facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

17th Shoot : จะจีบหรือคบก็ไม่ต่างกัน

ชื่อตอน : 17th Shoot : จะจีบหรือคบก็ไม่ต่างกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ม.ค. 2562 20:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
17th Shoot : จะจีบหรือคบก็ไม่ต่างกัน
แบบอักษร

17th Shoot

จะจีบหรือคบก็ไม่ต่างกัน

                น้องปุณย์’s Part

                หลายวันต่อมา

                “อือออ” ผมค่อยๆรู้สึกตัวตามสัมผัสของแสงสว่างที่เล็ดรอดผ่านเปลือกตาที่ยังเปิดไม่สนิทของผม หลายวันมานี้ผมหลับสนิทติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว คงจะเป็นเพราะช่วงนี้ผมเหนื่อยกับการแข่งขันกีฬาเฟรชชี่มากๆเลย ตอนแรกผมแอบดีใจที่ตัวเองไม่ต้องไปร่วมเชียร์เพราะเป็นนักกีฬา แต่มาตอนนี้มันเริ่มไม่ใช่แบบนั้นแล้ว เป็นนักกีฬาบางทีอาจจะเหนื่อยกว่าไปเข้าห้องเชียร์ซะอีก

                “…”

 หัวใจผมกระตุกวูบ จังหวะที่ผมยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างงัวเงียอยู่นั้น มือผมก็สัมผัสเข้ากับอะไรบางอย่าง ไม่สิ! ต้องบอกว่าใครบางคนถึงจะถูก ผมมองไปด้านบนเพดาน ทุกอย่างยังดูคุ้นตาไปหมด ที่นี่ต้องเป็นห้องนอนของผมแน่ๆ ถ้าอย่างนั้นคนที่ผมโดนตัวเขาอยู่ตอนนี้อาจจะเป็น…

                ชะ…ใช่แน่ๆเลย ผมมองไปยังเตียงนอนที่เรียงอยู่ถัดไป เห็นชัดๆเลยว่าเตียงที่อยู่ริมสุดคือเตียงผม ถ้าอย่างงั้นตอนนี้ก็ต้องเป็นเตียงพี่ศร…

                “อ๊ะ!” เมื่อมั่นใจว่าต้องใช่พี่ศรแน่ๆ ผมรีบรวบรวมเรี่ยวแรงดันตัวให้ลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวเกินสองเซนติเมตรจากเตียงผมก็ถูกแรงดึงจากวงแขนแกร่งที่สวมกอดตรงช่วงเอวของผมดึงรั้งให้ล้มตัวลงนอน

                “ตื่นแล้วเหรอ” น้ำเสียงนุ่มลึกที่คุ้นหูกระซิบถามผมเบาๆจากด้านข้าง

                “พะ…พี่ศร ปล่อยผมครับ”

                “อะไร อุตส่าห์ให้มานอนบนเตียงด้วยแท้ๆ จะตอบแทนกูหน่อยไม่ได้เหรอ” ตอบแทนอะไรกันเล่า! พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่องเลย

                “ผมมานอนเตียงพี่ได้ยังไงครับ”

                “กูอุ้มมา”

                “หะ…หา อุ้มมาเหรอ แล้วพี่จะอุ้มผมมาทำไมเล่า!” ผมโวยวายหน่อยๆ พี่ศรร้ายกาจมากเกินไปแล้วนะ ผมจำได้ว่าเมื่อคืนผมก็นอนอยู่ที่เตียงของตัวเองตามปกติ แถมเตียงผมกับพี่ศรก็มีเตียงที่ว่างกันอยู่ตั้งสองเตียงด้วย ถึงว่าตื่นมาแล้วมาอยู่เตียงพี่ศรได้ยังไง อีกคนแอบอุ้มผมมาตอนหลับนี่เอง

                “ก็มีลูกหมาที่ไหนไม่รู้นอนละเมอตกเตียงตั้งหลายรอบ กูอุ้มขึ้นบนเตียงก็ละเมอตกลงมาอีก กูก็เลยอุ้มเอามาไว้เตียงกูซะเลย”

