ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 ภายใต้หน้ากาก (Rev.)

ชื่อตอน : บทที่ 7 ภายใต้หน้ากาก (Rev.)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ม.ค. 2563 11:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 ภายใต้หน้ากาก (Rev.)
แบบอักษร

 

 

"ฮะ....ฮองเฮา...ฮองเฮาอย่างนั้นรึ" ที่ไท่กงถามออกมาไม่ใช่เรื่องแปลกที่บุรุษจะอยู่กินกันอย่างสามีภรรยา แต่นี่เป็นถึงกษัตริย์และองค์ชายและทั้งสองก็อยู่ต่างแคว้นอีกด้วย 

"กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ...และเมื่อขบวนเกี้ยวจากต้าเหยี๋ยนพร้อมกับสินสอดจากต้าเหยี๋ยนมาถึง ข้าอยากให้องค์ชายสี่ได้พักผ่อนเสียก่อนและเพื่อร่ำลา แต่ตอนนี้ควรปลดโซ่ได้แล้ว" เกาจงบอกกำหนดการและสั่งให้ปลดโซ่ออกจากข้อมือร่างบางในทันทีทันที 

"ในเมื่อเจ้ามายืนยันด้วยตัวเองขนาดนี้ องค์ชายสี่ก็ไม่มีความผิดใดอีก องครักษ์ปลดโซ่ให้องค์ชายสี่ และเรื่องใส่ร้ายข้าจะสั่งสืบให้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือผู้ใด" ไท่กงรับสั่งทันทีที่ทุกอย่างกระจ่าง 

แกร็ก ๆ 

"หึ ๆ ข้าจะรอดูว่าท่านจะหามันเจอก่อนข้ารึเปล่าฝ่าบาท...ข้าว่าเรื่องนี้กระจ่างแล้ว..ข้าคงต้องขออนุญาตพระองค์พักที่วังจนกว่าจะถึงกำหนดกลับ" เกาจงสรุปทุกอย่างเสร็จสับยังกับที่นี่เป็นวังของตน 

"ฮ่องเต้เกาจงเจ้าพักผ่อนที่นี่ได้ตามสบาย จัดเตรียมตำหนักรับรองให้พร้อม รัชทายาทข้ามอบหน้าที่นี้ให้เจ้าเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับฮ่องเต้เกาจงอย่างสมพระเกียรติ เลิกว่าราชการสำหรับวันนี้" ไท่กงกล่าวจัดแจงทุกอย่างก็เดินลงจากบัลลังก์ โดยไม่ชายตามององค์ชายสี่สักนิด 

"รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี " ไท่หรงรับราชโองการด้วยรอยยิ้มที่น้องชายตนรอดพ้นผิด 

"น้องสี่เจ้าไปพักที่ตำหนักเถิดพี่หญิงของเจ้าคงตั้งหน้าตั้งตารอเจ้าจนใจจะขาดแล้วป่านนี้ ฝ่าบาทเชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะนำทางสู่ตำหนักรับรองหลวงพ่ะย่ะค่ะ" ไท่หรงหันบอกผู้เป็นน้องชายก่อนจะเชิญเกาจงไปพัก 

"ไป๋เอ๋อร์ ไปพักผ่อนเสีย หากต้องการถามสิ่งใดจากข้า ข้าจะตอบเจ้าทุกคำแต่ตอนนี้เจ้าควรได้พัก มิต้องห่วงอะไรทั้งสิ้นจากนี้เจ้าเป็นคนของข้า จะมิมีผู้ทำร้ายเจ้าได้อีก" เกาจงใช้มือทั้งสองกุมมือเรียวแล้วใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงบนหลังมือเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนปนเป็นห่วงออกมาอย่างชัดเจนจนไป๋หู่เองรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมาทันที 

" กระหม่อมจะเชื่อท่านฝ่าบาท ทูลลา" ไป๋หู่บอกออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าเต็มที 

 

