facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

15th Shoot : พี่ศรเป็นมนุษย์ที่มีความน่ารัก Lv.100

ชื่อตอน : 15th Shoot : พี่ศรเป็นมนุษย์ที่มีความน่ารัก Lv.100

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2562 20:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
15th Shoot : พี่ศรเป็นมนุษย์ที่มีความน่ารัก Lv.100
แบบอักษร

15th Shoot

พี่ศรเป็นมนุษย์ที่มีความน่ารัก Lv.100


น้องปุณย์’s Part

“นี่เราจะไปไหนกันเหรอครับ”

ผมถูกพี่ศรปลุกตั้งแต่เช้าทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุดแท้ๆเลย พี่ศรบอกว่าจะพาผมออกไปข้างนอกบ้างเพราะเห็นว่าตั้งแต่ผมมาเรียนที่นี่ผมก็ยังไม่เคยได้ออกไปไหนเลย ผมเองแค่รู้ว่าจะได้ออกไปเที่ยวข้างนอกก็ตื่นเต้นมากๆเลยครับ พยายามถามพี่ศรหลายครั้งว่าจะพาผมไปไหนแต่พี่เขาก็ไม่ยอมบอก ขนาดตอนนี้ถูกจับให้เข้ามานั่งในรถแท็กซี่จนรถขับออกมาสักพักแล้วพี่ศรก็ยังนิ่งอยู่เหมือนเดิม

“ไปข้างนอกไง” จนสุดท้ายพี่ศรตอบเสียงเรียบ

“ข้างนอกคือที่ไหนละครับ”

“อย่าถามมากน่า บอกไปมึงจะรู้จักเหรอ”

“พี่ก็บอกมาก่อนสิครับว่าจะไปที่ไหน”

“ไปสยาม”

“โห! สยามเหรอครับ ตอนผมอยู่เชียงใหม่เคยแต่เห็นในทีวีแต่ยังไม่เคยไปเลยครับ”

“วันนี้ก็ได้เคยแล้วไง”

“ขอบคุณนะครับที่พาผมมา แต่ว่า…ทำไมวันนี้พี่ถึงใจดีพาผมมาเที่ยวละครับ” นั้นสิ พักหลังๆมานี่พี่ศรใจดีกับผมมากๆเลย เรื่องเดินไปเรียนเป็นเพื่อนที่คณะกับตอนกลับบ้านพร้อมกันไม่นับ เพราะว่าพี่ศรตอนที่ถึงแม้ยังชอบทำหน้านิ่งๆก็ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ช่วงหลังๆมานี่ผมรู้สึกได้เลยว่าพี่ศรนะอารมณ์ดีขึ้นมากๆ เวลาอยู่ด้วยกันพี่ศรก็ยิ้มบ่อยกว่าเดิมเยอะเลย แถมวันนี้ยังใจดีพาผมมาเที่ยวด้วยอีก

“ก็แค่สงสารเด็กที่วันๆอยู่แต่ในมหา’ลัยไม่เคยไปไหน ก็เลยพามาเที่ยวแค่นั้น”

“ครับ ยังไงก็ขอบคุณพี่มากนะครับ พี่น่ะใจดีที่สุดเลย อ๊ะ!” จังหวะที่ผมกำลังยกมือไหว้ขอบคุณพี่ศรรถแท็กซี่ที่เรานั่งมาก็เบรกกะทันหันจนผมเซเสียหลักลงไปซบเข้ากับหน้าอกของพี่ศรอย่างแรกจนเกิดเสียง หัวใจผมกระตุกวูบแทบจะทันทีเพราะรู้สึกได้ถึงวงแขนของพี่ศรที่โอบกอดผมไว้จากด้านหลัง

มะ…ไม่ไหว เป็นแบบนี้ไม่ไหวแน่ๆ มันใกล้มากจนได้ยินเสียงหัวใจพี่ศรเต้น สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวของพี่ศร และที่สำคัญตอนนี้ใจผมเต้นแรงมากๆเลย

“ขอโทษครับ” รถแท็กซี่ที่เบรกกะทันหันกลับมาขับตรงตามปกติแล้ว ผมกล่าวคำขอโทษพี่ศรที่ไปโดนตัวพี่เขาแบบนั้น พยายามจะขืนตัวออก แต่ว่ามือของพี่ศรที่โอบกอดตัวผมไว้ก็ยังอยู่ในท่าเดิม

“เอ่อ…พี่ศรครับ” ผมช้อนสายตามองหน้าอีกคนอย่างไม่เข้าใจนัก พี่ศรก็ยังทำหน้านิ่งมองไปข้างหน้าไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา ผมเลยต้องออกเสียงเรียกอีกครั้ง “พี่ศร…”

