ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 6 หนึ่งทวงคำสัตย์เพื่อหนึ่งคำมั่นสัญญา (Rev.)

ชื่อตอน : บทที่ 6 หนึ่งทวงคำสัตย์เพื่อหนึ่งคำมั่นสัญญา (Rev.)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ม.ค. 2563 10:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 หนึ่งทวงคำสัตย์เพื่อหนึ่งคำมั่นสัญญา (Rev.)
แบบอักษร

 

"หยางสือ ตอบรับคำขอของคนผู้นั้น แต่ต้องหลังจากที่ข้าเดินทางแล้วสามวัน จากนั้นเจ้ากลับไปที่เมืองเป่ยอันจัดกองทัพให้พร้อมส่งข่าวบอกท่านอาว่าให้เตรียมบรรดาราชองครักษ์ทั้งหมด" เกาจงบอกกับแม่ทัพใหญ่ทันทีที่เดินออกศาลาข้างลำธาร 

"ฝ่าบาท พระองค์ไม่ได้คิดจะตีแคว้นอิ้งเทียนแล้วเหตุใดถึงให้เตรียมกองทัพ" หยางสือถึงไม่ได้ฉลาดปราดเปรื่องเทียบเท่าฮ่องเต้เกาจง แต่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นต้าเหยี๋ยนมีหรือจะมองไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร 

"ถ้าเจ้าไม่อยู่บัญชากองทัพใครจะเชื่อว่าเราจะเข้าตีแคว้นอิ้งเทียน ข้าแค่อยากรู้ใครกันที่คิดจะทำร้ายคนของข้า ส่วนเหตุผลที่เจ้าต้องเตรียมกองทัพก็เพื่อเตรียมต้อนรับว่าที่ฮองเฮาของข้า ในเมื่อฮ่องเต้แคว้นอิ้งเทียนทรงทอดทิ้งไม่ไยดี ข้าจะขอรับมาดูแลเอง" เกาจงหันกลับมามองหน้าหยางสือบอกสิ่งที่ติดคิดไว้ 

"ฮะ..ฮองเฮา หรือพ่ะย่ะค่ะ อย่าบอกนะว่าพระองค์ทรง..." 

"หึ คนที่ข้าตามหาคือบุรุษผู้นั้น ทำตามที่ข้าสั่ง" เกาจงหันกลับเดินต่อทิ้งหยางสือที่ยังคงตกตะลึงกับคำตอบที่ได้รับแต่ก็น้อมรับคำสั่ง 

"นี่ตั้งใจยิงครั้งเดียวได้นกสองตัวซินะ พวกมันคิดว่าเล่นกับใครอยู่กัน" หยางสือพูดอยู่คนเดียวเมื่อตนเข้าใจความหมายของผู้เป็นเหนือหัว 

 

สิบแปดวันผ่านไป ณ ค่ายฝึกทหารเมืองอีชาง 

"เรียนท่านแม่ทัพ ท่านรองแม่ทัพ มีราชสารจากหวังหลวงขอรับ" ม้าเร็วนำราชสารมามอบให้อดีตแม่ทัพใหญ่และไป๋หู๋ที่กำลังนั่งดูเหล่าบรรดาทหารฝึกซ้อมอยู่ 

"เจ้าต้องกลับวังหลวงทันทีที่รับสารนี้ ให้เดินทางกลับพร้อมพวกเขา และข้าต้องอยู่ที่นี่เพื่อเตรียมการป้องกัน แคว้นต้าเยี๋ยนมีการเคลื่อนไหวกองทัพ" อดีตแม่ทัพขมวดคิ้วเมื่ออ่านราชสารจบ เพราะดูจากผู้ที่เป็นม้าเร็วมาส่งสารคือบรรดาราชองครักษ์ส่วนตัวของฮ่องเต้ไท่กงที่มีฝีมือยอดเยี่ยมทั้งนั้น 'เหตุใดกัน ถึงต้องส่งองครักษ์ที่มีฝีมือมาทั้งหมด' อดีตแม่ทัพได้แต่คิดในใจอย่างกังวลปนด้วยความเป็นห่วงว่าไป๋หู่ถูกเรียกตัวไปวังหลังหาไม่ใช่เรื่องดีแน่ 

