ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 การพบเจอ (Rev.)

ชื่อตอน : บทที่ 2 การพบเจอ (Rev.)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ม.ค. 2563 16:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 การพบเจอ (Rev.)
แบบอักษร

 

 

#แคว้นอิ้งเทียน 

ตั้งแต่ที่องค์ชายสี่ได้รับราชโองการให้มาอยู่ที่เมืองชายแดนอย่างอีชาง ที่พักของพระองค์ถูกสร้างใหญ่โตมากกว่าจวนของเจ้าเมือง เมื่อตอนที่ตนมาถึงที่นี่ใจยิ่งปวดร้าวเพราะที่นี่ถูกสร้างไว้จนเสร็จแล้ว และมีชื่อที่ป้ายอย่างชัดเจนว่า 'วังไป๋หู๋' นั่นยิ่งตอกย้ำตนยิ่งขึ้นว่าผู้เป็นบิดานั้นตั้งใจทอดทิ้งตนมานานแล้ว นานพอที่จะสร้างวังนี้ให้ตน ทำไมกันเหตุใดพระองค์ทรงถึงทอดทิ้งเพียงตนแค่คนเดียว ทำไม คำถามที่มีมานานแสนนานและยังหาคำตอบไม่ได้ 

วันเวลาผ่านไปองค์ชายเฝ้าฝึกฝนวิชาด้านการรบทุกแขนงจากอดีตแม่ทัพใหญ่ที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับบิดาตน และเคยเป็นพระสหายสนิทของบิดาตนเช่นกันจนบรรดาองค์ชายและองค์หญิงทุกพระองค์ต้องเรียกว่าท่านอา นี่ก็เป็นอีกเรื่องเหมือนกันที่องค์ชายยังหาเหตุผลไม่ได้เช่นกันว่าทำไมก่อนที่ตนจะถูกสั่งให้มาอยู่ที่นี่ มีราชโองการปลดแม่ทัพใหญ่ เหลือเพียงตำแหน่งแม่ทัพธรรมดาและส่งมาให้คุมกองทัพทางด้านชายแดนตะวันตกแทน และเขาก็เป็นผู้คอยควบคุมสร้างวังนี้ให้ตนนั้นเอง ยิ่งวันเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ฝีมือขององค์ชายก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ๆ เพราะคนที่ฝึกตนเป็นถึงอดีตแม่ทัพใหญ่ที่ผ่านศึกน้อยใหญ่มามากมาย 

เคร้ง เคร้ง เคร้ง แกร๊กๆๆๆ 

"พะ...พอก่อนท่านรองแม่ทัพ" คู่มือขององค์ชายสี่พูดออกมาอย่างเกรงกลัว ใช่แล้วตอนนี้องค์ชายสี่ขึ้นเป็นรองแม่ทัพของที่นี่ รองจากอาจารย์หรืออดีตแม่ทัพใหญ่นั่นเอง 

"…" ไม่มีคำตอบใดจากองค์ชาย ไม่มีใครล่วงรู้ว่าพระองค์รู้สึกอะไร เพราะมันถูกปกปิดด้วยหน้ากากพยัคฆ์สีขาวที่ถูกส่งมาจากวังหลวงเมื่อตอนที่หน้ากากเดิมนั้นเล็กเกินที่เด็กหนุ่มที่เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ จะใส่ได้ และผู้ที่ส่งมาให้นั้นก็ไม่ใช่ใคร ผู้ที่เป็นเจ้าเหนือหัวของแคว้น ผู้ที่เป็นบิดาแท้ๆ ของตน และผู้ที่เป็นผู้ทอดทิ้งตนเช่นเดียวกัน 

"อารมณ์ไม่ดีหรือไง ท่านรองแม่ทัพ ถึงได้ดูดุดันแบบนั้น" แม่ทัพใหญ่ของที่นี่พูดขึ้นหลังจากนั่งชมการซ้อมดาบของลูกศิษย์ของตน และเป็นรองแม่ทัพของตน 

