ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 13 คู่ควร ? Rewirte

ชื่อตอน : บทที่ 13 คู่ควร ? Rewirte

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2563 15:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 13 คู่ควร ? Rewirte
แบบอักษร

#เมืองเป๋ยอัน แคว้นต้าเหยี๋ยน

"หึ องค์ชายหากยังต้องปกปิดตัวเองภายใต้หน้ากากนั่น พระองค์ทรงคิดว่าพระองค์ทรงเหมาะแล้วหรือที่จะเคียงข้างผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดแห่งแคว้นนี้ อีกอย่างต่อให้ท่านมีทุกอย่างคู่ควรแต่ทรงอย่าลืมว่าพระองค์คือบุรุษหาใช่สตรีที่จะสามารถมีทายาทสืบทอดได้ราชบัลลังก์ได้ ทรงคิดให้ดีว่าท่านคู่ควรจริงหรือไม่ หึ หึ หึ" 

เสียงของเสนาบดีขวาจ้าวเทียนสือยังคงก้องอยู่ในหัวของไป๋หู่ ที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในจวนรับรองของตนเอง หลังจากที่ทั้งสองได้พูดคุยกันระหว่างเดินทางไปจวนเจ้าเมืองเพื่อพักผ่อนก่อนราว 2 - 3 วันก่อนเดินทางต่อ แม้การพูดคุยเพียงไม่นานแต่ประโยคที่ออกจากปากอีกฝ่ายนั้นกลับสร้างรอยโหว่ในใจของไป๋หู่อย่างชัดเจน 

'ข้าเป็นบุรุษ ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้' ไป๋หู่คิดทบทวนถึงความเป็นจริงนี้วนไปมาหลายรอบนับตั้งแต่เทียนสือนั้นเอ่ยประโยคนั้นจบจวบจนกระทั่งยามนี้ ไม่มีผู้ใดได้รับรู้ว่าตอนนี้ใบหน้างามภายใต้หน้ากากนั้นกำลังขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันจนเป็นปม ปากบางกำลังใช้ฟันขบเม้มจนริมฝีปากแทบปริ แต่กลับไม่ทำให้เจ้าตัวรู้สึกเจ็บแต่อย่างไรเพราะเวลานี้ไม่มีสิ่งใดรบกวนจิตใจได้เท่ากับประโยคนั้น จนขนาดมีบุคคลหนึ่งเข้ามาภายในห้องและยืนมองอยู่สักพักแล้วไป๋หู่ก็ยังคงไม่รู้สึกตัว จนอีกฝ่ายนั้นรู้สึกเป็นห่วงไม่น้อย และเมื่อทนไม่ไหว เกาจงจึงเดินเข้าหาร่างบาง 

"เจ้ากังวลใจเรื่องใดไป๋เอ๋อร์" เกาจงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย 

"ฝะ..ฝ่าบาท ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ ขอพระราชทานอภัยที่กระหม่อมไม่ดะ...." ไป๋หู่สะดุ้งทันทีที่ได้ยินเสียง เพียงครู่เดียวที่ตกใจแต่ก็สามารถดึงสติกลับมาได้ทันที เมื่อรู้ว่าตนเองนั้นได้เสียมารยาทต่อร่างสูง จึงรีบขอโทษขอโพยแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยจบประโยคเกาจงก็รีบยกมือขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายหยุดพูด และเดินไปนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ข้างกัน เกาจงมองหน้าอีกฝ่ายสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตานั้นกลับกดดันเมื่อให้อีกฝ่ายเอ่ยตอบสิ่งที่ตนนั้นถามไถ่ไปเมื่อสักครู่ 

