ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 8 จากบ้านเกิดสู่เมืองนอน Rewrite

ชื่อตอน : บทที่ 8 จากบ้านเกิดสู่เมืองนอน Rewrite

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ม.ค. 2563 13:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 จากบ้านเกิดสู่เมืองนอน Rewrite
แบบอักษร

ณ ท้องพระโรง 

"องค์ชายสี่อิ้งไป๋หู่รับราชโองการ" เสียงกงกงคนสนิทฮ่องเต้ไท่กงประกาศดังก้องทั่วท้องพระโรง ไป๋หู่ที่กลับมาสวมหน้ากากอีกครั้งเดินมาคุกเข่าด้านหน้าเตรียมรับราชโองการ 

"ขอประกาศให้รู้โดยทั่วกันว่า องค์ชายสี่อิ้งไป๋หู่ผู้ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพเมืองอีชางจะเดินทางไปแคว้นต้าเหยี๋ยนเพื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับฮ่องเต้จ้าวเกาจง และข้าดีใจที่องค์ชายสี่อิ้งไป๋หู่เป็นตัวแทนเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นจึงมอบทองคำสิบหีบ ผ้าแพรชั้นดียี่สิบหีบ นางกำนัลและขันทีให้ตามไปดูแลจำนวนยี่สิบคน และนับจากนี้ทั้งสองแคว้นจะเป็นมิตรที่ดีต่อกันสืบไป รับราชโองการ" 

"กระหม่อมรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี" ไป๋หู่ยื่นมือรับราชโองการหลังจากพูดจบ ไป๋หู่นั้นไม่สามารถอธิบายสิ่งที่รู้สึกในตอนนี้ได้ เพราะหลังจากคืนในงานเลี้ยงที่ตนถูกผู้ที่เป็นฮ่องเต้อีกแคว้นจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว แถมมาวันนี้ยังได้รับราชโองการให้ไปแต่งงาน และต้องเดินทางภายในวันพรุ่งนี้อีกด้วย 

"ข้าจ้าวเกาจงฮ่องเต้แห่งต้าเหยี๋ยนจะรับองค์ชายสี่ไป๋หู่เป็นฮองเฮาของข้าและจะมีเพียงไป๋เออร์เพียงผู้เดียว และแคว้นต้าเหยี๋ยนมอบสินสอดเป็นทองคำยี่สิบหีบ แร่เหล็กสิบรถม้า ผ้าขนแกะสิบหีบ ส่วนของขวัญสำหรับไป๋เอ๋อร์ข้ามอบหยกพันปี ไข่มุกราตรีสิบเม็ด ผ้าขนแกะยี่สิบหีบ และผ้าขนจิ้งจอกเงินห้าสิบพับ นับจากนี้ทั้งสองแคว้นจะเป็นมิตรที่ดีต่อกัน" หัวหน้าองครักษ์เกาจง อ่านราชโองการประกาศมอบสินสอดของหมั้นต่อทันที ซึ่งสิ่งที่เกาจงมอบให้ไป๋หู่นั้นเป็นที่รู้กันทั่วว่าเป็นของหายากยิ่งและราชวงศ์ต้าเหยี๋ยนครอบครองจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะไข่มุกราตรีที่เคยเป็นของพระมารดาของฮ่องเต้เกาจงซึ่งแม้แต่อดีตฮองเฮาก็ไม่เคยได้เห็นหรือแตะต้องเลย ยิ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในท้องพระโรงนั้นพากันร่ำลือว่าฮ่องเต้ทรงรักองค์ชายสี่มากเพียงใดถึงมอบของสำคัญและมีค่ายิ่งให้แก่องค์ชายสี่ 

"ไป๋หู่ก่อนไปเจ้ามีสิ่งใดจะขอหรือไม่ ข้าอนุญาตให้เจ้าขอได้หนึ่งข้อ" ฮ่องเต้ไท่กงกล่าวถาม 

