ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 14 มิอาจ..ถอยกลับ Rewrite

ชื่อตอน : บทที่ 14 มิอาจ..ถอยกลับ Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2563 15:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 มิอาจ..ถอยกลับ Rewrite
แบบอักษร

 

"แบบนี้คู่ควรแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" 

  

"..." 

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ เมื่อประโยคสุดท้ายของเสนาบดีขวาเอ่ยขึ้น เกาจงจ้องมองไปหาผู้เป็นอา โดยที่ผู้เป็นอานั้นก็หาได้หลบสายตาไม่ ทั้งแววตาและท่าทางนิ่งขรึมและจริงจังอย่างมาก นั้นทำให้บรรยากาศรอบข้างกดดัน บรรดาองครักษ์ที่อยู่โดยรอบรับรู้ถึงรังสีที่แผ่ไอเย็นออกมาจากทั้งสองที่จ้องตากัน โดยที่เฉินกว่างนั้นนั่งก้มหน้าแต่ก็ยังปรายตามองไปยังไป๋หู่แถมยิ้มเยาะส่งให้อีกด้วย 

"ท่านอาอย่าได้ห่วง เรื่องแค่นี้ไป๋เอ๋อร์ศึกษาได้ไม่อยาก" เกาจงเอ่ยเสียงนิ่ง แววตายังไม่ละออกจากผู้เป็นอานัก ส่วนเฉินกว่างนั้นตนจะเพิ่มบทลงโทษให้เอง ตอนนี้ปล่อยไปก่อนเพราะยังไงอีกฝ่ายก็ไม่รอด จะห่วงก็แค่ร่างบางที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เท่านั้นตนพอจะรู้สาเหตุแล้วว่าเห็นใดคนของตนถึงแสดงอาการเช่นนี้ออกมา ขณะที่เกาจงกำลังจะตัดสินใจเอ่ยอะไรต่อ อยู่ ๆ ไป๋หู่ที่นั่งนิ่งไร้เสียงมาได้สักพักก็เอ่ยขึ้น 

"ท่านเสนา ข้าอาจมิได้เพียบพร้อมเยี่ยงราชวงศ์คนอื่น ๆ แต่ข้าก็หาได้ทำเหตุอันใดที่เสื่อมเสีย อย่างที่ฝ่าบาททรงรับสั่ง ข้าพร้อมที่จะเรียนรู้ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือสิ่งใด ๆ ก็ตามที่ภายภาคหน้านั้นข้าจักต้องมีต้องรู้ แม้ว่ามากมายเพียงใดข้าก็ยินยอมและพร้อมที่จะเรียนรู้ ท่านเสนาโปรดจงวางใจ" ไป๋หู่เอ่ยตอบหลังจากที่นั่งคิดอยู่สักระยะ ตนเองก็คิดเรื่องนี้เช่นกันแต่เพียงไม่นึกว่าจะมีผู้ที่เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นเสียก่อน 

"องค์ชายไป๋หู่ หากท่านมั่นใจว่าจะสามารถปฏิบัติตนได้ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของแคว้นต้าเหยี๋ยนได้โดยไม่ตกหล่นกระหม่อมเองก็เบาใจยิ่งนัก เพราะองค์ชายเป็นถึงเลือดเนื้อเชื้อไขมังกร กระหม่อมเชื่อว่าพระองค์คงต้องมีความสามารถเรื่องการศึกษาและเรียนรู้ได้ดีเป็นแน่ แต่ถ้าหากเกิดมีบางสิ่งบางอย่าง หรือบางหน้าที่ที่ไม่ว่ายังไงพระองค์ก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ พระองค์จะทรงทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ" เสนาบดีเทียนสือละสายตาจากหลานตนเองหันไปถามไป๋หู่แทน ซึ่งสิ่งที่เอ่ยถามไปนั้นสุดท้ายไป๋หู่ก็เข้าใจดีว่าเสนาบดีผู้ดีหมายถึงเรื่องใด 

"ท่านเสนาบดี มีหน้าที่ใดกันที่ว่าอนุชาข้านั้นไม่มีวันปฏิบัติได้" เฉินกว่างเองได้โอกาสก็รีบเสริมทัพถามทันที แม้ตนเองยังคิดไม่ถึงขั้นที่เสนาบดีคิดไว้ก่อน แต่ตนเองคิดเอาเองในใจแล้วว่าเสนาบดีคนนี้ไม่ได้ชื่นชอบไป๋หู่เป็นแน่จึงรีบผสมโรงต่อทันที 

"พระองค์พอจะคิดออกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายไป๋หู่" เสนาบดีเลือกที่จะโยนความรับผิดชอบในการตอบคำถามนี้ให้ไป๋หู่แทน 

"..." 