“นั่งนิ่งๆ”

“…”

“ในเมืองรถติด เดี๋ยวก็เบรกอีก”

“ครับ” ผมรับคำอย่างว่าง่าย

ถึงจะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกคนกำลังทำอยู่ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงไม่ได้คิดที่จะปฏิเสธหรือทัดทานอะไรเลย สิ่งเดียวที่รู้ตอนนี้คือหัวใจเต้นแรงมากๆเลย ถ้าพี่ศรทำตัวน่ารักแบบนี้บ่อยๆสักวันผมต้องหัวใจล้มเหลวตายไปซะก่อนแน่ๆ

อากาศร้อนและแสงแดดของกรุงเทพฯไม่เคยหยุดทำงานถึงแม้วันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ก็ตาม ทันทีที่รถแท็กซี่พาเรามาถึงจุดหมายซึ่งก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่จากมหาวิทยาลัยของเรา เพียงแต่ว่าวันนี้รถติดมากๆก็เลยทำให้ใช้เวลาในการเดินทางนานพอสมควร มาถึงผมก็ถูกพี่ศรดุเอาเรื่องจะช่วยพี่เขาจ่ายค่าแท็กซี่ พี่ศรบอกว่าพี่เขาเป็นคนชวนมาวันนี้เขาจะเป็นคนเลี้ยงเอง แถมยังบอกให้ผมเก็บเงินไว้กินขนมอีก เห็นผมเป็นเด็กอนุบาลหรือยังไงนะ

“ที่นี่เหรอครับสยาม”

“อืม”

“ใหญ่มากเลยครับ ที่เชียงใหม่ก็มีห้างนะครับแต่ว่าไม่ใหญ่ขนาดนี้”

“แล้วทำไมถึงต้องมาเรียนถึงกรุงเทพ ไม่เรียนที่บ้านตัวเองละ” คำถามแสนธรรมดาที่พี่ศรถาม แต่พอลองได้เงยหน้าขึ้นสบตาอีกคนผมรู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้ แววตาพี่ศรเหมือนมีคำตอบที่เขารู้อยู่แล้วแต่เขาก็ถามผมไปอย่างนั้น

“คือ…คือผม…” จะตอบยังไงดีวะไอ้ปุณย์ จะให้บอกเหรอว่าที่มาเรียนกรุงเพทฯก็เพราะพี่ศรนั้นแหละ

ไม่ได้ๆ ยังไงก็ให้พี่ศรรู้ไม่ได้ ว่าแต่ถ้าไม่ให้รู้…แล้วจะปฏิเสธยังไงดีละ

“เด็กบื้อเอ้ย” เหมือนพี่ศรจะจับสังเกตอาการผิดปกติของผมได้เขาถึงได้เลือกที่จะทำลายบรรยากาศตึงเครียดนี้ลงด้วยการยีหัวผมเล่นอย่างที่เขาชอบทำ

“หัวผมยุ่งหมดแล้วนะ” ผมมุ่ยหน้าให้อีกคน

“จะได้เหมือนเด็กบื้อจริงๆงไง”

“พี่อะ!”

“ดูหนังกันไหมวันนี้หรือจะกินข้าวก่อน”

“พี่เลี้ยงใช่ไหมครับ”

“เออ ไม่ต้องมาทำตาลุกวาวหรอก ก็บอกแล้วว่าวันนี้กูพามาเลี้ยง”

“งั้นกินข้าวก่อนก็ได้ครับ กินเสร็จแล้วค่อยไปดูหนังต่อ” ผมตอบอย่างมั่นใจ สำหรับผมแล้วไม่ว่าจะมีกี่ตัวเลือกก็ตามผมต้องเลือกเรื่องกินมาก่อนอยู่แล้ว

“เด็กเห็นแก่กิน” พี่ศรดึงแก้มผมจนยืดติดมือ

“อือ…พี่” ผมปัดมือพี่ศรออกก่อนจะถูที่แก้มแรงๆเพราะพี่ศรดึงเล่นจนเจ็บไปหมด “ผมไม่ได้เห็นแก่กินนะครับ แต่กองทัพมันต้องเดินด้วยท้องนี่น่า”

พี่ศรน่ะถึงชอบว่าผมว่าเห็นแก่กินแต่ก็ยอมพาผมไปเลี้ยงข้าวอยู่ดี แถมยังให้ผมเลือกร้านเองด้วย มื้อนี้ก็เลยกลายเป็นมื้อที่ผมมีความสุขมากๆเพราะเป็นการออกมากินข้าวข้างนอกครั้งแรกเลย เป็นครั้งแรกที่มากับพี่ศรด้วยแถมพี่ศรยังใจดีและน่ารักมากๆเลย

