ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 10 เหล่าผู้ภักดี Rewrite

ชื่อตอน : บทที่ 10 เหล่าผู้ภักดี Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ม.ค. 2563 15:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 เหล่าผู้ภักดี Rewrite
แบบอักษร

 

"กระหม่อมจะเป่าให้พระองค์ฟังทุกวัน จนกว่าพระองค์จะรับสั่งว่าไม่ต้องการฟังมันอีกพ่ะย่ะค่ะ" 

 

# วังไป๋หู่ 

"หึ ๆ " เสียงหัวเราะผ่านลำคอของร่างสูงสง่า ที่กำลังนึกถึงกึ่งคำบอกเล่ากึ่งคำสัญญาของร่างบางที่เอ่ยกับตนที่สระบัวก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินมาส่ง ณ ตำหนักนี้แล้วขอตัวกลับไปพักผ่อน ตอนนี้ร่างสูงยืนเอามือไขว้หลังมองออกไปนอกหน้าต่างของตำหนักรับรอง ใบหน้าที่เคยเรียบนิ่งติดเย็นชานับตั้งแต่ที่ขึ้นครองราชย์เรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้แทบไม่เคยมีใครเคยได้เห็นร่างสูงยิ้มสักครั้ง จนเมื่อพบกับไป๋หู่ บางอย่างในตัวของไป๋หู่ที่เมื่อเกาจงคิดคำนึงถึงเมื่อใด มักทำให้เกาจงนั้นมีสีหน้าแม้ดูไม่ถึงกับยิ้มแต่ก็ดูผ่อนคลายออกมาอย่างชัดเจน จนบรรดาองครักษ์เงาที่เติบโตร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันมายังอดที่จะแปลกใจไม่ได้แม้จะรู้ว่านายเหนือหัวของตนนั้นรู้สึกอย่างไรกับอีกฝ่าย แต่เพราะพวกเขาเหล่านี้ถูกฝึกมาให้ภักดีและรับคำสั่งเพียงแค่คนคนเดียวเท่านั้น แม้แต่อดีตฮองเฮาก็ไม่สามารถสั่งการหรือได้รับความภักดีจากพวกเขาไปได้ รวมถึงไป๋หู่เช่นกันที่ตอนนี้เหล่าบรรดาองครักษ์เงาของเกาจงไม่ได้ให้ความสำคัญหรือแม้แต่จะสนใจสักนิด แถมยังเพิ่มความระวังขึ้นมากกว่าเดิมเพราะพวกเขานั้นไม่เคยวางใครทั้งนั้น 

"วิหคคืนรัง" 

พรึบ พรึบ พรึบ 

สิ้นเสียงเอ่ยของเกาจงเหล่าบรรดาองครักษ์เงาทั้ง 15 คน ก็พลันปรากฏกายพร้อมทั้งคุกเข่าเพื่อรอฟังสิ่งที่นายเหนือจะเอ่ย 

"ข้ายังคงยืนยันสิ่งที่ข้าเอ่ยเมื่อหลายปีก่อน เมื่อตอนที่คัดเลือกพวกเจ้าเข้าวังเพื่อฝึกฝน ข้าเคยเอ่ยไว้...." เกาจงเอ่ยค้างไว้ แล้วหันกลับมามองเหล่าบรรดาองครักษ์ที่คุ้มครองตน 

"พวกเจ้าไม่ต้องฟังผู้ใด ไม่ต้องภักดีต่อใคร และไม่ต้องสละชีพเพื่อใคร แม้แต่ข้าผู้เป็นฮ่องเต้..." 

"..." 

"พวกเจ้าจงฟัง ภักดี และสละชีพนี้เพื่อแผ่นดินต้าเหยี๋ยนเท่านั้น หากวันใดที่ข้าเลอะเลือน ไร้สติปัญญา เป็นทรราชของแผ่นต้าเหยี๋ยน พวกเจ้าจงสังหารข้าเสียอย่าได้ปล่อยไว้...." 

"แม้ตายอย่างกบฏ แต่อย่าปล่อยทรราชไว้" เหล่าองครักษ์ต่อประโยคของเกาจงอย่างพร้อมเพียงแต่ยังคงรักษาระดับเสียงไว้ เพื่อไม่ให้เสียงนั้นดังออกไปนอกตำหนักรับรองนี้ 

"หึ แม้ตัวข้าไม่อาจอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใด หากสิ่งที่ข้ากำลังเป็นและจะทำต่อไปนั้นมีอย่างใดอย่างหนึ่งจะอาจก่อให้เกิดภัยต่อต้าเหยี๋ยน พวกเจ้าลงมือได้ทันทีแต่มีเพียงอย่างเดียวที่จะขอร้องพวกเจ้า สังหารข้าก่อนค่อยลงมือกับไป๋เอ๋อร์ ข้าไม่อยากเห็นคนผู้นั้นสิ้นใจต่อหน้าข้า และข้าไม่ขอให้พวกเจ้าภักดีต่อไป๋เอ๋อร์ของข้า สิ่งนั้นต้องเกิดจากใจของพวกเจ้าเอง พวกเจ้าเข้าใจดีใช่รึไม่" เกาจงเอ่ยสิ่งที่ตนต้องการออกมา ร่างสูงเองต้องการย้ำให้บรรดาผู้ภักดีต่อตนเองให้รับรู้ว่าไม่ว่าตนจะมีใจต่อไป๋หู่เพียงใด แต่หากการมีใจเสน่หานั้นก่อให้เกิดภัยต่อแผ่นดินในวันข้างหน้า ทั้งตัวของร่างสูงและไป๋หู่เองต้องโดนกำจัดเสีย ด้วยอำนาจที่ตนมอบให้เหล่าผู้คนที่คำนับคุกเข่าคำนับตนอยู่ตรงหน้านี้ 

"พ่ะย่ะค่ะ...ฝ่าบาท" 

"เอาละ พวกเจ้าบางคนในนี้ส่งข่าวหาท่านอา และหยางสือให้เตรียมพร้อมรอที่เมืองเป่ยอัน ไป๋เอ๋อร์น่าจะพักที่นี่สองสามวันเพื่อจัดการวังและคนที่นี่ก่อนไป เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเราจะเดินทางในทันที และบางส่วนเตรียมการต้อนรับองค์ชายรองให้สมกับที่องค์ชายรองได้กระทำต่อไป๋เอ๋อร์ของข้า หน้าที่นี้ข้อมอบให้เป็นหน้าที่เจ้า 'โจวหวง' ข้าว่าเจ้าน่าจะชอบงานนี้" เมื่อยืนยันเจตนารมณ์เดิมแล้ว เกาจงก็เปลี่ยนเป็นสั่งงานต่อในทันที 

"ฝ่าบาทต้องการให้กระหม่อมต้อนรับองค์ชายรองในลักษณะไหนพ่ะย่ะค่ะ" ผู้ที่ถูกเกาจงเอ่ยนามรีบถามขอบเขตของงานที่ได้รับมอบหมายในทันที 

"หึ ไม่ถึงตายอย่างน้อยเลือดอีกครึ่งหนึ่งของมันก็เชื้อสายเดียวกับไป๋เอ๋อร์ของข้า เจ้าแค่ทำให้มันรู้ว่าหากคิดลอบกัดคนของข้ามันจะเป็นเช่นไร และสั่งสอนให้อย่าได้กล้ากระทำการสิ้นคิดเยี่ยงนั้นอีก ข้ารู้ว่าข้าบอกไปเท่านี้ตัวเจ้าก็มีแผนการในหัวเจ้าแล้วโจวหวง" เกาจงอธิบายเพิ่มเติม โดยท้ายประโยคนั้นยังน้ำเสียงเจือไปด้วยการรู้ทันอีกฝ่าย 

"กระหม่อมจะจัดการให้องค์ชายรองมิกล้าล่วงเกินว่าที่องค์ฮองเฮา และมิกล้าแม้กระทั่งคิดแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทของพระเชษฐาแห่งว่าที่องค์ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงวางพระทัย" โจวหวงเอ่ยตอบเกาจงในทันที 

"น้ำค้างโปรยปราย" 

เกาจงหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอย่างเดิมพร้อมเอ่ยประโยคสั้นๆ ออกมา 

พรึบบบ 

จบประโยคนั้นเหล่าผู้ที่คุกเข่าคำนับอยู่ก็เคลื่อนกายหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว 

 

สามวันผ่านไป 

หลังจากที่เดินทางมาถึงเมืองอีชางจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปแล้วสามวัน ไป๋หู่จัดการแจกจ่ายเงินทองให้บรรดาเด็กรับใช้ที่ทำงานภายในวัง ไป๋หู่คิดว่าเมื่อตัวเองไปจากที่นี่แล้วคิดว่าจะไม่กลับมาอีก ต่อให้วันข้างหน้าเกาจงไม่ได้รักและเอ็นดูตนแล้ว ตนก็ขอตายอยู่ที่นั่นไม่กลับมาอีก การแจกจ่ายเป็นไปด้วยหลากหลายอารมณ์มีทั้งดีใจ เสียดาย และเสียใจ 

"เอาละ ข้าแบ่งเงินทองของมีค่าให้กับพวกเจ้าทุก ๆ คน ตามที่เห็นสมควร หากพวกเจ้ารู้จักใช้จ่ายให้ประหยัด รู้จักนำไปก่อร่างสร้างตัวข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะอยู่ได้สบายไม่อับจน ข้าหวังเช่นนั้น ข้าขอบใจพวกเจ้ามากที่ดูแลวังนี้มาตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเจ้าแยกย้ายกลับบ้านของพวกเจ้าเถิด วังนี้ข้าจะคืนให้หลวงแล้วแต่ว่าทางหลวงจะดำเนินการต่อไป จากนี้ที่นี่ไม่ใช่วังไป๋หู่อีกต่อไป" ไป๋หู่กล่าวกับผู้คนตรงหน้า 

"องค์ชาย พวกกระหม่อมดีใจที่ได้รับใช้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมเองก็ดีใจที่ได้รู้ว่าพระองค์จะเสด็จไปเข้าพิธีอภิเษกกับองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหยี๋ยน ขอพระองค์ทรงดูแลพระวรกายด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ" พ่อบ้านที่อยู่วังไป๋หู่มานานนับตั้งแต่ที่ไป๋หู่มาอยู่ที่นี่เอ่ยออกมาพร้อมทั้งคุกเข่าคำนับไป๋หู่ คนอื่น ๆ เห็นแบบนั้นก็พากับทำตามพ่อบ้านไปด้วย 

"ท่านพ่อบ้านข้าขอบใจท่านมาก ท่านอยู่กับข้ามาตั้งแต่ต้นจนตอนนี้แปดปีแล้วสินะ ท่านเองก็ดูแลสุขภาพด้วย ข้าหวังว่าสิ่งของที่ข้ามอบให้ท่านจะเพียงพอให้อยู่ได้อย่างไม่ขัดสน" ไป๋หู่เอ่ยขอบใจผู้ที่ถือได้ว่าอยู่กับตนที่นี้มานานที่สุด น้ำเสียงภายใต้หน้ากากที่เอ่ยออกมาบ่งบอกถึงความจริงใจตามที่เอ่ยออกมา 

จากนั้นเหล่าผู้เคยรับใช้อยู่ที่แห่งนี้ก็เริ่มทยอยเดินออกไปจากวัง ยังเหลือเพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่ไป๋หู่เองก็เห็นว่าคนกลุ่มนี้ไม่ยอมขยับไปไหนยังคงยืนและส่งสายตามาทางตน 

"พวกเจ้ายังไม่ออกเดินทางอีกหรือไง หรือมีอะไรจะคุยกับข้า" เมื่อเห็นว่าคนอื่นทยอยออกจนหมดแล้วเหลือเพียงแค่เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นไป๋หู่จึงเอ่ยปากถามออกไปทันที 

"เอ่อ..เอ่อ..เจ้าทูลสิ / ไม่เอาเจ้าบอกว่าเจ้าจะทูลเอง /ใช่ ๆ เมื่อคืนเจ้าบอกว่าเจ้าจะทูลเองไง" ไป๋หู่มองไปยังกลุ่มเด็กหนุ่มด้านหน้าที่พากันบ่ายเบี่ยงกันไปมา 

"เอาเถอะ ใครสักคนในพวกเจ้าทั้งสามคนจะบอกข้าได้รึยังว่ามีอะไร ทำไมยังไม่เดินทางกันอีก" ไป๋หู่เอ่ยถามอีกครั้ง แต่ครั้งนี้น้ำเสียงเรียบนิ่ง กดต่ำเพื่อกดดันคนทั้งสามให้เริ่มเอ่ยในสิ่งที่ต้องการออกมา 

"ทูลองค์ชาย พวกกระหม่อมทั้งสามเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เล็กที่ได้เข้ามาทำงานในวังนี้เพราะท่านพ่อบ้านสงสาร จึงได้พาพวกข้าทั้งสามมาที่นี่ กระหม่อมทั้งสามไม่มีที่ใดให้กลับไปพ่ะย่ะค่ะ ที่นี่เปรียบเหมือนบ้านของกระหม่อมทั้งสาม หากไม่อยู่ที่นี่พวกกระหม่อมก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ใดพ่ะย่ะค่ะ" หนึ่งในสามคนเอ่ยตอบออกมา ไป๋หู่จ้องมองเด็กหนุ่มทั้งสามภายใต้หน้ากากอย่างหลากหลายอารมณ์ อย่างแรกไป๋หู่เองก็ทั้งตกใจและสงสารที่ทั้งสามเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่เด็ก และยิ่งตอนนี้ตนจะคืนวังแห่งนี้คืนทางหลวงทั้งสามคนก็เปรียบได้ว่าไร้ที่พึ่งพิงโดยทันที 

"พวกเจ้าอยากให้ข้าช่วยอะไร หากช่วยได้ข้าจะช่วย" ไป๋หู่เอ่ยถามถึงความช่วยเหลือในทันที 

"เอ่อ..ทะ...ทูลองค์ชาย กระหม่อมทั้งสาม...ขอติดตามไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ/ขอติดตามไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ/ขอติดตามไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ" 

เด็กหนุ่มทั้งสามเอ่ยพร้อมกันกันที่ พวกเขาปรึกษากันตั้งแต่คืนก่อนทันทีที่รู้ว่าวังนี้จะถูกคืนให้ทางหลวง พวกเขาไม่มีที่ไปและพึ่งได้ หากจะขอติดตามท่านพ่อบ้านไป ท่านพ่อบ้านเองก็มีครอบครัวลูกหลานที่ต้องเลี้ยงดูเยอะพออยู่แล้ว เลยไม่ต้องการเป็นภาระต่อผู้มีประคุณ แต่หากจะให้ออกไปใช้ชีวิตด้านนอกยิ่งคิดหนักด้วยทั้งสามอ่านหนังสือไม่ออกเพราะไม่ได้ศึกษาร่ำเรียนอย่างคนอื่นมา มีหวังโดนรังแกรึไม่ก็ต้องเป็นคนเร่ร่อนเป็นแน่ ทางเดียวที่ยังพอมีทางบ้างแม้ไม่รู้ว่านายของตนนั้นเป็นอย่างไรเพราะไม่เคยได้รับใช้ใกล้ชิดสักครั้งแต่ก็ต้องลองเสี่ยงดู ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย หากผู้เป็นนายไม่ยินยอมพวกเขาทั้งสามคงต้องยอมรับชะตากรรม 

" หึ ก็ดีนะ เจ้าไม่รับบรรดานางกำนัลและขันที ยกเว้นคนที่เต็มใจติดตามเจ้า มีแค่นางกำนัลสี่คน ขันทีอีกแค่ห้าคน ซึ่งก็หาได้สนิทกับเจ้าไม่ สามคนนี้เพิ่งโตแม้จะดูผอมแห้งไปเสียหน่อย แต่อาจมีประโยชน์ในภายภาคหน้าไม่มากก็น้อย" เกาจงที่นั่งมองอยู่ใกล้ ๆ ตั้งแต่ต้นก็เอ่ยขึ้นบ้าง ด้วยความที่เจอผู้คนมากมายมากร่างสูงรู้สึกได้ว่าเด็กหนุ่มทั้งสามไม่ได้มีพิษภัยใดต่อร่างบางของตนแต่นอนจึงได้เอ่ยออกมาเพื่อช่วยสนับสนุนอีกแรง ด้วยเพราะความรู้สึกบางอย่างที่มีเมื่อจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มทั้งสามนั้นเป็นความรู้สึกเดียวกับเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ตนนั้นคัดเลือกและตามหาผู้ที่จะมาเป็นองครักษ์เงาของตน แท้ท่าทางจะแตกต่างแต่สายตาแบบนั้นรวมถึงบางอย่างที่บอกว่าสามคนนี้ต่อไปภายภาคหน้าจะปกป้องคนของเขาด้วยชีวิตแน่นอน 

"ฝ่าบาททรงเห็นชอบอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงอนุญาตให้กระหม่อมพาพวกเขาไปได้ใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่เอ่ยถามร่างสูงที่เอ่ยไปทางเดียวกันกับความคิดของตน เพราะแค่รู้ว่าเด็กหนุ่มที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของตนนั้นกำพร้า ไร้ญาติขาดมิตร ไป๋หู่ก็รู้สึกทันทีว่าทั้งสามนั้นคล้ายคลึงกับตน หากปล่อยไว้ที่นี่ก็อาจจะโดนรังแกและอาจต้องกลายเป็นขอทานเป็นแน่ แต่หากจะพาติดตามไปด้วยก็เกรงว่าร่างสูงที่เป็นผู้ปกครองแคว้นจะไม่อนุญาต แต่เมื่อร่างสูงนั้นเอ่ยออกมาเองตนก็รู้สึกคลายกังวลลงในทันที 

"หึ ๆ ต่อให้เจ้าพาคนไปทั้งกองทัพ ข้าก็มิขัดเจ้า" เกาจงเอ่ยตอบร่างบางตรงหน้า 

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” 

"แต่ก่อนอื่น...พวกเจ้า" เกาจงเอ่ยต่อและหันไปหาทั้งเด็กทั้งสามทันที 

"พะ...พ่ะย่ะ...พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" ทั้งสามคนเอ่ยอย่างติด ๆ ขัด ๆ เพราะอยู่ ๆ ฮ่องเต้เกาจงที่เอ่ยกับไป๋หู่กลับมาหาพวกเขาเสียอย่างนั้นก็เกิดอาการกลัวขึ้นมาในทันที 

"ทำอะไรได้บ้าง" เกาจงถามน้ำเสียงราบเรียบจ้องมองไปยังเด็กทั้งสามอย่างต้องการคำตอบ 

"ทูลฝ่าบาทพวกกระหม่อมทั้งสามสามารถดูแล เช็ดถู ทำความสะอาด หาบน้ำ ตัดหญ้า ตกแต่งต้นไม้ในสวนได้พ่ะย่ะค่ะ" หนึ่งในสามตอบออกมาทันทีในสิ่งที่พวกเขานั้นทำตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่วังนี้ 

"ในวังมีคนทำหน้าที่เหล่านี้ได้เป็นร้อยเป็นพันคน แต่ละคนยังถูกฝึกมาอย่างดี คิดว่าทำได้ดีกว่ารึ" เกาจงยังคงไต่ถามเชิงไล่ต้อนเด็กหนุ่มทั้งสามต่อไป 

"ทูลฝ่าบาท ทูลองค์ชาย ด้วยพวกกระหม่อมนั้นไร้การศึกษา แถมเป็นบุรุษ นอกจากงานที่ใช้แรงแล้วก็ไม่มีงานใดที่พวกกระหม่อมทั้งสามจะสามารถทำได้ดีไปกว่านี้ หากเป็นงานที่ต้องใช้แรงแม้กระหม่อมทั้งสามจะตัวเล็กแต่ก็สู้ไม่ถอยพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงองค์ชายรับสั่งแม้ให้กระหม่อมทั้งสามเดิมข้ามเขาสักกี่ลูกเพื่อหาสิ่งที่องค์ชายประสงค์ กระหม่อมทั้งสามก็พร้อมทำตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ" คนตัวใหญ่ที่สุดในสามคนเอ่ยตอบทันที 

"ใคร ๆ ก็พูดแบบได้ " เกาจงเอ่ยต่อโดยสายตายังคงมองทั้งสามคนตรงหน้าอยู่ 

"...." ทั้งสามคนเงียบหันมองหน้ากัน คิ้วขมวดจนเป็นปม ด้วยตอนแรกก็เห็นว่าองค์ฮ่องเต้นั้นทรงอนุญาตแล้ว แต่เหตุใดกลับมาถามพวกเขาจนกลายเป็นว่าตอนนี้พวกเขาไม่คู่ควรที่จะได้ติดตามองค์ชายนายของตนไป พวกเขาขาดสิ่งใดไปนะ ทั้งสามได้แต่คิดในใจเท่านั้น 

"..." เกาจงยังคงนิ่งเพื่อกดดันต่อ เพื่อต้องการยืนยันความรู้สึกตนว่าทั้งสามคนนี้มีคุณสมบัติดังองครักษ์เงาของตน 

"ทูลฝ่าบาท พวกกระหม่อมไม่มีสิ่งใดเลยที่จะสามารถทำให้ได้ดีกว่าข้าราชบริพารของพระองค์ เพราะพวกกระหม่อมนั้นมีเพียงแค่ตัวและแรงกายเพียงเท่านี้ที่ติดตัวมา" หนุ่มตัวโตที่สุดเอ่ยออกมา 

"แต่หากมีสิ่งใดที่จะสามารถทำให้กระหม่อมทั้งสามนั้น ได้ดูแลรับใช้องค์ชาย พวกกระหม่อมพร้อมที่จะทำอย่างไม่รีรอ" หนุ่มตัวเล็กที่สุดเอ่ยต่อ 

"หากแม้คำพูดของพวกกระหม่อมมิอาจเชื่อถือได้ ขอพระองค์ทรงให้โอกาสพวกกระหม่อมได้ลงมือทำเพื่อพิสูจน์ว่าที่พวกกระหม่อมเอ่ยนั้นจริงหรือไม่ หากเมื่อนั้นที่ได้รับโอกาสแล้วแต่ยังไม่คู่ควรที่จะติดตามองค์ชายไป กระหม่อมทั้งสาม..." คนสุดท้ายเอ่ยต่อแล้วค้างประโยคไว้แค่นั้นก่อนจะหันไปมองหน้ากับอีกสองคนแล้วทั้งสามก็เอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมาพร้อมกัน 

"กระหม่อมทั้งสามยินดีปลิดชีพนี้ เพื่อเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนสำหรับโอกาสที่พระองค์ทรงมอบให้พ่ะย่ะค่ะ" 

"หึ ๆ " เกาจงกระตุกยิ้มเพียงเล็กน้อยก่อนหันมามองร่างบางที่นั่งอยู่ข้างๆ 

"อย่ามอบชีวิตให้ข้าเลย ชีวิตนี้เป็นของพวกเจ้าไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์แย่งชิงไป จงจำไว้ หากอยากอยู่กับข้าพวกเจ้าต้องรักษาชีวิตของพวกเจ้าให้ดีที่สุด หากวันใดที่พวกเจ้าทำให้เองตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตวันนั้นข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าติดตามข้าต่อไป เข้าใจรึไม่" ไป๋หู่เอ่ยบอกเด็กทั้งสามทันที ตนไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนตายเพื่อเขาทั้งนั้น 

"ฮึก ฮือออ พ่ะย่ะค่ะองค์ชายพวกกระหม่อมจะจำไว้พ่ะย่ะค่ะ" เมื่อทั้งสามได้ยินประโยคของผู้เป็นนายเอ่ยออกมาก็รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก พวกตนไม่เคยคิดว่านายของพวกตนนั้นคิดอย่างนั้น แทนที่จะสั่งให้พวกตนเชื่อฟังและเสียสละพร้อมตายแทน แต่กลับบอกให้พวกตนนั้นดูแลชีวิตของตัวเองอย่างดี ทำให้พวกเขานั้นคิดได้ทันทีว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิตจะมอบให้เพียงคนตรงหน้า 'องค์ชายสี่ อิ้งไป๋หู่' เท่านั้นแม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต 

"เอาละถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าก็ไปพักเตรียมพร้อมการเดินทางในเช้ามืดวันพรุ่งนี้ ไปเถอะ" ไป๋หู่บอกทั้งสามไป จากนี้เขาคงได้ไอ้พวกนี้อยู่ด้วย 

"พ่ะย่ะค่ะ ทูลลาพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ทูลลาพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย" ทั้งสามเอ่ยลาพร้อมกันเดินไปยังห้องพักตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมเดินทางในวันพรุ่งนี้ 

"ยังเด็ก ร่างกายยังโตไม่เต็มที่ หากได้ร่ำเรียนและฝึกฝนด้านการต่อสู้คงทำได้ดี ดูท่าทางหนึ่งในสามนั้นมีอยู่คนหนึ่งที่ท่าจะมีปัญญาดูเงียบขรึมรู้จักวางท่าทีอยู่ ส่วนคนตัวโตกว่าเขาดูจะแรงดีดูซื่อตรง ก็จะมีแต่คนตัวเล็กสุดดุจะขี้กลัวไปหน่อยแต่หากได้ร่ำเรียนฝึกฝนอาจจะพบสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในก็เป็นได้" เกาจงเอ่ยสิ่งที่ตนคิดทันที 

"ฝ่าบาทจะทรงให้พวกเขา ร่ำเรียนวิชาการต่อสู้หรือพ่ะย่ะค่ะ" รางบางถามออกไป 

"พวกเขาเหมาะกับการฝึกให้เป็นองครักษ์ของเจ้าเป็นอย่างยิ่งไป๋เอ๋อร์" เกาจงบอกออกไป 

"ทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ" 

"มีบางอย่างในตัวพวกเขาที่ข้ารู้สึก วันข้างหน้าพวกเขาจะเป็นกำลังให้เจ้าได้เป็นอย่างดี และพวกเขาจะเป็นผู้ที่ภักดีต่อเจ้าแม้ชีวิตก็มอบให้ได้" เกาจงส่งสายตาอ่อนโยนให้ร่างบางไป ร่างสูงวางแผนการที่จะฝึกเจ้าสามตัวนั้นไว้ในหัวแล้วเสียด้วย 'อย่ายอมแพ้เสียก่อนละ พวกเจ้าต้องทนให้ได้ 'เหล่าผู้ภักดี' เกาจงได้แต่เอ่ยต่อสามคนนั้นเพียงในใจเท่านั้น 

“มิใช่ทรงวางแผนใดไว้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋หู่เอ่ยหลังจากเห็นแววตาของร่างสูง 

“หืม..” เกาจงแค่แปลกใจที่อีกคนสามารถอ่านความคิดของตนออก แม้จะเพิ่งรู้จักกันมินาน หาได้ยากนักคนที่จะสามารถอ่านความคิดตนออก แม้กระทั่งสหายที่ร่ำเรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนโต ก็ใช้เวลาหลายปีกว่าจะทันความคิดตน 

“หึ สมกับว่าที่ฮองเฮา” เกาจงเอ่ยเพียงแผ่วเบา 

 

TBC. 

 

BM  

ความคิดเห็น