สวัสดีนักอ่านที่หลงเข้ามานะคะ😂 เรื่องนี้ก็สยองๆหน่อยนะ และก็อย่าลืมเอาตับมาด้วยล่ะ คราวนี้นายเอกเราใจร้ายมากๆ ชอบไม่ชอบหรืออยากติชมอะไรก็เม้นต์พูดคุยได้เลยน้าาาา

เขี้ยวที่ 1 : เกือบ

ชื่อตอน : เขี้ยวที่ 1 : เกือบ

คำค้น : BTS kookv allv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.1k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2563 21:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เขี้ยวที่ 1 : เกือบ
แบบอักษร

 

​เขี้ยวที่ 1 

​เกือบ 

 

บ้านเกิดของโฮซอกอยู่ในหมู่บ้านโฮรังงี ซึ่งตั้งอยู่ในแนวกันชนติดกับเขตอุทยานแห่งชาติ แนวกันชนที่นั่นมีพื้นที่กว้างประมาณ 6 กิโลเมตรจากขอบอุทยาน และในป่าของหมู่บ้านโฮรังงีก็มีแม่น้ำ น้ำตก รวมถึงสัตว์หลายชนิดที่ให้นักท่องเที่ยวได้ชม ได้สัมผัสกับบรรยากาศโบราณกับป่าดึกดำบรรพ์ 

และนั่นแหละ คือสถานที่ที่พวกเขาจะไปตั้งแคมป์ ความจริงจะไปพักที่รีสอร์ทหรือโรงแรมก็ได้ ดีกว่าต้องมาทนนอนในเต้นท์ท่ามกลางป่าหนาวเหน็บและคอยระวังเรื่องน้ำค้าง แต่นัมจุนกับจองกุกและจีมินเบื่อบรรยากาศเดิมๆและเป็นพวกที่ชอบดื่มด่ำธรรมชาติ จึงลงความเห็นว่ามาตั้งแคมป์ดีกว่า ไม่เสียเงินแถมยังได้อยู่ใกล้กับสัตว์ป่าด้วย -- ส่วนคนที่ไม่ออกความเห็นก็มีแค่ยุนกิ และอย่าหวังให้เจ้าตัวยกมือโหวตเลย เรียกให้ตื่นก็ไม่อยากจะตื่นด้วยซ้ำ 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทริปนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นหากพ่อแม่ของโฮซอกไม่ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่อุทยานไว้ โชคดีที่พ่อเขารู้จักมักจี่กับคุณฮัน ดงวูที่เป็นเจ้าหน้าที่พอดี ทำให้การขออนุญาตเป็นไปอย่างราบรื่น 

"แต่ถึงจะราบรื่นยังไง แม่กูฝากมาบอกว่าเจ้าหน้าที่เขามีกฎห้ามไว้อยู่ พวกมึงก็ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดด้วยล่ะ กูไม่อยากซวย" 

ทุกสายตาบนรถพุ่งไปยัง 

​โฮซอก​ที่กำลังขับรถและย้ำเตือนถึงสิ่งที่แม่ของเขาฝากมา ทว่ากลับมีคนเดียวที่ไม่สนใจ 

​จองกุกใช้ดวงตากลมสุกใสดั่งลูกแก้วกวาดมองรอบๆกล้องตัวโปรดในมือ เมื่อเห็นฝุ่นบางๆที่เกาะเป็นแพบนหน้าเลนส์ เขาก็ก้มตัวหยิบเครื่องมือทำความสะอาดกล้องในกระเป๋าข้างๆเท้า มือหนาคว้าปากกาที่มีแปรงขนนุ่มๆมาปัดฝุ่นบนผิวหน้าเลนส์อย่างทะนุถนอม 

"กฎห้ามไรวะโฮป?" 

​จีมินซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังกับจองกุกได้โพล่งถามขึ้น พลางดูดผงชูรสจากขนมทั้งนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ทำเอา​​ 

ซอกจินผู้รักสุขอนามัยที่สุดในกลุ่มต้องหยิบกระดาษทิชชู่ให้ "แต๊งกิ้ว" 

ซอกจินส่ายหน้าอิดเอือมกับรอยยิ้มแฉ่งนั้น ก่อนหันมาเลิกคิ้วให้โฮซอกเมื่อเจ้าตัวยื่นโทรศัพท์มาให้ 

"จิน มึงอ่านดิ๊ กูขับรถอยู่" 