หลายวันต่อมา 

ขบวนสินสอดและเหล่าบรรดาองครักษ์ของเกาจงก็เดินทางมาถึง และหลังจากเหตุการณ์ในท้องพระโรงจบ ข่าวการสู่ขอองค์ชายสี่ก็ดังไปทั่วทั้งแคว้น บ้างนินทาที่ทั้งสองเป็นบุรุษ บ้างก็ยินดีที่ได้เชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นที่มีกำลังทหารแข็งแกร่งอย่างต้าเหยี๋ยน แต่มีอีกข้อที่โจษจันไม่แพ้กันคือโฉมหน้าภายใต้หน้ากากนั้นจะเป็นเช่นไร ถึงกุมหัวใจของกษัตริย์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจได้จนยอมตามถึงวังหลวงเพียงลำพัง 

"ฝ่าบาท ตอนนี้องค์ชายสี่อยู่กับองค์รัชทายาทและองค์หญิงสามที่ศาลาสวนสระบัวพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์เงารายงานนายของตน เมื่อทราบว่านายหญิงออกจากตำหนัก 

"ข้าต้องไปผูกมิตรกับบรรดาพี่ ๆ ของเมียข้าเสียแล้วสินะ" พูดจบเกาจงก็บอกเหล่าขันทีหน้าห้องให้นำทางไปสวนสระบัวทันที 

"ฮ่องเต้เกาจงเสด็จ" เสียงนำขบวนดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่เดินเข้ามาใกล้ ทำให้เสียงพูดคุยของสามคนพี่น้องหยุดลงและเตรียมตัวต้อนรับผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่าทันที 

"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี" เสียงทั้งสามคนพี่น้องกล่าวต้อนรับผู้มาใหม่พร้อมกัน 

"ตามสบายเถิด ข้าได้ยินว่าไป๋เอ๋ออยู่ที่นี่เลยมาหา ข้ามากวนพวกเจ้าหรือไม่" เกาจงกล่าวเสียงเรียบยกเว้นช่วงที่พูดถึงไป๋หู่เสียงอ่อนลงได้ชัด จนองค์หญิงสามใช้ชายเสื้อป้องปากแล้วยิ้มออกมา 

"ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ เชิญพระองค์ประทับพ่ะย่ะค่ะ กงกงเตรียมน้ำชาและของว่างเพิ่ม" ไท่หรงตอบไปพร้อมสั่งให้กงกงคนสนิทหาขอต้อนรับ 

พรึบ ๆ 

"ฝ่าบาทกระหม่อมและน้องหญิงขอร้อง ได้โปรดดูแล อย่าทอดทิ้ง หากวันใดที่พระองค์ทรงไม่ต้องการน้องชายของกระหม่อมได้โปรดบอกกระหม่อม กระหม่อมจะไปรับน้องกลับมา แต่อย่าได้ปล่อยให้น้องกระหม่อมต้องอยู่อย่างเดียวดายเลยพ่ะย่ะค่ะ" ทันทีที่เกาจงนั่งลงไท่หรงและองค์หญิงสามคุกเข่าขอร้องทันที 

"จะไม่มีวันนั้น ต่อให้ความตายก็พรากไป๋เอ๋อร์ไปจากข้าไม่ได้ เจ้าทั้งสองลุกขึ้นเถอะ" เกาจงโต้ตอบทันที จากนั้นทั้งหมดก็พูดคุยไต่ถามกันและกัน ตลอดเวลาที่ทั้งสี่คนคุยกันนั้นสายตาของเกาจงจ้องมองไปยังไป๋หู่แทบตลอดเวลา จนเวลาล่วงเลยใกล้กับงานเลี้ยงต้อนรับฮ่องเต้เกาจง ทั้งหมดก็กลับตำหนักเพื่อเตรียมตัวเข้างานเลี้ยง 

 