"ท่านแม่ทัพข้าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยเท่านั้นไม่ได้คิดที่จะทำให้ใครต้องเจ็บตัว ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยแล้วกัน" รองแม่ทัพบอกกับแม่ทัพประโยคแรก ประโยคหลังพูดกับคู่ซ้อมดาบของตน องค์ชายได้ตำแหน่งรองแม่ทัพโดยฝีมือหาใช่ด้วยยศศักดิ์ที่ตนมี เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ตนแจ้งกับกองทัพและราษฎรว่าห้ามเรียกตนว่าองค์ชาย และให้ถือว่าตนไม่ใช่องค์ชาย เมื่อมีการคัดทหารองค์ชายเข้าคัดเลือกอย่างทหารทั่วไป ทรงฝึกซ้อมพร้อมทหารใหม่เหล่านั้น เมื่อมีการประลองเพื่อพิจารณาเลื่อนตำแหน่งองค์ชายก็เข้าร่วมทุกครั้ง ไต่เต้าจากทหารธรรมดา นายกอง เรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันคือรองแม่ทัพ 

"ไม่เป็นไรท่านรองแม่ทัพ ใคร ๆ ก็อยากเป็นคู่ซ้อมของท่านกัน ข้าเองก็เช่นกัน วันนี้ข้าได้ประสบการณ์ที่ดียิ่งนัก ท่านช่างเก่งกาจสมคำร่ำลือ ข้าขอตัวก่อน ขอลาท่านแม่ทัพและท่านรองแม่ทัพ" เป็นจริงตามที่นายทหารผู้นั้นพูดไว้ ไม่ว่าทหารคนใดในเมืองนี้ต่างพากันอยากประลองฝีมือกับรองแม่ทัพทั้งนั้น ด้วยเหตุผลหลักๆ ไม่กี่ข้อ ข้อแรกเพราะเลื่อมใสในความสามารถที่อายุยังน้อยเป็นถึงราชวงศ์แต่กลับตั้งใจฝึกฝนจนฝีมือเก่งกาจจนได้ตำแหน่งรองแม่ทัพ กับข้อหลังคืออยากทดสอบว่าคำร่ำลือในข้อแรกนั้นเป็นจริงว่าเก่งกาจมีฝีมือหรือเพราะเป็นทายาทแห่งมังกรกันแน่ถึงได้ตำแหน่งนี้มา ดังเช่นนายทหารเมื่อครู่ที่มาเป็นคู่ซ้อมด้วยเห็นผลข้อหลัง และก็ได้ประจักษ์ต่อสายตาเพราะตนใช้ทุกกลวิธีใช้แรงที่มี สิ่งที่ร่ำเรียนมาเชื่อว่าตนเองก็เก่งกาจไม่แพ้ใครเนื่องจากเป็นที่หนึ่งในรุ่น อย่าว่าแต่โจมตีเลยแม้แต่ตั้งรับยังแทบจะไม่ไหว 'สมที่ร่ำลืออย่างที่ตนกล่าว' ไม่มีข้อกังขาใดอีกหากต้องรับคำสั่งจากรองแม่ทัพผู้นี้ 

"ท่านแม่ทัพ ข้าเองก็ขอตัว" ไป๋หู่ บอกลาแม่ทัพตรงหน้าและหลังเพื่อก้าวเดินกลับไปยังวังของตน 

"ท่านรองแม่ทัพ เรื่องบางเรื่องบางทีมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นก็ได้ บางทีคนที่เจ็บปวดที่สุดอาจจะไม่ใช่แค่ท่าน" สองเท้าของที่กำลังเดินกลับวังของตนหยุดก้าวเดินทันที แต่ก็ไม่ได้หันกลับมาแต่อย่างใด 

"ข้าควรเชื่อสิ่งที่ท่านพูดหรือเปล่า...ท่านอา" ไป๋หู่พูดในขณะที่ตัวเองนั้นไม่ได้ขยับหรือเปลี่ยนท่าทางแต่อย่างใด 

"ข้าเองก็ไม่รู้จะบอกเจ้ายังไงดีไป๋หู่...ข้าบอกได้แค่เพียงแต่ว่า...ยิ่งฝ่าบาททรงทอดทิ้งท่านมากเท่าใดนั้นก็แปลว่าฝ่าบาท..." แม่ทัพหยุดพูดไว้เพียงเท่านั้น 

"แปลว่าอะไร..." ไป๋หู่หันกลับมาทันทีและถามออกมาเมื่อเห็นว่าแม่ทัพนั้นยังพูดไม่จบดี 

"นั่นแปลว่าฝ่าบาททรงรักท่านและฮองเฮามากเท่านั้น" แม่ทัพกล่าวต่อจนจบ 

"หึ ๆ เลิกให้ความหวังข้าเถอะท่านอา..ข้าไม่ได้ยินดีกับสิ่งที่ข้าได้ยินเมื่อกี้หรอก...แต่ข้าจะยินดีถ้าท่านยอมบอกอะไรที่เป็นเหตุผลว่าทำไมฝ่าบาทถึงทรงเกลียดข้านักหนา" ไป๋หู่หัวเราะเยาะตนเอง แต่บอกความประสงค์ที่ตนต้องการกับผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่คนฟังรับรู้ว่ามันแสนจะเจ็บปวดยิ่งนัก 

"ทำไมท่านถึงคิดว่าข้ารู้สาเหตุ" แม่ทัพเองก็ถามกลับองค์ชายเช่นกัน เหตุใดถึงต้องการคำตอบจากตน 

"เพราะท่านถูกลดขั้นและเนรเทศให้มาอยู่ที่นี่ หลังจากที่ฝ่าบาททรงไม่ยอมไปเยี่ยมเสด็จแม่เลยตลอดสามเดือน ทั้งที่ท่านรบเคียงบ่าเคียงไหล่พระองค์ ทั้งที่เคยประกาศต่อหน้าองค์ชายและองค์หญิงทุกพระองค์ว่าให้รักและเคารพท่านให้เหมือนที่รักและเคารพพระองค์...ข้าว่าตัวท่านนั่นและที่รู้คำตอบดีที่สุด...ท่านแม่ทัพ" ไป๋หู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเสียจนฟังดูน่าขนลุก 

"ผู้ที่จะตอบคำถามท่านได้ทุกข้อ และให้เหตุผลที่ดีที่สุด คือฝ่าบาท ข้าไม่มีอะไรบอกเจ้าหรอก...ไป๋หู่" กล่าวจบท่านแม่ทัพก็ก้าวเดินผ่านไป๋หู่ไป ปล่อยให้อีกคนยืนอยู่อย่างนั้น 

พรึบ พรึบ พรึบ 

กลางดึกหลังจากที่ผู้คนนอนหลับพักผ่อนในเตียงนอน แต่กลับมีร่างร่างหนึ่ง กระโดดออกวังของตนเอง ทั้งที่ที่นี่เป็นที่ผู้คนอยากเข้ามานักหนา ด้วยเพราะหากเข้ามาเป็นบ่าวไพร่ในนี้จะได้อยู่ดีกินดี มีเงินส่งเสียทางบ้าน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่ารองแม่ทัพนั้นถึงไม่ได้ใจดี แต่ก็เลี้ยงดูบ่าวไพร่อย่างดี แต่สำหรับเจ้าของวังที่นี่เป็นที่ยืนยันว่าตนนั้นเป็นที่เกลียดชังของบิดา ดังนั้นบ่อยครั้งที่ไป๋หู่ไม่สบายใจ มีเรื่องรำคาญใจ หรือหวนคิดถึงเรื่องเก่าๆ เขาจะพาตนเองออกจากวังทะยานสู่ป่าใหญ่ ตรงสู่น้ำตกที่ที่อยู่ตรงกลางรอยต่อระหว่างแคว้นอิ้งเทียนและต้าเหยี๋ยน สองแค้นที่ไม่เคยเปิดศึก แต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรเช่นกัน 