"รีบเถิดพ่ะย่ะค่ะ เกิดเรื่องด่วนที่วังพ่ะย่ะค่ะ" หัวหน้าม้าเร็วผู้ส่งราชสารเร่งอีกครั้ง พร้อมสบตากับอดีตแม่ทัพใหญ่ด้วยแววตาที่แสดงให้เห็นถึงความกังวลใจเช่นกัน 

"งั้นขอข้าเตรียมตัวสักครู่" ไป๋หู่บอกผู้ส่งราชสารเพื่อเตรียมตัวเดินทาง ผ่านไปสักครู่ไป๋หู่ก็กลับมาพร้อมที่จะเดินทาง ทางด้านอดีตแม่ทัพใหญ่นั้นยังคงเครียดกับสถานการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลนัก จนในที่สุดเมื่อไป๋หู่พร้อมทั้งหมดก็เดินทางด้วยม้าเร็วทันที จากอีชางไปเมืองหลวงหากขี่ม้าเร็วก็ใช้เวลาราว ๆ ห้าวัน 

ห้าวันต่อมา 

ไป๋หู่และคนอื่นๆ ก็เดินทางถึงวังหลวงในเวลาเช้าและถูกเรียกตัวให้เข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงทันที ไป๋หู่ยังไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ในใจก็ยังมีความหวังเล็กๆ ว่าผู้เป็นบิดาจะยอมให้ตนกลับแล้ว ฝ่ามือข้างซ้ายเผลอกำหยกสีแดงที่ตนนั้นติดตัวตลอดเวลา โดยไม่แน่ใจเช่นกันว่าทำไมถึงต้องพกติดตัวตั้งแต่เจ้าของมอบให้มาไว้แน่น 

ณ ท้องพระโรงที่มีเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ เหล่าองค์ชายทุกพระองค์ ที่สำคัญผู้ที่นั่งบนบัลลังก์ 

"ทูลฝ่าบาท องค์ชายสี่อิ้งไป๋หู่ มารอเข้าเฝ้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เสียงกงกงกล่าวขึ้นด้านหน้าท้องพระโรง 

"ให้เข้ามาได้" ทันทีได้รับอนุญาต ไป๋หู่ก็เดินเข้าไปด้วยความสงบนิ่ง สง่างามสายตายังคงจ้องไปยังบัลลังก์ 

"ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี" ไป๋อย่างไรคุกเข่าประสานมือทำความเคารพผู้เป็นฮ่องเต้ 

"องค์ชายสี่ ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า เจ้าสาบานได้หรือไม่ว่าจะตอบตามจริง" ฮ่องเต้ไท่กงขมวดคิ้วถามไป๋หู่เสียงเครียด 'หลายปีแล้วเจ้าโตขึ้นมากแล้ว เจ้าคงโกรธและเกลียดพ่อของเจ้ามากซินะถึงได้' ไท่กงพูดได้แค่ในใจเท่านั้น 

"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดี" ไป๋หู่ตอบกลับ 

"เจ้าติดต่อกับแคว้นต้าเหยี๋ยนเพื่อการใด ใช่เหตุผลเดียวกับที่แคว้นต้าเหยี๋ยนเคลื่อนกำลังพลเข้าประชิดชายแดนเมืองอีชางหรือไม่" ฮ่องเต้ไท่กงถามอีกครั้ง 

"กระหม่อมไม่ได้ติดต่อกับต้าเหยี๋ยนพ่ะย่ะค่ะ" 

พรึบ แกร๊ก ๆ 

"ไป๋หู่เจ้าจะอธิบายสัญญาฉบับนี้ที่มีตราประทับของเจ้าหมายความว่ายังไงห๊ะ!!! " ไท่กงตะโกนเสียงกร้าวดังก้องท้องพระโรง พร้อมโยนสัญญาที่มีตราประทับของไป๋หู่ลงหน้าเจ้าของทันที 