“อยากดูหนังเรื่องอะไร” ตอนนี้พวกเรามาหยุดกันอยู่ตรงที่ไหนสักที่ ตรงนี้น่าจะเป็นโรงหนังละมั้ง พี่ศรกำลังไล่ดูรายชื่อหนังตรงหน้าจอรายการ ส่วนผมตอนนี้ไม่สนใจอะไรแล้วนอกจากน้ำอัดลมกับป็อปคอร์นถังใหญ่ที่พี่ศรซื้อให้

“ไม่รู้ครับ พี่เลือกเลยก็ได้”

“ได้ยังไงละ วันนี้กูอุตส่าห์พามึงออกมาข้างนอกทั้งทีจะให้กูเลือกคนเดียวได้ยังไง”

“ก็ผมไม่รู้นี่ครับว่าจะดูเรื่องไหน อีกอย่างผมก็ไม่ค่อยได้ดูหนังด้วย”

“ถ้าไม่สนุกอย่ามาบ่นกูแล้วกัน”

“ครับบบ!” ผมลากเสียง

ผมไม่มีทางว่าพี่หรอกครับ ไม่ว่าพี่ศรจะทำอะไร เลือกอะไรหรือชอบอะไรผมก็เห็นด้วยทั้งนั้น ก็ผมเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่งของพี่เลยนะไม่มีทางที่ผมจะขัดใจพี่หรอก

หนังที่พี่ศรเลือกดูเป็นแนวไซไฟอย่างที่พี่ศรชอบ รอบที่เราเลือกคนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่เพราะเหมือนจะเป็นรอบแรกๆของวันที่เริ่มฉาย พี่ศรดูท่าทางแล้วจะชอบหนังแนวนี้มากๆเลย ตอนนี้อีกคนมองไปที่หน้าจอที่กำลังฉายฉากต่อสู่อยู่อย่างไม่กระพริบตา

ปัง! ปัง!...บึ้ม!

“เชี่ย!” จะเป็นเพราะหนังมันสมจริงมากๆหรือระบบเสียงที่นี่ดีเกินไปก็ไม่รู้ พอถึงฉากต่อสู้ของหุ่นยนต์ที่ทั้งเรื่องไม่ยิงกันก็ปาระเบิด ยิ่งเสียงระเบิดมันดังจนเล่นเอาผมตกใจจนต้องเผลอร้องออกมา

“ตกใจอะไรหนังต่อสู้นะไม่ใช่หนังผี”

                “ก็เสียงมันดังนี่ครับ” ผมมองหน้าพี่ศรอย่างอายๆ สายตาพี่ศรตอนนี้มันดูแปลกๆ จนเมื่ออีกคนยิ้มมุมปากออกมาผมถึงได้รู้

                “เอ่อ…แหะๆ ขอโทษครับ” ผมค่อยๆคลายมือออก เมื่อกี้ตอนตกใจผมเผลอไปกอดเข้าที่แขนของพี่ศรซะแน่นเลย รู้สึกอายชะมัด แค่ตกใจเพราะฉากยิงกันก็แย่พออยู่แล้ว วันนี้ยังไปโดนตัวพี่ศรตั้งสองครั้ง

                “เด็ก”

                “ครับ? พี่ว่าอะไรนะ”

                “กูบอกว่ามึงน่ะเป็นเด็ก แบบนี้ยังจะมาเรียนไกลบ้านอีก”

                “…” ผมเลิกคิ้ว นี่ผมกำลังโดนด่าอยู่ถูกไหม

                “ดูแลตัวเองก็ไม่ได้” พี่ศรว่าต่อ

                “อะไรเล่า ก็แค่ตกใจนิดเดียวเอง”

                “ทำหน้ามุ่ยอีกละ นี่ไงถึงบอกว่าเด็ก”

                “ก็พี่ว่าผมอ่ะ”

                “แล้วมันจริงไหมละ”

                “…” มันก็…จริงอยู่นั้นแหละ แต่ไม่เห็นจะต้องมาว่ากันเลย ผมจะงอนพี่ศรแล้วนะ

                “แต่ก็ช่างเหอะ ถ้ายังอยู่ด้วยกัน…”  เอ้า! อย่าเว้นช่วงสิพี่คนกำลังรอฟัง “กูจะปกป้องมึงเอง”    

                “พี่ว่าอะไรนะ” คนก็อุตส่าห์ตั้งใจฟัง ประโยคสุดท้ายดันมาพูดเสียงเบาจนฟังไม่ได้ยินซะอีก