"กระหม่อมไม่ต้องการสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ และไม่ขอรับนางกำนัลและขันทีที่พระองค์ประทานให้ กระหม่อมไม่ต้องการให้พวกเขาเหล่านั้นจำใจต้องไปเนื่องด้วยพระบัญชา แต่หากมีใครในจำนวนนั้นที่ฝ่าบาทประทานเต็มใจไปกับกระหม่อม กระหม่อมยินดีพาพวกเขาไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ตอบทันที เพราะเขาตั้งใจว่าจะทิ้งสิ่งต่าง ๆ ไว้ที่นี่ ไม่ต้องการรับรู้สิ่งใดอีกแม้ยังค้างคาในใจอยู่ก็ตาม รวมถึงการพาคนที่ติดตามไปที่นั่นด้วยเช่นกัน ตนต้องการคนที่เต็มใจเหมือนตนเท่านั้น 

"ข้าอยากขอให้พระองค์ อนุญาตให้องค์ชายรองเฉินกว่างเป็นตัวแทนราชวงศ์ไปเป็นสักขีพยานให้ข้าและไป๋หู่ที่แคว้นต้าเหยี๋ยน เมื่อเสร็จพิธีอภิเษกสมรสข้าจะจัดขบวนส่งกลับมาตามศักดิ์ที่องค์ชายรองมี และเพื่อเป็นตัวแทนราษฎรแคว้นอิ้งเทียนเป็นสักขีพยานว่าไป๋เอ๋อร์ได้รับเกียรติตามที่ข้ากล่าวอ้างรึไม่" เกาจงเสนอในสิ่งที่ตนต้องการทันที 

"เอ่อ...ทูลฮ่องเต้เกาจง..กระหม่อมว่าเป็นองค์รัชทายาททรงไม่ดีกว่าหรือ เพราะทรงเป็นพระเชษฐาในพระมารดาองค์เดียวกัน น่าจะเหมาะสมกว่านะพ่ะย่ะค่ะ" เฉิ่นกว่างรีบหาทางหลีกเลี่ยงในทันที 

"องค์ชายรอง รัชทายาทเป็นตำแหน่งที่สำคัญรองจากองค์ฮ่องเต้จึงต้องอยู่ดูแลช่วยว่าราชการบ้านเมืองกับฮ่องเต้ เจ้าเองก็เป็นเชษฐาเช่นเดียวกัน และฐานะของเจ้าเป็นรองแค่รัชทายาทเท่านั้น ถือว่าเจ้าเหมาะที่สุดแล้ว เห็นด้วยหรือไม่ท่านอา" เกาจงให้เหตุผลที่สมน้ำสมเนื้อทันทียังไงเสียเขาต้องพาคนผู้นี้ไปลงโทษที่เมืองตนให้ได้ โทษฐานที่คิดจะทำร้ายคนของตน 

"องค์ชายเฉินกว่าง เจ้าเตรียมตัวเดินทาง และเจ้าต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนราชวงศ์ให้ดี " เฉิ่นกว่างหน้าซีดลงทันทีที่บิดาเอ่ยจบ 

 

เช้าวันต่อมา 

เหล่าขบวนเกี้ยวมงคลโดยมีหัวหน้าองครักษ์ของเกาจงเป็นผู้นำขบวนที่เดินทางตามมาสมทบทีหลังจากการที่หยางสือแจ้งข่าวไปยังวังหลวง แถวยาวเหยียดเป็นระเบียบไร้เสียงพูดคุย สวนทางกับจำนวนคนในขบวนที่มีมากจนเรียกความสนใจได้ทั้งเมือง ผู้คนต่างกล่าวว่าขนาดขบวนเกี้ยวมงคลยังมีความน่าเกรงขาม หากเป็นกองทัพทหารเล่าจะน่ากลัวเพียงใด ใครจะกล้าต่อกรต้าเหยี๋ยนได้ นั่นทำให้ผู้คนต่างยินดีเป็นอย่างมากที่สองแคว้นได้เกี่ยวดองกัน 

