ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 12 เมืองเป่ยอัน Rewrite

ชื่อตอน : บทที่ 12 เมืองเป่ยอัน Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2563 15:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 เมืองเป่ยอัน Rewrite
แบบอักษร

# เมืองอีชาง แคว้นอิ้งเทียน

ขบวนเกี้ยวมีทอดยาวอยู่หน้าประตูวังไป๋หู่ถูกจัดขบวนตั้งแต่เช้าตรู่จากเมื่อคืนนั้นมีงานเลี้ยงส่งและร่ำลาให้แก่ไป๋หู่ ขบวนถูกจัดแถวขึ้นในช่วงเริ่มเข้ายาวเหม่า( 05.00 น. - 06.59 น.) เพื่อเตรียมให้พร้อมเดินทางทันที

ในขณะที่ชาวเมืองอีชางเองก็เช่นกัน ที่พร้อมใจกันออกมายืนรอสองข้างทางถนนที่ใช้เดินทางออกจากตัวเมืองอีชางสู่เมืองเป๋ยอันแคว้นต้าเหยี๋ยน เหล่าทหารเองพร้อมใจสวมชุดเต็มยศของตนเองแล้วจัดแถวเตรียมพร้อมเช่นกัน 

ปึก แอ็ดดดด

"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี"

"ถวายพระพรองค์ชาย ขอจงทรงพระเจริญ"

เสียงเปิดประตูวังไป๋หู่ออกมาเมื่อเข้าช่วงปลายของยามเหม่า ฮ่องเต้เกาจงเดินคู่ออกมาพร้อมกับไป๋หู่ แล้วตามด้วยเฉินกว่าง และเหล่าองครักษ์ ขันทีคนสนิทและนางกำนัล เหล่าผู้ที่อยู่หน้าประตูวังเอ่ยทำความเคารพต่อเกาจงต่อด้วยเอ่ยเคารพต่อไป๋หู่และเฉินกว่าง

"ลุกขึ้น เตรียมม้าข้าและไป๋เอ๋อร์เราจะขี่ม้าออกไปจนพ้นประตูเมืองอีชางถึงจะขึ้นนั่งเกี้ยว" เกาจงเอ่ยบอกทันที เพราะไป๋หู่บอกตนว่าต้องการขี่ม้าเพื่อมองดูบ้านเมืองที่ตนเติบโตมา เหล่าบ้านเรือนและราษฎรที่ตนนั้นเคยเดินทักทายตลอดเวลาที่ตนอยู่ที่นี่แปดปี

เมื่อขึ้นม้าขบวนเกี้ยวก็ออกเดินทางทันที ตลอดทางจากประตูวังจนเข้าเขตบ้านเรือนของตัวเมืองอีชางไป๋หู่กวาดสายตาไปด้านข้างของถนนทั้งสองข้างเพราะเหล่าผู้คนที่ออกมาเฝ้ารอนั้นมากมายเดินถึงช่วงไหนก็จะมีเสียงสรรเสริญต่อเกาจงและตนเองตลอดทาง ทำให้ไป๋หู่ต้องคอยน้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการทักทายและขอบคุณชาวเมืองอีชาง จนเมื่อเข้าเขตประตูเมืองอีชางก็พบกับกองทัพของเมืองอีชางโดยมีแม่ทัพยืนรออยู่ด้านหน้าพร้อมกับรองแม่ทัพและเหล่าขุนนางที่ดูแลเมือง

"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมแม่ทัพเมืองอีชางนำทหารในบัญชาการและขุนนางรอเฝ้าเพื่อน้อมส่งพระองค์และองค์ชาย และกระหม่อมได้จัดกองทัพจำนวนหนึ่งให้เดินทางไปพร้อมขบวนเกี้ยวมงคลเพื่อคอยคุ้มกันส่งพระองค์และองค์ชายจนถึงชายแดนรอยต่อระหว่างเมืองอีชางและเมืองเป่ยอันพ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพใหญ่กล่าวทันทีที่ขบวนเดินทางมาถึงประตูเมือง

"ขอบใจท่านมาก" เกาจงเอ่ยขอบใจอีกฝ่าย

"ฝ่าบาทกระหม่อมของเวลาสักครู่พ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่เอ่ยขอร่างสูงทันที