ได้ยินดังนั้นก็ทำท่ากระไอกระแอมครั้งหนึ่ง เขาเริ่มต้นอ่านข้อความในแชทที่คุณน้าจองส่งมา 

"ข้อที่ 1 ห้ามล่าสัตว์ในเขตอุทยาน ข้อ 2 ห้ามตัดต้นไม้ แต่อนุญาตให้หาฟืนได้ ข้อ 3 ห้ามกระทำการใดๆที่ก่อให้เกิดประกายไฟจนเป็นเหตุไฟไหม้ป่า ข้อ 4 ไม่ส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านในระแวกนั้น ข้อ 5 รักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราดหรือเผาขยะ ข้อ 6 ในยามกลางคืน ห้ามทุกคนออกจากเขตที่พักหรืออยู่คนเดียวเด็ดขาด" 

จีมินย่นคิ้ว เริ่มเกิดประกายสงสัย "ทำไมถึงออกจากเขตที่พักไม่ได้วะ เขาน่าจะบอกรายละเอียดข้อที่ 6 หน่อยนะ กูไม่กระจ่าง" 

"กูก็ไม่รู้เหมือนกัน" ซอกจินตอบและยื่นโทรศัพท์คืนให้เจ้าของ 

"ก็ไอ้นี่ไง เวลากลางคืนมันเป็นช่วงที่สัตว์ออกหากินใช่ไหมล่ะ อย่างหมาป่าเงี้ย งูเงี้ย เขาก็คงเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเราแหละ เลยบอกแบบนั้น" 

ซอกจินเบิกตากว้าง "โห ไอ้โฮป มึงแม่งโคตรฉลาดจังวะ!" 

คนถูกชมกางนิ้วชี้กับนิ้วโป้งมารองใต้คาง "จิ๊ ก็คนมันหล่ออ่ะ คนหล่อๆก็ต้องคู่ควรกับความฉลาดอยู่แล้วดิ" 

จีมินแอบบึนปาก "แล้วทำไมห้องสอบมึงไม่เป็นงี้บ้างวะโฮป กูบอกให้เขียนคำตอบใส่ยางลบมาก็ไม่เขียน" 

"มึงอย่าแขวะกูดิ๊จีม ขอมีสักช่วงที่กูหล่อบ้างเหอะ" 

"เฮ้ย กุก มึงสนใจเพื่อนหน่อยดิ" ซอกจินกล่าวหลังจากแอบมองอีกฝ่ายผ่านเงาสะท้อนบนกระจกข้าง ก็เห็นเจ้าตัวเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่สนใจเพื่อนฝูง 

จองกุกก็เป็นแบบนี้แหละ เวลาอยู่ในวงสนทนาก็แทบไม่เจอเสียงมันเลย ส่วนใหญ่ก็เอาแต่นั่งเงียบไม่ก็เล่นโทรศัพท์บ้าง ดูกล้องบ้าง แต่น่าแปลกจริงๆที่พวกเขาเข้ากันได้ อาจเป็นเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่มัธยมต้นกระมัง พวกเขาจึงคุ้นชินกับนิสัยของเจ้าตัว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหากันหรอกนะ บางครั้งมันก็เมินเฉยเกินไปจนซอกจินแอบหงุดหงิดเหมือนกัน อย่างเช่นตอนนี้ 

จองกุกเงยหน้าขึ้นทำตาโต "หื๊ม?" 

"กูละเกลียดความหื๊มของมึงจริงๆ... เออ ช่างเหอะ  ถือว่ากูไม่เคยพูดอะไรละกัน" 

ผ่านไปไม่นาน วิวข้างทางก็เริ่มมีอะไรเปลี่ยนแปลง จากต้นไม้หนาทึบก็กลายเป็นบ้านเรือน เขตการเกษตร ฟาร์สัตว์โดยเฉพาะวัว และประชากรบางเบาที่มีให้เห็นอยู่ประปราย 

ทว่ามีบ้านหลังหนึ่งซึ่งมีบรรยากาศเศร้าสลดแปลกๆ ทั้งยังมีกลุ่มคนมากหน้าหลายตายืนอออยู่หน้าบ้าน โฮซอกที่เห็นก็ใจเสีย เริ่มพูดออกมาเบาๆ 

"นั่นมันครอบครัวชินหนิ เกิดเรื่องเลวร้ายอะไรขึ้นนะ" 

และคนช่างขี้สงสัยอย่างจีมินก็เอ่ยปากถาม "มึงรู้จักเหรอ?" 