ณ ลาดจัดงานเลี้ยง 

เหล่าบรรดาเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย ขุนนางน้อยใหญ่กับครอบครัว เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง บรรดาบุตรสาวของขุนนางพากันแต่งตัวอวดโฉมเต็มที่ เมื่อได้ยินเสียงร่ำลือว่าฮ่องเต้เกาจงนั่นหล่อเหลา สง่างามและเก่งกาจ หากเข้าตาอาจได้เป็นสนมหรืออาจถึงขึ้นแย่งตำแหน่งเฮาฮองก็เป็นได้จึงได้พากันแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มที่ และคอยชะเง้อมองทางเข้าเพื่อดูว่าเกาจงจะเข้ามาในงานเลี้ยงเมื่อไหร่ และเมื่อทันทีที่เกาจงเดินเข้างานเลี้ยงก็เกิดเสียงฮือฮาของบรรดาสาว ๆ ยังรวมไปถึงบรรดาองค์หญิงทั้งหลายด้วย แต่สายตาของเกาจงมองเพียงคนคนเดียว ผู้ที่สวมหน้ากากใส่ชุดขาวเรียบปักขลิบสีแดงสดตามชายเสื้อ ผมถูกรวบขึ้นกลางศีรษะสวมเครื่องประดับผมตามยศรองแม่ทัพปล่อยหางม้าแม้ว่าไม่ได้เห็นใบหน้าแต่ช่างชวนมองยิ่งนัก 

"เชิญนั่ง เกาจงอาดีใจที่ได้เลี้ยงต้อนรับเจ้า บิดาของเจ้าช่วยชีวิตข้าและฮองเฮาข้าไว้" ไท่กงพูดกับเกาจงแต่ท้ายประโยคนั้นน้ำเสียงที่เอ่ยแฝงไปด้วยความเจ็บปวดจนเกาจงสัมผัสได้ 

"เช่นกันท่านอา ข้าเองก็ยินดีที่ได้เชื่อมสายสัมพันธ์กับท่าน" เกาจงเองก็โต้ตอบกลับตามที่ตนคิด 

"ทำไมถึงเป็นไป๋หู่ ทำไมเจ้าถึงเลือกเขา" / "เช่นกันท่านอา ทำไมถึงเป็นไป๋เอ๋อร์ ทำไมถึงเลือกทอดทิ้งไป๋เอ๋อร์ ทำไม" 

คำถามที่ทำให้บทสนทนาหยุดแค่ตรงนั้น โดยที่สายตาของทั้งสองคนที่นั่งบนบัลลังก์เคียงกันมองการแสดงมากมายแต่ไม่ได้สนใจมันเท่าใดนัก จนเมื่อถึงเวลากล่าวเปิดงานรัชทายาทไท่หรงที่เป็นตัวแทนพระองค์ก็กล่าวเปิดงานพร้อมยกเหล้าดื่มให้แก่สองแคว้น จนงานล่วงเลยใกล้เวลาเลิกอยู่ ๆ องค์ชายรองที่ค่อนข้างมึนเมาเล็กน้อยก็กล่าวขึ้น 

"ทูลเสด็จพ่อ กระหม่อมอยากทรงขอให้เสด็จพ่อประทานอนุญาตให้น้องสี่ถอดหน้ากากภายในงานนี้ เพื่อให้บรรดาผู้เข้าร่วมงานได้มีโอกาสได้เห็นใบหน้าน้องสี่ก่อนที่จะไปเป็นฮองเฮาแคว้นต้าเหยี๋ยน เพื่อให้ประจักษ์แก่สายตาว่าน้องสี่นั้นเหมาะสมที่จะเป็นฮองเฮาเพียงใด" เฉิ่นกว่างที่ขุ่นใจมาหลายวัน และต้องการมอบความเจ็บปวดให้ไป๋หู่ จึงใช้วันนี้เพราะไป๋หู่ใส่หน้ากากมานานหลายปี จะเปิดต่อหน้าผู้คนมากมายนั้นย่อมก่อให้เกิดการเสียขวัญบ้างเป็นแน่ แต่ที่สำคัญเมื่อไป๋หู่เปิดหน้ากากออกฮ่องเต้ไท่กงจะไม่มองหน้าไป๋หู่ นั่นต่างหากที่เฉิ่นกว่างต้องการที่สุด 

เมื่อไป๋หู่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกกังวลเพราะตนไม่เคยเปิดหน้าให้ใครเห็นมาก่อนเลยตลอดเกือบแปดปี และหากตนเปิดหน้าบิดาของตนจะมองหน้าตนหรือไม่เมื่อคิดได้ดังนั้นใจดวงน้อยก็เจ็บปวดอีกครั้ง มือทั้งสองข้างกำแน่นทันทีทำให้เกาจงที่ชำเลืองมองอยู่ตลอดเวลาเห็นอาการนั้นได้ไม่ยากนัก 