"ตามที่เจ้าต้องการไป๋เอ๋อร์" เกาจงเอ่ยตอบ

"ท่านแม่ทัพ เพื่อนทหารทุกท่าน รวมถึงทุกคนที่มาส่งข้าในวันนี้ข้าคงอาจไม่ได้กลับมาอีก และอาจไม่ได้พบหน้าทุกท่านอีก ข้าตรึกตรองตลอดทั้งคืนข้ารู้ว่าทุกท่านอยากเห็นใบหน้าข้า ดังนั้นนี่คงพอสิ่งที่ข้าพอมอบให้ทุกท่านได้" ไป๋หู่เอ่ยจบก็ยกมือปลดหน้ากากออกทันที โดยที่ทุกคนที่ได้ยินก็รีบเงยหน้าขึ้นเพื่อได้ยลโฉมใบหน้านั้นทันที

"!!!" / " งดงามอะไรปานนั้น" / "ทรงงดงามตามคำร่ำลือจริงๆ ด้วย" 

ปฏิกิริยาของทุกคนมีหลากหลายทั้งตกใจตาค้าง อุทานออกมา แต่ทุกคนล้วนแต่คิดเหมือนกันคือใบหน้านั้นช่างงดงามไร้ที่ติ บรรดาเพื่อทหารเองแม้ไม่ได้เอ่ยเสียงใดออกมาแต่ทุกสายตาล้วนเคลิบเคลิ้มกับความงามนั้นเช่นกัน 

กึก ๆ ๆ ไป๋หู่ควบม้าให้กลับหลังหันเพื่อให้ตนนั้นหันใบหน้าไปทางเดิมที่เพิ่งผ่านมา ไป่หู่ทอดมองชาวเมืองอีชางแล้วยิ้มบางออกมา เรียกเสียงฮือฮาดังขึ้นกว่าเดิมจากชาวเมืองใบหน้านิ่งว่างดงามมากแล้ว แต่เมื่อใบหน้านั้นยิ้มแม้ไม่มากแต่ก็สามารถสะกดทุกสายตาที่จับจ้องในทันที ไม่ว่าใครก็ต่างหน้าแดงทันทีที่ได้สบตา

"เอิ้ม" เสียงกระแอมในลำคอของเกาจงเรียกสติจากทุกคนแถมสะดุ้งทันทีที่มองมายังต้นเสียง เพราะไม่ได้แค่เสียงกระแอมแต่ยังส่งสายตาเย็นปานจะฆ่าเสียให้ตายในดาบเดียวแก่ทุกคนที่จ้องมองใบหน้างามนั้น

ไป๋หู่หันกลับมามองร่างสูงที่ตอนนี้ทำหน้าทะมึนแผ่ไอสังหารกดดันไปทั่ว เห็นแบบนั้นไป๋หู่เลยควบม้าหันกลับมาแล้วบังคับให้เดินขึ้นมาอยู่ข้างม้าขอเกาจง แล้ววางมือลงบนหลังมือที่ถือเชือกจูงม้าของร่างสูงแล้วยิ้มให้เป็นการเอาใจเพื่อให้อีกคนผ่อนไอสังหารลงบ้าง เพียงเท่านั้นเกาจงก็ยอมลดความกดดันที่แผ่ออกมาทันที เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการไป๋หู่ก็สวมหน้ากากคืน

"เปิดประตูเมือง" แม่ทัพเมืองอีชางตะโกนสั่งเปิดประตูเมืองแล้วตนเองก็ขึ้นนั่งบนอานม้าทันที

"เชิญเสด็จผ่าบาท กระหม่อมจะนำทหารคุ้มกันนำขบวนเสด็จพ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพเอ่ยทันทีที่ขึ้นนั่งบนหลังม้าเรียบร้อยจากนั้นก็ควบม้าเดินนำขบวนเสด็จออกจากเมืองอีชางทันที

#สี่วันถัดมา ณ ชายแดนระหว่างเมืองอีชางและเมืองเป๋ยอัน 

"นั่น!!! ม้าเร็วรีบส่งข่าวให้ท่านแม่ทัพใหญ่ขบวนเกี้ยวมงคลฝ่าบาทมาถึงชายแดนแล้ว"  

"ขอรับ" 

อีกฝั่งของเขตชายแดน

"ท่านอา รักษาตัวด้วย" ไป๋หู่ออกจากเกี้ยวแล้วเอ่ยคำลาครั้งสุดท้าย

"เช่นกันพระองค์ จากนี้ไปขอให้ทรงพระเกษมสำราญ" แม่ทัพเมืองอีชางเอ่ยตอบ

"ทูลฝ่าบาทกระหม่อมขอน้อมส่ง พ่ะย่ะค่ะ" 