                “…”  ไอ้พี่ศรบ้า นี่มันใช่วิธีช่วยคนนอนละเมอที่ไหนกันเล่า

                “เขินเหรอ” เสียงทุ้มกระซิบถาม มือทั้งสองข้างของพี่ศรยังออกแรงสวมกอดผมแน่นจนแผนหลังผมแนบชิดกับตัวพี่เขา

                “ไม่ได้เขินสักหน่อย”

                “ไม่เขินแล้วทำไมเสียงสั่นละ ตัวอุ่นๆด้วย”

                “พี่ไม่ต้องมาพูดเลย ผมละเมอแล้วทำไมไม่ปลุกผมล่ะ พี่จะอุ้มผมมานอนด้วยทำไม” ประโยคสุดท้ายผมพูดเสียงแผ่วเบาจนแทบจะไร้เสียง รู้สึกร้อนผ่าวเหมือนหน้าจะไหม้ หลอดเสียงที่ควรจะทำงานก็พาลทำงานติดขัดขึ้นมาทันที

                “ถ้าไม่อุ้มมามึงตกเตียงเป็นอะไรไปกูจะทำยังไง ยังจีบไม่ทันติดเลยจะรีบตกเตียงตายหนีกูไปแล้วเหรอ”

                “พี่ศร…บ้า”

                “หึ! กูช่วยไว้แท้ๆยังมาด่ากูอีก ถ้าไม่ได้กูกอดมึงไว้ทั้งคืนมึงตกเตียงไปไม่รู้กี่รอบแล้ว”

                หา…กะ…กอดงั้นเหรอ พี่ศรกอดผมทั้งคืนงั้นเหรอ โอ้ยยย! ใจเต้นแรงมากเลย ไม่ไหวแล้ว ถ้าอยู่แบบนี้ต่อไปหัวใจผมต้องล้มเหลวตายตอนนี้แน่ๆ

                “ปล่อยผมได้แล้วครับ ผมจะไปอาบน้ำ” ผมออกแรงดิ้น พยายามขืนตัวออกจากอ้อมกอดพี่ศร

                “กูอาบด้วย” แต่อีกคนกลับกระชับอ้อมกอดแน่น ซุกหน้าลงบนบ่าผมและเสียงทุ่มต่ำที่เอ่ยคำพูดน่าอายออกมา

                “ไม่เอา! พี่จะมาอาบกับผมทำไมเล่า” ผมรีบปฏิเสธ บ้าเหรออยู่ดีๆจะมาขออาบน้ำด้วย ผมก็อายเป็นนะ

                “อ้าว! อาบด้วยไม่ได้เหรอ” อีกคนพูดกลั้วหัวเราะ

                “ไม่ได้!” ผมยืนยันหนักแน่น

                “หึ!” พี่ศรไม่ได้ว่าอะไรต่อ อีกคนแค่ส่งเสียงในลำคอให้สงสัยเล่นๆแล้วก็ยอมคลายแรงกอด ผมรีบผละออกจากเตียงไม่ยอมหันไปมองพี่ศรอีกเลย ถึงจะสัมผัสได้ว่ามีสายตาของพี่ศรจ้องมองผมอยู่แน่ๆ แต่ผมก็เลือกที่จะรีบหยิบชุดที่จะต้องใส่กับผ้าขนหนูสำหรับเช็ดตัวแล้วรีบเข้าห้องน้ำไปเลย

                “คนบ้า” ผมยืนพูดกับตัวเองในกระจกห้องน้ำ แค่นึกถึงเรื่องเมื่อคืนว่าผมถูกพี่ศรอุ้มไปนอนเตียงเดียวกันก็รู้สึกร้อนที่หน้าจนแก้มจะแตกอยู่แล้ว ยิ่งมารู้ว่าพี่ศรนอนกอดผมทั้งคืนด้วย ตอนนี้แค่หน้าพี่ศรผมยังไม่กล้าจะมองเลย

                ปึง!