"กระหม่อมไม่มีสิ่งใดกังวลใจหรอกพ่ะย่ะค่ะ แค่ไม่คุ้นชินเท่านั้นเอง" ไป๋หู่เลือกที่เอ่ยเท็จออกไป เพราะตนเองไม่รู้ว่าหากบอกสิ่งที่ตนคิดแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตนอาจถูกมองว่าตนนั้นว่าร้ายท่านเสนาบดีขวาเทียนสือเพราะดูแล้วสองคนนี้เป็นอาจมีความเกี่ยวเนื่องกัน อาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตนพูด แต่ถ้าหากร่างสูงตรงหน้าเชื่อในสิ่งที่ตนเองบอกตนก็คิดไม่ตกว่าอาจก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างร่างสูงและอีกฝ่ายได้ ไม่ว่าทางใดก็ไม่ใช่เรื่องดีที่จะเอ่ยบอกไป ดังนั้นจึงเลี่ยงที่จะปกปิดไว้ก่อนเสียดีกว่า 

"พี่บอกเจ้าไปแล้วไป๋เอ๋อร์ หากมีสิ่งใดที่เจ้าอยากรู้หรือสิ่งใดที่ทำให้เจ้าแคลงใจในตัวพี่ ขอให้เจ้าเอ่ยออกมาอย่าเก็บคิดเองเพียงผู้เดียว เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าการที่เจ้าเก็บเอาไว้เพียงผู้เดียวหรือสิ่งที่เจ้าคิดนั้นถูกต้อง" เกาจงเองรับรู้ได้ตั้งแต่ที่ตนพูดคุยเรื่องการทหารกับหยางสือจบก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นมีอะไรผิดปกติไป หรือว่าอาของตนเล่นสนุกอะไรกันจึงได้ทำให้คนของตนนั้นมีอาการแปลกไป หากเป็นคนอื่นไม่มีทางรับรู้อาการที่เกิดขึ้นแน่เพราะไป๋หู่นั้นภายใต้หน้ากากนั้นดูเป็นเงียบขรึม สง่างามสมดังสายเลือดมังกรและสมกับตำแหน่งรองแม่ทัพ แต่ไม่ใช่กับจ้าวเกาจงที่นับตั้งแต่ได้สนใจในร่างบางก็เฝ้าสังเกต ติดตามกิริยาท่าทางอาการของอีกฝ่ายจนรับรู้ได้ทันทีหากอีกฝ่ายมีสิ่งใดที่ผิดปกติไป 

"...." / "..." 

เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ ระหว่างทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากบอก อีกฝ่ายชั่งใจอยู่ว่าควรเอ่ยออกไปหรือไม่ จนเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักไป๋หู่ก็ถอนหายใจออกมาแผ่นเบา 

"เฮ้อ ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแค่มีเรื่องกังวลใจนิดหน่อยเท่านั้น" ในที่สุดไป๋หู่ก็เอ่ยบอกจนได้ เพราะถึงขึ้นนี้แล้วในเมื่อตนยอมติดตามร่างสูงมายังต่างแคว้นนั้นเพราะว่าตนเองนั้นได้ยอมมอบชีวิตที่เหลือนี้ให้ผู้ตรงหน้าแล้ว ตอนนี้ตนมีเพียงร่างสูงตรงหน้าเท่านั้น ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องปิดบัง 

"เรื่องอันใด" เกาจงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง 

"กระหม่อมกะ..." / "ฝ่าบาทเสนาบดีขวาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" 

ยังไม่ทันที่ไป๋หู่จะเอ่ยจบ เสียงหัวหน้าราชองครักษ์ก็เอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน 

"ให้เข้ามา" เกาจงเอ่ยตอบไปแววตาฉายแววสงสัยเพียงครู่ ก่อนแปลเลี่ยนเป็นเรียบนิ่งดังเดิม 

"ทูลฝ่าบาท องค์ชายไป๋หู่ กระหม่อมเตรียมของว่างไว้ที่ศาลาในสวนของจวนเจ้าเมือง กระหม่อมกำลังจะเข้ามาทูลเชิญองค์ชายไป๋หู่ไปนั่งพูดคุยเป็นเพื่อนเสียหน่อย ไม่คิดว่าจะมาแล้วพบว่าฝ่าบาททรงประทับอยู่ด้วย อย่างนั้นทูลเชิญฝ่าบาทเสด็จประทับด้วยเลยพ่ะย่ะค่ะ และกระหม่อมให้คนไปเชิญท่านแม่ทัพใหญ่หยางสือด้วยแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ทันทีที่เทียนสือเข้ามาก็เอ่ยสิ่งที่ตนนั้นได้ดำเนินการก่อนที่จะมุ่งหน้ามาที่นี่แล้ว 