"ขอบใจท่านมาก ขอให้ท่านและคนของท่านเดินทางกลับอย่างปลอดภัย" เกาจงเอ่ยตอบกลับ

ขบวนเกี้ยวเดินทางมุ่งสู่เมืองเป๋ยอันทันที โดยมีเหล่าทหารของแคว้นอิ้งเทียนยืนรอส่งขบวน จนเมื่อขบวนเกี้ยวเดินเข้าเขตแดนแคว้นตาเหยี๋ยนจนคนสุดท้ายของขบวนแม่ทัพก็ควบม้าหันหลังเพื่อกลับเข้าเมืองอีชาง โดยแม่ทัพนั้นได้แต่ภาวนาในใจขอให้หลานผู้น่าสงสารของเขานั้นได้มีความสุขเสียที 

"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี" ทันทีที่ขบวนเข้าเขตแคว้นต้าเหยี๋ยนเหล่าทหารราวสามพันคนที่ถูกสั่งให้รอต้อนรับฮ่องเต้เกาจงก็ส่งเสียงกึกก้องทำความเคารพต่อเจ้าเหนือทันที ไป๋หู่เองก็อดที่จะชื่นชมในใจถึงความน่าเกรงขามของเหล่าทหารตรงหน้านั้นไม่ได้ แม้ว่าทหารแคว้นต้าเหยี๋ยนมองผิวเผินแล้วไม่ได้แตกต่างจากทหารทั่ว ๆ ไป แต่พอมองดูกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างบอกไม่ถูก 

"บังคมทูลฝ่าบาทกระหม่อมรองแม่ทัพ สุ่ยอ้าย รับหน้าที่ให้จัดกองทัพจำนวน สามพันนายรอเฝ้าเสด็จพ่ะย่ะค่ะ" รองแม่ทัพผู้ดูแลกองทัพราวสามพันคนเอ่ยรายงานตัวทันที 

"พวกเจ้าตามสบาย เราจะเดินทางต่อทันที ไว้ถึงเป๋ยอันแล้วพวกเจ้าจะได้พักจนเต็มอิ่มหายเมื่อยล้า" เกาจงเอ่ยความประสงค์ของตนเองทันที กว่าจะถึงตัวเมืองเป๋ยอันก็ใช้เวลาอีกราว ๆ สองถึงสามวัน ทหารของต้าเหยี๋ยนนั้นถูกฝึกมาให้เดินข้ามวันข้ามคืนโดยไม่หยุดพักได้ จะห่วงเพียงแต่เหล่าผู้ติดตามจากแคว้นอิ้งเทียนเท่านั้น เพราะบางคนนั้นเดินเท้าไม่ได้ขี่ม้าคงต้องหยุดพักบ้างแต่ต้องไม่นาน ตนต้องการให้ใช้เวลาน้อยที่สุดในการเดินทางเท่าที่จะสามารถทำได้ 

"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" จากนั้นขบวนเกี้ยวก็เดินทางต่อในทันที โดยมีกองทหารสามพันนายเดินรายล้อมคุ้มกันให้ขบวนเกี้ยว 

# วังหลวงแคว้นอิ้งเทียน

ณ สุสานหลวงของราชวงศ์ ผู้ที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินอิ้งเทียน ยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนอยู่ตรงหน้าสุสานหนึ่ง สายตาที่ทอดมองชื่อที่สลักอยู่บนแท่นสุสานนั้นอย่างเจ็บปวด

"ทูลฝ่าบาท หัวหน้าองครักษ์ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" เสียงกงกงคนสนิทของไท่กงเอ่ยบอก

"ให้เข้าพบได้" ไท่กงเอ่ยบอกโดยที่ไม่ได้เคลื่อนสายตาไปทางไหน

"กราบบังคมทูลฝ่าบาท องค์ชายสี่เดินทางถึงแคว้นต้าเหยี๋ยนแล้ว พ่ะย่ะค่ะ" ทันทีที่ได้เข้าพบหัวหน้าองครักษ์ก็กล่าวรายงานทันที

"เกาจงดูแลเขาดีหรือไม่" ไท่กงถามสิ่งที่อยากรู้ออกไป

"ทูลฝ่าบาท ฮ่องเต้จ้าวเกงจงทรงดูแลองค์ชายสี่เป็นอย่างดี พ่ะย่ะค่ะ การต้อนรับที่ชายแดนเป็นไปอย่างสมเกียรติ มีทหารราวสามพันนายที่ชายแดนเพื่อรอคุ้มกันไปยังเมืองเป๋ยอัน และมีทหารอีกราวแปดพันนายรอที่เมืองเป๋ยอันโดยมีเสนาบดีฝ่ายขวา และแม่ทัพใหญ่จัดทัพอยู่ มีคนของวังไป๋หู่ขอติดตามไปด้วยอีกสามคน ส่วนวังไป๋หู่องค์ชายทรงแจกจ่ายข้าวของเงินทองให้แก่คนในวังเพื่อเป็นทุนในการดูแลตัวเองและให้กลับบ้านไป ส่วนของวังองค์ชายทรงส่งคืนให้ทางหลวงโดยมีอดีตท่านแม่ทัพใหญ่เป็นผู้ดำเนินการพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์รายงานทุกอย่างที่ตนส่งคนไปเฝ้าคอยติดตามเรื่องนี้มา