"..." เกิดการเงียบขึ้นอีกครั้ง ไป๋หู่รู้สึกถึงการกดดันนี้ดี หากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่ามีอีกหน้าที่หนึ่งที่ตนไม่สามารถทำได้จริง 

"ว่ายังละพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย หรือพระองค์ยังคิดไม่ออกพ่ะย่ะค่ะ" เสนาบดียังคงต้อนให้ไป๋หู่นั้นยอมเอ่ยออกมาเอง 

"ข้า ข้ามะ..." / "พอ ได้ แล้ว!!! " ยังไม่ทันที่ไป๋หู่จะเอ่ยต่อ เสียงเย็นจากเกาจงที่เอ่ยช้า ๆ ชัด ๆ ก็ขัดขึ้น เพื่อให้การสนทนาในครั้งนี้หยุดลง เกาจงรู้ดีว่าสิ่งที่อาของตนต้องการสื่อคืออะไร แล้วตอนนี้ทางร่างบางคงรู้สึกกังวลใจมากแน่ ๆ ร่างบางจะรู้สึกเสียใจ และรู้สึกแย่เพียงใดที่ไม่สามารถให้ทายาทของแผ่นดินได้ หากอาของตนยังพยายามบังคับให้ร่างบางเอ่ยออกมาเกรงว่าดวงใจของร่างบางจะมีรอยแผลฉกรรจ์เพิ่มขึ้นอีก 

"ฝ่าบาท แต่วะ.." / "ข้าบอกให้พอท่านเสนาบดี ไม่ใช่ขอ นี่คือรับสั่งจากฮ่องเต้" เสนาบดียังคงไม่ยอมพยายามจะเอ่ยต่อ แต่ก็ต้องจำใจหยุดสิ่งที่จะเอ่ยเมื่อไม่สามารถขัดพระราชบัญชาได้ จึงทำได้เพียงสบตากับผู้เป็นหลานด้วยสายตาที่ไม่มีผู้ใดอ่านออกยกเว้นเกาจง ทั้งสองจ้องตากันเหมือนสื่อความหมายบางอย่างจนในที่สุด ฝ่ายเสนาบดีที่ละสายตาออกไปก่อน 

"เอาละ ข้าว่าวันนี้พอเท่านี้ ไป๋เอ๋อร์เจ้าไปพักผ่อนเถิด ข้าคงไม่ได้เดินไปส่งเจ้าที่จวน ข้ามีเรื่องที่ต้องปรึกษากับท่านเสนาบดีและแม่ทัพใหญ่หยางสือ" เกาจงสั่งสิ้นสุดการเสวนาทุกอย่างทันทีและหันไปเอ่ยบอกกับไป๋หู่ทันที แววตาของเกาจงบ่งบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนนั้นเป็นห่วงอีกฝ่าย ไป๋หู่เองก็เข้าใจในแววตานั้นที่สื่อสารออกมาทันที 

"หามิได้ฝ่าบาท ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมขอทูลลาพระองค์พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรอง ท่านเสนาบดี ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าขอตัว" ไป๋หู่ตอบรับ และหันไปร่ำลาผู้อื่นก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไปโดยมีสายพระเนตรของเกาจงมองตามแผ่นหลังนั้นไปจนลับตา 

"ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมก็ขอทูลลาเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ท่านเสนา ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าขอตัว" เฉินกว่างเห็นว่าไป๋หู่ไปแล้วการอยู่ที่นี่ย่อมไม่เป็นผลดีกับตนจึงรีบเอ่ยลาเช่นกัน โดยที่ไม่มีใครตอบรับการไปของเฉินกว่างสักคน แม้กระทั่งเสนาบดีขวาก็ไม่ได้ชายตามองด้วยซ้ำ นั่นทำให้เฉินกว่างรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่โค้งคำนับแล้วก็เดินจากไป 

หลังจากเฉินกว่างเดินออกจากบริเวณสวน เกาจงส่งสายตาหาหัวหน้าองครักษ์หลวนชุน ทันทีที่หลวนชุนได้สบตาเพียงครู่เดียวก็เข้าใจความหมายและดำเนินการทันที 