"น้องสี่ดูแลตัวเองด้วยนะ ฮึก..พี่อวยพรให้เจ้ามีความสุข ต่อไปเจ้าจะมีคนที่เคยเคียงและดูแลเจ้าแล้ว ฮึก..ใช่ไหมเพค่ะฝ่าบาทพระองค์จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้" องค์หญิงสามที่มารอส่งไป๋หู่ขึ้นขบวนเกี้ยวมงคล น้ำตาคลอบอกกับผู้เป็นน้องชาย นางได้พบน้องเพียงไม่กี่วันต้องจากกันอีกแล้ว คราวนี้ไปไกลยังต่างแคว้นเสียด้วย 

"กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ" เกาจงเอ่ยด้วยท่าทีสง่างามน่าเกรงขาม 

"ฮ่องเต้เสด็จ" เสียงกงกงนำขบวนเสด็จของฮ่องเต้ไท่กง จากนั้นขบวนเสด็จก็ตรงมา ณ ตำแหน่งที่ไป๋หู่และเกาจงยืนอยู่ 

"ข้ามาส่งเจ้าขึ้นเกี้ยวมงคลไป๋หู่ ไปอยู่ที่นั่นจงทำตัวให้ดีสมกับที่เป็นบุตรแห่งมังกร เชื่อฟังและซื่อสัตย์ต่อฮ่องเต้เกาจง ยิ่งรักมากเพียงใดก็ยิ่งเกลียดมากเท่านั้นหากเจ้านั้นทรยศต่อความรักความเชื่อใจที่ผู้เป็นสามีมอบให้ จำคำของพ่อไว้...อย่าให้ซ้ำรอย" ไท่กงเอ่ยบอกกับบุตรชายและเสียงแผ่วในตอนท้ายเหมือนต้องการสื่อถึงบางอย่าง 

"พ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่รับคำแค่นั้นแล้วก็เงียบไป เพราะตนตั้งใจแล้วว่าจะไม่เรียกร้องความรักจากผู้เป็นบิดาอีกต่อไป 

"เกาจง อาฝากน้องด้วย และหวังว่าเจ้าจะทำตามคำที่อาขอ" ไท่กงหันหาผู้ที่จะเป็นเขยภายภาคหน้า เอ่ยสิ่งที่รู้เพียงสองคนเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้เกาจงและไท่กงได้พูดคุยกันอย่างลับๆ ที่ห้องทรงงานของไท่กง 

"พ่ะย่ะค่ะท่านอาข้าจะดูแลไป๋เอ๋อร์ด้วยชีวิต เรื่องนั้นหากไม่มีความจำเป็นข้าจะไม่เอ่ยออกมาท่านควรเป็นผู้บอกด้วยตนเอง" เกาจงตอบออกไปพร้อมสบตาสื่อความหมายดังที่ตนเอ่ย และหวังว่าผู้เป็นอานั้นจะมีความกล้ามากพอที่จะบอกเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้เป็นบุตรได้รับรู้ 

"...." ไร้การตอบรับการอีกฝ่ายมีเพียงสีหน้าเคร่งขรึม และสายตาเจ็บปวดเท่านั้นที่เผยให้เห็น 

 

อีกด้านที่อยู่ไม่ไกล 

เฉินกว่างที่แต่ตัวเต็มยศยืนร่ำลากับผู้เป็นมารดา จะว่าร่ำลาก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าคร่ำครวญไม่อยากไปเสียมากกว่า 

"โถ่ๆๆ องค์ชายเฉิ่นกว่างลูกแม่เจ้าต้องเดินทางไกลไปต่างแคว้นเจ้าคงลำบากน่าดู ฮึก แม่ไม่อยากให้เจ้าไปเลย ฮึก " เสียงของสนมเอกคร่ำครวญออกมามือทั้งสองข้างประคองหน้าลูกชายเอาไว้ 

"เสด็จแม่ลูกไม่อยากไปเลยพ่ะย่ะค่ะ" 

"ทำตัวให้สมกับเป็นองค์ชายหน่อยเฉิ่นกว่าง เจ้าไปในนามของราชวงศ์เพื่อเป็นสักขีพยานในงานอภิเษกสมรสของน้องเจ้า ข้าไม่ได้ส่งเจ้าไปรบ ส่วนเจ้าเองก็เช่นกันสนมเอก" ไท่กงที่ได้ยินเสียงคร่ำครวญของสองแม่ลูกก็ปรายตามองพร้อมทั้งตำหนิออกมาทันที 