โฮซอกครางรับในลำคอเสียงแผ่ว "อืม เคยเรียนที่เดียวกับลูกชายคนโตสมัยประถมอ่ะ แต่ไม่ได้เรียนห้องเดียวกันหรอก แค่เดินกลับบ้านด้วยกันบ่อยเฉยๆ" 

ทุกคนพยักหน้ารับรู้ยกเว้นจองกุก 

รถสีดำขาบของโฮซอกและรถเลกซัสสีแดงของนัมจุนเลี้ยวเข้าบ้านหลังหนึ่ง เมื่อจอดรถเสร็จก็มีชายหญิงวัยกลางคู่หนึ่งเดินมาต้อนรับ 

"หวัดดีจ้ะโฮป เป็นไงบ้างลูก พากันเหนื่อยหรือเปล่า" คุณนายจองเปิดบททักทายเป็นคนแรกด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากไม่ได้เห็นหน้าค่าตาของลูกชายที่เรียนอยู่เมืองหลวงมานาน ส่วนคุณชายจองก็เอามือไขว้หลัง ยังคงวางมาดให้ดูน่าเกรงขามเหมือนเดิมตั้งแต่โฮซอกเป็นเด็กยันโต 

ลูกชายของบ้านจองเข้าไปโอบกอดผู้เป็นแม่ ก่อนหอมแก้มอิ่มๆนั้นไปสองฟอดใหญ่ท่ามกลางสายตายินดีของเพื่อน "ดีครับแม่ ผมสบายดีครับ แล้วพ่อกับแม่ล่ะเป็นไงบ้าง" 

"สบายดีจ้ะ แต่แม่คิดถึงลูกมากเลย นี่คุณ จะไม่ทักทายลูกหน่อยรึไง" คุณนายจองหันไปสะกิดแขนของสามีที่เอาแต่ยืนเก๊กท่าจนจะกลายเป็นรูปปั้นอยู่แล้ว 

"อ่าๆ หวัดดี" 

เพื่อนๆของโฮซอกลอบขำกับความขี้เก๊กของคุณลุง 

"เดินทางมาตั้งไกลคงจะหิวสินะ เข้าไปพักดื่มน้ำดื่มท่ากันหน่อยไหม น้าจะได้เตรียมไว้ให้" 

"ดีครับ" ทุกคนตอบอย่างเห็นพ้องต้องกันกับคุณน้า 

"งั้นเข้ามาได้เลยจ้ะ โฮปลูก พาเพื่อนไปนั่งพักหน่อยสิ" 

"ได้ครับแม่" 

โฮซอกนำพาสหายทั้งห้าไปยังห้องนั่งเล่น สักพักน้ำเปล่าก็พร้อมเสิร์ฟเพื่อดับความกระหาย 

"นี่จ้ะ ทำตัวตามสบายเลยนะ" 

ชายหนุ่มทั้งหกคนกล่าวขอบคุณคุณนายจองพลางหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ 

"โธ่... นึกว่าจะได้น้ำโค้กซะอีก" จีมินทำหน้าบูด แต่เสียงบ่นเบาๆของเขากลับเข้าไปถึงหูทุกคน 

นัมจุน​จึงเอ็ดอึงกับความไร้มารยาทของเพื่อนหมู "จีม! มึงเกรงใจคุณน้าบ้างดิ" 

"คิกๆ ไม่เป็นไรจ้ะ น้าไม่ถือสาหรอก อยากได้น้ำโค้กใช่ไหม งั้นเดี๋ยวน้าเอามาให้ใหม่นะ" 

สหายทั้งหกนึกว่าเจ้าหมูจะถ่อมตน แต่เปล่าเลย รีบพยักหน้ารับยิ้มแป้นทันควัน "ขอบคุณครับคุณน้า!" 

ระหว่างที่คุณนายจองเดินถือถาดออกไป ทุกคน(ยกเว้นจองกุก)ก็ร่วมกันถอนหายใจให้จีมิน 

"โฮป มานี่หน่อย" 

เจ้าของชื่อเดินออกไปตามเสียงเรียกของผู้เป็นพ่อ เมื่อมาถึงนอกห้องและบานประตูปิดลง คุณชายจองจึงยัดสิ่งหนึ่งใส่ในมือเขา 

"พ่อ..." ดวงตาเรียวเล็กของโฮซอกเบิกลานเมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคือปืนพกกระบอกหนึ่ง และเขาจำได้ว่ามันเป็นปืนของพ่อที่ซ่อนอยู่ใต้ตู้ 

"ไปเที่ยวครั้งนี้ให้ระวังเสือ​ด้วย คงเห็นแล้วใช่ไหมว่าครอบครัวชินจัดงานศพ ลูกชายของพวกเขาเพิ่งถูกเสือฆ่าตายเมื่อสองวันก่อน" 

"เสือเหรอ..." ลูกชายกลืนน้ำลายเอื้อกก่อนกลั้นใจถาม "ยังไง ได้ยังไงครับ?" 