"..." ไร้เสียงเอ่ยออกมาไท่กงเพียงยกมือขึ้นเพื่อเป็นการสั่งให้ออกไป

"กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ" 

"เสวี่ยฮุ่ย...เจ้าช่างใจร้ายกับข้านัก ข้ารักเพียงแค่เจ้าไม่เคยมอบใจให้ใครนอกจากเจ้า และเชื่อเสมอว่าเจ้านั้นก็คิดแบบเดียวกับข้า หากไม่ใช่เพราะข้าแอบกลับมาก่อนเวลาข้าคงไม่รู้ว่าตลอดเวลาที่เจ้าหลอกลวงข้า ทำไมเจ้าถึงไม่เอ่ยอันใดกับข้าแม้กระทั่งวันที่เจ้าจากลูกจากข้าไป ทำไม...ทำไม และเพราะเจ้าข้าถึงไม่อาจเชื่อได้เช่นเดิมว่าไป๋หู่คือบุตรของข้าหรือไม่ หรือเขาเป็นหลักฐานเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าเจ้าทรยศข้า.... " เสียงเอ่ยแผ่วเบาแต่แสนเจ็บปวดจากคนที่ยังอยู่พร้อมคำถามอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับคำอาจ และอาจไม่มีวันได้รับคำตอบ

#เขตชายแดนเมืองเป๋ยอัน แคว้นต้าเหยี๋ยน 

สามวันต่อมา ณ หน้าประตูเมืองเป๋ยอัน 

"เรียนท่านเสนาบดีขวา เย็นม้าเร็วบอกว่าเมื่อคืนขบวนเกี้ยวพักค้างคืนช่วงทุ่งกว้างก่อนเข้าเขตไร่นาชาวบ้าน ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้ขบวนคงใกล้ถึงเต็มทีแล้วขอรัย" หยางสือกล่าวรายงานในสิ่งที่ม้าเร็วส่งข่าวมาให้อีกครั้งตอนยามอิ๋น (03.00 น. - 04.59 น.) ทำให้ตนมั่นใจว่าไม่น่าเกินหนึ่งเค่อ(15 นาที) ก็น่าจะถึง 

"ท่านเสนาบดีขวา ท่านแม่ทัพใหญ่ขอรับ ขบวนเกี้ยวฝ่าบาทขอรับ" ยังไม่ทันไรเสียงของทหารนายหนึ่งก็ตะโกนรายงานคนทั้งสองทันที จ้าวเทียนสือและหยางสือรีบเดินลงข้างล่างไปยังประตูเมืองทันที จนในที่สุดขบวนเกี้ยวมงคลก็เดินทางถึงประตูเมืองเป๋ยอันแล้วหยุดนิ่งรอผู้ที่อยู่ในเกี้ยวทั้งสองออกมา 

พรึบ พรึบ เกี้ยวหลวงหลังใหญ่ถูกเปิดโดยหัวหน้าองครักษ์ของเกาจง จากนั้นเกาจงก็ก้าวออกจากเกี้ยวพร้อมกับอีกคนที่สวมหน้ากาก 

"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!!!" เสียงของทหารและชาวเมืองที่พร้อมใจต้องรับผู้ครองแคว้นดังกึกก้องยิ่งกว่าในสนามรบ ต่างเพียงแค่บรรยากาศนั้นปลื้มปีติยินดียิ่ง 

"กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมเสนาบดีขวาพร้อมแม่ทัพใหญ่พร้อมด้วยชาวเมืองเป๋ยอันและทหารอีกราวแปดพันนายที่อยู่ทั้งในและโดยรอบกำแพงเมืองเป่ยอัน เพื่อรอเฝ้าเสด็จกลับพ่ะย่ะค่ะ" เสนาบดีขวาเอ่ยต้อนรับหลานของตนเองทันที 

"ตามสบายเถิดท่าน ข้าดีใจที่ท่านมารอรับข้าถึงที่นี่แล้วที่วังเล่า ใครเป็นผู้ดูแลหากท่านอยู่ที่นี่" เกาจงถามผู้เป็นอาของตนทันที 

"กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมมอบหมายหน้าที่ให้ผู้ที่ไว้ใจได้พ่ะย่ะค่ะ"  

"นี่องค์ชายอิ้งไป๋หู่องค์ชายสี่แคว้นอิ้งเทียน ผู้ที่ข้าจะอภิเษกด้วย" เกาจงแนะนำผู้ที่ยืนอยู่ข้างตัวเองให้ญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่มีอยู่ 

"ถวายพระพรองค์ชาย ยินดีต้อนรับสู่แคว้นต้าเหยี๋ยน กระหม่อมเสนาบดีขวานามจ้าวเทียนสือ พ่ะย่ะค่ะ" 

"ข้าอิ้งไป๋หู่ ยินดีที่ได้เยือนที่นี่และได้พบท่าน" ไป๋หู่เอ่ยตอบรับน้ำใจอีกฝ่าย แม้จะยังเกร็งอยู่บ้างแต่ก็พยายามเอ่ยด้วยท่าทีที่สุภาพ 

"กระหม่อมว่าเสด็จไปจวนเจ้าเมืองเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเตรียมทุกอย่างไว้แล้วจะได้ทรงประทับพักผ่อน" เทียนสือเอ่ยเมื่อเห็นว่าทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้ว 

"ฝ่าบาท กระหม่อมว่าเราขี่ม้าไปดีไหมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากชมเมืองเป่ยอันนัก" ไป๋หู่เอ่ยขอกับเกาจงเพราะตนอยากเห็นวิถีชีวิตของชาวเมืองนี้ 

"หากเจ้าต้องการข้าก็ไม่ขัด เตรียมม้า" มีหรือจะขัดใจร่างบาง 

ตลอดเวลาที่ขบวนเดินผ่านสองข้างทางผู้คนคับคั่งมากมาย ชาวเมืองสนอกสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกับไป๋หู่ เทียนสือควบม้าเดินเร็วเพื่อเดินข้างไป่หู่แล้วชวนคุยต่างๆ นานา เล่าวิถีของชาวเมืองให้ไป๋หู่ฟังร่างบางเป็นผู้ฟังอย่างดี โต้ตอบบ้างบางครั้งเพราะยังไม่ชินเท่าไหร่นัก จนเมื่อม้าของหยางสือควบเร็วเดินขึ้นหาเกาจงเหมือนคุยเรื่องงานบ้านเมืองทำให้ม้าของไป๋หู่และเทียนสือเริ่มห่างออก 

"องค์ชายกระหม่อมว่าท่านควรเปิดหน้ากากออกให้ชาวเมืองได้ชื่นชมโฉมหน้าท่านนะ ว่าผู้ที่จะเป็นถึงฮองเฮาของพวกเขาคู่ควรรึไม่" เทียนสือเอ่ยให้ได้ยินเพียงแค่สองคนเท่านั้น 

"ขออภัยท่านเสนาข้านั้นยังไม่ชินนัก ต้องขอภัยจริงๆที่ตัวข้านั้นยังไม่พร้อมตอนนี้" ไป๋หู่เองก็หวั่นใจทันทีเมื่อท่าที่ที่เป็นมิตรของอีกฝ่ายอยู่ๆ ก็เปลี่ยนไปทั้งท่าทางและน้ำเสียง รวมถึงประโยคเมื่อครู่ที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ร่างบางกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่อไปอีกทาง 

"หึ องค์ชายหากยังต้องปกปิดตัวเองภายใต้หน้ากากนั่น พระองค์ทรงคิดว่าพระองค์ทรงเหมาะแล้วหรือที่จะเคียงข้างผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดแห่งแคว้นนี้ อีกอย่างต่อให้ท่านมีทุกอย่างคู่ควรแต่ทรงอย่าลืมว่าพระองค์คือบุรุษหาใช่สตรีที่จะสามารถมีทายาทสืบทอดได้ราชบัลลังก์ได้ ทรงคิดให้ดีว่าท่านคู่ควรจริงหรือไม่ หึ หึ หึ"  

เทียนสือเอ่ยราวเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ ทั้งท่าทางและสีหน้าราวกับไม่แสดงสิ่งใด แต่ไป๋หู่กลับสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของคนผู้นี้ และเมื่อได้รับฟังสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยขึ้น ไป๋หู่ฉุกคิดขึ้นมาทันทีในสิ่งที่ตนนั้นลืมนึกถึงไปและนั้นก็เป็นจริงอย่างที่อีกฝ่ายเอ่ยคือ ตนเป็นบุรุษและไม่สามารถให้กำเนิดได้ 

 

TBC.

BM 

ความคิดเห็น