"อารักษาฝ่าบาทอย่างรัดกุม กระจายกำลังออกอย่าให้ใครเข้าใกล้สวน พบเห็นสิ่งใดที่ไม่ปกติหรือมีใครพยายามเข้าใจ สังหารได้ทันที" หลวนชุนจัดแจงทั้งองครักษ์และทหารเพื่อกันทุกคนออกจากสวนนี้ 

"ขอรับท่านหัวหน้า!!! "  

หลังจากทุกอย่างเป็นไปตามที่เกาจงต้องการ ภายในโต๊ะหินอ่อนกลางสวนจวนเจ้าเมืองที่ยังเหลืออีกสามคน แต่มีเพียงสองคนที่ยังนั่งจ้องหน้ากันอยู่อย่างไม่ลดละ ส่วนอีกคนก็แสดงอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะออกไปผู้เป็นนายก็ทรงไม่อนุญาต จะนั่งอยู่ผู้ที่มีตำแหน่งอาของนายตน ก็จ้องปานจะกินเลือดกินเนื้อ ทำให้เอ่ยได้แค่ในใจเท่านั้น 'เฮ้อ หยางสือหนอหยางสือ เอาเป็นว่าทำตัวเป็นอากาศแล้วกัน' 

"ท่านทำให้ไป๋เอ๋อร์เป็นกังวลใจ" เกาจงเป็นผู้เอ่ยก่อน เพราะถ้าเขาไม่เอ่ยสิ่งใดก่อนก็จะได้เล่นเกมจ้องตากันอยู่แบบนี้ มันเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เกิดการคิดเห็นที่ไม่ตรงกันผู้ที่อายุมากกว่าจะชอบเงียบจะไม่เอ่ยสิ่งใดจนกว่าตนจะเอ่ย 

"ข้าเอ่ยสิ่งใดผิด หากคนที่พระองค์จะแต่งตั้งเป็นฮองเฮาไม่สามารถให้กำเนิดโอรสแห่งมังกรได้ การเข้าพิธีอภิเษกก็ไร้ความหมาย" เทียนสือเอ่ยทันที 

"ข้าไม่ได้สนใจเรื่องนั้น ไป๋หู่เป็นบุรุษจะสามารถกำเนิดโอรสหรือธิดาให้ข้าได้อย่างไร" เกาจงตอบปัด 

"หึ พระองค์จะไม่สนพระทัยคงมิได้ มันคือความมั่นคงของแคว้นต้าเหยี๋ยนที่จะต้องมีผู้สืบทอดบัลลังก์" เทียนสือถกเถียงต่อในทันที 

"ท่านอา ที่ผ่านข้าทำเพื่อบ้านเมืองน้อยไปหรือ" เกาจงเอ่ยน้ำเสียงเรียบปกติ ไม่ได้ส่อแววอาการใดออกมา เอ่ยจบก็ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ แล้วก็มองออกไปไกลโดยไร้จุดหมาย 

"ไม่ เจ้าทำเพื่อบ้านเมืองมามากมายนัก ส่วนตัวข้านั้นก็จะทำเพื่อเจ้า เพราะเจ้าคือสิ่งสำคัญของข้า คือสายเลือดเดียวกันที่ข้ายังเหลืออยู่" เทียนสือเองก็ตอบเช่นกัน น้ำเสียงก็ไม่ได้แตกต่างจากเกาจงนัก 

"..." / "..." / "..." 

ไร้เสียงใดจากทั้งสามคน สองคนกำลังคิดเรื่องของอีกฝ่าย อีกหนึ่งกำลังเบื่อหน่ายกับเกมระหว่างทั้งสองคนตรงหน้า 'ดูสิรอบนี้ใครจะชนะ' 

"ปล่อยไป๋เอ๋อร์ไป" เกาจงเอ่ยขอ 

"หืมม เห็นทีจะไม่ได้ ต่อให้ใช้อำนาจที่มีสั่งข้าก็ยอมไม่ได้" เทียนสือเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ 

"ไม่ได้สั่ง ข้าขอในฐานะหลานของท่าน" เกาจงเอ่ยน้ำเสียงแบบเดิมแต่สายตาเปลี่ยนจากมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย เป็นปรายตามองผู้เป็นอาแทน แม้สายตาที่สื่อออกมานั้นเหมือนออกจะรำคาญแต่ลึก ๆ แล้วดวงตานั้นกำลังสื่อตามที่ตนเอ่ยจริง 

"....." / "....." 

