ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9 เยือนวังไป๋หู่ Rewrite

ชื่อตอน : บทที่ 9 เยือนวังไป๋หู่ Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ม.ค. 2563 13:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 เยือนวังไป๋หู่ Rewrite
แบบอักษร

 

 เมืองอีชาง แคว้นอิ้งเทียน 

หลังจากที่ขบวนเกี้ยวมงคลจากแคว้นต้าเหยี๋ยนเดินทางออกจากวังแล้วใช้เวลาราว ๆ สิบกว่าวันก็เดินทางถึงเมืองอีชาง เนื่องจากขบวนเกี้ยวนั้นมีจำนวนคนที่มากและต้องเดินเท้า ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางรวมถึงไป๋หู่ขอให้ฮ่องเต้เกาจงอนุญาตให้เหล่าขบวนเกี้ยวได้หยุดพักบ่อย เพราะว่าสงสารทหารที่ต้องเดินเท้าเกรงว่าจะเหนื่อยเกินไป แม้ฮ่องเต้เกาจงจะบอกว่าทหารของตนถูกฝึกมาเพื่อเดินทางได้ข้ามวันข้ามคืนโดยไม่หยุดพักได้ แต่ไป๋หู่ก็ขอร้องเพราะการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การออกรบ รวมถึงตนเองก็อยากใช้เวลากับการเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำของบ้านเกิดของตนให้มากที่สุด ฮ่องเต้เกาจงจึงยอมตามใจ และเหล่าทหารเองได้รับรู้ถึงความอ่อนโยนที่ฮ่องเต้เกาจงนั้นไม่เคยมีให้ผู้ใดมาก่อนเช่นกัน 

"กระหม่อม เล่ยอู่เทียนแม่ทัพเมืองอีชางเป็นถวายบังคมฮ่องเต้จ้าวเกาจง พ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพใหญ่ทำความเคารพต่อเกาจง โดยที่ท่านแม่ทัพนั้นได้พาทหารและราษฎรเมืองอีชางเกือบทั้งหมดมารอต้อนรับที่หน้าประตูเมือง 

"ท่านลุกขึ้นเถิดท่านแม่ทัพ ไม่ต้องมากพิธีไป" เกาจงกล่าวตอบท่านแม่ทัพ ตาคมมองดูบรรดาผู้คนมากมายที่ออกมาต้อนรับ ทั้งขุนนาง ทหารและราษฎร เหตุที่มีผู้คนออกมามากมายขนาดนี้เป็นส่วนหนึ่งนั้นเพราะต้องการได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ชื่อเสียงร่ำลือกันว่าเก่งกาจมากมายนัก และอีกส่วนคือต้องการเห็นใบหน้าที่งดงามขององค์ชายไป๋หู่ เพราะหลังจากงานเลี้ยงในวังหลวงก็เกิดคำร่ำลือไปทั่วเพียงชั่วข้ามคืนเกี่ยวกับใบหน้าของไป๋หู่ ว่าเหมือนพระมารดาอย่างกับคนเดียวกันรวมถึงความงดงามปานล้มเมืองด้วยเช่นกัน จึงทำให้ผู้คนอยากเห็นเป็นบุญตาสักครั้ง แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะองค์ชายไป๋หู่ยังคงสวมหน้ากากเช่นเดิมเมื่อออกจากเกี้ยว 

"ท่านอา ท่านสบายดีนะ" ไป๋หู่ทักผู้เป็นทั้งท่านแม่ทัพและอาจารย์ตน หลังจากที่ตนเดินทางเข้าวังหลวงจนถึงวันนี้ก็ราวๆ เกือบสอบเดือน 

"ถวายบังคมองค์ชายรอง องค์ชายสี่ กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ" 

"จะไปไหนก็รีบไปเถอะ ข้าเหนื่อยต้องการพักผ่อนจะแย่" ยังไม่ทันที่ไป๋หู่จะได้พูดอะไร เฉินกว่างที่ออกจากเกี้ยวมายืนข้าง ๆ ไป๋หู่ก็รีบพูดแทรกตัดบทในทันที เพราะว่าตนเหนื่อยจากการเดินทางเพราะเกี้ยวที่ตนนั่งไม่ได้ใหญ่เหมือนดังเกี้ยวมงคล ความสุขสบายจึงไม่ได้มีมากมายนัก แต่ก็ต้องสะดุ้งเนื่องจากเกาจงปรายตามองทำให้เฉินกว่างทำได้เพียงก้มหน้าหลบตาคมนั้นทันที 

"กระหม่อมได้สั่งพ่อบ้านและทหารให้เข้าไปจัดเตรียมห้องพัก ณ วังไป๋หู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เชิญฝ่าบาทและองค์ชายเข้าประทับได้เลยพ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพอู่เทียนเองเมื่อได้ยินเฉินกว่างพูดออกมาก็รีบจัดแจงแจ้งให้เกาจงและองค์ชายทั้งสองทราบว่าตนเตรียมที่พักพร้อมแล้ว 

"อืม อย่างนั้นก็ไปวังไป๋หู่กันเถอะ ข้าเองก็อยากให้ไป๋เอ๋อร์ได้พักผ่อนให้เต็มอิ่มเช่นกัน รวมถึงตัวข้าเองก็อยากชมวังของเจ้านักไป๋เอ๋อร์ เจ้าจะพาข้าชมวังของเจ้าได้รึไม่" เกาจงไม่ได้สนใจผู้ใดนอกจากไป๋หู่เท่านั้น 

"วังกระหม่อมไม่มีสิ่งใดน่าชมหรอกพ่ะย่ะค่ะ ที่นี่เป็นเมืองชายแดนหาใช่เมืองหลวง วังกระหม่อมคงสู้ที่นั่นไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ตอบความเป็นจริง วังที่ตนอยู่ก็เป็นวังที่ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาสั่งให้จัดสร้างให้ตั้งแต่ต้น ตนไม่ได้ชื่นชอบที่จะอยู่ในวังตนสักเท่าไหร่นักรวมถึงไม่ได้สนใจที่จะตกแต่งอะไรเพิ่มเติมเช่นกัน 

"ไม่เป็นไร ข้าแต่อยากเห็นตำหนักที่เจ้าหลับนอนก็แค่นั้น หึ ๆ เราไปกันเถอะ" เกาจงตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเชิงหยอกล้อและนั้นทำให้หัวหน้าองครักษ์แค้นต้าเหยี๋ยนมีอาการตกใจไม่น้อยเพราะตั้งแต่เป็นเข้ารับตำแหน่งและรับใช้เกาจงมา ตนไม่เคยได้เห็นสีหน้าและน้ำเสียงแบบนี้ของเกาจงมาก่อน 

"เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ" แม่ทัพอู่เทียนเอ่ยเชิญทั้งหมดขึ้นเกี้ยวและนำทางไปยังวังไป๋หู่ทันที 

 

ณ วังไป๋หู่ 

เมื่อถึงวังไป๋หู่ ตัวเจ้าของวังได้มอบหมายให้พ่อบ้านเป็นผู้ดูแลจัดหาที่พักและอาหารให้แก่ผู้ที่เดินทางทั้งหมด เหลือเพียงเฉินกว่าง ฮ่องเต้เกาจงและเหล่าองครักษ์ประจำตัวของฮ่องเต้เกาจงที่ตอนนี้อยู่กันพร้อมเพรียงที่ตำหนักรับรองของวังไป๋หู่ 

"องค์ชายรอง ที่พักของท่านอยู่ตำหนักตะวันตก ที่นี่อาจไม่ได้ใหญ่โตมากมายนัก หวังว่าท่านคงพอเข้าใจ หากท่านต้องการสิ่งใดรับสั่งบอกท่านพ่อบ้านเขาจะจัดหาให้ท่านโดยทันที ท่านต้องการให้ข้านำทางไปยังตำหนักตะวันตกหรือไม่องค์ชายรอง" ไป๋หู่จัดแจงบอกเฉินกว่างถึงตำหนักที่ทางพ่อบ้านได้จัดเตรียมให้แก่เฉินกว่างซึ่งเป็นหนึ่งในสามของตำหนักใหญ่ที่มีของวังไป๋หู่ โดยตำหนักที่ใหญ่ที่สุดมีสองตำหนักคือตำหนักพักส่วนตัวของไป๋หู่เองที่อยู่ทิศเหนือ และตำหนักตะวันออกซึ่งเป็นตำหนักรับรองบุคคลสำคัญ ส่วนตำหนักตะวันตกเป็นตำหนักที่ใหญ่รองจากอีกสองตำหนัก และเป็นตำหนักที่ไป๋หู่จัดแจงให้องค์ชายรองอยู่ 

"ตำหนักตะวันตกงั้นรึ เหตุใดถึงเป็นตำหนักนั้นข้าเป็นองค์ชายรองมียศเป็นพี่เจ้าเหตุใดข้าต้องพักตำหนักที่เล็กกว่าตำหนักอื่นๆ " เฉินกว่างที่มีอาการหงุดหงิดหลุดปากออกมาโดยลืมไปว่า ณ ตรงนี้ยังมีผู้ที่มียศศักดิ์สูงส่งอยู่อีกคน 

"ตำหนักตะวันออกจัดไว้ให้เป็นที่พักขององค์ฮ่องเต้เกาจงพ่ะย่ะค่ะ นอกจากตำหนักตะวันตกแล้วกระหม่อมไม่เห็นว่าจะมีตำหนักใดเหมาะสมอีก" ไป๋หู่เองหลังจากได้ยินที่เฉินกว่างพูดก็ชี้แจงให้ทราบโดยทันที 

"ก็ตำหนักของเจ้ายังไงละ วังนี้มีตำหนักที่ใหญ่ที่สุดเพียงสองตำหนักเท่านั้นคือตำหนักเจ้าและตำหนักรับรองตะวันออกซึ่งข้าไม่ได้คิดจะขอตำหนักรับรองตะวันออก เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะและตำแหน่งของข้า จะให้ข้าพักตำหนักที่เล็กกว่าเจ้าข้าว่าคงไม่เหมาะนัก" เฉินกว่างแสดงเจตนาทันที ตนหาได้ต้องการยุ่งกับฮ่องเต้เกาจงไม่ แต่เพียงต้องการตำหนักที่ตนเห็นว่าเหมาะสมกับตนซึ่งมีฐานะสูงกว่าไป๋หู่ 

"..." ไป๋หู่เงียบทันทีหลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น และกำลังคิดว่าควรจัดการอย่างไรดี 

"เจ้าพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูกนะองค์ชายรอง" เกาจงที่ได้ฟังการสนทนามาตั้งแต่ต้นก็กล่าวขัดขึ้น 

"ไม่ถูกอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ก็ในเมื่อกระหม่อมนั้นมีฐานะสูงกว่าองค์ชายสี่ ก็ย่อมได้อยู่ตำหนักที่ใหญ่กว่า ส่วนองค์ชายสี่ก็ควรย้ายตนเองไปพักยังตำหนักตะวันตกแทนไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ" เฉินกว่างยังคงยืนยันถึงฐานะตนว่าสูงส่งกว่าไป๋หู่ 

"แต่ก่อนนั้นก็ใช่ แต่ตอนนี้หาใช่เป็นเช่นนั้น เจ้าคงลืมไปว่าตอนนี้ไป๋เอ๋อร์คือว่าที่ฮองเฮาของข้าผู้ที่จะขึ้นเป็นเฮาฮองแห่งแคว้นต้าเหยี๋ยนจะมีฐานะต่ำต้อยว่าผู้มีฐานะแค่องค์ชายรองได้เช่นไรกัน หากทำแบบนั้นก็ถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติฐานะฮองเฮา และรวมไปถึงตัวข้าด้วยมิใช่รึ" เกาจงเอ่ยเสียงเรียบโดยไม่ได้แม้แต่ชายตามองเฉินกว่างด้วยซ้ำ แต่น้ำเสียงและประโยคที่เอ่ยออกมานั้นก่อให้เกิดการกดดันขึ้นทันที เฉินกว่างหน้าซีดลงทันทีที่ได้ฟังประโยคนั้นจบ 

"หามิได้ฝ่าบาท กระหม่อมลืมนึกถึงข้อนี้ไป ขอพระทานอภัยกระหม่อมหาได้ต้องการดูหมิ่นพระองค์ไม่พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทขอได้โปรดพระทานอภัยให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ" เฉินกว่างกุลีกุจอตอนทันทีตนทั้งกลัวทั้งแค้นใจแต่ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อเป็นจริงตามที่เกาจงนั้นเอ่ย 

"ถ้าอย่างนั้นก็จบเพียงเท่านี้ เจ้าไปพักผ่อนเก็บแรงไว้เสียเถอะองค์ชายรอง เพราะถ้าเดินทางถึงแคว้นต้าเหยี๋ยนแล้ว ข้าเกรงว่าเจ้าอาจจะไม่มีเวลาได้พักผ่อนเป็นแน่ หรือไม่เจ้าอาจจะนอนหลับตาไม่ลงแทนก็ได้ หึ ๆ " เกาจงเอ่ยจบการสนทนาแกนไล่ให้เฉินกว่างไปให้พ้นหน้า แต่ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยส่งท้ายราวเป็นการเตือนเฉินกว่างให้รับรู้ว่าเมื่อเดินทางถึงแคว้นของตนแล้ว เฉินกว่างที่คิดร้ายกับคนของตนจะพบเจอกับสิ่งใดซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน 

"สิ่งที่ฝ่าบาทรับสั่งออกมานั้นหมายความว่าอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เข้าใจ" เฉินกว่างยังไงไม่เข้าใจในสิ่งที่เกาจงสื่อออกมาเป็นนัย ๆ จึงได้ถามออกไป 

"ไป๋เอ๋อร์เจ้าไปส่งข้าที่ตำหนักได้หรือไม่ แต่หากเจ้าเหนื่อยก็ไม่เป็นไรให้คนนำทางข้าไปแทนก็ได้ ข้าอยากได้เจ้าได้พักให้สบาย" แทนที่จะตอบคำถามของเฉินกว่างเกาจงกลับหันไปเอ่ยถามไป๋หู่แทน และน้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นก็ชั่งแตกต่างจากที่เอ่ยกับผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการที่ทำเหมือนเฉินกว่างนั้นไร้ตัวตนนั้นยิ่งทำให้เฉินกว่างโกรธและแค้นใจเพิ่มมากขึ้นจนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ 

"ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ไป๋หู่ให้คนนำทางข้าไปตำหนักตะวันตกด้วย" เฉินกว่างกล่าววาจากระชากแสดงถึงความไม่พอใจ แล้วเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไปจากห้องรับรองในทันที 

"หึ คนประเภทเช่นนี้คิดจะทำเรื่องชั่วช้า แต่หาได้มีสติปัญญาและความสุขุมไม่ ชั่งไม่รู้จักประมาณตนเองเสียจริงว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร" เกาจงเอ่ยหลังจากที่เฉินกว่างเดินลับหายออกไปนอกตำหนักนี้แล้ว 

"ทูลฝ่าบาท พระองค์เคยบอกให้สัญญาแล้วว่าจะไม่ทำอะไรพวกเขา ทรงลืมไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ที่ได้ยินแล้วเข้าใจในทันทีที่เกาจงเอ่ยประโยคเตือนเฉินกว่างออกมา และตนก็พอรู้แล้วว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจเป็นองค์ชายรอง 

"ไป๋เอ๋อร์ข้าสัญญาว่าจะไม่จะฆ่าพวกเขา แต่ข้าจำเป็นต้องลงโทษผู้ที่คิดทำร้ายว่าที่ฮองเฮาของข้า อย่างน้อยก็เพื่อเกียรติของแคว้นต้าเหยี๋ยน เจ้าจะให้ข้าทิ้งเรื่องนี้ไปเลยเกรงว่าข้าจะทำไม่ได้ ถือเสียว่าสิ่งที่ข้าทำข้าทำเพื่อเกียรติของบ้านเมืองข้า เจ้าเข้าใจหรือไม่ไป๋เอ๋อร์" เกาจงขอในสิ่งที่ตนนั้นได้คิดเอาไว้ เดิมทีตนนั้นจะนำหลักฐานมอบแด่ฮ่องเต้ไท่กงแล้ว และโทษที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากบฏ มีแต่ตายสถานเดียวเท่านั้น แต่เมื่อไป่หู่ขอเอาไว้ตนจึงไม่ได้ดำเนินการต่อ แต่ก็ใช่ว่าจะละเว้นโทษเป็นที่เฉินกว่างได้กระทำผิดเอาไว้ 

"แต่ว่ากระ.." ไป๋หู่หยุดสิ่งที่พูดออกไปทันทีเมื่อเห็นเกาจงนั้นยกมือขึ้นเป็นการห้ามเพื่อไม่ใช้ตนนั้นเอ่ยจบ 

"เอาเป็นว่าจะไม่มีใครตาย แต่ข้าต้องการสั่งสอนพี่ชายต่างมารดาของเจ้าไป๋เอ๋อร์ เจ้าไม่คิดหรือว่าหากไม่มีใครทำอะไรหรือเอาโทษจากสิ่งที่เขานั้นทำไว้กับเจ้าเพียงเพื่อต้องการผลงานทำให้บัลลังก์ของพี่ชายเจ้าสั่นคลอน แล้วต่อไปเจ้าคิดหรือว่าเขาจะไม่คิดทำร้ายพี่ชายเจ้าเพื่อตำแหน่งว่าที่ฮ่องเต้องค์ต่อไป ให้ข้าจัดการเรื่องนี้เองวางใจข้าเถอะนะ ไป๋เอ๋อร์" เกาจงเอ่ยพร้อมกับเดินเข้าหาไป๋หู่ที่นั่งอยู่ 

"พ่ะย่ะค่ะ แล้วแต่พระองค์จะทรงจัดการ ขอเพียงไม่มีใครต้องตายกระหม่อมก็ไม่ขัดพระองค์ ถ้าอย่างนั้นเชิญฝ่าบาทเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมจะนำทางให้" เมื่อได้ฟังสิ่งที่เกาจงบอกออกมาไป๋หู่เองก็ได้คิดตามและเข้าใจว่าหากปล่อยไปอาจเป็นภัยต่อบัลลังก์พี่ชายของตนเป็นแน่ จึงต้องยอมให้เกาจงนั้นจัดการและเกาจงเองก็ได้รับปากแล้วว่าไม่มีใครต้องตาย 

"ไป๋เอ่อร์ เจ้าไม่เหนื่อยแน่นะ ข้าเป็นห่วงเจ้าเองควรได้พักผ่อนหลับอย่างสบายเช่นกัน ไม่ต้องห่วงข้าหรอกแค่ให้คนนำทางให้ก็พอ" เกาจงที่กลัวว่าจะทำให้ร่างบางนั้นเหนื่อยจึงได้เอ่ยบอกออกไป 

"ทูลฝ่าบาทกระหม่อมหาได้เหนื่อยอันใดไม่ พระองค์ทรงอย่าลืมสิพ่ะย่ะค่ะว่ากระหม่อมเป็นถึงรองแม่ทัพแห่งเมืองอีชางเชียวนะ เดินทางแค่นี้ไม่ได้ทำให้กระหม่อมเป็นอะไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ แถมกระหม่อมยังได้นั่งเกี้ยวหลวงที่ใหญ่มีทุกอย่างพร้อมทั้งนอนทั้งนั่งไม่ได้ลำบากเดินเท้าอย่างทหารหรือขี่บนหลังม้าอย่างเหล่าองครักษ์มีเหตุใดที่จะทำให้กระหม่อมเหน็ดเหนื่อยหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" ไป๋หู่บอกตามที่ตนนั้นรู้สึกจริงไม่ได้ออกแรงอะไรเลยจะให้เหนื่อยได้อย่างไร จะมีก็แต่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวที่เอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ บนเกี้ยวเท่านั้นจะเปลี่ยนขอขี่ม้าแทนก็โดนอีกฝ่ายสั่งห้ามเด็ดขาด 

"หากเจ้าว่าอย่างนั้นข้าก็ไม่ว่าอะไร ข้าแค่กลัวว่าเจ้าจะเหนื่อย ถ้าอย่างนั้นข้าอยากเดินชมวังเจ้าเสียหน่อยไป๋เอ๋อร์ ข้าอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเจ้าทั้งหมดว่าเจ้าอยู่ที่นี่เจ้าชอบไปไหนทำอะไรบ้าง เจ้าพาข้าชมที่นี่ก่อนค่อยไปส่งข้าที่ตำหนักได้หรือไม่" เมื่อเกาจงเห็นว่าอีกฝ่ายยืนยันว่าไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรเลยออกปากชวนร่างบางเดินชมวัง เกาจงอยากสัมผัสทุกอย่างเกี่ยวกับร่างบางให้มากที่สุด 

"หากฝ่าบาทต้องการแบบนั้นกระหม่อมก็ไม่ขัดข้อง แต่กระหม่อมไม่ค่อยได้อยู่ที่วังนักส่วนใหญ่กระหม่อมอยู่ที่ค่ายฝึกทหารเป็นส่วนใหญ่พ่ะย่ะค่ะ" เมื่อเอ่ยจบไป๋หู่ก็เดินนำออกไปก่อนแล้วเกาจงจึงเดินตามออกไป 

ทั้งสองเดินไปเรื่อย ๆ โดยที่มีไป๋หู่คอยบอกว่าส่วนไหนเป็นอะไรตลอดทางที่เดินผ่านจนในที่สุดไป๋หู่ก็พาเกาจงเดินมาถึงศาลาริมน้ำ สถานที่ตรงนี้เป็นสวนขนาดย่อม ๆ ที่มีทั้งดอกไม้ ต้นไม้ประดับขนาดต่าง ๆ กันออกไปรวมถึงสระน้ำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่ก็สามารถนั่งพายเรือเก็บดอกบัวได้ จัดว่าเป็นสถานที่เหมาะสำหรับนั่งชมสวนและผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี 

"เหตุใดเจ้าถึงไม่ค่อยอยู่ที่นี่ละไป๋เอ่อร์ ข้าว่าวังเจ้าก็น่าอยู่ที่เดียว ตำหนักต่าง ๆ ถูกสร้างอย่างประณีตราวกับผู้สร้างตั้งใจเป็นอย่างมาก สวนแห่งนี้ก็เช่นกันทุกอย่างถูกจัดวางไว้อย่างเหมาะสม ดูร่มรื่น และผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี" เกาจงเอ่ยถามโดยไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับรู้สึกจุกในอกทันที 

 

"เพราะว่าที่นี่ถูกสร้างอย่างตั้งใจไงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมถึงไม่ค่อยอยากอยู่ที่นี่ ที่นี่คือสถานที่ตอกย้ำว่ากระหม่อมนั้น..." ไป๋หู่ชะงักคำพูดของตนเองในทันทีที่เกาจงยื่นมือมากุมมือของตนไว้ 

"จากนี้เจ้าจะมีความสุข มิต้องเชื่อข้า แต่ขอให้เจ้ารอดูและรอรับสิ่งที่ข้าจะมอบให้เจ้า" เกาจงที่พอจะจับน้ำเสียงของไป๋หู่ได้จึงยื่นมือไปกุมมือของอีกฝ่ายไว้แล้วให้นิ้วโป้งลูบหลังมือของไป๋หู่เบาๆ เป็นการปลอบและขอโทษอีกฝ่ายที่เผลอทำให้รู้สึกเศร้าใจ 

"ไม่เป็นไรฝ่าบาทกระหม่อมตั้งใจจะปล่อยทุกอย่างทิ้งไว้ที่นี่อยู่แล้ว กระหม่อมไม่เป็นพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่เองที่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่เกาจงส่งมาให้จึงได้คลายความเศร้าลงและบอกความรู้สึกให้ร่างสูงได้รับรู้ 

"เดินเกือบทั่วแล้วข้าว่าเรานั่งพักที่ศาลาริมสระน้ำนี้ดีกว่าไปเถอะ" เกาจงเอ่ยเปลี่ยนเรื่องแล้วชวนอีกฝ่ายนั่งที่ศาลาทันที 

"เจ้าไปบอกท่านพ่อบ้านเตรียมน้ำชา และของเสวยให้ฝ่าบาทที่นี่ด้วย" ไป๋หู่หันไปสั่งงานสาวใช้ที่คอยเดินตามรับใช้ให้พ่อบ้านจัดเตรียมของว่างทันที 

"เพค่ะองค์ชาย" สาวใช้รีบรับคำสั่งอย่างนอบน้อมแล้วรีบเดินออกไปทันที รวมถึงเหล่าองครักษ์ประจำพระองค์ที่ตอนนี้กระจายกำลังตามตำแหน่งต่าง ๆ โดยทั่วบริเวณสวนริมสระน้ำโดยมีแค่หัวหน้าองครักษ์เท่านั้นที่ยังยืนอยู่ใกล้ ๆ คอยอารักขา 

"นั่งริมศาลายามนี้ ข้านึกถึงครั้งที่เจอเจ้าครั้งแรกเสียจริง" เกาจงเริ่มบทสนทนาใหม่ทันทีที่ทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ที่ทำจากหินอ่อนแกะลายสวยงาม 

"ทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ถามด้วยความแปลกใจปนสนใจในสิ่งที่เกาจงเอ่ยออกมา 

"ครั้งนั้นที่ข้าเจอเจ้าก็อยู่ใกล้กับน้ำยังไงละ ต่างกันที่ตอนนั้นเป็นน้ำตกยามค่ำคืนดึกดื่น แต่นอนนี้เราอยู่ข้างสระน้ำยามเย็นตะวันใต้ตกจากฟ้า" เกาจงเอ่ยบอกออกมา 

"หึ ๆ แล้วยังไงต่อพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ทำให้เหตุการณ์ตอนนี้จะทำให้พระองค์ทรงคิดถึงตอนนั้นได้" ไป๋หู่ก็ยังคงถามด้วยความสนใจต่อไปรวมถึงน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเริ่มดีขึ้นแล้ว 

"หึ ๆ ข้าแค่ชอบเวลาที่อยู่กับเจ้าสองคน และเวลาที่อยู่กับเจ้าเพียงสองคนก็มีน้ำอยู่กับเราเสมอ ไม่ใช่แค่ครั้งแรกที่พบเจ้านะตอนที่ข้าได้เจอเจ้าอีกครั้งก็อยู่ใกล้น้ำแบบนี้อีกเช่นกันและครั้งนั้นข้าก็ได้ให้คำสัตย์กับเจ้าพร้อมมอบของหมั้นให้เจ้าด้วย" เกาจงยังคงเอ่ยบอกในสิ่งที่ตนคิดออกมา 

"นั่นสินะ" เมื่อได้ยินอย่างนั้นไป๋หู่ก็คิดทบทวนตามที่อีกฝ่ายได้บอกออกมาแล้วก็พึมพำออกมาเบาๆ 

"สิ่งที่นำข้ามาพบกับเจ้าทั้งสองครั้งก็เป็นสิ่งเดียวกันอีกเช่นกัน จำได้รึไม่" เกาจงหันไปถามไป๋หู่ต่อทันที ตนก็อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะจดจำสิ่งที่นำทั้งสองมาพบกันได้หรือไม่ 

"ขลุ่ยสินะ...ที่นำพาพระองค์มาพบกระหม่อม" ไป๋หู่ตอบออกมาโดยไม่ต้องใช้เวลาคิดเลยเพราะตนเองก็จดจำมันได้ดีทั้งสองครั้ง 

"หึๆ ใช่ครั้งแรกเพราะเสียงขลุ่ยของเจ้านำพาข้าข้ามชายแดนเพื่อมาพบเจ้า ครั้งถัดมาเพราะขลุ่ยที่ร้านขายเครื่องดนตรีสะดุดตาข้าจึงนำข้าพบเจ้าอีกครั้ง" เกาจงรู้สึกดีใจที่อีกฝ่ายจดจำได้ 

"อยากฟังกระหม่อมเป่าขลุ่ยอีกรึไม่ฝ่าบาท" 

"อยากสิ ข้าอยากให้เจ้าเป่าให้ข้าฟังทุกวันเลยเชียวหล่ะ" 

"กระหม่อมจะเป่าให้พระองค์ฟังทุกวัน จนกว่าพระองค์จะรับสั่งว่าไม่ต้องการฟังมันอีกพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่เอ่ยบอกเป็นนัยเพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ 

"ไม่มีวันนั้นหรอก เจ้าจะได้เป่าทุก ๆ วันจนเจ้าเสียเองที่จะไม่อยากเป่าให้ข้าฟังไป๋เอ๋อร์" เกาจงเองก็ตอบรับเป็นนัยเช่นกันพร้อมทั้งกระชับมือที่กุมอีกฝ่ายไว้ตั้งแต่ต้นให้แน่นขึ้นเพื่อยืนยันในสิ่งที่ได้เอ่ยออกมา 

"ไม่มีวันที่กระหม่อมจะหยุดเป่าหรอกพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท" ไป๋หู่เองก็กระชับมือที่ถูกกุมแล้วกลับไปเพื่อยืนยันสิ่งที่ตนเอ่ยเช่นกัน 

 

 

BM 

ความคิดเห็น