"กระหม่อมไม่ได้ทำเรื่องแบบนี้พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ไม่เคยคิดที่จะทำ" ไปหู๋ยังคงยืนกรานเสียงเครียด และปฏิเสธในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ 

"มีคนเห็นเจ้าไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อพบกับคนของแคว้นต้าเหยี๋ยน" 

"ไม่องค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ ทรงบอกว่าไปเยี่ยมกระหม่อมและทรงนัดกระหม่อมไปที่นั่น" 

"ทูลเสด็จพ่อ ลูกไม่เคยไปที่นั่นพ่ะย่ะค่ะ ลูกอยู่วัดหวงไท่กับเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างหลวงจีนที่นั่นเป็นพยานให้ลูกได้พ่ะย่ะค่ะ องค์ชายสี่ถึงตอนเด็กเราไม่ค่อยเข้ากันได้ดีนักแต่ข้าก็คิดว่าเจ้าเป็นน้องเสมอ เจ้าใส่ร้ายข้าทำไม" ทันทีที่ไป๋หู่บอกออกไป องค์ชายรองเฉิ่นกว่างก็รีบออกตัวทันที และทำให้ไป๋หู่นั้นรู้ทันทีว่าตนโดนใส่ร้ายให้แล้ว 

"ฝ่าบาทมีเรื่องด่วนกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ" ยังไม่ทันที่จะไต่สวนเสร็จก็มีเสียงจากหน้าท้องพระโรงเสียก่อน 

"เข้ามาได้" ฮ่องเต้ทรงอนุญาต 

"ทูลฝ่าบาท กองทัพต้าเหยี๋ยนที่เมืองเป่ยอันมีแม่ทัพใหญ่หยางสือเป็นผู้สั่งการ และมีกองทัพจากวังหลวงแคว้นต้าเหยี๋ยนกำลังมาเสริมทัพพ่ะย่ะค่ะ" รองแม่ทัพใหญ่เข้ารายงานต่อฮ่องเต้ไท่จงเกี่ยวกับข่าวที่สืบมา 

"ข้าผิดหวังกับเจ้านัก นำองค์ชายสี่ไปขังยังคุกหลวงรอการไต่สวน ไป!!! " สิ้นเสียงไท่กงเหล่าองครักษ์ก็เดินเข้ามาเพื่อจะนำตัวไป๋หู่ออกไป 

"ข้าไปเองได้ หากเป็นพระบัญชาให้กระหม่อมตายกระหม่อมก็ไม่ขัดพ่ะย่ะค่ะ ทูลลา" ไป๋หู่บอกกับองครักษ์ก่อนจะหันไปบอกลาผู้เป็นบิดาแล้วเดินออกจากท้องพระโรงพร้อมดวงใจที่ใกล้จะสลายเต็มที 

"ทูลฝ่าบาท น้องสี่อาจถูกใครปรักปรำ ขอฝ่าบาททรงไต่สวนเรื่องนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ" รัชทายาทไท่หรงรีบขอผู้เป็นบิดา ตนเองก็รักน้องชายมากพยายามช่วยทุกอย่าง 

"เสด็จพ่อ ลูกขออาสาไปเจรจาต่อรองกับฮ่องเต้แคว้นต้าเหยี๋ยนพ่ะย่ะค่ะ ลูกคิดว่าเราคงต้องเสนอของบรรณาการให้แคว้นต้าเหยี๋ยนจนกว่าทางนั้นจะพอใจนะพ่ะย่ะค่ะ ลูกมั่นใจว่าทำได้พ่ะย่ะค่ะ แคว้นต้าเหยี๋ยนไม่เคยตีใครก่อน ครั้งนี้คงเพราะน้องสี่คงเสนออะไรที่น่าสนใจให้อีกฝ่ายแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ" เฉิ่นกว่างออกตัวช่วยเหลือทันที ด้วยคิดว่าตนมีวิธีที่จะหว่านล้อมทางนั้นได้อยู่แล้ว 