"หึ หยางสือรอบนี้รู้สึกว่าข้าจะเป็นผู้ทำให้ฝ่บาทยอมก้มหัวให้ " ความตึงเครียดไม่ได้หายไป แต่ก็เบาบางลงหลายส่วนทีเดียว 

"หึ ในรอบสามปีที่ผ่านมานะรึ" หยางสือเอ่ยเสียงเบาแต่อีกสองคนก็ได้ยินชัดเจน เกาจงเองก็ยกยิ้มที่มุมปากหลังจากหยางสือเอ่ยจบ 

"แต่เกาจง...เรื่องนี้ข้าปล่อยมิได้จริง ๆ" เทียนสือเลือกที่เอ่ยตอบ ทำให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับตึงเครียดจริงๆ 

"..." เกาจงจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ 

  

  

ภายในห้องพักของไป๋หู่ ตั้งแต่ที่ตนกลับมาก็ยังไม่ได้ทำอะไร ได้แต่นั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน เฝ้าถามคำถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าตนจะทำอย่างไรกับปัญหาที่เสนาบดีเทียนสือเอ่ยถาม หากตนต้องถูกแต่งตั้งเป็นฮองเอาจริงจะเป็นเช่นไร ราษฎรแคว้นนี้จะรู้สึกต่อต้านหรือไม่ จริงอยู่ไม่ว่าแคว้นตนหรือแคว้นต้าเหยี๋ยนนั้นการสมรสหรืออยู่กินกันอย่างสามีภรรยาระหว่างบุรุษกับบุรุษนั้นมีให้เห็นมากมายทั่วไป แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นแค่สามัญชนธรรมดา ส่วนเหล่าขุนนางนั้นก็มีบ้างแต่ไม่ได้มากมายนัก ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นแค่อนุเล็ก ๆ เท่านั้น หาได้ถูกยกยอปอปั้นมากเท่าอนุที่เป็นสตรี ในส่วนของราชวงศ์ก็เคยได้ยินมาบ้างว่าทั้งฮ่องเต้องค์ปัจจุบันและอดีตฮ่องเต้บางแคว้นก็มีสนมเป็นบุรุษ แต่ตำแหน่งสูงที่สุดของสนมชายไม่เคยมีถึงขั้นเฟย (สนมเอกขั้นที่ 1) สักคน เท่าที่รู้สูงสุดที่ได้ก็แค่สนมเหม่ยเหริน (สนมขั้นที่ 4) เท่านั้น แล้วตนที่จะได้อภิเษกเป็นถึงฮองเฮาจะทำให้เกิดการต่อต้านมากมายเพียงใด ไหนจะเป็นแค่องค์ชายที่ถูกเนรเทศให้อยู่ชายแดนตั้งแต่เด็ก ไหนจะความเพียบพร้อมเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ที่สำคัญที่สุดไม่มีทางที่ตนจะให้กำเนิดโอรสหรือธิดาสายเลือดมังกรได้ ดังคำที่เสนาบดีว่า 'คู่ควร' แล้วหรือที่ตนจะได้รับตำแหน่งนี้ 

"ยังไม่พักผ่อนอีกรึ" เกาจงที่เข้ามาอย่างเงียบ ๆ ก็เห็นว่าอีกคนเอาแต่นั่งเหม่อ คิดอะไรในใจจนไม่รับรู้การมาของตน ถึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย 

"ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมกำลังจะพักผ่อนพอดีพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ตอบเสียงเบา 

"อืม" เกาจงรับคำในลำคอแล้วเดินไปนั่งที่เตียงของไป๋หู๋ แล้วใช้มือตบข้าง ๆ เบาๆ เพื่ออีกให้อีกฝ่ายมานั่งด้วย ไป๋หู่เห็นแบบนั้นเลยเดินไปหาและนั่งลงบนเตียงข้างกัน 

"มาเถอะ ข้าจะปลดหน้ากากออกให้" เมื่อเห็นว่าไป๋หู่เดินมานั่งข้างแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะปลดหน้ากากของอีกฝ่ายวางไว้ข้าง ๆ เพราะตนอยากเห็นใบหน้างามและชอบที่ให้อีกฝ่ายปลดหน้ากากออกยามอยู่กับตนเท่านั้น 

"อย่าได้คิดอันใด ข้าบอกเจ้าไว้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องเป็นฮองเฮาของข้า จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น" เกาจงเอ่ยพร้อมกับยื่นฝ่ามือประคบแก้มเนียนใส แล้วใช้หัวแม่มือลูบเบา ๆ ที่ใต้ขอบตาที่ดูขึ้นสีแดงเล็กน้อยเพื่อเป็นการปลอบโยน 