                แต่แล้วเสียงเปิดประตูห้องน้ำทำให้ผมตกใจจนแปรงสีฟันที่มือเกือบจะร่วงหล่นพื้น

                “พะ…พี่ศร พี่เข้ามาได้ยังไง” คนที่จู่ๆก็พรวดพราดเปิดประตูเข้ามาในห้องน้ำคือพี่ศร ผมใจเต้นแรงหนักขึ้นเพราะพี่ศรไม่ได้ใส่เสื้อผ้า อีกคนเพียงแค่พันผ้าขนหนูปกปิดช่วงล่างไว้ นอกนั้นก็มีแค่ผ้าขนหนูผืนเล็กที่พี่ศรพาดบ่าไว้อย่างหมิ่นเหม่

                นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเคยเห็นพี่ศรถอดเสื้อ แต่ทำไมก็ไม่รู้ครั้งนี้ผมถึงรู้สึกต่างออกไป จะเหมือนเดิมก็คือใจผมยังเต้นแรงเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือผมรู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัดจะตายอยู่แล้ว

                “ขออาบน้ำด้วย” พี่ศรว่า

                “ไม่ได้ ผมบอกพี่ไปแล้วนะ พี่ออกไปเลย” ผมออกแรงผลักพี่ศรให้ถอยหลังกลับแต่เหมือนมันจะไม่เป็นผลเลย เพราะถึงจะออกแรงมากแค่ไหนพี่ศรก็ไม่ขยับตัวเลยสักนิด จนผมรู้ตัวว่ากำลังสัมผัสหน้าอกที่เปลือยเปล่าของอีกคนอยู่ถึงได้รีบชะงักมือกลับมา

                “ขออาบด้วย” เสียงทุ้มต่ำของพี่ศรย้ำคำเดิม

                “ไม่ได้ครับ พี่ออกไปก่อนได้ไหม ปกติเราก็ไม่อาบน้ำด้วยกันนี่ครับ”

                “ก็นั้นมันแต่ก่อน ตอนนี้ไม่ใช่แล้วไง”

                “ไม่เอา ตอนไหนก็ไม่ได้พี่ศรออกไปเลยนะครับ” ลองใช้น้ำเสียงอ้อนวอนดูแล้วกันเผื่อพี่ศรจะสงสารผมบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือพี่ศรค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ๆเรื่อยๆ เห็นแบบนั้นผมก้าวเท้าถอยหลังหนีในทันทีเหมือนกัน

                “อือออ..” จนกระทั่งหลังชนเข้ากับขอบอ่างล้างหน้านั้นหมายความว่าผมหมดทางหนีแล้ว พี่ศรก็โน้มตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของใบหน้าที่เข้ามาใกล้ในระยะประชิด “พะ…พี่ศรอย่าครับ” ผมจำต้องยกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกเปลือยเปล่าของพี่ศรอีกครั้ง ออกแรงดันขัดขืนพร้อมส่งเสียงอ้อนวอน

                “อย่าอะไร” พี่ศรถามเสียงเบา สายตาของพี่ศรน่ากลัวมากๆเลย

                “อย่า…จูบ”

                “หึ! คิดว่ากูจะจูบเหรอ”

                “ก็…”  ผมไม่กลาพูดต่อเพราะผมเองก็ยังไม่มั่นใจ ก็ใครจะไปรู้เล่า ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆแบบนี้ผมก็ต้องคิดแบบนั้นอยู่ไว้ก่อนแหละ

                “ตรงนี้กูเคยจูบมาแล้วไม่ใช่เหรอ”

“…” ผมสะดุ้งเฮือกกับคำพูดและนิ้วเรียวของอีกคนที่สัมผัสลงบนริมฝีปากผม ไออุ่นจากนิ้วพี่ศรตัดกับความรู้สึกเย็นของคราบยาสีฟันจนทำให้ผมอธิบายความรู้สึกไม่ถูก ส่วนแปรงสีฟันของผมตอนนี้ไม่รู้หล่นหายไปตั้งแต่ตอนไหนแล้ว

“วันนั้นที่กูเมา กูได้จูบตรงนี้ไหม” พี่ศรถามต่อ

                “ผะ…ผมไม่รู้”

                “ถ้างั้น…ให้ลองดูอีกทีไหม เผื่อจะจำได้”