"เตรียมตัวให้พร้อมข้าขอแต่งตั้งให้องค์ชายรองเป็นราชทูตเจรจาสงบศึกในครั้งนี้ และขอให้เจ้าทำสำเร็จ" ไท่กงประกาศทั่วท้องพระโรง 

"น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ" เฉิ่นกว่างก้มหน้ารับราชโองการพร้อมกระตุกยิ้มมุมปากเป็นไปตามแผนที่ตนวางไว้จริงๆ ครั้งนี้ถ้าเขาสร้างผลงานได้ตำแหน่งรัชทายาทต้องสั่นคลอนแน่นอน 

ณ คุกหลวง 

"พวกข้ามาเปลี่ยนเวร" เสียงทหารที่เฝ้าหน้าคุกหลวงถูกเปลี่ยนเวรยาม ไป๋หู่ที่ถูกคุมขังอยู่นั้นยังสงบนิ่งตั้งแต่ออกจากท้องพระโรง แต่ดวงใจเจ็บปวดจนไม่สามารถเอ่ยสิ่งใดออกมา ฝ่ามือข้างซ้ายที่กำอยู่กางแผ่ออกมาเผยเห็นหยกมีแดง มือเรียวลูบไปทั่วผิวหยกในใจก็อดคิดถึงคำมั่นสัญญาที่อีกฝ่ายเคยได้เอ่ยไว้กับตนเอง 

"หึ...ถ้าตอนนี้ข้ารับคำขอของท่าน ท่านจะมารับข้าตามที่สัญญากับข้าหรือไม่... หึ ข้านี้ชั่งคิดเลอะเลือน ท่านจะมาได้อย่างไร..." น้ำเสียงที่ใครได้ยินต้องรับรู้ได้ทันทีว่าผู้เอ่ยนั้นเจ็บปวดทุกข์ทนยิ่งนัก ไป๋หู่เอ่ยน้ำเสียงสั่นไหวแผ่วเบาราวกระซิบแต่กลับก้องกังวานในหูของทหารยามผู้เฝ้าหน้าห้องขังที่เพิ่งเปลี่ยนเวรเข้ามา 

'รอข้าอีกสักนิดเถอะ ข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่เอง' ทหารยามหน้าห้องขังเอ่ยเพียงในใจ ตนมาถึงเมืองหลวงก่อนที่ไป๋หู่จะมาถึง พอรู้ว่าอีกคนเป็นผู้ต้องสงสัยในการก่อกบฏ และถูกจับขังที่คุกหลวง ตนก็ได้แอบปลอมตัวเป็นทหารเวรยามเพื่อเข้ามาดูว่าร่างบางเป็นอย่างไรบ้าง และด้วยวรยุทธ์และกำลังภายในระดับสูงจึงได้ยินเสียงแผ่วเบาราวกระซิบที่อีกฝ่ายเอ่ย 

สองวันถัดมา ณ ท้องพระโรง 

ฮ่องเต้ไท่กงกำลังเตรียมการไต่สวนไป๋หู่อีกครั้ง เหตุที่ไต่สวนในท้องพระโรงนั้นเกิดจากเหล่าบรรดาขุนนางต้องการรับรู้ข้อเท็จจริง และกลัวว่าฮ่องเต้จะแอบช่วยเหลือผู้เป็นบุตรชายเลยร้องขอให้ไต่สวนในท้องพระโรง ทันทีที่ไป๋หู่ถึงท้องพระโรงก็เริ่มทันที มีทั้งผู้ที่เชื่อและไม่เชื่อว่าไป๋หู่นั้นเป็นผู้ทำ แต่สำหรับไป๋หู่แล้วไม่มีความคิดเห็นผู้ใดสำคัญเท่าผู้ที่นั่งบนบัลลังก์ 

"หลักฐานมันชี้มาที่เจ้าไป๋หู่จะให้ข้าเชื่อว่าไม่ใช่เจ้าได้อย่างไร" 

"..." เพียงแค่ประโยคเดียวที่ทำให้ไป๋หู่หยุดโต้แย้งทุกข้อกล่าวหาในใจคิดเพียงว่า 'ผู้เป็นบิดาไม่เชื่อใจเขา ไม่เคยอยากให้เขากลับมา' วนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความคิดจนไม่สนใจ หรือได้ยินสิ่งใด ๆ รอบตัว 

"เหตุใดเจ้าถึงเงียบ เจ้าจะยอมรับอย่างนั้นใช่หรือไม่" 

"..." 