"แต่กระหม่อมให้กำเนิดทายาทมังกรไม่ได้" ไป๋หู่เอียงใบหน้าหาฝ่ามือใหญ่เพื่อหาความอบอุ่น และเอ่ยเสียงเบา 

"ไม่เป็นไร ข้ามีแค่เจ้าก็พอ เอาไว้เรื่องทายาทค่อยคิดอีกที เจ้าอย่าได้กังวล" เกาจงส่งยิ้มน้อย ๆ อย่างเอ็นดูให้ร่างบาง เมื่อเห็นท่าทีที่อีกฝ่ายแสดงออกมา 

"มันจะดีหรือพ่ะย่ะค่ะ หากราษฎรไม่เห็นด้วย จะไม่เกิดจลาจลหรือพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ยังคงเอ่ยถามพร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากัน เกาจงที่เห็นแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะดึงร่างที่บางกว่าตนเองเข้าสู่อ้อมกอดฝ่ามือแกร่งลูบหลังเบา ๆ 

"มันจะไม่มีอะไร เชื่อใจข้าเถอะ ข้าพร้อมที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ ไปพร้อมกับเจ้า ไม่ว่าปัญหานั้นจะร้ายแรงเพียงใดก็ตาม ต่อให้มีใครขัดขวางข้าก็จะจัดการให้ได้ แม้แต่คนผู้นั้นจะเป็นญาติเพียงคนเดียวของข้าข้าก็จะไม่มีวันปล่อยมือเจ้าไป๋เอ๋อร์" เกาจงเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่ แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เอ่ยออกมาก็ไม่ได้ทำให้ไป๋หู่นั้นสบายใจขึ้น กลับทำให้ร้อนใจยิ่งกว่าเดิม 

"ฝ่าบาท ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จะทรงบาดหมางกับท่านเสนาบดีเทียนสือไม่ได้ นั่นไม่เป็นการดี" ไป๋หู่รีบทักท้วงสิ่งที่เกาจงเอ่ยไป ได้อย่างไรกันจะให้เครือญาติร่วมสายเลือดบาดหมางเพราะตนไม่ได้เด็ดขาด 

"ก็ถ้าหากคนผู้นั้นคิดจะขัดขวางเรื่องของข้ากับเจ้า ข้าเองก็ไม่ยอมเช่นกัน แล้วเจ้าจะให้ทำเช่นไร ยอมให้คนผู้นั้นหรือใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยขัดขวางเราโดยที่ไม่ให้ข้าทำอะไรนะหรือ หืมม" เกาจงยังคงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเช่นเดิม 

"หาได้เป็นเช่นนั้น กระหม่อมไม่ต้องการให้พระองค์ทรงลำบากพระทัยท่านเสนาบดีนั้นห่วงทั้งบ้านเมือง ห่วงทั้งพระองค์ เพราะสิ่งที่ท่านเอ่ยไม่มีสิ่งใดผิดเลยสักนิด" ไป๋หู่ละออกจากอ้อมแขนแล้วสบตากับร่างสูงแทน 

"แล้วอย่างไร" เกาจงยังคงถามต่อ ตนเองก็อยากรู้ว่าร่างบางตรงหน้าคิดการใดไว้หรือไม่ 

"หากเป็นที่กระหม่อมไม่เพียบพร้อมในเรื่องใด กระหม่อมก็พร้อมยินดีที่จะฝึกฝนร่ำเรียนตามที่เคยเอ่ยไว้ และจะทำให้ทั้งราษฎรและท่านเสนาบดีเห็นว่าข้านั้นมีคุณค่าพอที่จะหักลบสิ่งที่กระหม่อมทำไม่ได้ ส่วนเรื่องโอรสกระหม่อมทราบดีว่ากระหม่อมจะเห็นแก่ตัวมิได้ หากเข้าพิธีอภิเษกกับพระองค์แล้วเมื่อนั้นกระหม่อมถือเป็นคนของแคว้นต้าเหยี๋ยน ตายก็เป็นคนแคว้นต้าเหยี๋ยน จะคิดเห็นแค่เรื่องของตนมิได้ กระหม่อมต้องให้พระองค์มีสนมเพื่อให้มีพระองค์มีรัชทายาท หากสนมนางใดสามารถกำเนิดโอรสได้หากนางหรือคนอื่น ๆ ต้องการให้นางขึ้นตำแหน่งฮองเฮากระหม่อมก็ยินดีสละตำแหน่งนี้ให้นางได้พ่ะย่ะค่ะ เพราะหากกระหม่อมยอมสละตำแหน่งเฮาฮองเอง ก็จะไม่กระทบต่อคำมั่นสัญญาระหว่างสองแคว้นได้" ไป๋หู่เอ่ยสิ่งที่ตนคิดเอาไว้แล้ว นี่น่าจะเป็นหนทางเดียวที่พอจะนึกออก และทำได้ในตอนนี้ 