"เอาละได้เวลาเดินทางแล้ว พวกเจ้าเดินทางเถิดหากชักช้าจะเสียฤกษ์เอาได้" ไท่กงเอ่ยหลังจากเห็นว่าถึงเวลาต้องเดินทางเสียที 

"ท่านอาข้าทูลลา ไปเถอะไป๋เอ๋อร์" เกาจงเอ่ยลาพร้อมยื่นมือให้ไป๋หู่ที่ยืนสวมหน้ากากอยู่ข้างๆ แต่ไป๋หู่เลือกที่จะคุกเข่าทั้งสองข้างลงแล้วก้มหน้าผากจรดพื้น 

"เสด็จพ่อโปรดทรงดูแลพระวรกาย และพลานามัยด้วย" จากนั้นก็ยกศีรษะขึ้นแล้วก้มคำนับอีกครั้ง 

"ทรงอย่าทรงงานหรือราชกิจหนักนัก ทรงให้องค์รัชทายาทช่วยแบ่งเบาราชกิจบ้าง" และก็ศีรษะขึ้นแล้วก้มคำนับเป็นครั้งสุดท้าย 

"จากไปคราวนี้ลูกคงไม่กลับมาอีกแคว้นอิ้งเทียนคือบ้านเกิดของลูก แต่ต่อไปแคว้นต้าเหยี๋ยนจะเป็นเมืองนอนของลูกเช่นกัน ลูกขอทิ้งเรื่องที่ค้างคาทั้งหมดไว้ที่นี่ และมอบทุกอย่างคืนพระองค์" ไป๋หู่ยกศีรษะขึ้นพร้อมเอื้อมมือจะปลดหน้ากากพยัคฆ์ออก 

"นั่นไม่ใช่สิ่งที่พ่อมอบให้เจ้าไป๋หู่" แต่ยังไม่ทันที่จะปลดหน้ากากออก ฮ่องเต้ไท่กงผู้เป็นบิดาก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน 

"..ละ...แล้วใครพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ถามเสียงแผ่ว พร้อมตกใจในสิ่งที่ได้ยิน 

"ผู้ที่บอกช่างประจำราชวงศ์ทำขึ้นแล้วนำมามอบให้ข้าคือ...มารดาเจ้าไป๋หู่" เสียงที่เอ่ยออกมาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด 

"สะ..เสด็จแม่..เป็นเสด็จแม่หรือพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ถามเสียงแผ่วสับสนกับสิ่งที่ได้ยิน 

"ใช่...หากเจ้าจะคืนต้องคืนมารดาเจ้า" ไท่กงหันใบหน้าหนีภาพตรงหน้าที่เห็นมือของบุตรชายตนเองสั่นเทาอย่าเห็นได้ชัดเจน 

"หะ...หากเป็นสิ่งที่เสด็จแม่ประทานให้ ลูกจะขอพกติดตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ...ละ...ลูกทูลลาพ่ะย่ะค่ะ" แม้ความสงสัยจะมีมากมายเพียงใด แต่ไป๋หู่ก็พยายามประคองสติตัวเองไว้ และเลือกที่จะไม่ถามอะไรตามที่ตนตั้งใจไว้แล้วว่าจะทิ้งสิ่งที่ค้างคาใจไว้ที่นี่ให้หมด 

"ดูแลตัวเองให้ดี ขบวนเกี้ยวมงคลแห่งแคว้นต้าเหยี๋ยนข้าในนามฮ่องเต้แคว้นอิ้งเทียนขออวยพรให้พวกเจ้าทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัย เริ่มเดินทางได้" ฮ่องเต้ไท่กงเอ่ยบอกลูกชาย แล้วอวยพรเหล่าผู้เดินทางและประกาศให้เริ่มเดินทางในที่สุด 