                “มะ…ไม่เอาครับ” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ

                “หึ! งั้นเหรอ” พี่ศรหัวเราะในลำคอ “แกล้งเล่นเฉยๆหรอก ไม่ต้องทำหน้ากลัวขนาดนั้นก็ได้” ฝ่ามือหนาของอีกคนยีลงที่หัวผมอย่างเบามือ ตอนนี้ผมไม่สนใจหรอกว่าพี่ศรจะแกล้งเล่นหรือทำจริง ผมรู้แค่ว่าตอนนี้หัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว ทั้งกลัว ทั้งอาย ทั้งตื่นเต้น ความรู้สึกมันตีกันไปหมด

                แล้วพี่ศร…หมายความว่ายังไงว่าเคยจูบมาแล้ว หรือว่าพี่เขาจะรู้

                “พี่ระ…รู้เหรอครับ”

                “หืม รู้อะไร”

                “ก็รู้ว่าพี่ เอ่อ…จะ…จูบผม”

                “คิดว่าตัวเองเป็นคนโกหกเก่งมากเลยหรือไง” เฮ้ย! พี่แค่ตอบมาอย่างเดียวก็ได้ ไม่เห็นต้องขยับเข้ามาใกล้ขนาดนี้เลย

                “เอ่อ…ผมไม่เข้าใจ พี่จะรู้ได้ยังไง ก็วันนี้ผมเห็นพี่เมามากๆ แถมผมก็…” ผมเบี่ยงหน้าหลบพี่ศรที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆอีกแล้ว ให้ตายสิ!

                “ก็อะไร”

                “ก็…ตีพี่จนสลบไปแล้วนี่น่า”

                “อ๋อ นี่หมายความว่าตอนเช้าที่กูตื่นมาแล้วปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมดนี่คือมึงทำร้ายร่างกายกูว่างั้น”

                “ผมขอโทษ” ผมรีบยกมือไหว้พี่ศร หลับตาปี๋เพราะไม่อยากเห็นว่าตอนนี้อีกคนกำลังโกรธผมมากแค่ไหน

                “ตีกูไม่พอยังปล่อยให้กูนอนกับพื้นอีกนี่นะ”

                “ก็พี่มาจูบผมก่อนนี่ ผมยังไม่เคยจูบกับใครเลยนะ ผมก็…ผมก็…ตกใจสิ”

                “หึ! แล้วทำไมถึงไม่บอกกูว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่ตอนนั้นกูถามมึงตั้งหลายหน”

                “ใครจะไปกล้าบอกกันเล่า ผมก็อายนะ อีกอย่างผมก็ไม่รู้ว่าพี่จะโกรธผมหรือเปล่า”

                “เด็กโง่”

                “อ๊ะ!” พี่ศรดีดหน้าผากผมอีกแล้วนะ

                “กูเป็นคนไปจูบมึงก่อนไม่ใช่เหรอ แบบนั้นแล้วกูจะโกรธมึงได้ยังไง”

                “ก็ใครจะไปรู้เล่า” ผมก้มหน้าพูดเสียงเบา “พี่ยังไม่ได้บอกผมเลยนะว่าพี่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง หรือว่าตอนนั้นพี่รู้สึกตัว”

                “ไม่หรอก ตอนนั้นกูเมาจนไม่รู้เรื่องจริงๆ แต่กูจับพิรุธเด็กเรื่องแกะซื่อบื้อที่คิดว่าตัวเองโกหกเก่งได้”

                “พี่หมายถึงผมเหรอ”

                “ก็เออไง ท่าทางมึงนะมีพิรุธโคตรๆ ปากบอกไม่มีอะไรแต่สีหน้า แววตามึงมันฟ้องว่าพิน็อกคิโอแบบมึงน่ะโกหกไม่ได้เรื่อง”

                “ใครจะไปรู้เล่าว่าพี่จะจับได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พี่รู้แล้วทำไมถึงไม่บอกผม ไหนจะเรื่องที่พี่รู้ว่าผม…” ผมช้อนสายตาขึ้นมองอีกคน ไม่กล้าจะเอ่ยคำนั้นออกมา

                “แอบชอบกู” แต่ก็เป็นพี่ศรที่พูดคำนั้นออกมาแทน

“…” ที่ผมทำได้ตอนนี้ก็คือพยักหน้ารับเบาๆทั้งที่ตอนนี้โคตรจะรู้สึกเขินเลย

                “ถ้างั้น…มึงก็ให้กูรับผิดชอบสิ” อีกคนว่า

                “พี่หมายความว่ายังไง”