พรึบ ๆ ตึก ๆ ๆ ๆ 

เกาจงลุกขึ้นยืนและเดินหาไป๋หู่ทันที และเมื่อเดินไปถึงจึงยื่นมือออกไป ไป๋หู่มองมือแกร่งที่ยื่นส่งให้อย่างกังวล 

"เจ้ามีข้าเสมอไป๋เอ๋อร์ ข้าจะอยู่ข้างๆ เจ้าเอง มาเถอะ" เกาจงบอกเสียงอ่อนโยน ไป๋หู่จึงตัดสินใจยื่นมือจับฝ่ามือแกร่งนั้นแล้วยืนขึ้น สายตาทุกคู่มองมายังทั้งสองคน 

"หากท่านทั้งหลายอยากยลโฉมว่าที่ฮองเฮาข้า ข้าจะเป็นผู้เปิดหน้ากากนี้เอง" เกาจงประกาศกร้าวดังทั่วทั้งลานกว้าง สายตามองไปยังเฉิ่นกว่างอย่างเยือกเย็นแผ่ไอสังหาร จนเฉิ่นกว่างต้องหลบตานั่งตัวสั่นทันทีที่นึกได้ว่าตอนนี้ไป๋หู่นั้นมีใครคอยดูแลอยู่ เกาจงค่อยๆ ยกมือขึ้นเพื่อปลดหน้ากากของไป๋หู่ลง จนเมื่อกำลังจะปลดลงไป๋หู่ก็จับข้อมือเกาจงไว้ทันทีแล้วเอ่ยเสียงเบาให้ได้ยินเพียงสองคน 

"กระหม่อมกลัวว่าฝ่าบาท..จะทรงโกรธ"/ "ตอนนี้เจ้ามีเพียงข้าเท่านั้นเอ๋อร์ มองเพียงข้า มีเพียงข้าเท่านั้น" เกาจงปลอบอีกฝ่ายทันทีที่สัมผัสได้ว่าอีกผ่านเริ่มมีอาการสั่นนิดๆ จนไป๋หู่ยอมคลายมือออกเพื่อให้เกาจงนั้นปลดหน้ากากได้สำเร็จ 

พรืบ 

"นั่นนะรึใบหน้าภายใต้หน้ากาก!!! "  

"งดงามดังพระมารดาเสียงจริง!!! "  

"โอ้...งดงามยิ่งนัก!!! "  

คำกล่าวขานต่างๆ นานา ก้องทั่วทั้งลานจัดงานเลี้ยง 

ทันทีที่เกาจงเปิดหน้ากากออกเสียงฮือฮาก็ตามมาทันที ทุกคนตกตะลึงใบหน้างามนั้นทันที ใบหน้าที่งดงามถอดแบบพระมารดาออกมาแทบทุกส่วนเหมือนจนอาจจะมองเป็นคนคนเดียวกันยังได้ และทันทีที่ฮ่องเต้ไท่กงมองเห็นใบหน้านั้น ก็ขบกรามแน่น มือทั้งสองกำจนสั่น ดวงตาทั้งสองข้างคล้ายมีน้ำอยู่ภายในนั้น สีหน้าที่แสนเจ็บปวดแสดงออกมาทันที และแค่มองเพียงแว็บเดียวฮ่องเต้ไท่กงก็หันพระพักตร์ไปทางอื่นทันที 

ไป๋หู่ที่เห็นแบบนั้นก็มีสีหน้าเจ็บปวดทันทีที่บิดาไม่อยากเห็นใบหน้าตน ได้แต่ก้มหน้ามองพื้นเท่านั้นเพราะทนสายตาแบบนั้นของผู้เป็นบิดาไม่ได้ เกาจงเชยคางใบหน้าขึ้นให้มองตน 

"เจ้างามมากรู้รึไม่ไป๋เอ๋อร์ ไม่ต้องสนใจผู้ใดที่ไม่สนใจเจ้า" เกาจงหว่านล้อมอีกฝ่ายเพื่อให้คลายเศร้าหมอง 