"เจ้าจะยอมให้ข้ามีผู้อื่นอย่างนั้นรึ เจ้าเห็นข้าเป็นบุรุษที่มักมากเพียงนั้นรึอย่างไร แล้วเจ้าไม่คิดหรือว่าหากบรรดาสนมที่เจ้ารับมา เกิดให้กำเนิดทั้งโอรสและธิดากัน พวกนั้นจะไม่เล่นงานเจ้า" เกาจงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอพระทัยนัก 

"ฝ่าบาท ต่อให้ลดลงเหลือเป็นแค่ฉางอ้าย (สนมขั้นที่ต่ำที่สุด สูงกว่านางกำนัลเท่านั้น) หากมันทำให้กระหม่อมยังได้อยู่กับพระองค์ กระหม่อมก็ยินดี กระหม่อมเชื่อว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งและไม่มีวันยอมให้ใครทำร้ายกระหม่อมได้ เว้นเสียว่าพระองค์นั้นทรงหมดพระทัยกับกระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่เอ่ยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง แต่ท้ายประโยคนั้นกลับทำให้ตนเองรู้สึกหนักหน่วงในใจนัก 

"จะไม่มีวันนั้นไป๋เอ๋อร์ ข้าบอกเจ้าแล้ว อย่าเอ่ยสิ่งอย่างนั้นออกมาอีก ข้าจะไม่มีวันให้ใครเข้ามาแทนที่เจ้า ไม่มีวัน และตามที่ข้าได้เอ่ยบอกเจ้าไปแล้ว ข้าพร้อมจะสู้เพื่อเจ้าทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าอยู่กับข้า และข้าต้องการให้เจ้าสัญญากับข้า ว่าเจ้าจะไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาเหล่านั้นจะจับมือสู้ไปกับข้าและห้ามท้อเด็ดขาด เจ้าสัญญาได้หรือไม่" เกาจงมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ไป๋หู่นั้นรู้ว่าอีกฝ่ายพร้อมจะทำอย่าที่ตนเอ่ยจริง จึงเอื้อมมือทั้งสองข้างหาใบหน้าหล่อเหลา คมเข้มแล้วประคองไว้ พร้อมสบตาด้วยแววตาที่แน่วแน่ 

"ฝ่าบาท ต่อให้สละชีวิตนี้กระหม่อมก็จะไม่มีวันยอมแพ้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเลือกแล้ว นับจากวันที่กระหม่อมเอ่ยขอให้พระองค์มาหาตอนที่ถูกคุมขังในห้องขังหลวง กระหม่อมบอกกับตนเองว่าจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่นั่น แล้วมอบทั้งชีวิตและวิญญาณที่เหลือนับจากวันนั้นให้พระองค์เพียงผู้เดียว หากต้องตายกระหม่อมก็ขอตายในอ้อมกอดของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่เอ่ยสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจส่วนลึกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ 

"ไป๋เอ๋อร์ของพี่ เจ้าเป็นของพี่ และพี่ก็เป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว" เกาจงดึงอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้ง ครั้งนี้แนบแน่นใกล้ชิดจนทั้งสองร่างรู้สึกถึงเสียงหัวใจที่เต้นแรง ลมหายใจอบอุ่น และเหมือนว่ากอดครั้งนี้จะทำให้เยื่อบาง ๆ ภายในจิตใจทั้งสองคนสลายไปหมดสิ้น 

"ฝ่าบาท กระหม่อมมิสามารถถอยกลับไปได้แล้ว เพราะกระหม่อมเลือกแล้วพ่ะย่ะค่ะ" น้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนในหัวใจทั้งสองดวง 

  

TBC. 

  

เอ้า หิ้วววววว โอ๊ยยยยย BM. เขินนนนนน 

คิดเอง เขียนเอง เขินเอง 5555+

เจอกันตอนหน้า

 

BM.

 

ความคิดเห็น