                “คบกับกู” พี่ศรพูดเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยแววตาจริงจัง

                “ผมจะอาบน้ำแล้ว” ผมรีบเบี่ยงประเด็น ไม่ต้องมาตีเนียนเลยนะพี่ศร ผมยังเคืองพี่อยู่ที่นะที่รู้เรื่องทั้งหมดแล้วแต่ไม่ยอมบอกผม

                “เฮ้อ! เด็กดื้อจริงๆมึงเนี่ย รีบอาบล่ะกูรออาบต่อ” จากนั้นพี่ศรก็เดินออกไป กดล็อกกลอนประตูจากด้านในก่อนจะปิดประตูห้องน้ำให้ผม

                “…” เกือบไปแล้ว ผมขาอ่อนหมดแรงในแทบจะทันที ถ้าไม่เกาะขอบอ่างล่างหน้าไว้ทันผมคงลงมานั่งกองกับพื้นแล้ว เมื่อกี้นี่มันอะไรกัน ตอนนี้สมองผมประมวลผลอะไรไม่ได้อีกแล้ว แต่จะจำเอาไว้เลยว่าครั้งต่อไปผมต้องล็อกประตูห้องน้ำดีๆแล้วละ

                หลังผมอาบน้ำเสร็จก็ถูกพี่ศรบังคับให้รอออกมาพร้อมกัน ตอนแรกผมคิดว่าจะฉวยโอกาสตอนพี่ศรอาบน้ำชิ่งหนีสักหน่อย แต่พออีกคนบอกว่าจะให้ช่วยเตรียมอุปกรณ์ยิงธนูผมก็ยอมใจอ่อนจนได้ สุดท้ายก็เลยต้องออกจากห้องมาพร้อมพี่ศร

                ช่วงนี้ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่วุ่นๆอยู่กับการแข่งขันกีฬาเฟรชชี่ พี่ศรเองก็ดูเหมือนว่ากำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมยิงธนูด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยปรากฏภาพผมที่อยู่ในชุดวิ่งแข่งเดินอยู่ข้างๆพี่ศรที่อยู่ในชุดยิงธนู โดยมีผมเป็นคนถือกระเป๋าอุปกรณ์ให้พี่เขาเอง

                ถึงจะยังเคืองๆพี่ศรอยู่ก็เถอะ แต่การได้ช่วยพี่ศรแม้จะแค่เรื่องเล็กน้อยก็ตาม ผมก็รู้สึกมีความสุขเอยู่ดี

“วันนี้มีแข่งเหรอ” พี่ศรหันมาถามผม

“ครับ”ผมเพียงพยักหน้ารับคำ

“วันนี้มีซ้อมพอดีไม่งั้นคงได้ไปเชียร์มึงแล้ว มีแข่งอีกทีวันไหน”

“ถ้าวันนี้ชนะก็ต้องไปแข่งรอบชิงวันมะรืนครับ”

“ชนะให้ได้แล้วกัน”

“…”

“กูจะได้ไปเชียร์มึงแข่งรอบชิงไง”

“คะ…ครับ” ผมพยักหน้ารับ “แล้ววันนี้พี่ไปซ้อมทั้งวันเลยเหรอครับ”

“ใช่ ช่วงนี้ต้องซ้อมหนักหน่อย โค้ชเขาจะให้กูลงแข่งแมตสำคัญเดือนหน้า มึงจะไปเชียร์กูไหม” ได้ยินแบบนั้นผมหยุดชะงัก หันหน้าขึ้นมองอีกคน พี่ศรจะได้ลงสนามแข่งจริงๆแล้ว แถมตอนนี้…อีกคนกำลังชวนผมไปเชียร์เขาด้วย

“มัวแต่มองหน้ากูอยู่นั้นแหละ สรุปจะไปเชียร์กูไหม”

“ไปได้จริงๆนะครับ”

“ไปได้สิทำไมจะไม่ได้ รถตู้มอน่าจะมีที่ว่างเพราะพวกไอ้เบสมันไม่ไปรถตู้มอหรอก ถ้ามึงจะไปกูจะบอกโค้ชให้”

