องโคมเอียงคอมองผมด้วยท่าทางนารัก

            พี่วาสหงุดหงิดเหรอครับ

            เปล่าครับ พี่ไม่ได้เป็นอะไร ยิ้มอ่อนๆ กลับไปให้น้องเขา เปลี่ยนสีหน้าได้ไวมากอันนี้ต้องชื่นชมตัวเอง พยายามไม่มองไปที่ร่างหนาที่นั่งอยู่ข้างน้องมัน เดี๋ยวพาลอารมณ์ขึ้นอีก

            นั่งรอสักพักกับข้าวที่สั่งพร้อมกับข้าวต้มร้อนๆ ก็มา พอเห็นกับข้าวอยู่ตรงหน้าแบบนี้ก็เล่นเอาหิวเหมือนกัน ตอนแรกก็คิดไว้แหละว่าออกจากร้านไอ้ใหญ่แล้วจะหาอะไรกิน

            ผมเหลือบมองความเอาใจใส่ของพี่ชายที่แสนดี ดูแลน้องดีทุกอย่าง ตักกับข้าวให้ อันไหนที่น้องไม่ชอบก็จะเป็นคนกินแทนให้เอง รอยยิ้มอ่อนโยนติดอยู่ที่ริมฝีปากเขาตลอด ก็เป็นคนที่ดีมากคนนึงเลยล่ะนะ มีน้ำใจ อ่อนโยน สุภาพ

            แต่ผมไม่ชอบคนแบบนี้ไง

            เราก็กินด้วยสิ จะได้โตเร็วๆ พอเงยหน้ามาเจอผมมองอยู่ก็ตักยำกุ้งแห้งให้ ผมมองเขาด้วยสายตาเอือมๆ ก่อนจะวางช้อนหมดอาหารกินต่อ

            โตเร็วๆกูตัวเท่าควายขนาดนี้ยังไม่พออีกเหรอ

            แล้วก็มีอีกอย่างที่ไม่ชอบใจสุดๆ

            อ้าว ทำไมไม่กินล่ะครับ อย่าดื้อ กินเร็วครับท่าทางอย่างกับหลอกล่อให้เด็กกินข้าว ไม่ต้องเดาล่วงหน้าผมก็รู้ได้ว่าสักวันหนึ่งผมได้ซัดหน้าไอ้ผู้ชายคนนี้แน่ๆ ผมมั่นใจ

            ผมไม่กินขิง

            พอบอกกลับไปสายตาของสองพี่น้องก็จ้องมาที่ผมจนผมรู้สึกแปลกๆ ไอ้น้องโคมก็จ้องแล้วกะพริบตาปริบๆ ผมเดาไม่ออกหรอกว่าน้องมันคิดอะไรอยู่ ส่วนไอ้คนพี่เลิกคิ้วแปลกใจก่อนที่จะยิ้มออกมา ดวงตาคมฉายแววเอ็นดู แน่นอนว่าถ้าเป็นคนอื่นเจอมองด้วยสายตาแบบนี้ต้องมีเขินนกันบ้างล่ะ แต่ผมไม่

            กูขนลุก!

            “แล้วทำไมไม่บอกพี่ล่ะครับหืม เรานี่เด็กจังเลย มือหนายื่นออกมาตักขิงในชามผมไปใส่ชามเขาแทน ผมทำหน้าแหยงๆ โดนทำอะไรแบบนี้ให้แล้วมันรู้สึกแปลกๆ

            ขนลุกแปลกๆ!

            “ไม่ได้รู้จักกัน ไม่จำเป็นต้องบอกปะพูดอย่างเบื่อๆ แล้วกินข้าวต่อ

            ทำไมจะไม่รู้จักล่ะครับ

            “รู้จักยังไงวะ

            “ก็พี่ชื่อคลีน เราชื่อวาส แบบนี้ก็เรียกว่ารู้จักกันแล้วนะ เขาพูดด้วยรอยยิ้มแล้วส่งมือออกมาหมายจะลูบหัวผม ผมก็ไวปัดมือเขาออกทันทีก่อนที่จะได้สัมผัสกับศีรษะของผม ชักสีหน้าไม่พอใจแบบสุดๆ ไปให้ เขาไม่ถือสา แถมยิ้มเอ็นดูให้ผมอีกต่างหาก

            อย่าทำอะไรน่ารำคาญนักเลย

            “เด็กร้ายเขาพึมพำยิ้มๆ

            พ่อง!!

               

 

 

100 %

 

______________________________________

 

คลีนวาสหรือวาสคลีนมีคนสงสัย

เออ เราก็สงสัยเหมือนกัน (อ้าว) ฮ่าๆๆ

จริงๆ มีรุกมีรับในหัวตั้งแต่แรกแล้ว เราว่าน่าจะมีคนเดาได้อยู่แหละ ^^

เลิฟนะยูวววว จุ้บ -3-

 

 

 

ความคิดเห็น