"เจ้าอยากพักหรือไม่ ข้าแล้วแต่เจ้า อย่าตามใจคนแก่มากนัก" เกาจงไม่เอ่ยตอบผู้ที่มาใหม่ แต่กลับหันไปถามไป๋หู่แทน แถมท้ายประโยคนั้นยังแขวะผู้มาใหม่เพื่อบ่งบอกว่าตนไม่ได้พอใจนักที่เข้ามาเป็นกว้างขวางคอความเป็นส่วนตัวของตนและร่างบาง 

"หึ ๆ ฝ่าบาทกระหม่อมอยากรู้จัก สนิทสนมกับผู้ที่ภายภาคหน้านั้นจะขึ้นเป็นใหญ่ในวังหลังเท่านั้น หากเมื่อถึงวังหลวงและเข้าราชพิธีอภิเษก กระหม่อมก็คงไม่มีโอกาสเข้าได้พูดคุยให้สนิทสนมแล้ว เพราะฉะนั้นกระหม่อมต้องอาศัยช่วงเวลานี้เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทอย่าได้ทรงหวงนัก" เทียนสือเอ่ยพลางขบขันไปด้วยที่โดนหลานชายของตนแขวะเข้าให้ 

"อ่า หรือองค์ชายมิได้อยากเสวนากับกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ งั้นกระหม่อมต้องขอประทานอภัยที่รบกะ...." 

"หาเป็นเช่นนั้นท่านเสนาบดีเทียนสือ ข้ายินดียิ่งที่ท่านมีไมตรีต่อข้า เพียงแค่ข้าเกรงว่าอาจทำให้การเสวนาจะหมดสนุกไป เพราะข้านั้นหาใช่ผู้ที่โต้ตอบหรือสื่อสารกับผู้อื่นได้ดีนักกลัวว่าอาจจะทำให้ท่านหรือคนอื่น ๆ หมดสนุกก็เท่านั้น" ไป๋หู่รีบเอ่ยก่อนที่เทียนสือจะเอ่ยจบ เพราะสังเกตจากการวางตัวและลักษณะการพูดจาระหว่างเกาจงและอีกฝ่ายดูสนิทสนมกันดี รวมถึงแช่จ้าวเหมือนกันคิดว่าอีกฝ่ายต้องเกี่ยวข้องและสำคัญต่อเกาจงเป็นอย่างมากจึงไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าตนผิดว่าไม่อยากเสวนากับอีกฝ่าย แม้ว่าก่อนหน้านี้นั้นอีกฝ่ายเอ่ยและแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ก็ตาม 

"หามิได้พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย กระหม่อมยินดีและสนใจเป็นอย่างมากที่จะได้มีโอกาสเสวนากับพระองค์ เพราะจากการได้เสวนากับพระองค์เพียงครู่เดียวเมื่อครั้งขี่ม้ามายังจวนเจ้าเมือง กระหม่อมรู้สึกถูกชะตากับพระองค์ให้ความรู้สึกเหมือนตอนที่องค์ฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ตอนนั้นองค์ฮ่องเต้ก็ทรงสื่อสารได้ไม่ค่อยดีนัก อันที่จริงก็รวมถึงตอนนี้ด้วย" เทียนสือเอ่ยถามพร้อมยกเรื่องราวเมื่อครั้งยังเด็กของเกาจง ยิ่งทำให้ไป๋หู่นั้นแน่ใจว่าคนผู้นี้ต้องสำคัญกับเกาจงเป็นแน่ 

"พอเถอะ ท่านจะเอ่ยถึงยามข้ายังเด็กไปทำไมท่านอา" เกาจงแสดงแววตาเหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เทียนสือเอ่ยทันที 