ตอนนี้ผมดีใจจนแทบจะหุบยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ พอเหลือบไปสบเข้ากับสายตาของพี่ศรที่มองมาก็ทำให้ผมต้องขบเม้มปากฝืนตัวไม่ให้ยิ้มเอาไว้

“ไว้คิดดูก่อนแล้วกันนะครับ”

“หึ! ฟอร์มเยอะ”

“อะไรเล่า” ผมมุ่ยหน้าใส่พี่ศรเพราะอีกคนยื่นมือมายีหัวผมเล่นอีกแล้ว สายตาที่พี่ศรมองมาอย่างจับผิดทำให้ผมต้องรีบเดินหนี

“อ๊ะ!” เป็นเพราะเดินไม่ระวัง ผมเลยเหยียบเอาน้ำจากหลุมบนถนนกระเด็นขึ้นมาโดนรองเท้ากีฬาของตัวเอง จนเลอะขึ้นมาถึงต้นขา ผมรีบก้มลงไปเช็ดคราบน้ำนั้นออกด้วยมือเปล่า น้ำเน่านี่เหม็นชะมัดเลย

                หมับ!

                แต่ก็ต้องชะงักเพราะถูกจับเข้าที่ข้อมือไว้ซะก่อน

                “จะทำอะไรเตี้ย” เป็นพี่ศรที่ถาม

                “จะเช็ดน้ำออกไงครับ”

                “ไม่ต้อง มานี่เดียวกูเช็ดให้”

                พี่ศรเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมก่อนที่เขาจะนั่งย่อตัวลง ภาพที่ผมเห็นต่อจากนั้นคือพี่ศรล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดออกมา ก่อนที่อีกคนจะลงมือเช็ดคราบน้ำที่เลอะขาผมออกอย่างช้าๆ

                “พี่ศรอย่าครับ”

                “ทำไมละ กูจะเช็ดออกให้ไง”

                “แต่ว่าผ้าเช็ดหน้าพี่มันจะเลอะนะครับ” ผมรู้ว่าถ้าพี่ศรใช้ผ้าเช็ดหน้านั้นเช็ดเท้าให้ผม พี่ศรจะต้องทิ้งผ้าผืนนั้นไปแน่ๆ วันนี้พี่ศรจะต้องไปซ้อมยิงธนูด้วย ถ้าพี่เขาเหนื่อยจนเหงื่อออกแล้วจะทำยังไงในเมื่อผ้าเช็ดหน้าถูกใช้ไปแล้ว

                “เลอะแล้วไง หรือมึงจะไปวิ่งทั้งที่ขาเลอะแบบนั้น”

                “แต่ว่า…”

                “เลิกพูดมากได้แล้ว สำหรับกูผ้าเช็ดหน้านี่ยังไงมันก็ไม่สำคัญเท่ามึงหรอก”

                เจออแบบนี้ไปผมก็ตายสิครับ คนพูดพอพูดเสร็จก็ก้มหน้าลงมือเช็ดคราบน้ำโคลนที่เปื้อนขาให้ผมต่อ จะมีก็แต่ผมที่ต้องเม้มปากแน่น รู้สึกร้อนผ่าวที่แก้มอีกแล้ว ตอนนี้นอกจากพยายามกลั้นอาการเขินไว้ผมก็ทำอะไรไม่ได้เลย

                จนกระทั่งพี่ศรจัดการเช็ดคราบน้ำโคลนที่เลอะขาผมจนหมดแล้ว ใครอีกคนถึงได้เดินเอาผ้าเช็ดหน้าที่เลอะจนเปลี่ยนเป็นสีดำไปทิ้งถังขยะที่อยู่ไม่ไกล

                “ขอบคุณนะครับ”

                “อืม” พี่ศรเพียงรับคำขอบคุณสั่นๆ อีกคนถึงแม้ในตอนนี้ก็ยังชอบทำหน้านิ่งที่เดาอารมณ์ได้ยากเหมือนเดิม จนกระทั่งอีกคนยื่นมือออกมาคล้ายจะให้ผมยืนมือตอบ

                “ครับ?” ผมเงยหน้าถามอย่างสงสัย

                “ยืนมือมาสิ จับมือกูไว้ เดี๋ยวก็เดินซุ่มซ่ามอีก จับมือกูไว้นี่แหละเดี๋ยวกูไปส่งที่สนามแข่ง”