"เชิญทุกท่านสำราญให้เต็มที่ ข้าขอตัวกลับตำหนัก เกาจงอาขอตัวนะ" ฮ่องเต้ไท่กงลุกขึ้นกล่าวเสร็จก็เดินออกจากงานเลี้ยงในทันที ไป๋หู่มองตามด้วยสายตาที่อ่อนแรง 'ทำไมกันเสด็จพ่อ' ได้แต่ถามในใจอย่างนั้น 

"เอาละข้าเองคงต้องขอตัวไปพักเช่นกัน ไป๋เอ๋อร์เจ้าดูเหนื่อยแล้วข้าไปส่งเจ้าที่ตำหนักละกัน รัชทายาทข้าขอตัว" กล่าวเสร็จมือข้างหนึ่งก็จูงไป๋หู่ไปด้วยทันที ส่วนอีกมือยังถือหน้ากากที่ตนถอดถือไว้ไปด้วยทำให้สาว ๆ พากันอิจฉาไป๋หู่ทันที ทั้งสองเดินไปเรื่อยๆ จนถึงสวนสระบัวที่ต้องเดินผ่านก่อนถึงตำหนักไป๋หู่ ทำให้ไป๋หู่ยื้อแขนไว้ทันที 

"เอ่อ..กระหม่อมอยากเดินเล่นก่อนพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" พูดจบไป๋หู่ก็ขมวดคิ้วก้มหน้าลงทันที เขาไม่ชินที่เปิดหน้าแบบนี้ 

"ได้สิไป๋เอ๋อร์ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง จนกว่าเจ้าจะพอใจ" เกาจงตอบและใช้มือไล่บรรดาขันทีและนางกำนัลที่ติดตามทันทีเพื่ออยู่เพียงสองคน 

"ฝ่าบาท มะ.."/ "เรียกข้าว่าท่านพี่ ไป๋เอ๋อร์ ข้าอยากให้เจ้าเรียกข้าว่า ท่านพี่" 

"แต่มันคงไม่เหมาะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์เป็นถึง..." 

"แล้วเจ้าก็จะเป็นฮองเฮาของข้า เจ้ามีสิทธิ์เรียกข้า และข้าอยากให้เจ้าเรียกข้าแบบนั้นไป๋เอ๋อร์" เกาจงหันมองหน้าอีกฝ่ายพร้อมยกมือใช้ปลายนิ้วชี้ลูบไล้ขึ้นลงข้างแก้มเนียนของอีกฝ่าย สายตาที่มองเหมือนแทบจะกินอีกฝ่ายได้ทั้งตัว นั้นทำให้ไป๋หู่ที่เกิดมาไม่เคยเจอกับเรื่องแบบนี้ถึงกับทำตัวไม่ถูก 

"ขอเวลากระหม่อมสักหน่อยเถิด ตอนนี้กระหม่อมยังตั้งตัวไม่ทันพ่ะย่ะค่ะ" ไป๋หู่ตอบไปหลบสายตาคมไป 

"หึ ๆ " เกาจงเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าทางแบบนั้นก็หัวเราะชอบใจทันที 

"ไป๋เอ๋อร์ ข้ารู้ว่าใครใส่ร้ายเจ้า เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไรกับพวกมันดี เจ้าต้องการให้ข้าจัดการอย่างไรข้าจะทำให้เจ้า" เกาจงเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนั้นวางตัวลำบาก 

"ถ้ากระหม่อมอยากให้ฝ่าบาทปล่อยพวกนั้นไป ฝ่าบาทจะทำให้กระหม่อมหรือไม่" ไป๋หู่ถามกลับทันที 

"ทำไมละพวกมันต้องการใส่ร้ายเจ้านะ และถ้าข้าไม่รู้จักเจ้า เจ้าจะตกเป็นกบฏโทษของเจ้าถึงขั้นประหารเชียวนะไป๋เอ๋อร์ เหตุใดต้องปล่อย"เกาจงถามด้วยน้ำเสียงขัดใจ 