"เฮ้อ... ก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกนะว่ามันจะเกิดขึ้นจริง แต่เขาถูกฆ่าในห้องนอนของตัวเองทั้งๆที่หน้าต่างกับประตูก็ล็อกไว้ และประเด็นคือห้องของเขาอยู่ถึงชั้นสอง ไม่มีทางที่เสือจะลอบปีนเข้าไปได้ พ่อเลยไม่อยากให้แกประมาทไงโฮป รับปืนพ่อไปใช้ซะ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินอะไรทุกอย่างจะได้ไม่สาย เพราะมันเป็นศพที่สามแล้วที่โดนเสือฆ่า และก็ไม่ใช่ฆ่าเล่นๆเพื่อความสนุกสนาน มัน​กินคนพวกนั้นเข้าไปด้วย" 

"แล้วเจ้าหน้าที่ล่ะครับ ทำไมเขายังไม่เร่งแก้ไขปัญหานี้ ปล่อยให้ฆาตกรต่อเนื่องลอยนวลได้ไง" 

ผู้เป็นพ่อถอนหายใจอีกครั้ง "ก็กำลังดำเนินการกันอยู่ พ่อได้ยินมาแว่วๆแล้วล่ะ ว่าอนุญาตให้ฆ่าเสือทิ้งได้หากมันจำเป็น" 

"....." 

"ดูแลเพื่อนด้วยโฮป เดี๋ยวพ่อจะขอให้เจ้าหน้าที่เขามาดูแลบ่อยๆนะ จุดที่พวกลูกพากันตั้งแคมป์มันอยู่ในป่า พ่อกลัวว่ามันจะเสี่ยงเกินไป... ยังไงซะ ถ้าพวกลูกเกิดเปลี่ยนใจก็มาค้างที่บ้านเราได้เลย พ่อกับแม่จะคอยแกเสมอ" 

"ขอบคุณครับ พ่อ..." 

หลังจากพักผ่อนเอาแรงเสร็จ คุณชายจองก็ให้พวกเด็กๆยืมรถจิ๊บคันหนึ่งไปใช้ เพราะทางป่ามันขรุขระเกินกว่าที่รถคันหรูๆจะวิ่งได้ ทุกคนจึงช่วยกันขนย้ายสัมภาระไปยัดไว้ในท้ายรถ และนั่งเบียดเป็นปลากระป๋องตลอดทาง 

"เมื่อไรจะถึงวะโฮป พวกกูเบียดจนตูดแม่งจะเกยกันอยู่แล้วเนี่ย!" เสียงบ่นนี้ก็ไม่ใช่ของใคร เป็นของจีมินผู้รักความสบายนั่นเอง 

"ถึงแล้วๆ ข้างหน้านู่นไงมึงเห็นยัง" โฮซอกบุ้ยปากไปข้างหน้าพลางประคองพวงมาลัยไว้ แตะเบรกนิดหน่อยไม่ให้รถไถลลงหลุมและส่ายเกินไป แต่แรงส่ายแค่นี้ก็ทำพวกเขาแทบอ้วกกันเป็นระนาวอยู่แล้วล่ะ 

ในที่สุด รถจิ๊บสีเข้มก็โผล่ออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้และทางวิบากได้สำเร็จ ทุกคนถอนหายใจโล่งอกเมื่อมาถึงจุดกางเต้นท์ ส่วนจองกุกก็ถึงกับกอดกล้องสุดที่รักไว้แน่นขณะถอนใจ 

"เอ้า ลงๆๆ มาช่วยกันขนของ" โฮซอกผู้เวียนหัวน้อยที่สุดลงมาเปิดท้ายรถพร้อมเรียกรวมพล 

ชายหนุ่มทั้งหกช่วยกันขนสัมภาระอันหนักอึ้งไปยังจุดที่อยู่ริมแม่น้ำ และไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่คอยเฝ้าดูพวกเขาจากในป่า มันจ้องผู้มาใหม่อยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินหายเข้าไปในพุ่มไม้ 