"ท่านอา อย่างนั้นหรือ" ไป๋หู่เผลอพึมพำเบาๆ หากแต่ทั้งสองก็ได้ยินชัด 

"เสนาบดีขวาเป็นอาแท้ๆ ของข้า เสด็จย่าทรงตั้งครรภ์ท่านอาตอนที่พระชนมายุมากแล้ว และทำให้ท่านอาอายุห่างจากเสด็จพ่อมาก และตรงกันข้ามก็อายุห่างจากข้าไม่มากมายนักไป๋เอ๋อร์" เกาจงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตนและเทียนสือให้ไป๋หู่เข้าใจ เพราะตนเองยังไม่ได้บอกกับร่างบางว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นญาติสนิท 

"ถ้าเช่นนั้นท่านเสนาก็ดำรงตำแหน่งอ๋องด้วยใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ถามต่อทันที 

"กระหม่อมขอสละฐานันดรพ่ะย่ะค่ะ" เทียนสือเอ่ยตอบ 

"ถะ.." / "กระหม่อมว่าเราไปที่สวนดีกว่า เอาว่าอะไรที่องค์ชายอยากทราบเราไปคุยกันต่อที่นั่นดีกว่าไหมพ่ะค่ะย่ะ" เทียนสือเอ่ยขัด 

"ถ้าเจ้าไม่อยากพัก ก็ไปคุยกันที่นั่นก็ได้" เกาจงยังคงมอบการตัดสินใจให้ไป๋หู่ดังเดิม 

"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมว่าข้างนอกก็ดีเหมือนกัน เชิญเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" ไป๋หู่เอ่ยจบเกาจงก็ลุกขึ้นแล้วก้าวเดินออกนำไปก่อน และตามด้วยไป๋หู่ 

"พระองค์ควรคิดให้ดี" เสียงเอ่ยแผ่วเบาระหว่างที่ไป๋หู่กำลังเดินผ่านเทียนสือ ทำให้เท้าที่กำลังก้าวนั้นหยุดชะงักเล็กน้อยและก้าวต่อทันที แม้จะอยากเอ่ยถามว่าเหตุใดถึงได้ไม่พอใจตน ไป๋หู่เลือกที่จะเก็บมันเอาไว้ก่อนเพราะตนไม่สามารถคาดเดาว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร อาจหลีกเลี่ยงการบาดหมางได้ตนก็จะทำให้ถึงที่สุด แต่หากสุดท้ายแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ตนก็พร้อมจะเผชิญหน้า 

ณ สวนเจ้าเมืองเป๋ยอัน การนั่งอยู่ระหว่างบุคคลทั้งสี่ หาได้มีเสียงพูดคุยมากมายอันได้ ส่วนใหญ่เป็นการนั่งชมนกชมไม้กันเพียงเท่านั้น จะมีบ้างในบางทีที่เกาจงนั้นเอ่ยถามไป๋หู่เสียมากกว่า ส่วนผู้ที่เป็นผู้ตั้งต้นอย่างเทียนสือที่เอ่ยชวนกลับนั่งนิ่งมองออกไปยังที่ห่างไกลเท่านั้น แม้กระนั้นก็ยังมีสายตาสองคู่ที่มองมาด้วยความไม่พอใจ 

"องค์ชายรอง ดูเหมือนทางต้าเหยี๋ยนก็ทรงไม่ได้ให้เกียรติพระองค์เลยนะพ่ะย่ะค่ะ ไม่เห็นจะมีใครเชิญพระองค์มาร่วมวงเสวนาด้วยเลย ทั้งที่พระองค์เป็นถึงตัวแทนพระองค์ของแคว้นอิ้งเทียน แต่กลับหาได้สนพระทัยปล่อยให้พระองค์ประทับแต่ในจวนที่พักแต่กลับพากันมาประทับที่สวนแห่งนี้พูดคุยเสวนากันราวกับว่าไม่มีพระองค์อยู่ที่นี่ด้วย" คนสนิทของเฉินกว่างเอ่ยหลังจากที่ทั้งสองเดินออกจากจวนที่พักที่ถูกจัดไว้ให้ แล้วเดินผ่านมาได้ยินเสียงแว่ว ๆ เหมือนคนกลุ่มหนึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่เลยเดินเข้ามาดู ก็พบว่าเป็นฮ่องเต้จ้าวเกาจง ไป๋หู่ และอีกสองคนที่ตนนั้นยังไม่รู้จัก เพราะตอนที่ถึงประตูเมืองเป๋ยอันนั้นตนไม่ได้ลงจากเกี้ยวแต่อย่างใด และไม่สนใจสิ่งใดจนถึงจวนเจ้าเมือง 

"หึ ข้าสงสารน้องชายของข้านัก ดูซิพูดคุยกับเขารู้เรื่องรึเปล่าก็ไม่รู้ เพราะต้องพูดคุยผ่านหน้ากากนั้น ไม่รู้ว่ามีใครอยากจะคุยด้วยหรือเปล่า เห็นทีข้าคงขอเข้าวงเสวนานี้ด้วยกระมัง" เฉินกว่างเอ่ยเสร็จก็เดินตรงไปยังสวนทันที เมื่อเข้าใกล้อาณาเขตที่มีองครักษ์คอยอารักขาเกาจงอยู่ก็ถูกกันไว้ทันที 

"พวกเจ้าบังอาจนัก กล้าขวางองค์ชายรองเฉินกว่าง ซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตงั้นรึ" คนสนิทของเฉินกว่างเอ่ยทันทีที่มีองครักษ์ขวางทาง 

"หามิได้ แต่หากฝ่าบาทไม่ทรงพระอนุญาตไม่ว่าผู้ใดก็เข้าไปไม่ได้ ต้องประทานอภัยองค์ชายด้วยพ่ะย่ะค่ะ" หนึ่งในองครักษ์ที่ขวางทางอยู่เอ่ยทันที 

"ข้าเป็นตัวแทนองค์ฮ่องเต้แคว้นอิ้งเทียน ข้าต้องการเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้เกาจง และต้องการพูดคุยกับอนุชาของข้า เจ้ายังกล้าขวางข้าอีกรึ" เฉินกว่างที่ได้ยินคำตอบขององครักษ์ที่ขวางตนอยู่ตอบก็ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้นจึงเอ่ยเสียงดังไปทั่วทั้งบริเวณ 

การพูดคุยของคนทั้งสี่ต้องเงียบลงชั่วครู่เมื่อมีเสียงดังอยู่ทางด้านหนึ่งของสวน 

"เอะอะอันใดกัน" เป็นเสนาบดีขวาที่เอ่ยถามถึงเหตุที่ทำให้การสนทนาหยุดลง 

"ทูลฝ่าบาท องค์ชายรองเฉินกว่างทรงต้องการเข้าเฝ้าและร่วมพูดคุยกับองค์ชายสี่ไป๋หู่พ่ะย่ะค่ะ" หัวหน้าองครักษ์รายงานทันที 

"ตกล่าวตามจริง องค์ชายรองเฉินกว่างก็ทรงเป็นพระเชษฐาขององค์ชายไป๋หู่ หากปฏิเสธคงจะดูมิสมควรนัก" เสนาบดีเทียนสือเอ่ยบอกกลายๆ พร้อมมองไปยังหลานของตน 

"อืม" เกาจงเอ่ยเพียงเท่านั้น หัวหน้าองครักษ์ก็โค้งคำนับแล้วเดินถอยออกไปและมุ่งไปยังตำแหน่งที่ส่งเสียงดัง 

"เชิญองค์ชายรองเฉินกว่างพ่ะย่ะค่ะ องค์ฮ่องเต้ทรงพระอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้" 

"หึ พวกเจ้ามันน่าสั่งตัดหัวยิ่งนัก" เฉินกว่างเอ่ยสบทเบา ๆ ขณะเดินผ่านหัวหน้าองครักษ์ 

"ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมขออนุญาตเข้าร่วมเสวนาด้วยพ่ะย่ะค่ะ น้องสี่เจ้าองค์ไม่ว่าอะไรใช่ไหม" เมื่อเฉินกว่างเดินเข้ามาถึงก็รีบเอ่ยขอทันทีเพราะที่ตนอยากเข้ามาเสวนาด้วยนั้น หาใช่อยากทำความรู้จักหรือยื่นสัมพันธไมตรีแต่อย่างใด ตนแค่คิดอะไรสนุก ๆ เพื่อได้หักหน้าไป๋หู่เพียงเท่านั้น 

"เชิญ" เกาจงตอบสั้น ๆ น้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย 

"ถวายพระพรองค์ชายเฉินกว่ากระหม่อมแม่ทัพหยางสือ ส่วนอีกท่านที่ตรงนั้นคือเสนาบดีขวาแห่งต้าเหยี๋ยนมีนามว่าเทียนสือพ่ะย่ะค่ะ" หยางสือเอ่ยคารวะ พร้อมทั้งแนะนำเทียนสือให้เป็นที่รู้จัก โดยที่เฉินกว่างก็แสร้งตีหน้ายิ้มแย้มให้คนทั้งสี่ 

"ยินดีที่ได้รู้จักท่านเสนาบดีขวา และท่านแม่ทัพใหญ่ อ่ะ ตามที่ข้าทราบมาท่านเป็นพระปิตุลาขององค์ฮ่องเต้เกาจงใช่หรือไม่ หากเป็นเยี่ยงนี้ต้องเรียกท่านว่าท่านอ๋องสินะถึงจะถูก" เฉินกว่าเริ่มเข้าสู่เนื้อหาการสนทนาทันที 

"กระหม่อมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ และเข้ารับใช้ราชวงศ์พ่ะย่ะค่ะ ดังนั้นจึงมิต้องเรียกว่าอ๋อง" เสนาบดีเอ่ยไขข้อข้องใจ 

"อ่า ท่านเสนาบดีชั่งน่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง ข้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่าน แล้วท่านแม่ทัพใหญ่เล่า ข้าเองก็ได้ยินชื่อเสียงท่านมานาน ท่านที่ได้รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ทั้งที่อายุท่านยังน้อย เพราะท่านสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์ฮ่องเต้เกาจงตั้งแต่ที่สมัยพระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ แถมไม่ว่าข้าศึกจากแดนใดท่านก็สามารถนำทัพชนะศึกไปเสียทุกครั้ง วันนี้ข้าได้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับท่านข้ารู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง" เฉินกว่างยังคงชวนคุยไม่หยุด กลายเป็นว่าบทสนทนาในที่นี้มีเฉินกว่างเป็นผู้สานต่อโดยทำเป็นเลี่ยงสนทนากับไป๋หู่ โดยชวนสามคนที่เหลือคุยเรื่องราวของต้าเหยี๋ยนโดยมีเสนาบดีขวาคอยรับเป็นครั้งคราว และเป็นหยางสือเสียส่วนใหญที่ตอบคำถามของเฉินกว่าง ทำให้กลายเป็นว่าไป๋หู่นั้นถูกตัดขาดจากการสนทนาโดยสิ้นเชิง 

"ฝ่าบาท กระหม่อมอยากขอพระราชทานอนุญาตกลับไปพักผ่อน ได้รึไม่พ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่รู้สึกว่าตนนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะร่วมสนทนาด้วยจึงหันไปขอเกาจงกลับจวนที่พักแทน 

"เจ้าไม่สบายตรงไหนรึไม่ไป๋เอ๋อร์" เกาจงรีบหันถามร่างบางทันที 

"ไม่พ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่กระหม่อมรู้สึกอยากจะทำกิจส่วนตัวและก็ไม่รู้จะสนทนาเรื่องใด จึงเอ่ยขออนุญาตกลับจวนพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ตอบกลับถามที่ตนรู้สึกจริง 