"ฝ่าบาท กระหม่อมอยากทิ้งความเสียใจไว้ที่นี่ ทิ้งทุกเรื่องไว้ที่นี่รวมถึงเรื่องนี้ด้วย ไม่อยากรับรู้เรื่องใดอีกแล้ว แม้กระทั่งเหตุใดที่ทำให้เสด็จพ่อทรงทอดทิ้งเสด็จแม่และตัวกระหม่อม ตอนนี้ไม่อยากรู้แล้วฝ่าบาท" น้ำเสียงเจ็บปวดตอบออกไป สายตาจ้องมองขึ้นบนท้องฟ้าที่มีดวงดาวระยิบระยับด้วยหัวใจที่แสนเดียวดาย 

"ข้าจะทำตามเจ้าขอไป๋เอ๋อร์ หากเจ้าไม่ต้องการ แต่หากมีอีกข้าจะไม่ปล่อยมันไว้แน่ อย่าทำหน้าเศร้าหมองแบบนั้นเห็นแล้วข้าปวดใจยิ่งนัก เจ้าไม่เหมาะกับใบหน้าเฝ้าหมองแบบนี้" เกาจงยังคงพยายามทำให้อีกฝ่ายนั้นคลายเศร้า จ้องมองใบหน้างามที่มองขึ้นบนท้องฟ้าอย่างละสายตาไม่ได้ 

"..." 

"จำได้รึไม่ว่าวันแรกที่ข้าเจอเจ้าที่น้ำตกนั้น คืนนั้นบนท้องฟ้าก็มีดวงดาวมากมายเหมือนคืนนี้เช่นกัน" เกาจงจ้องมองท้องฟ้าเช่นเดียวกับไป๋หู่พร้อมพูดออกมา 

"นั่นสินะ คืนนั้นดวงดาวเต็มท้องฟ้าไปหมด กระหม่อมเพียงแต่หาที่เงียบๆ เพื่อทำให้สบายใจ แต่ที่นั่นก็เหมาะที่จะนั่งคิดอะไรเพียงผู้เดียว จนเจอฝ่าบาทกระหม่อมเลยต้องเปลี่ยนหาที่ใหม่แทนที่ตรงนั้น" ไป๋หู่เล่าออกไปในสิ่งที่ตนคิด 

"เหตุใดต้องหาที่ใหม่" เกาจงหันไปมองแล้วขมวดคิ้วถาม 

"ก็เพราะมีคนอื่นเจอที่ลับนะสิพ่ะย่ะค่ะ เมื่อมีผู้เจอก็ต้องหาที่ลับใหม่มันคือกฎการรบนะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทน่าจะทรงทราบ" ไป๋หู่เองก็หันมาทางเกาจงแล้วตอบออกมา 

"ต่อไปนี้ทุกที่ที่เป็นที่ของเจ้าจะมีข้าอยู่ด้วยเสมอ และที่ที่เป็นของข้าก็เป็นของเจ้าเช่น" เกาจงขยับเข้าหาอีกฝ่ายจนชิด แล้วคว้าเอวอีกคนทันทีที่เห็นว่าคนตรงหน้ากำลังจะถอยหลัง 

"ไป๋เอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่ทอดทิ้งเจ้าอย่างแน่นอน แม้ความตายก็พรากเจ้าไปจากข้าไม่ได้" เกาจงก้มลงกระซิบข้างใบหูของไป๋หู่แล้วขบเม้มใบหูอีกฝ่ายจนไป๋หู่สะดุ้งเล็กน้อย แล้วก็ผละออกมาคลอเคลียข้างแก้มเนียนแล้วเลื่อนขึ้นจุมพิตที่ข้างขมับแผ่วเบา แล้วเลื่อนริมฝีปากยักไปประทับบนหน้าผากมนของไปู๋หู่ จนตอนนี้ไป๋หู่ทำได้เพียงยืนตัวแข็งและเกร็งไปหมดที่ถูกร่างสูงจู่โจมไม่ตั้งตัว แต่สัมผัสที่ได้รับกลับอ่อนโยนอบอุ่นยิ่งนัก 