จีมินเกาหัวขณะหาวิธีกางเต้นท์เจ้าปัญหา "มันกางไงวะ กูลืม" 

ยุนกิทำหน้าเบื่อก่อนเดินไปช่วยอีกฝ่ายกางเต้นท์ "มึงเนี่ยน้า โตเป็นควายทั้งทียังเอาตัวรอดไม่ได้อีก นี่ไง วิธีกาง เขามีบอกขนาดนี้ก็ยังไม่แหกตาดู" 

จีมินเบ้ปากให้กับคำพูดกระแทกกระทั้นนั้น แต่เขาก็คิดว่าตัวเองสมควรโดนแล้ว เพราะมีวิธีบอกบนถุงเต้นท์แต่เขาก็ไม่หยิบมาอ่าน 

"มันต้องใช้สองคนช่วยกาง มึงก็หยิบไม้มาต่อกันแล้วก็สอดเข้าไปในนี้ แล้วก็ค่อยเสียบปลายเข้าไปในรูนี้ เต้นท์มันจะได้กางขึ้น แต่ถ้ามึงไม่อยากให้เต้นท์ปลิวก็หาเสามาตอก เข้าใจยัง?" 

จีมินยิ้มแหย "ยังอ่ะ" 

ยุนกิกลับกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย "มา เดี๋ยวกูช่วยกาง มึงไปจับปลายโน้น เดี๋ยวกูจับปลายนี้เอง" 

หนุ่มทั้งหกคนตั้งใจกันกางเต้นท์ ก็มีบ้างที่ไปช่วยกันกางเพราะกลัวโดนไม้ดีดหน้า แต่มีบุคคลเดียวที่ชิลล์กว่าใครเพื่อน จองกุกหยิบเต้นท์ที่ถูกพับเป็นทรงกลมออกมา พอโยนบนพื้นปุ๊บ ก็กางเป็นเต้นท์ให้เลย ไม่ต้องเสียเวลากางเสาเหมือนคนอื่น เพราะเต้นท์ของจองกุกเป็นรุ่นที่พับเก็บได้ 

"โห เพื่อนกูนี่สะดวกสบายไปอีก รู้งี้ซื้อเต้นท์แบบมันดีกว่า" 

จองกุกยิ้มอ่อนอย่างผู้ชนะและยักไหล่ให้ซอกจินแบบกวนๆ เขารูดซิปเต้นท์และเริ่มปูที่นอนจนเสร็จสรรพ ขนโน้ตบุ๊กกับหูฟังและกล้องคู่ใจเข้าไปไว้ข้างในเป็นอันปิดท้าย อ้อ และก็กระเป๋าเสื้อผ้าด้วย ว่าแล้วเขาก็สาวเท้าเดินไปยังหลังรถ แบกเจ้ากระเป๋าเดินทางสีแดงไปไว้ในเต้นท์ 

"พวกมึง ไปช่วยกันหาฟืนหน่อยนะ ใกล้เย็นแล้วเดี๋ยวจะหนาวเอา" 

ทุกคนพยักหน้ารับให้นัมจุนและเริ่มออกตระเวนหาฟืน แต่จองกุกกลับปลีกตัวออกมาและสะพายกล้องมาด้วย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าตัวจะแอบไปถ่ายรูป และมันเป็นโชคดีของเขาเหลือเกินที่ไม่มีใครสังเกตเห็น 

ขายาวก้าวเข้าไปในป่ารกเรื้อ โดยไม่สังเกตเห็นเลยว่ามีสายตาสีฟ้าคู่หนึ่งจับจ้องมาที่เขาจากพุ่มไม้สูงใกล้ๆ 

จองกุกก้มมองพื้นและก้าวเดินอย่างระมัดระวัง เงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เห็นกวางดาวเพศเมียตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้าอ่อนอยู่ไม่ไกล เขาไม่อยากไปรบกวนมัน จึงยกกล้องขึ้นมาถ่ายจากตรงนี้และกดซูมเอา 

อุ้งเท้าใหญ่สีส้มเหยียบลงบนพื้นดินเย็นเฉียบ เสือโคร่งตัวหนึ่งจับจ้องเหยื่อจากข้างหลังด้วยความหิวโหย มันหมอบตัวลงต่ำ จ้องเหยื่อตาเป็นมัน ค่อยๆย่องเข้าไปหาจองกุกที่กำลังยืนถ่ายรูปอยู่ อุ้งเท้ายกสูงขึ้นกว่าปกติเพื่อที่เวลาลงน้ำหนักเท้าจะได้ไม่เกิดเสียง มันคลืบคลานเข้าไปอย่างเงียบเชียบราวกับนักฆ่าที่ไร้ตัวตน 

กลิ่นสาบบางอย่างที่โชยเข้ามาในจมูกยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ จองกุกรู้สึกเสียวสันหลังวาบจึงลดกล้องลง ค่อยๆหันหลังไปตามลางสังหรณ์ 

"โฮก!!!" 