                “…”

ถึงตอนนี้ผมมองหน้าพี่ศรอย่างลังเล อีกคนยังทำหน้านิ่งๆและยื่นมือให้ผมอยู่อย่างนั้น

“ผมไม่จับหรอก” สุดท้ายผมก็เลือกที่จะปฏิเสธไป พูดเสร็จผมรีบก้าวเท้าเดินเบี่ยงไปอีกทาง แต่พี่ศรก็ขยับตัวมาขวางทางไว้ตลอด เบี่ยงไปทางซ้าย พี่ศรก็ขยับตัวมายืนขวาง เบี่ยงไปทางขวาพี่ศรก็มายืนขวางอีก

“พี่ศร!” จนกระทั่งผมเหลืออดต้องพูดว่าอีกคนออกไปแบบนั้น

“เอามือมา” แต่เหมือนพี่ศรไม่สนใจเลยนอกจากการยื่นมือมาให้ผมจับเหมือนเดิม

                “ผมไม่จับครับ ผมเดินเองได้”

“ดื้อ”

“ผมไม่ได้ดื้อสักหน่อย รุ่นพี่รุ่นน้องเขาไม่จับมือกันหรอกนะครับ”

“แน่ใจว่ามึงคิดกับกูแค่รุ่นพี่”

“ก็…” โดนย้อนกลับมาแบบนี้ผมก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน

“รุ่นน้องอะไรแอบชอบรุ่นพี่” นั้นไง ขยี้ผมเข้าไป “อย่าเรื่องมากเอามือมานี่”

และสุดท้ายพี่ศรก็ชนะผมอย่างขาดรอย ผมแพ้อย่างราบคาบ แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้แข่งด้วยซ้ำ ก็ในเมื่อเรื่องที่อีกคนเอามาพูดน่ะความจริงทั้งนั้นนี่น่า

 หมับ!

พี่ศรฉวยโอกาสตอนผมกำลังหมดทางสู้คว้าเข้าที่มือผม นิ้วเรียวยาวของพี่ศรสอดประสานเกาะกุมมือผมไว้จนแน่น หัวใจผมเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้งจนต้องก้มหน้าหลบสายตาและเม้มปากแน่นต่อสู้กับร่างกายที่จ้องแต่จะยิ้มออกมาอยู่ได้

“หึ!” ได้ยินเสียงพี่ศรกระตุกยิ้มก่อนที่มือหนาจะยื่นมาลูบหัวผมอย่างเบามือ

ทั้งตัวและหัวใจผมรู้สึกลอยละล่อง มันเบาหวิวเหมือนโลกนี้ไร้แรงโน้มถ่วงใดๆ จะมีก็แค่แรงรั้งดึงจากนิ้วมือของพี่ศรที่เกาะกุมมือผมไว้ตอนนี้เท่านั้นที่ยังทำให้ผมรู้สึกว่ายังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึกบนโลกใบนี้

ผมลอบเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าของบุคคลที่เกาะกุมมือผมเดินอยู่ตอนนี้หลายครั้ง กระเป๋าอุปกรณ์ยิงธนูถูกพี่ศรดึงไปถือไว้เองนานแล้ว ภาพที่เห็นตอนนี้ทำให้ผมนึกไปถึงวันแรกที่ผมแอบชอบพี่ศร ยิ่งมาเห็นใกล้ๆแบบนี้พี่ศรยังหล่อที่สุดสำหรับผมเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย จากตอนแรกที่เจอกันพี่ศรน่ะทั้งดุทั่งใจร้ายกับผมเอามากๆเลย ใครจะไปคิดละว่าเราจะมีช่วงเวลาแบบนี้กันด้วย

แต่ยังไงก็เถอะ ผมน่ะไม่หายเคืองพี่ง่ายๆหรอกนะ

พี่ศรจูงมือพาผมเดินมาสักพักเราก็มาถึงสนามกีฬาที่ผมจะต้องแข่งวิ่งในวันนี้ มีนิสิตที่มาดูกีฬาเริ่มเดินทางมากันเยอะแล้ว ดังนั้นผมที่ถูกพี่ศรเกาะกุมมือไว้แน่นตอนนี้ถึงได้เลือกพยายามจะดึงมืออก