"อิ้งไป๋หู่!!! ...ตอบเดี๋ยวนี้!!! " 

"..." 

ไท่กงตะโกนกร้าวดังทั้งท้องพระโรง นั่นทำให้ท้องพระโรงเงียบสนิทที่เห็นผู้เป็นเหนือหัวนั้นโกรธราวจะฆ่าใครเสียให้ได้แต่ไป๋หู่ก็ยังคงเงียบต่อไป คนกระทั่งมีองครักษ์คนหนึ่งเดินเข้ามากระซิบกงกงคนสนิทของฮ่องเต้ไท่กงพร้อมทั้งมีของบางอย่างมอบให้ด้วยแล้วถอยห่างออกไป กงกงคนสนิทจึงได้เริ่มเอ่ย 

"ทูลฝ่าบาท มีผู้มาขอเข้าเฝ้าบอกว่าจากแคว้นต้าเหยี๋ยนพ่ะย่ะฮ่ะ" กงกงรายงานพร้อมทั้งยื่นของที่ตนได้รับจากองครักษ์หน้าท้องพระโรงมอบให้ฮ่องเต้ 

“หืม!!! รีบเชิญเข้ามา” เมื่อฮ่องเต้จ้องสิ่งที่กงกงยื่นให้ก็มีสีหน้าเป็นกังวลเพิ่มขึ้นจากเดิม พร้อมทั้งรีบเอ่ยอนุญาตให้คนผู้นั้นเข้ามา 

ตึก ตึก ตึก 

เมื่อเสียงฝีเท้าที่มั่นคงและหนักแน่นได้ย่างกรายเข้าท้องพระโรง บรรยากาศน่าเกรงขาม ท่วงท่าสง่างาม รอบกายแผ่ไอกดดันเมื่อเดินผ่านขุนนางคนใด คนคนนั้นก็เกิดอาการขนลุกพร้อมทั้งรู้สึกหวั่นกลัวขึ้นมาเสียเอง โดยที่ขุนนางเหล่านั้นมิได้รับรู้ว่าผู้ที่เข้ามาใหม่คือผู้ใด 

“ขออภัยที่ข้ามิได้แจ้งพระองค์องค์หน้า เพราะเหตุเร่งด่วนจนเกินไป จึงจำเป็นต้องขอเฝ้าพระองค์ ณ เวลานี้” ผู้มาใหม่ยกมือขึ้นแล้วเอ่ยทำความเคารพ แต่ไม่มีการโค้งศีรษะหรือคุกเข่าใด ๆ จนทำให้ขุนนางพากันไม่พอใจ 

“เจ้าช่างบังอาจนัก อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทใยไม่คุกเข่า โทษถึงขั้นประหาร” ขุนนางใหญ่คนหนึ่งเอ่ยออกมา จากนั้นก็มีเสียงสนับสนุนจากขุนนางคนอื่น ๆ จนฮ่องเต้ไท่กง ต้องยกมือขึ้นปรามให้เงียบเสียงลง 

“องครักษ์เชิญพระที่นั่งมหาราชทูต” ไท่กงเอ่ยเพียงเท่านี้ เหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ก็ทราบได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือใคร ‘เพราะพระที่นั่งมหาราชทูต’ ไม่ใช่ว่าราชทูตธรรมดาจะนั่งได้ แต่ผู้เป็นราชทูตนั้นต้องเป็นถึงฮ่องเต้หรือรัชทายาทของแคว้นเท่านั้น 

"ขอบพระทัยฝ่าบาท แต่มิต้องหรอกข้าเพียงมาทวงคำสัญญา และทำตามคำมั่นสัญญาเท่านั้น" เกาจงก็กล่าวสิ่งที่ตนต้องการทันที สายตามองแผ่นหลังคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า โดยที่มือทั้งสองข้างถูกโซ่ตรวนเอาไว้ 