"เอ่อ ทูลฝ่าบาทน้องสี่คงไม่ค่อยถนัดในการสนทนากับผู้ใดมากนัก เพราะน้องสี่ถูกเสด็จพ่อส่งออกนอกวังเพื่อเรียนรู้เฉพาะวิชาทหารที่ชายแดน รู้จักแต่การสู้รบคงไม่ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับบรรดาขุนนาง หรือราชวงศ์เหมือนกับองค์ชายหรือองค์หญิงองค์อื่นๆ เลยไม่สามารถเสวนาเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองหรือขนมธรรมเนียมในวังมากนัก เลยไม่สามารถสนทนากับพวกกระหม่อมได้เมื่อสักครู่ ขอพระราชทานอภัยให้องค์ชายสี่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ" เฉินกว่ารีบเอ่ยหลังจากที่ไป๋หู่เอ่ยทันที เพราะการที่ตนเข้ามาร่วมพูดคุยด้วยก็เพื่อการนี้ คือการดึงความสนใจและบทสนทนาออกห่างจากไป๋หู่ เพื่อให้อื่นคนรู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน ณ ที่ตรงนี้และเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยขอเกาจงเพื่อกลับจวนที่พักก็รีบเสริมข้อความที่แสดงถึงความอ่อนด้อยของไป๋หู่ให้ทุกคนได้รู้สึกทันที 

"แบบนี้ทรงไม่เป็นการดีนัก หากเมื่อเข้าพระราชพิธีอภิเษกแล้วพระองค์ต้องดูแลเรื่องขนบธรรมเนียมของวังหลัง รวมถึงการปกครองวังหลัง และหากเมื่อมีราชทูตจากต่างแคว้นมาเชื่อมสัมพันธไมตรี ก็ทรงต้องออกงานพบปะพูดคุยในส่วนของวังหลังที่ต้องดูแลหากไม่สามารถดูแลหรือปกครองได้ เช่นนั้นอาจจะเสื่อมเสียถึงพระเกียรติขององค์ฮ่องเต้เป็นแน่แท้ หากเป็นเช่นนี้คงดูไม่เหมาะเป็นแน่" เสนาบดีเทียนสือเอ่ยต่อจากเฉินกว่างในทันที ประโยคฟังคลายกังวลใจ หากแต่ทุกคนที่ได้ยินล้วนเข้าใจความหมายของเสนาบดีขวาดี 

"นั่นสินะท่านเสนาบดี ข้าก็กังวลใจแทนอนุชาข้าเหลือเกินถึงเป็นองค์ชายแต่หาได้มีสิ่งที่เหมาะสมกับตำแหน่งองค์ชายไม่มีเพียงวิชาการรบเท่านั้นที่เก่งกาจ แต่อย่างอื่นอนุชาข้านั้นคงแทบจะ...เฮ้อ พี่ละห่วงเจ้าเสียจริงไป๋หู่ หากชาวต้าเหยี๋ยนรู้ว่าเจ้าหาได้เพียบพร้อมดังตำแหน่งองค์ชาย ชาวต้าเหยี๋ยนคงไม่พอใจในตัวเจ้าแน่" เฉินกว่างที่เห็นว่าเสนาบดีเทียนสือนั้นคงไม่ชอบใจไป๋หู่นักเพราะจากที่เอ่ยออกมาเมื่อครู่ ก็รีบเติมเชื้อไฟเพิ่มทันที 

"แบบนี้แล้วทรงเห็นว่าเป็นเช่นไรหรือฝ่าบาท หากราษฎรไม่พอใจถึงความไม่เพียบพร้อมขององค์ชายไป๋หู่จริงตามที่องค์ชายเฉินกว่างทรงเอ่ย" เสนาบดีเทียนสือเอ่ยถามเกาจง แต่หากสายตากลับปรายไปมองไป๋หู่เสียอย่างนั้น 

 

 

 

 

TBC 

### BM ### 

ความคิดเห็น