ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 สารลับจากแคว้นอี้งเทียน (Rev.)

ชื่อตอน : บทที่ 3 สารลับจากแคว้นอี้งเทียน (Rev.)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ม.ค. 2563 14:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 สารลับจากแคว้นอี้งเทียน (Rev.)
แบบอักษร

#แคว้นต้าเหยี๋ยน (เหตูการณ์ก่อนเกาจงเดินทางออกจากวังหลวง) 

ตั้งแต่เกิดการกบฏภายในวังเมื่อเจ็ดปีก่อน จนเกิดการล้างฆ่าขุนนางโฉดชั่วแบบตัดรากถอนโคน โดยมีแม่ทัพใหญ่ซึ่งขณะนั้นเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเนื่องจากสร้างผลงานใหญ่ในการร่วมรบกับฮ่องเต้เกาจงในศึกทางเหนือ และเสนาบดีขวาอาแท้ ๆ ของพระองค์ซึ่งตามจริงนั้นเป็นอ๋อง แต่กลับลาออกจากฐานันดรเพื่อเป็นขุนนางปูทางให้เกาจงขึ้นครองราชย์อย่างสมบูรณ์ เหตุครั้งนั้นตนเสียผู้ที่มีพระคุณไป นั่นคือราชครูซึ่งมีตำแหน่งพระปิตุลาด้วยเช่นกัน รวมถึงฮองเฮาที่ผู้คนในแคว้นต่างเล่าขานว่าทรงเป็นที่รักยิ่ง และเมื่อมีข่าวลือจากภายในวังว่าทรงปลดฮองเฮา และทรงสังหารฮองเฮาอันเป็นที่รักด้วยพระองค์เองทำให้พระองค์ถูกมองว่าไร้หัวใจ 

หลังจากนั้นทำให้ราษฎรยิ่งเกรงกลัวฮ่องเต้เกาจงยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครติฉินนินทาเรื่องความโหดร้ายของพระองค์เท่าที่ควร นั่นเพราะว่าตั้งแต่ขึ้นครองบัลลังก์ทั้งที่อายุยังน้อยแคว้นต้าเหยี๋ยนกลับรุ่งโรจน์มากกว่าครั้งไหน ๆ มากกว่าเมื่อครั้งที่บิดาของพระองค์ครองบัลลังก์เสียด้วยซ้ำ เพราะสามารถจัดการบ้านเมืองได้อย่างดี แถมการรบเองก็เป็นที่น่าเกรงขาม เพราะเมื่อหากพระองค์ทรงวางแผนการรบเมื่อใด หรือนำทัพออกศึกเองจะใช้เวลาไม่เคยเกินปีในการทำศึกแถมยังชนะทุกครั้ง จึงทำให้ต้าเหยี๋ยนเป็นแคว้นที่มีกำลังพลที่แข็งแกร่ง น่ากลัวและน่าเกรงขามที่สุดของแคว้นใหญ่หลายแคว้น ในเวลานี้ 

"ฝ่าบาท แม่ทัพใหญ่ทรงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ" เสียงกงกงคนสนิทรายงานต่อฮ่องเต้เกาจงหน้าห้องทรงงาน 

"ให้เข้ามาได้" เกาจงตอบไปโดยที่สายตายังไม่ละจากฎีกา 

"ถวายบังคมฝ่าบาท...ขอจงทรงพระ..."/ "เลิกมากพิธีแล้วพูดเรื่องของเจ้ามาได้แล้ว" 

ยังไม่ทันที่แม่ทัพใหญ่หยางสือจะกล่าวคำเคารพเสร็จ ฮ่องเต้เกาจงก็พูดตัดรำคาญออกมาเสียก่อนโดยที่ยังคงอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับแม้แต่น้อย แถมน้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้นบ่งบอกว่า 'ถ้ายังไม่รีบพูดก็ไสหัวออกไปซะ' 