" !!! " ไป๋หู่แม้ไม่เห็นหน้าก็จำน้ำเสียงนี้ได้เช่นกัน ทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยใจดวงน้อยที่ใกล้แหลกสลายเต้นรัวและอบอุ่นขึ้นมาทันที และเพียงแค่เอ่ยในใจ 'มารับข้าจริงรึ' 

"เอ่อฝ่าบาท...คนผู้นี้คือ.." องค์รัชทายาทหรืออิ้งไท่หรงเอ่ยขึ้น เมื่อไม่แน่ใจว่าคนผู้นี่เป็นใคร 

"ข้าแซ่จ้าว นามว่าเกาจง จากแคว้นต้าเหยี๋ยน" เกาจงเอ่ยเสียงเรียบ สายตาจ้องเพียงผู้นั่งบนบัลลังก์เท่านั้น 

“จ้าวเกาจง ถ้าเช่นนั้นท่านคือองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเหยี๋ยนอย่างนั้นรึ” ไท่หรงเอ่ยทันทีที่เกาจงเอ่ยบอกนาม จากนั้นเหล่าขุนนางก็ส่งเสียงอีกรอบเนื่องจากตั้งตัวไม่ทันจนฮ่องเต้ไท่กงต้องยกมือขึ้นปรามอีกครั้ง 

“เจ้าบอกว่ามาทวงคำสัญญา และทำตามคำมั่นสัญญาเท่านั้น อย่างนั้นรึ” ไท่กงเปิดปากเข้าประเด็น ทวงสัญญาตนนั้นรู้ดี แต่ทำตามคำมั่นสัญญานั้นสิ คือสิ่งใด 

"สัญญาระหว่างพระองค์กับพระบิดา และ..." เกาลงเอ่ยค้างไว้จากนั้นก็เดินเข้าหาร่างบางตรงหน้า ย่อตัวลงแล้วเอ่ยเสียงอันแสนอ่อนโยน มือแกร่งยกขึ้นลูบหน้ากากพยัคฆ์ขาวอย่างแผ่วเบา แล้วดึงอีกฝ่ายขึ้นยืนข้างตนทันทีไม่สนใจอาการตกตะลึงของผู้คนในท้องพระโรงแม้แต่น้อย 

“ข้าบอกเจ้าแล้ว หากตอบรับคำขอของข้า ข้าจะมารับเจ้าองค์ชายของข้า” เกาจงหาได้สนใจสิ่งใด นอกจากคนตรงหน้าเท่านั้น 

“....” ไป๋หู่เพียงเงียบเพื่อรอดูสิ่งที่ร่างสูงตรงหน้าจะทำต่อไปเท่านั้น 

"หวังว่าพระองค์จะยังจำคำสัตย์ที่เคยไว้ให้กับพระบิดา ว่าจะยินดีทำตามสิ่งที่พระบิดาหรือตัวแทนของพระองค์ต้องการได้หนึ่งอย่าง โดยไม่มีข้อโต้แย้งหากคำขอนั้นไม่ก่อให้เกิดสงคราม หรือการสูญเสียต่อทั้งสองแคว้น และข้าเป็นตัวแทนของเสด็จพ่อข้ามาเพื่อทวงคำสัตย์นั้น โดยการขอรับองค์ชายสี่แห่งแคว้นอิ้งเทียนไปอยู่ที่ต้าเหยี๋ยนของข้า" เกาจงเอ่ยเสียงดังหนักแน่นจ้องมองผู้ที่นั่งบนบัลลังก์อย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด 

"ท่านหมายความว่าอย่างไร ที่มาขอให้น้องสี่ไปต้าเหยี๋ยนกับท่าน อย่างนั้นเรื่องที่น้องสี่เคยไปพบคนของแคว้นต้าเหยี๋ยนเพื่อร่วมมือเข้าตีแคว้นของเราคือท่านรึ" รัชทายาทไท่หรงถามด้วยสีหน้าตกใจปนสงสัยออกมา 

"เราเคยพบกันนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ร่วมมือเพื่อตีแคว้นท่านไม่ใช่เรื่องจริง" เกาจงเองก็หันกลับไปตอบไท่หรงทันที 

"แต่หลักฐานจากจดหมายขอให้เจ้าเข้าตีแคว้นอิ้งเทียง โดยมีชื่อและตราประจำตัวของไป๋หู่ประทับอยู่ แถมยังมีการตอบรับจากแค้นเจ้าด้วยเจ้าจะว่าอย่างไง" ฮ่องเต้ไท่กงถามเสียงเครียดยังไม่มั่นใจในสิ่งที่เกาจงนั้นเอ่ยออกมาสักเท่าใดนัก 

"นั้นเป็นสิ่งที่ท่านต้องหาคำตอบ เหตุใดถึงได้สามารถหาผู้ที่มีหน้าตา ท่าทางและน้ำเสียงใกล้เคียงกับองค์ชายสี่ถึงเจ็ดส่วน และที่สำคัญสามารถหาตราประทับประจำตัวขอองค์ชายสี่มาได้" เกาจงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง 

"แล้วเหตุใดแคว้นต้าเหยี๋ยนถึงเตรียมกำลังทหารที่เมืองเป่ยอัน แถมยังมีการเคลื่อนพลจากเมืองหลวงมาสมทบอีกหากไม่ใช่เข้าตีแคว้นแล้วยังมีเรื่องใดอีก" ฮ่องเต้ไท่กงถามต่อทันที 

" หึ " เกาจงแค่หัวเราะผ่านลำคอเท่านั้นก่อนจะหันไปหาร่างบางที่ยืนข้างๆ 

"ยังเก็บมันไว้ใช่หรือไม่.." เกาจงหันกลับไปถามไป๋หู่น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนแตกต่างจากกล่าวกับผู้อื่นที่เรียบเยือกเย็น ไป๋หู่เพียงพยักหน้าเท่านั้น และหยิบของที่ตนติดตัวไว้ตลอดเวลาออกมาจากชายแขนเสื้อ 

"ของสิ่งนี้ข้าว่าพระองค์ หรือทุกท่านทั้งหลายในที่นี้อาจรู้จักดี นี่คงเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าเหตุใดกองทัพต้าเหยี๋ยนจึงต้องเตรียมตัว" เกาจงจับข้อมือไป่หู่ที่ถือหยกสีแดงนั้นแล้วชูขึ้นเพื่อให้ทุกคนในท้องพระโรงนั้นได้เห็น 

"นั้นมัน!!! ....หยกคู่บัลลังก์มังกรของแคว้นต้าเหยี๋ยนนิ...เหตุใดถึงอยู่กับเจ้าน้องสี่...หรือว่าา.." ไท่หรงถามออกมาอย่างสงสัย ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเข้าใจความหมายของเกาจง เพราะท่าทางอ่อนโยนที่แสดงให้เฉพาะน้องชายของตนนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจอะไรได้ง่ายยิ่งขึ้น 

"ท่านเข้าใจถูกแล้วรัชทายาท......" เกาจงเอ่ยทิ้งช่วงไว้ แล้วหันกลับไปหาไป๋หู่พร้อมทั้งใช้มือทั้งสองประคองมือเรียวบางมากอบกุมไว้ พร้อมกับยิ้มให้กับใบหน้างามที่อยู่ภายใต้หน้ากากนั้น 

"ทหารแคว้นต้าเหยี๋ยนเตรียมต้อนรับว่าที่ฮองเฮาของข้าอย่างสมเกียรติ" สิ้นคำเกาจงก็ยกมือเรียวขึ้นจุมพิตทันทีท่ามกลางเสียงอื้ออึง ฮือฮา ที่แสดงถึงความตกตะลึงของเหล่าขุนนาง ราชวงศ์ รวมถึงผู้ที่นั่งบนบัลลังก์เช่นกัน 

"ฮะ....ฮองเฮา...ฮองเฮาอย่างนั้นรึ" 

 

 

BM 

ความคิดเห็น