"ฝ่าบาทจะไม่ทอดทิ้งกระหม่อมเหมือนที่เสด็จพ่อทำใช่หรือไม่ จะไม่ทำแบบนั้นจริงๆ ใช่หรือไม่ฝ่าบาท" ไป๋หู่ถามเสียงเบา และยังคงปล่อยให้อีกฝ่ายโอบกอดอยู่แบบนั้น ไม่ได้รู้สึกรังเกียจแต่กลับรู้สึกอบอุ่นจนไป๋หู่ซบลงบนไหล่กว้างพร้อมยกมือขึ้นจับชายเสื้อด้านข้างของเกาจงไว้แน่น 

"อย่ากลัวไปเลยไป๋เอ๋อร์ ข้าสาบานหากวันใดข้าทอดทิ้งเจ้า ข้ายอมให้เจ้าปักมีดพกเล่มนี้บนหัวใจของข้า ปักให้ทะลุตามที่ใจเจ้าต้องการมากเพียงใดก็ได้ข้ายอมตายด้วยน้ำมือเจ้า ดีกว่าเป็นคนทำลายหัวใจของเจ้า" เกาจงหยิบมีดพกสีทองมีลวดลายมังกรขนาดเหมาะมือส่งให้ไป๋หู่ถือไว้ จากนั้นก็เคยคางอีกฝ่ายขึ้นก่อนจะประกบริมฝีปากยักลงบนริมฝีปากบางสีแดงสด เนิ่นนานโดยไม่มีการรุกล้ำเข้าไปก่อนจะถอนจูบออก 

"ฝะ..ฝ่า...อื้ออออ" เมื่อริมฝีปากแดงกำลังเอ่ยปาก เกาจงก็ประทับจูบบดขยี้ลงอีกครั้ง ครั้งนี้ดุดันแต่แฝงด้วยความอบอุ่น ลิ้นร้อนพยายามชอนไชเพื่อให้อีกฝ่ายยอมให้ล่วงล้ำ จนในที่สุดไป๋หู่ก็แพ้ต่อรสจูบที่เร่าร้อนยอมเปิดปากรับลิ้นร้อนเข้ามาชิมความหวานจากโพรงปากของตน 

"อื้อออ...อือออ" เสียงครางผ่านลำคอแผ่วเบายิ่งทำให้เกาจงลุ่มหลงริมฝีปากนี้ ยิ่งตวัดลิ้นดูดดุ้นลิ้นเล็กที่ดิ้นเร่าๆ ในปากอยากหื่นกระหายจนเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ไป๋หู่ก็ใช้มือทุบลงบนสีข้างเพื่อบ่งบอกว่าตนหายใจไม่ออกจากการจูบที่เกาจงมอบให้ 

"อื้ออออ" ตุ๊บ ๆ ๆ จนในที่สุดเมื่อเห็นว่าร่างเล็กเริ่มไม่ไหวจริงๆ เกาจงจึงถอนริมฝีปากออก และยังคลอเคลียไม่ห่าง 

"แฮ่ก ๆ ๆ " ไป๋หู่ที่เป็นอิสระจากปากยักก็รีบหายใจเข้าทันที เรี่ยวแรงหายแทบหายไปหมด ตนไม่เคยโดนอะไรแบบนี้จึงรับมือไม่ได้และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรได้แต่เขินอายหลบสายตาเพียงเท่านั้น 

"หึ ๆ ๆ ครั้งนี้ข้าจะพอเพียงแค่นี้ จากนี้ไปเจ้าเตรียมตัวให้ดีไป๋เอ่อร์ เมื่อถึงต้าเหยี๋ยน เจ้าต้องเตรียมตัวเป็นของข้า ข้าจะกินเจ้าทั้งตัวไป๋เอ๋อร์" เกาจงกระซิบเสียงกระเส่า ทั้งที่ริมฝีปากไม่ได้ละออกห่างจากริมฝีปากอีกฝ่าย ก่อนจะประกบจูบลงซ้ำ ๆ อีกสองสามครั้งโดยไม่ล่วงล้ำแล้วกอดอีกฝ่ายไว้แน่น 

"เจ้าเป็นของข้าคนเดียวไป่หู่...เจ้าเป็นของข้า" 

 

TBC. 

ความคิดเห็น