"ทูลฝ่าบาทมีสารลับส่งถึงพระองค์พ่ะย่ะค่ะ" หยางสือรายงานเหตุที่เข้าเฝ้าฮ่องเต้โดยทันที 

"สารลับ...สารลับจากใคร..มาจากที่ใดกัน...ถ้าข้าจำไม่ผิดเจ้าไปตรวจดูกองทัพที่เมืองเป่ยอันมิใช่หรืออย่างไร" ฮ่องเต้เกาจงขมวดคิ้วละสายตาจากฎีกา เงยหน้าขึ้นมองหยางสือทันที 

"มาจากแคว้นอิ้งเทียนพ่ะย่ะค่ะ...แต่มาจากผู้ใดนั้นกระหม่อมว่าทรงอ่านสารด้วยพระองค์เองน่าจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ...กระหม่อมได้ทำการทดสอบพิษเป็นที่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ" หยางสือกล่าวรายงานสิ่งที่ตนนั้นได้ดำเนินการและยื่นสารแคว้นอิ้งเทียนให้ฮ่องเต้เกาจง 

"หึ...เจ้าเคยได้ยินข่าวขององค์ชายสี่ แห่งแคว้นอิ้งเทียนหรือไม่" หลังจากอ่านสารเสร็จฮ่องเต้เกาจงก็พูดขึ้น 

"เคยพ่ะย่ะค่ะ...ว่ากันว่าทรงสวมใส่หน้ากากไว้ตลอดเวลาตั้งแต่ยังเด็ก..แถมยังถูกส่งมาฝึกปรือวิชาทางทหารที่เมืองอีชางพ่ะย่ะค่ะ" หยางสือตอบฮ่องเต้เกาจงอย่างงงๆ 

"แล้วเจ้ารู้เหตุผลที่ต้องสวมใส่หน้ากากหรือไม่" เกาจงยังคงถามต่อไป 

"มีข่าวลือหลายข่าวพ่ะย่ะค่ะ บ้างก็บอกว่าหน้าตาน่าเกลียดจนผู้คนอาจกลัว บ้างก็บอกว่าทรงสิริโสมงดงามดั่งพระมารดาพ่ะย่ะค่ะ" อยางสือตอบตามที่ตนรู้มา 

"หึ...งั้นเราไปหาคำตอบกัน...ถือเป็นการไปให้คำตอบกับผู้ส่งสารนี้ด้วยตนเองละกัน" เกาจงบอกออกไปก่อนจะเรียกราชองครักษ์ประจำพระองค์และสั่งงานทันที และเตรียมตัวเดินทางออกจากวังอย่างลับๆ โดยมีหยางสือและองครักษ์เงาทั้งสิบห้าคนติดตามไปด้วย 

 

#แคว้นอิ้งเทียน 

หลายวันต่อมา 

"ทูลฝ่าบาท...ทรงจะเสด็จที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ...ทรงให้กระหม่อมไปด้วยดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ" หยางสือรีบถามออกไปเมื่อเห็นว่าผู้เป็นเหนือหัวเหมือนจะไปที่ไหนสักที่ 

"ข้าจะไปป่าฝั่งติดกับเมืองอีชาง วันก่อนข้าได้ยินเสียงขลุ่ยแว่วมาจากฝั่งนั้นเลยอยากจะรู้ว่าผู้ใดกันที่เป็นคนบรรเลงบทเพลงนั้น..แล้วเจ้าก็ไม่ต้องไปหรอกแค่องครักษ์เงาก็พอ...นี่คือคำสั่ง" พูดจบฮ่องเต้เกาจงก็ทะยานสู่ป่าใหญ่ด้วยกำลังภายในที่ตนมีโดยไม่รอให้หยางสือนั้นทักท้วงอะไร ฮ่องเต้เกาจงเดินทางมาถึงเมืองเป่ยอันได้ราวๆ สามสี่วันและคืนก่อนที่ตนเดินเล่นกลางดึก ได้ยินเสียงขลุ่ยแว่วมาฟังดูน่าหลงใหลวันนี้เลยจะว่าจะไปดูเสียหน่อยว่าเป็นผู้ใด เพราะว่าตนรู้สึกได้ว่าถ้าตนไปวันนี้ตนจะเจอคนผู้นั้น 

เกาจงเดินทางเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่พบว่าจะบริเวณใดที่จะมีคนอยู่ จนได้ยินเสียงขลุ่ยที่เพิ่งบรรเลงขึ้น จึงรีบทะยานไปทางนั้นทันที และเมื่อไปถึงที่นั่นที่ที่มีน้ำตกสูงใหญ่รอบๆ เต็มไปด้วยโขดหินน้อยใหญ่มากมาย และมีคนคนหนึ่งกำลังเป่าขลุ่ยอยู่ และเป็นเพลงที่ตนได้ยินในคืนก่อนนั่นเอง 

'ช่างงดงามนัก' ใบหน้าที่โดนแสงจันทร์ตกกระทบนั้นตราตรึงในทันทีแม้จะเห็นเพียงซีกเดียว 'เหตุใดผู้ที่มีใบหน้างดงามถึงเพียงนี้ถึงได้มีดวงตาที่แสนเศร้า แสนเจ็บปวดอย่างนั้น' เกาจงได้แต่จ้องมองใบหน้านั้นอย่างไม่กะพริบตา แถมยังรู้สึกหน่วงในใจที่เห็นสายตางดงามนี้ถูกบดบังด้วยความเศร้าหมอง 

และเมื่อเพลงบรรเลงจบตนก็มีโอกาสเห็นโฉมหน้างามทั้งใบ และทันทีที่ได้พูดคุยฮ่องเต้เกาจงก็ทรงจำน้ำเสียงนี้ไว้ในจิตใจทันที เมื่อพูดคุยจนอีกฝ่ายหายจากไป 

"ข้าต้องได้เจอเจ้าอีกแน่ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครอยู่ที่ใดข้าจะหาเจ้าให้พบ" เกาจงพูดกับตัวเองหลังจากที่อีกฝ่ายหายไปได้สักพักแล้ว 

"ทูลฝ่าบาท...คนผู้นั้นมุ่งสู่แคว้นอิ้งเทียนพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์เงารายงานทันที 

"แคว้นอิ้งเทียนงั้นรึ...หึ..ข้าว่าพรุ่งนี้ข้าต้องรีบเดินทางไปแคว้นอิ้งเทียนเสียแล้ว...เตรียมตัวให้พร้อม" เกาจงพูดบอกกับตนเองก่อนจะบอกองค์รักเงาของตน 

ณ วังไป๋หู่  

เจ้าของวังที่เพิ่งเดินทางมาถึงห้องพักของตนด้วยอารมณ์ที่ไม่คงที่นัก เหตุเพราะตนเกรงว่าคนผู้นั้นที่ตนเห็นที่น้ำตกจะรู้ว่าตนเป็นใคร 

"ต้องมีวรยุทธ์เก่งกาจขนาดไหนกันนะ ทำไมข้าไม่รู้สึกตัวเลยตอนที่คนผู้นั้นเข้ามาในบริเวณน้ำตก" เพราะตามปกติแล้วหากมีสิ่งใดขยับเพียงเล็กน้อยไป๋หู่จะสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ทั้งหมด แต่ครั้งนี้ตนกลับไม่รู้สึกใดๆ เลย นั่นเลยทำให้ไป๋หู่กลัวว่าถ้าคนผู้นั้นเป็นภัยก็ยิ่งน่ากลัวนัก 

"ข้าหวังว่าท่านคงไม่ใช่ผู้ที่จะเป็นภัยต่ออิ้งเทียนหรอกนะ" ไป๋หู่พูดออกมาและหันไปทิศทางที่ตนเพิ่งจากมา เพราะตั้งแต่ที่ออกมาจากตรงนั้น ไป๋หู่ก็ยังไม่ได้หยุดคิดถึงคนผู้นั้นเลย 

ความคิดเห็น