แกร็ก ๆ พรึบ 

หน้ากากพยัคฆ์ขาวถูกถอดออกจากหน้านวล และวางไว้ข้างลำตัว แสงจันทร์ในยามค่ำคืนที่ทอแสงลงมาปะทะกับใบหน้าขาวผ่องงดงามราวกับสิ่งที่สวรรค์บรรจงสร้าง ใบหน้าที่เหมือนมารดาไม่ผิดเพี้ยนราวกับเป็นคนเดียวกัน ด้วยความงามของฮองเฮาแห่งแคว้นอิ้งเทียนเป็นที่ร่ำลือกล่าวขานทั่วทั้งในแคว้นและต่างแคว้นว่างามล่มแคว้น และความงามนี้เองที่เป็นเหตุให้เขาต้องมาอยู่ที่เมืองนี้ 

นอกเหนือจากเวลานี้ไป๋หู่ไม่เคยถอดหน้ากากเสือขาวเลย อย่าว่าแต่คนที่นี่ แม้แต่ที่วังหลวงก็ไม่เคยมีใครได้เห็นหน้าตาของเขานอกจากองค์รัชทายาท และองค์หญิงสาม พี่ร่วมสายเดียวกัน แล้วก็อดีตฮองเฮามารดาของตนที่ทรงจากไปตั้งแต่ตอนที่ีพระองค์ทรงอายุ 12 ชันษา ไป๋หู่ยังจำไม่ลืมเลือนว่ามารดาของตนก่อนจากไปทรงเสียพระทัยมากแค่ไหน เดิมทีองค์ฮ่องเต้ทรงรักนางมาก ไม่ว่าพระองค์จะมีสนมมากมายเพียงใด แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าพระองค์นั้นแต่งตั้งเพื่อความมั่นคงทางอำนาจ ไม่เคยมีหญิงใดในใจพระองค์นอกจากฮองเฮา แล้วเหตุใดกันตอนที่ตนอายุ 10 ชันษา อยู่ๆ ฝ่าบาทก็ไม่เคยไปหาฮองเฮาที่ตำหนักเลย เมื่อทรงถามฮองเฮานางจะทรงบอกเพียงว่าฮ่องเต้มีราชกิจมากมาย ทรงไม่ว่างเหมือนแต่ก่อน ทำไมไป๋หู่จะดูไม่ออก หลายครั้งที่เห็นมารดาของตนนั่งเหม่อลอย บางครั้งก็แอบนั่งร้องไห้ ถึงพยายามจะเก็บไว้เพียงใดก็ตาม จนสุดท้ายพระวรกายทรงทรุดลงเรื่อยๆ และจากตนไปในที่สุด โดยที่ฮ่องเต้เองก็ไม่กล่าวอะไรเลย 

มือเรียวหยิบขลุ่ยหยกสีขาวอย่างดีที่ฮองเฮาทรงประทานให้เมื่อครั้งที่ไป๋หู่ยังเยาว์วัย ตอนนั้นทรงประทานเป็นรางวัลที่ตนสามารถท่องตำราเรียนได้แม่นยำไม่ผิดแม้แต่คำเดียว สองมือจับขลุ่ยแล้วยกขึ้นจรดริมฝีปากบางแต่กลับอวบอิ่มชวนมอง บทเพลงไพเราะก้องกังวานไปทั่วทั้งป่าใหญ่ คลอไปด้วยเสียงน้ำตกยิ่งทำให้น่าฟังยิ่งนัก บทเพลงบรรเลงไปเรื่อยจนในที่สุดก็จบลง 

แปะ แปะ แปะ 

ทันทีที่ไป๋หู่เป่าขลุ่ยจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้นทันที ทำให้ผู้ที่อยู่ในภวังค์หันไปยังทิศทางเสียงปรบมือในทันที 

"ช่างไพเราะนัก ฟังดูแล้วผู้ที่บรรเลงบทเพลงนี้ช่างถ่ายทอดออกมาได้อย่างดียิ่ง" ไป๋หู่หันไปก็พบกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กว่าตนไม่มากแต่ก็ไม่น้อยเช่นกัน ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมที่ทอดมองมากลับมีอำนาจทำให้น่าเกรงขามยิ่งนักทั้งที่คนผู้นั้นไม่ได้ขยับไปไหนหรือแสดงท่าทีคุกคามแต่อยากใด แต่กลับทำให้ไป๋หู่ขนลุกขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

"ให้เกียรติข้าเกินไป ข้าก็แค่มานั่งชมจันทร์ และเป่าขลุ่ยเล่นก็เพียงเท่านั้น" ไป๋หู่ตอบกลับด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเรียบ มืออีกข้างเลื่อนลงหาหน้ากากของตน และซ่อนมันไว้ภายในแขนเสื้อของตน ในเมื่อคนผู้นี้เห็นหน้าจริงของตน แต่ก็ห้ามให้รู้ว่าตัวจริงคือใคร เพราะคนผู้นี้เองก็ไม่รู้ว่าเป็นคนแคว้นใด ท่าทางจะมีฝีมืออยู่ไม่น้อยหากเป็นคนแคว้นต้าเหยี๋ยนที่เข้ามาสอดแนมทางทหารก็ยิ่งให้รู้จักตัวตนจริงไม่ได้ 

"ไม่หรอก ข้าพูดตามเนื้อผ้า ดีก็บอกว่าดี เลวก็บอกว่าเลว" ร่างสูงเองก็โต้ตอบกลับไปเช่นกันสายตาร่างสูงไม่ได้เจาะจงมองที่ไหน 

"…" / "…" 

เกิดความเงียบชั่วขณะระหว่างทั้งสองร่าง 

"ข้าคงต้องกลับแล้ว ขอตัว" ไป๋หู่เป็นผู้เปิดปากพูดในที่สุดและคิดว่า ถ้าคนผู้นี้มาร้ายคงไม่เล่นเกมปิดปากกันอยู่แบบนี้ อีกอย่างเมื่อที่ที่ตนชอบแอบมานั่งเป่าขลุ่ยคนเดียวมีผู้มาพบ สงสัยเขาคงต้องหาที่ที่ใหม่เสียแล้วล่ะ 

"จะไม่บอกชื่อเสียงเรียงนามก่อนไปบ้างรึ" ร่างสูงถามอีกคนที่ลุกขึ้นยืนบนโขดหินข้างน้ำตก เพื่อเตรียมตัวกลับอย่างที่เจ้าตัวบอก 

"ข้าว่าไม่จำเป็นเพราะคงไม่มีโอกาสได้เจอหน้ากันอีก ขอตัว" ร่างโปร่งตอบถามในทันที สิ่งที่ไป๋หู่พูดคือเรื่องจริงถ้าจะเจอกันอีกก็คงภายใต้หน้ากาก เพราะตนจะไม่มาที่นี่แล้ว 

"หึ...ข้าลืมบอกอีกอย่างไป" ร่างสูงยังคงพูดต่อราวไม่สนใจว่าอีกคนบอกว่าจะกลับ 

"…" 

"บทเพลงที่เจ้าบรรเลงชั่งไพเราะนั้นคือเรื่องจริง..และในขณะเดียวกันกลับแฝงไปด้วยความเจ็บปวด...เศร้าหมองราวกับว่าผู้บรรเลงไม่สามารถระบายบางสิ่งนั้นออกมาได้ นอกจากระบายออกมาเป็นบทเพลงเท่านั้น" ร่างสูงพูดจบก็เฉไปมองร่างโปร่งที่ยืนมองตนด้วยใบหน้าที่คิ้วงามนั้นขมวดเสียจนจะชนกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้าที่น่ามองลดความงดงามนั้นลงเลย 

พรึบ พรึบ พรึบ 

ไป๋หู่ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับ เขาแค่หันหลังแล้วก็กระโดดหายไปในความมืด ทิ้งอีกคนไว้ตรงนั้นโดยไม่หันกลับไปมอง จึงไม่ได้เห็นว่าริมฝีปากหยักนั้นกระตุกยิ้มอย่างพอใจ 

"ข้าว่า...ข้าจะได้เจอเจ้าอีก.." ร่างสูงพึมพำผ่านลำคอกล่าวกับตัวเองโดยที่สายตานั้นจ้องมองไปยังทิศทางที่ร่างโปร่งนั้นกระโดดหายไป 

 

#แคว้นต้าเหยี๋ยน 

"เจ้าบอกว่าฝ่าบาททรงเสด็จไปที่ใดอย่างนั้นรึ หัวหน้าองครักษ์" น้ำเสียงราบเรียบแต่เย็นเฉียบของเสนาบดีฝ่ายขวา เอ่ยถามหัวหน้าองครักษ์เมื่อตนขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เกาจง แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของผู้ครองแคว้น 

"เอ่อ ... ท่านอ๋อ ..ท่านเสนาบดี ฝ่าบาททรงเสด็จไปชายแดนตะวันออกเมืองไป๋อันขอครับท่าน" หัวหน้าองครักษ์ตอบเสนาบดีขวา แม้ภายนอกนั้นดูไร้ซึ่งการเกรงกลัว แต่ภายในนั้นกลับรู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ ยามอีกฝ่ายชำเลืองมองยิ่งขนลุกซู่ทั้งตัว 

"แล้วพวกเจ้าก็ปล่อยให้พระองค์ไป โดยที่ไม่ตามเสด็จรึ นี่พวกเจ้าใช่ราชองครักษ์ประจำประองค์หรือไม่ เหตุใดทรงปล่อยพระองค์ไปองค์เดียว เห็นทีข้าคงต้องกลับมาดูแลเหล่าองครักษ์ประจำกายพระองค์อีกครั้งเสียละกระมัง" น้ำเสียงต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปหาผู้ที่เป็นหัวหน้าองครักษ์ส่วนพระองค์ ทำให้เหล่าองครักษ์ที่ยืนก้มหน้ามองพื้นเกร็งมากขึ้นมาทันที 

"ฝ่าบาททรงเสด็จพร้อมองครักษ์เงาและท่านแม่ทัพใหญ่ ขอรับท่านเสนา หาใช่เสด็จองค์เดียวไม่ และฝ่าบาททรงรับสั่งให้องครักษ์ส่วนพระองค์อยู่ช่วยท่านเสนาบดีว่าราชการแทนขอรับ" หัวหน้าองครักษ์รีบเอ่ยบอกสาเหตุที่พวกตนต้องอยู่ที่นี่ตามตำสั่ง และเพื่อให้ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าพวกตนตอนนี้คลายรังสีความกดดันลง เพราะหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้นาน คาดว่าหนึ่งในองครักษ์สักคนในที่นี้ต้องกระอักเลือดออกมาเป็นแน่ 

" หึ " 

ตึก ตึก ตึก 

เมื่อเสียงฝีเท้าไกลออกไป จนแผ่นหลังแกร่งหายไป เหล่าองครักษ์ก็พากันถอดหายใจยาวออกมาทันที 

" เฮ้ออออ หากท่านอ๋องทรงยืนนานกว่านี้ ข้าเกรงว่าจะหมดลมหายใจเป็นแน่ " 

หนึ่งในองครักษ์เอ่ยขึ้นทำให้คนอื่น ๆ พากันพยักหน้าเห็นด้วยกันทุกคน เว้นแต่หัวหน้าองครักษ์ที่ยังคงจ้องมองไปยังทิศทางที่ร่างแกร่งนั้นเพิ่งเดินจากไป 

ความคิดเห็น