ไป๋หู่ยื่นมือวางบนฝ่ามือของเกาจงแล้วลุกเดินไปขึ้นเกี้ยวพร้อมกัน เมื่อเกาจงและไป๋หู่ขึ้นเกี้ยวเรียบร้อยหัวหน้าองค์รักก็สั่งให้ขบวนออกเดินทางในทันที ขบวนเกี้ยวเดินอย่างพร้อมเพรียงเรียกความสนใจได้ตลอดการเดินทาง เสียงของราษฎรที่พร้อมใจกันอวยพรให้กับไป๋หู่นั้นดังตลอดทางที่ขบวนเกี้ยวมงคลเดินผ่าน เหตุเพราะราษฎรนั้นรู้สึกสงสารที่ไป๋หู่ต้องเติบโตที่ชายแดนต่างจากองค์ชายองค์อื่นๆ เมื่อถึงยามต้องแต่งงานกลับต้องแต่งเป็นภรรยาหาได้เป็นสามีที่ควรจะเป็น แม้ทุกวันนี้การที่บุรุษตกแต่งกันมีมากมาย แต่ส่วนใหญ่บุรุษที่เป็นภรรยาจะมีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นตัวเล็กราวสตรี หาใช่รูปร่างดังองค์ชายไม่ แถมผู้ที่ต้องตกแต่งด้วยนั้นเป็นถึงผู้ครองอีกแคว้นที่ร่ำลือกันว่าโหดร้าย เลือดเย็นสังหารคนได้โดยไม่ลังเลที่สำคัญยังเคยสังหารอดีตฮองเฮาของตนเองด้วย ยิ่งทำให้ราษฎรรู้สึกสงสารและเห็นใจไป๋หู่มากยิ่งขึ้น และเมื่อรู้สึกสงสารและเห็นใจมากขึ้นเท่าไหร่เสียงอวยพรก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น 

"องค์ชายไป๋หู่ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ" 

"องค์ชายไป๋หู่ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ" 

"องค์ชายไป๋หู่ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ" 

 

 

ตั้งแต่ขบวนเกี้ยวออกเดินทางไป๋หู่เอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดออกมา ทำให้เกาจงที่นั่งอยู่ด้วยรู้สึกกังวลใจไปด้วย 

"เอ่ยออกมาเสียเถิดหากไม่รู้จะระบายที่ใด ก็เอ่ยออกมาเสียให้ข้าได้ยิน" เกาจงเปิดประเด็นทันที หากรอให้ร่างบางข้าง ๆ เอ่ยสิ่งใดออกมาเองคงยาก 

"..." ไป๋หู่ไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ส่ายหน้าไปมาเท่านั้น 

"เจ้ายังไม่ไว้ใจข้าอีกหรือ" เกาจงหันหน้าหาไป๋หู่ 

"..." ไป๋หู่ยังคงเงียบและเพียงแค่ส่ายหน้าไปมาเช่นเดิม 

“เจ้ารู้หรือไม่ ข้าเสียพระมารดาทั้งแต่เริ่มแต่เข้าวัยหัดเดิน และเมื่อผ่านไป 5 หนาว ข้าก็เสียพระบิดา” เกาจงเอ่ยแล้วยื่นมือไปกุมมือบางของอีกคนไว้ สิ่งที่เอ่ยออกไปเพียงอยากให้ร่างบางได้รับรู้ว่าตนนั้นก็เคยสูญเสียเช่นเดียวกัน 

"แล้วฝ่าบาททรงทำอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่เอ่ยถามเสียงเบาแต่น้ำเสียงนั้นสั่นเล็กน้อย และตอนนี้ในหัวมีเรื่องมากมายเต็มไปเสียหมดจนไม่รู้จะจัดการกับเรื่องราวและความคิดตนยังไงดี 

“เบื้องหน้าข้าไม่มีผู้ใด แต่เบื้องหลังข้าคือคนทั้งแผ่นดิน ต่อให้อยากละทิ้งเท่าใดก็ทำมิได้ ทำได้เพียงยืนหยัดให้ได้เพียงเท่านั้น หากข้าล้ม คนทั้งแผ่นดินข้าจะยิ่งสูญเสียยิ่งกว่าที่ข้าสูญเสีย” เกาจงเอ่ยราวกับเรื่องทั่วไป 

“...” ไป๋หู่เพียงเงียบฟังต่อไป 

“นั่นเพราะข้าคือ ผู้สืบทอดบัลลังก์ แต่เจ้าไม่ใช่” 

“...” 

“เบื้องหน้าเจ้าตอนนี้ว่างเปล่าอย่างแต่ก่อนไม่ ตอนนี้เบื้องหน้าเจ้ามีข้า และข้ารู้ดีว่าความรู้สึกนั้นเป็นเช่นใด” เกาจงเอ่ยแล้วมองหน้าร่างบางตรงหน้าตนเอง 

"ปลดออกเถิดหน้ากากของเจ้า เจ้าอยู่ภายใต้มันมานานเกินไปแล้ว" เกาจงเอ่ยถึงหน้ากากแต่ความในที่เกาจงสื่อออกมานั้นไป๋หู่เข้าใจดี 

"..." ไป๋หู่ไม่ตอบแต่เลือกพยักหน้าเล็กน้อยให้เกาจงแทน 

"ข้าเปิดให้เจ้าเอง" เกาจงยกมือขึ้นแล้วเอื้อมไปปลดหน้ากากออกจากใบหน้าของร่างบาง และทันทีที่หน้ากากถูกถอดออกสิ่งที่เกาจงเห็นนั้นทำให้รู้สึกหนักอึ้งและหน่วงในใจยิ่งนัก ดวงตาแดงก่ำมีน้ำใสคลออยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง หางตายังมีร่องรอยคราบน้ำตาที่ไหลเป็นทางยาวลงสู่ปลายคาง ริมฝีปากบางที่เคยจิ้มลิ้มน่าดึงดูดกำลังถูกฟันขบกัดจนเลือดแทบจะปริไหลออกมา 

"เจ้าร้องไห้ภายใต้หน้ากากนี้มานานเท่าไหร่แล้ว" เกาจงให้มือประคองหน้าไป๋หู่ไว้พร้อมกับใช้ปลายนิ้วลูบดวงตาที่งดงามที่ยามนี้กลับดูเศร้าหมองยิ่งนัก 

"อยู่กับข้าเจ้าร้องไห้ได้ไป๋เอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องร้องไห้เพียงผู้เดียวอีกแล้ว ข้าจะปลอบโยนเจ้าเอง ร้องออกมาเถิดวันนี้เจ้าร้องเสียให้พอ พรุ่งนี้ข้าจะทำให้เจ้ามีความสุข ชู้วววว" เกาจงโอบกอดร่างบางให้พิงตนไว้ แล้วโน้มศีรษะของอีกคนให้ซบลงบนไหล่ มืออีกข้างลูบศีรษะเบา ๆ เพื่อให้คนที่กำลังอ่อนแรงได้มีที่พักพิง 

"ฝ่าบาท...กระหม่อมไม่รู้จะทำอย่างไรดี ตรงนี้มันปวดไปหมด กระหม่อมแทบหายใจไม่ออก " ไป๋หู่ยกมือกุมอกข้างซ้ายพร้อมกับเผยความรู้สึกของตนทันทีไร้เสียงสะอื้นมีเพียงน้ำใส ๆ ที่ค่อย ๆ ไหลออกจากดวงตาเท่านั้น 

"ชู้ววว ไม่เป็นไรไป๋เอ๋อร์ ไม่เป็นไร คนดีของของข้า ชู้วววว" เกาจงเพิ่มแรงกอดมากขึ้นเมื่อร่างบางในอ้อมกอดยอมเปิดเผยความอ่อนแอให้คนรับรู้แม้ยังไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ร่างบางยินยอมให้ตนเป็นผู้ปลอบโยน 

ในขณะสองร่างที่นั่งอยู่ในเกี้ยวมังกรกำลังปลอบประโลมกันอยู่ เกี้ยวขนาดกลางที่ตามมาด้านหลังซึ่งเป็นเกี้ยวที่เฉิ่นกว่างนั้นนั่งอยู่ มีสองร่างที่กำลังนั่งหน้างิ้วคิ้วขมวด เพราะตั้งแต่ที่เกาจงเปิดเผยตัวในท้องพระโรงแล้วเข้าช่วยเหลือไป๋หู่ แผนที่ตนวางไว้ก็พังเสียไม่เป็นท่า แถมตอนนี้ยังต้องทนเดินทางไปเป็นสักขีพยานให้กับทั้งสองด้วยยิ่งรู้สึกเจ็บใจมากขึ้น 