แต่ไม่ทันแล้ว เสือตัวนั้นกระโจนเข้าใส่เขาเพียงพริบตาเดียว ร่างของเขาก็ล้มหงายลงไปนอนกับพื้นโดยมีอุ้งเท้าทรงพลังคอยกดทับ ทำเอากระดูกไหล่สองข้างแทบหัก เสียงคำรามของมันเมื่อกี้ทำให้กวางดาวตัวนั้นถึงกับวิ่งโกยอ้าว 

เขาพยายามดิ้นรนสุดชีวิต แต่แรงมนุษย์หรือจะสู้แรงเสือโคร่งได้ เท่าที่เขาทำได้จึงมีแค่นอนจ้องปากมันที่อ้ากว้างจนเห็นเขี้ยวยาวงุ้มและคมกริบดั่งใบมีด เพียงแค่กัดนิดหน่อยเขาก็มั่นใจแล้วว่าเขี้ยวคู่นั้นต้องทะลุหนังเขาได้อย่างสบาย 

เหงื่อกาฬผุดขึ้น ค่อยๆไหลไปตามโครงหน้าของเหยื่อ จู่ๆมันก็เลิกขู่คำรามและปิดปากลง ท่าทีของมันสงบเสงี่ยมขึ้น แรงกดทับก็เริ่มน้อยลงจนเขานึกโล่งอก แต่ก็ต้องกลืนน้ำลายลงคอเมื่อเขาเผลอเล่นเกมส์สบตากับมัน แต่เดี๋ยวนะ 

เสือตัวนี้... ตาสีฟ้า? 

ความหวาดกลัวเริ่มถูกความรู้สึกหนึ่งเข้าแทรก หัวใจของเขาเต้นแรงเมื่อสายตาของมันลดความแข็งกร้าวลง เหลือเพียงความอ่อนโยนหรือเศร้าสร้อยก็ไม่อาจรู้ได้ แต่เขารู้เพียงแค่ว่า 

เขาหลงรักดวงตาสีฟ้าคู่นี้เสียแล้ว 

เสียงร้องขรมและเสียงลมหายใจดังประสานกัน ไม่มีใครยอมถอนสายตาออก จนกระทั่งเสียงเรียกของจีมินดังขึ้นจากนอกป่า 

"ไอ้กุก! มึงอยู่ไหนวะ ออกมาได้แล้วโว้ย!!!" 

เสือโคร่งรีบผละออกก่อนวิ่งหนี จองกุกมองตามร่างของมันที่หายลับเข้าไปในความมืดและใบไม้รกทึบ 

"อยู่นี่เอง แล้วลงไปนั่งทำอะไรตรงนั้นน่ะ คิดจะอู้เหรอ ฝันไปเหอะกุก" จีมินไม่เว้นช่องว่างให้เขาตอบทั้งยังเข้ามาดึงแขนให้ลุกขึ้นยืน "ไปช่วยเพื่อนหาฟืนเลย เดี๋ยวไอ้จินมันไม่ทำกับข้าวให้กินหรอก" 

จองกุกยืนนิ่ง คำบ่นของอีกฝ่ายไม่ได้เข้าหูเขาเลย หลังจากที่รวบรวมสติได้เขาก็หันไปยังจุดเดิมที่เจอเสือเป็นครั้งสุดท้าย 

​ทำไมถึงรู้สึก... อยากเจอเสือตัวนั้นอีกจัง 

 

​To be continued 

​______________________________ 

 

มาถึงก็เล่นทักทายกันยังงี้เลย จกุกเอ๊ย เกือบตายแล้วไหมล่ะลูก ดีนะที่น้องเสือปรานีให้ 

เรื่องนี้ไม่ได้อัพบ่อยนะคะ เพราะยังติดเรื่องเก่าอยู่ ถ้าแต่งเสร็จแล้วจะมาอัพให้บ่อยๆเหมือนเดิมนะ 

ความคิดเห็น