“เป็นอะไร”

“ถึงแล้วครับ พี่ปล่อยมือผมได้แล้ว” ว่าจบผมออกแรงพยายามขืนมือออก แต่พี่ศรก็เอาแต่ทำหน้านิ่งไม่ยอมผ่อนแรงจับมือผมสักที

“มึงนี่ตลกวะ”

“ผมตลกตรงไหน”

“ก็ตลกตรงที่ชอบทำหน้ามุ่ยเป็นตูดลิงไง” ยังจะมาพูดอีก รีบๆปล่อยมือผมได้แล้ว!

                “พี่ศรปล่อยผมได้แล้วเดี๋ยวคนอื่นมาเห็น มันจะดูไม่ดีนะครับ”

                “ไม่ดีตรงไหนก็เราชอบกัน มึงก็ชอบกู กูเองก็ชอบมึงจะไปสนใจคนอื่นทำไม”

                “แต่เรายังไม่ได้คบกันนะครับ”

                “ตอนนี้ก็จีบอยู่ไง”

                “แค่จีบแต่ยังไม่ได้คบนะครับ”

                “จีบกับคบก็ไม่ต่างกันหรอก ก็คนที่กูจีบอยู่น่ะตอนนี้ก็ชอบกูอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

                “…”

                “ชอบมาก่อนกูจะจีบซะอีก”  อีกคนยังพูดหน้าตาเฉยๆ เอาความจริงแบบนี้มาพูดแล้วจะเถียงยังไงเล่า!

                เถียงไปยังไงก็แพ้พี่ศรอยู่ดี สิ่งที่ผมควรทำตอนนี้คือพยายามแกะมือพี่ศรที่เกาะกุมมือผมออก จนสุดท้ายเหมือนอีกคนจะยอมใจอ่อนปล่อยมือผมจนได้ ไม่รอช้าผมรีบเดินหนีจากอีกคนมาเลย ขืนอยู่นานกว่านี้ต้องโดยพี่ศรโจมตีอีกแน่ ช่วงนี้พี่ศรโจมตีผมหนักมากเลย หัวใจผมอาจจะวายเอาได้สักวันหนึ่ง

                “เตี้ย”

                “…” เสียงตะโกนที่ดังตามหลังมาทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง

                “เต็มที่นะ กูจะรอไปเชียร์มึงวันแข่งรอบชิงแล้วกัน”

                “อืม” ผมรีบพยักหน้ารับ แต่ไม่ทันที่จะหันหลังกลับพี่ศรก็ตะโกนบอกมาอีกครั้ง

                “ขอบคุณนะที่มึงมาหากู ขอบคุณนะที่มึงมาอยู่ข้างๆกัน”

                “…” คนบ้า อยู่ดีๆมาตะโกนแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย คนเริ่มจะมองมาแล้วนะ

                “ขอบคุณที่มึงชอบกูด้วย อย่าพึ่งเลิกชอบกูแล้วกันเพราะยังไงตอนนี้กูก็ชอบมึงกลับแล้ว จะจีบให้ติดให้ได้เลย”

                ผมไม่สนใจแล้วว่าพี่ศรจะพูดหรือทำหน้ายังไงอยู่ตอนนี้ ผมรีบหันหลังกลับแล้วเดินหนีออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเลย ไม่คิดเลยว่าพี่ศรที่ผมเคยกลัวแทบตายตอนจะคุยด้วยจะมาพูดคำนี้กับผม

                เฮ้อ! รู้แบบนี้ไม่เขียนบันทึกไว้ก็ดีว่าแอบชอบพี่ศรน่ะ ไม่งั้นใครอีกคนก็คงยังไม่รู้ การที่ถูกพี่ศรชอบกลับแบบนี้ผมควรจะดีใจสิถึงจะถูก แต่พอเอาเข้าจริงๆทำไมผมถึงทำตัวไม่ถูกก็ไม่รู้

                แล้วทำไมผมต้องยิ้มออกมากว้างขนาดนี้ด้วยเนี่ย โอ้ยยย!




_______________________

รุกเข้าไปพี่ศร น้องใกล้จะใจอ่อนแล้ว ^^


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว