facebook-icon

ต้นฉบับนิยายของ 'Love Alert' ซีรีส์เกาหลีเรื่องล่าสุดของ 'ยุนอึนฮเย'

​ตอนที่ 9-1 ฉันกำลังคิดอยู่ว่า นางสาวย. ของนักข่าวจูน่ะ จะเป็นฉัน...ดีไหม

ชื่อตอน : ​ตอนที่ 9-1 ฉันกำลังคิดอยู่ว่า นางสาวย. ของนักข่าวจูน่ะ จะเป็นฉัน...ดีไหม

คำค้น : ระวังหัวใจจะไหวหวั่น นิยายเกาหลี

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ค. 2562 07:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​ตอนที่ 9-1 ฉันกำลังคิดอยู่ว่า นางสาวย. ของนักข่าวจูน่ะ จะเป็นฉัน...ดีไหม
แบบอักษร

ตอนที่ 9 ฉันกำลังคิดอยู่ว่า นางสาวย. ของนักข่าวจูน่ะ จะเป็นฉัน...ดีไหม


ประธานชาแทจุนยืนมองนอกหน้าต่าง แล้วหันหน้ากลับมาพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยินดีอย่างมาก แต่อูฮยอนไม่สบตาและเย็นชา

“ผมขอร้องไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ... ว่าเราคงไม่มีเรื่องอะไรให้เจอกันอีก”

ประธานชาเหมือนไม่ได้ใส่ใจกับอะไรกับปฏิกิริยาของอูฮยอน และมองอูฮยอนด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะนั่งบนโซฟาด้วยท่าทีผ่อนคลายแล้วพูดออกไป

“ได้เจอพ่อวัยใกล้เจ็ดสิบทั้งๆ ที่ไม่ได้เจอมาสามปีแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะมีมารยาททัไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ เรื่องสุขภาพกันบ้างนะ…”

“การถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของคนที่มีรายงานเรื่องสุขภาพผ่านทางหนังสือพิมพ์ พวกสื่อต่างๆ เหมือนไม่ทราบ มันก็เป็นการเสียแรงเสียเวลาไปเปล่าๆ นี่ครับ”

อูฮยอนยังคงไม่สบสายตาประธานชา เขานั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะ วางนาฬิกาทรายลงบนโต๊ะนั้นและหันกลับมาเผชิญหน้าอย่างเย็นชา

“เวลาที่นัดตรวจไว้คือสามสิบนาทีนะครับ มีอะไรก็รีบพูดเถอะครับ”

ประธานชามองใบหน้าของอูฮยอนด้วยสายตาที่มีความรักล้นเหลือ

“ยิ่งโตนิสัยก็ยิ่งเหมือนฉันกว่าเดิมอีกนะเนี่ย ไม่ถดถอยต่อหน้าใครๆ หนักแน่นชัดเจน ทำเมินเฉย ถึงจริงๆ ข้างในจะไม่ใช่อย่างนั้น แต่ลูกชายก็ต้องเหมือนพ่อสินะ จะให้เหมือนใคร”

อูฮยอนขีดเส้นความสัมพันธ์ด้วยคำพูดที่เด็ดขาดและเฉียบแหลมเหมือนตัดด้วยใบมีด

“ผมไม่มีพ่อครับ”

ประธานชามองลูกชายที่ไม่รู้ประสีประสาด้วยความเอ็นดูด้วยสีหน้าของคนเป็นพ่อ เขารับคำพูดที่เหมือนมีดของอูฮยอนแล้วปล่อยผ่านอย่างไม่รู้สึกอะไร

“อืม... ถึงจะไม่ใช่คำที่จะพูดกับพ่อแม่ แต่แกก็รู้สินะว่ามันทำให้ฉันรู้สึกเสียใจ เอาเถอะ ได้รางวัลที่มีความหมายมากมาด้วยนี่นา ยินดีด้วย ทั้งความสามารถก็ดี ชีวิตก็ไปได้สวย ราบรื่นไม่ยุ่งเหยิง เก่งมาก”

ความเย็นชาในสายตาของอูฮยอนค่อยๆ จางหายไป แล้วเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโมโหขึ้นมา

“แอบสืบเสาะข้อมูลของคนอย่างผมก็สิ้นเปลืองเปล่าๆ ครับ ช่วยกรุณาอย่าขุดคุ้ยอะไรลับหลังผมอีกเลยครับ”

“อูฮยอน!”