"ข้าจะทำยังไงดี มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรกัน หวังว่าพวกเขาคงจะไม่รู้ว่าข้าเป็นผู้วางแผนทั้งหมดหรอกนะ" เสียงเฉิ่นกว่างเอ่ยออกมาด้วยความตึงเครียด 

"ทูลองค์ชายอย่าได้ทรงเป็นกังวล ในเมื่อองค์ชายมีหลักฐานและพยานว่าองค์ชายอยู่ที่วัดหวงไท่ ย่อมไม่มีใครทำอะไรองค์ชายได้พ่ะย่ะค่ะ" ขันทีคนสนิทที่ติดตามมารับใช้เอ่ยปลอบผู้เป็นนาย เมื่อเห็นว่านายของตนนั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายคืน 

"เจ้าสั่งคนของเจ้ากำจัดมันรึยัง" เฉิ่นกว่างถามขันทีเสียงเบา 

"ทูลองค์ชาย กระหม่อมสั่งจัดการแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทรงไม่ต้องกังวล" ขันทียิ้มตอบนายตน 

"ดี เมื่อมันตายก็ไม่มีใครรู้ เสียดายข้าอุตส่าห์ยอมจ่ายให้ไอ้พวกนักพรตนอกรีตเสียตั้งมากเพื่อแปลงโฉมให้มัน แต่กลับ...ฮึ่ย" เฉิ่นกว่างยากระบายสิ่งที่อัดอั้นในอก แต่ก็พูดออกมาไม่ได้ 

"องค์ชาย ทรงเสวยน้ำชาก่อนจะได้พระทัยเย็นลงพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีเห็นว่ายิ่งพูดยิ่งทำให้ผู้เป็นนายโมโห เลยรีบเอาอกเอาใจเพราะให้นายของตนนั้นผ่อนคลายลง 

"เอาเถอะ กลับมาค่อยหาวิธีทำผลงานให้เสด็จพ่อเห็นใหม่ ตอนนี้ก็ถือเสียว่าไปเที่ยวชมแคว้นที่ใครๆ ก็ต่างพากันกล่าวว่ายิ่งใหญ่รุ่งเรืองนักหนา ดูซิว่าจะดีไปกว่าแคว้นอิ้งเทียนรึเปล่า ฮึ" เฉิ่กว่างกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียด ๆ ออกมาเนื่องด้วยได้ยินมาบ้างว่าต้าเหยี๋ยนนั้นยิ่งใหญ่ทรงอำนาจทั้งทางทหารและการค้า แต่ก็ไม่เคยเห็นกับตาเลยคิดว่าคงเป็นคำกล่าวที่เกินจริง 

"หึ ๆ รายงานต่อฝ่าบาท" 

"ขอรับ" 

การสนทนากระซิบกระซาบของเฉิ่นกว่างและขันทีหากคนทั่ว ๆ หรือแม้แต่ทหารระดับนายกองก็ไม่มีทางได้ยิน แต่หากเป็นระดับองครักษ์เงาที่แฝงตัวในขบวนเกี้ยวมานั้นกลับได้ยินชัดเจน เพราะถูกฝึกมาพร้อมกับฮ่องเต้เกาจง แม้มิได้เท่าเทียมผู้เป็นนายแต่ก็หาได้มีใครเทียมได้ง่ายๆ เช่นกัน 

"แล้วพระองค์จะได้รู้องค์ชายรอง หึ ๆ ๆ " องครักษ์เงายกยิ้มเพียงมุมปากแล้วกล่าวกับตนเบาๆ ผ่านลำคอเท่านั้น 

 

 

TBC. 

ขอบคุณสำหรับทุกๆ กำลังใจค่ะ 

BM. 

ความคิดเห็น