น้ำเสียงของอูฮยอนอัดแน่นไปด้วยความโกรธ

“ผมจะใช้ชีวิตเงียบๆ โดยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับท่านประธานหรือชเวโกกรุ๊ปไปจนตาย ก็แค่ช่วยปล่อยผมให้อยู่เงียบๆ ไปเถอะครับ”

“ความสัมพันธ์ของเราจะขาดได้ลงด้วยคำพูดงั้นเหรอ แกก็อายุสามสิบสี่แล้วนะ ฉันคุยกับลูกคนเล็กของคังฮันกรุ๊ปไปหมดแล้ว มันคงพอจะปกปิดปัญหาเกี่ยวกับต้นกำเนิดของแกได้...”

“หมายความว่าอะไรครับ”

“เรื่องการแต่งงานของแกน่ะ ตามใจแม่แกหน่อย ฉันเลยต้องออกมาทำให้มันสำเร็จด้วยตัวเองนี่ไง”

พออูฮยอนได้ยินคำว่า ‘แม่’ ก็กดกลั้นน้ำเสียงที่อยากจะตะโกนออกมาด้วยความโมโหอย่างมากเอาไว้ เพื่อไม่ให้ประธานชาจับความรู้สึกเขาได้ เขามองหน้าจอคอมพิวเตอร์เหมือนไม่ตอบโต้และทำเป็นไม่รู้สึกอะไร ก่อนจะพูดออกไป

“ทำเรื่องไร้ประโยชน์แล้วล่ะครับ ผมไม่คิดจะแต่งงานครับ”

“การแต่งงานก็เป็นกลยุทธิ์และธุรกิจนะ ต่อให้แกไม่คิดแต่มันจำเป็น โชคดีที่เด็กคนที่จะมาแต่งกับแก ไม่สนใจว่าแกจะเกิดมายังไง พอจัดการเรื่องความเหมาะสมเสร็จ ตำแหน่งประธานมูลนิธิการแพทย์ก็คงจะว่างแล้ว”

“ไม่ครับ! ผมจะอยู่แบบนี้แหละ”

ไม่ว่าอูฮยอนจะพูดอะไร ประธานชาก็ยังพูดสิ่งที่ตัวเองจะพูดต่อไปอย่างนิ่งๆ มันเป็นแบบนี้มาโดยตลอด มันไม่ใช่การสนทนากับประธานชา แต่เป็นการแจ้งให้ทราบฝ่ายเดียวหรือไม่ก็เป็นคำสั่ง ดังนั้นอูฮยอนจึงยิ่งรู้สึกโกรธมากกว่าเดิม การถูกเมินเฉยทำให้เขารู้สึกพ่ายแพ้

“งานแต่งมีขึ้นอีกสามเดือนข้างหน้าที่โรงแรมของเรา จัดข้าวของเตรียมสร้างครอบครัวใหม่ที่บ้านที่ซองบุกด้วยล่ะ”

“บอกว่าไม่ไงครับ! ผมไม่ทำเด็ดขาด ท่านประธานใช้ชีวิตของผมเป็นเอกสารชำระเงินเหรอครับ หรือเป็นเครื่องมือทางธุรกิจเหรอครับ มีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ผมทำตามใจครับ มาก้าวก่ายชีวิตผมด้วยจิตสำนึกอะไรกันเหรอครับ”

เขาไม่ได้เสียงดังแล้ว แต่คำตอบของอูฮยอนที่หนักแน่นกว่าเดิมนั้นก็ดังก้องห้องตรวจ อูฮยอนใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและความเกลียดชังสบกับประธานชาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เข้าห้องนี้มา

“เลือดของฉัน พันธุกรรมทั้งหมดก็มีอยู่ในตัวแก ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์อะไรล่ะ ตอนนี้เลิกทำเหมือนฉันไม่ใช่พ่อแกได้แล้ว ถึงแกจะทำอะไรยังไง แต่แกก็เป็นลูกที่เกิดมาจากความรักของฉันกับแม่แกนะ”

“สิ่งของที่คุณเคยแอบคนอื่นมาทิ้งไว้เพราะผิดที่ดันมีชีวิต ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นลูกที่เกิดจากความรักไปได้ก็ไม่รู้สินะครับ แต่ผมก็ไม่อยากรู้เหตุผลนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว กรุณากลับไปเถอะครับ”

อูฮยอนลุกขึ้นแล้วหันหลังมองไปนอกหน้าต่างด้วยความหมายว่าให้อีกคนออกไป ความโกรธยิ่งทวีสูงขึ้น เขาไม่อยากให้ประธานชารู้สึกได้ถึงความโกรธของตัวเอง

“แกจะบอกว่าตัวเองเป็นอะไร จะอยู่ยังไงก็ช่าง แต่แกเป็นสายเลือดของประธานบริษัทชเวโกกรุ๊ป มีสิทธิ์ในการบริหารบริษัท”

“ผมไม่ต้องการสิทธิ์อะไรแบบนั้นหรอกครับ แค่ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่ได้มาจากเรี่ยวแรงของผมเองก็พอแล้วครับ”

ประธานชเวลุกยืนขึ้นโดยไม่มีความวุ่นวายใจเลยสักนิด ท่าทีสบายๆ ก็ยังไม่หายไปเช่นกัน

“ฉันต้องไปแล้ว มีนัดทานข้าวกับประธานของคังฮันกรุ๊ปพอดี ไหนๆ ก็จะต้องเกี่ยวดองกันแล้ว จะให้รอก็คงไม่ได้ใช่ไหมล่ะ”

“ถ้าจะทำธุรกิจร่วมกันด้วยเงื่อนไขการแต่งงาน ก็ควบคุมมันให้ดีเถอะครับก่อนจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ผมก็ไม่แต่งงานแบบนั้นแน่ครับ”

“อูฮยอน ฉันเป็นประธานบริษัทชเวโกกรุ๊ปนะ แกไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรไปนอกจากสืบทอดธุรกิจที่ฉันจะให้ทำ แกเอาชนะฉันไม่ได้หรอก สุดท้ายก็ต้องเป็นไปตามสิ่งที่ฉันวางไว้ เลิกหนีแล้วรีบๆ ยอมรับเสียเถอะ”

อูฮยอนที่กำลังหันหลังมองออกไปนอกหน้าต่าง หันกลับมามองประธานชา และทันทีประสานสายตากับประธานชาก็ตอบกลับไป ฝืดกดความโกรธเอาไว้จนดวงตาแดงก่ำ

“ผมก็จะใช้ชีวิตอยู่ตามแบบของผม คนที่มีแรงกำลังและเงินมากมายก็ไม่ชนะเสมอไปหรอกนะครับ คนที่ไม่มีเรื่องให้ต้องหวาดกลัว ไม่มีอะไรจะเสีย อาจจะต้องกลัวมากกว่าก็ได้นะครับ”

ประธานชามองอูฮยอนแล้วยิ้มออกมาอย่างชัดเจน เขาใช้สายตาที่อบอุ่นกว่าครั้งไหนมองอูฮยอน

“อูฮยอน... แกเป็นอย่างนี้ฉันก็ยิ่งชอบแกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ขออะไรอีกอย่างหนึ่งเถอะ บัตรเชิญของงานแม่แกน่ะ ฉันไม่อยากจะได้รับมันอีกแล้วนะ”

อูฮยอนไม่ชอบให้ประธานชาพูดถึงแม่ ไม่ชอบอย่างมากที่ต่างฝ่ายถูกมัดรวมกันด้วยเชือกเส้นนั้น มันน่าขนลุกและน่าสะอิดสะเอียน เหมือนอาหารที่สกปรกจากการตกท่อระบายน้ำเข้าไปในปาก เขาไม่รู้ความคิดของแม่เลยสักนิดที่ส่งการ์ดเชิญไปให้ประธานชาทุกๆ ครั้ง ทั้งที่ขอร้องว่าอย่าติดต่อกลับมาอีก และพับความสัมพันธ์ต่างคนต่างใช้ชีวิตกันไปก็แล้ว แต่ก็ยังโดนดูหมิ่นแบบนั้นจากภรรยาของประธานชา ทั้งสองคนไม่มีความรู้สึกที่มอบอะไรให้แล้วแน่แท้ แต่ทำไมแม่ยังคงแอบอูฮยอนติดต่อกับประธานชา แล้วยังทิ้งความอาลัยต่อกันไม่ได้อีก เขาไม่รู้จริงๆ

“ถึงจะใส่ชุดแต่งงานให้ไม่ได้ เอาชื่อขึ้นทะเบียนสมรสให้ก็ไม่ได้ แต่ก็เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ฉันรักในชีวิต ได้การ์ดเชิญจากผู้หญิงแบบนั้นมาตั้งห้ารอบแล้ว มันไม่โหดร้ายไปหน่อยเหรอ ช่วยห้ามไม่ให้มากไปกว่านี้หน่อย ใช้เวลาช่วงคริสมาสต์ให้สนุกนะ ไว้เดี๋ยวมาใหม่”

เขาไม่ชอบให้วันที่อบอุ่นอย่างคริสมาสต์ออกมาจากปากคนคนนั้น เพราะประธานชาและภรรยาของเขา และแม่ที่ไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่ ทำให้อูฮยอนไม่เคยมีความทรงจำในวันคริสมาสต์ที่มีความสุขเลย มีแต่ฝันร้าย จะมาบอกว่าให้ใช้ช่วงคริสมาสต์ให้สนุกเหรอ ยิ่งไปกว่านั้นยังฝากคำลาที่น่าขนลุกว่าจะกลับมาหาอีก ก่อนเดินออกจากห้องตรวจไปด้วย

อูฮยอนปลดปล่อยความโกรธแค้นที่อดทนและกดมันไว้เสมอมา เขาดันประตูเหมือนจะพังมันเข้าไปในพื้นที่พักผ่อนข้างๆ ห้องตรวจ ตรงเข้าไปต่อยกระสอบทรายที่แขวนอยู่ฝั่งหนึ่ง อูฮยอนตาแดงก่ำจนน้ำตาเอ่อคลอ แอบทำเรื่องสู่ขอลูกสาวเศรษฐีเอาไว้ เตรียมของไว้ให้ครบครันอย่างเร่งด่วน ซื้อรถราคาหลายร้อยล้าน แล้วยังย้ายไปหมู่บ้านหรูราคาเกินหลายร้อยล้านอีก แถมปรับความเข้าใจกันกับพ่อด้วย

หลายปีที่ผ่านมา ถึงอูฮยอนจะไม่ชอบประธานชาที่มาพูดนู่นนี่อยู่ฝ่ายเดียวเหมือนบีบบังคับแล้วก็หายตัวไป ทว่าเขากลับไม่ชอบแม่เสียยิ่งกว่า ทั้งๆ ที่รู้ถึงความเจ็บปวดของอูฮยอนดีกว่าใคร แต่กลับไปปรับความเข้าใจกับประธานชา แล้วใช้คำพูดว่าทำเพื่อตัวเขา มาบีบบังคับเขาอีก มันน่าคับแค้นใจกว่าเก่า สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดก็คือ ความจริงที่ว่าอูฮยอนเกิดมาด้วยความสัมพันธ์เชิงชู้สาวของทั้งสองคน ไม่น่าเกิดมาก็คงจะดี ถ้าหากย้อนกลับไปได้ ถ้าหากลบทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด ก็อยากลบความจริงที่ว่าตัวเขาเกิดมาอย่างโสมมนั้นทิ้งไป

การเกิดมาแบบนี้ของอูฮยอน คนที่ไม่ต้องการอูฮฮยอนมากที่สุดก็คือภรรยาของประธานชา ยิ่งกว่าลูกชายคนโต ยิ่งกว่าใครทั้งหมด เกลียดยิ่งกว่าความตาย และใครก็ตามที่บอกความจริงนั้นให้โลกรู้ เขาจะไม่ปล่อยไว้แน่


* * *

ความคิดเห็น