                “ไม่มีอะไร เงียบได้แล้วกูจะดูหนัง” ซะงั้น ตัวเองมาพูดให้อยากฟังเองแท้ๆ พอถามก็มาทำหน้านิ่งใส่เฉย

                ไม่รู้ว่าที่พี่ศรพูดเมื่อกี้น่ะจะว่าผมหรือเปล่า คงไม่หรอกมั้ง ก็ตอนนี้พี่ศรน่ะแอบมีรอยยิ้มมุมปากให้เห็นหน่อยๆด้วย เพราะฉะนั้นพี่ศรพูดเมื่อกี้ก็คงจะเป็นเรื่องดีแหละมั้ง สงสัยคงจะอายละสิท่าถึงได้ทำหน้านิ่งๆกลบเกลื่อนแบบนั้น

เฮ้อ! ช่างเถอะเอาไว้ค่อยถามใหม่อีกทีแล้วกัน

“หนังสนุกจังเลยนะครับ” ผมบอกพี่ศรระหว่างทางเดินออกจากโรงหนัง ตอนนี้เราดูหนังกันจบแล้ว ยอมรับว่าหนังเรื่องนี้พอตอนท้ายๆผมลองที่จะตั้งใจดูก็พบว่ามันก็สนุกจริงๆ มิน่าละพี่ศรถึงได้ชอบหนังแนวนี้

“เหรอ ตอนแรกเห็นกลัวไปหมดทุกฉาก” แนะ! แซวน้องอีก

“ก็ตอนแรกมันตกใจนี่ครับ พอดูไปสักพักก็เริ่มชินแล้วก็ชอบไปเอง”

“ถึงบอกไงว่ามึงมันเด็ก” อะไรเล่าโดนว่าอีกละ

“พี่ชอบหนังแนวนี้เหรอครับ ผมเห็นพี่ตั้งใจดูตลอดเลย”

“ไม่ตลอดหรอก ก็มีตอนเด็กที่ไหนไม่รู้มาเกาะแขนทำเอาดูไม่รู้เรื่องเลย”

“พี่อ่ะ…ก็ผมตกใจนี่น่า ตอนหลังๆผมไม่ตกใจแล้วไหมละ”

“หึ!” พี่ศรยิ้มมุมปากยื่นมือมาดึงแก้มผมเล่นอีกแล้ว

“ไว้วันหลังพี่พาผมมาดูอีกนะครับ”

“ทำไม ชอบดูหนังแนวนี้แล้วไง”

“ชอบสิครับ ชอบมากๆเลยด้วย พี่คงไม่รู้หรอกว่าพี่ชอบอะไรผมก็ชอบแบบนั้นแหละ” ถึงตอนนี้พี่ศรนิ่งเงียบไปจนผมแอบตกใจ ไม่รู้ผมพูดอะไรผิดหรือพูดอะไรให้อีกคนไม่พอใจอีกหรือเปล่า

“รู้แล้ว”

“ครับ? รู้อะไรเหรอครับ” ผมขมวดคิ้วถาม

“ก็รู้ว่ามึงชอบในสิ่งที่กูชอบ”

“…” พี่ศรพูดอะไรแปลกๆอีกแล้ว

“ขอบใจนะ”

“ขอบใจผมเหรอครับ เรื่องอะไรครับ” อยู่ดีๆก็มาขอบใจผมเรื่องอะไร แล้วที่บอกว่ารู้แล้วพี่ศรหมายถึงเรื่องอะไรที่ว่ารู้แล้ว

หมับ!

และสิ่งที่เลือกทำก็คงไม่พ้นการยื่นมือออกไปวางสัมผัสบนหน้าฝากของอีกคน

“ตัวก็ไม่ร้อนนะ”

“นี่แน่”

“โอ้ย!” พี่ศรดีดหน้าผากผมอีกแล้ว

“คิดจะทำอะไร”

“ก็วันนี้พี่ดูแปลกๆอ่ะ ดูใจดีแปลกๆ มองผมแปลกๆ แล้วก็พูดจาแปลกๆด้วย ผมก็แค่จะลองวัดอุณหภูมิพี่ดูว่าไม่สบายหรือเปล่า”

“จะเอาอีกทีไหม”

“ไม่เอาแล้วครับๆ” ผมรีบร้องห้ามเมื่อเห็นว่าพี่ศรยกมือขึ้นจะมาดีดหน้าผากผมอีกแล้ว ผมจะไม่ลองดีกับนิ้วของนักธนูเด็ดขาด ดีดทีรู้สึกเหมือนโดนไม้หน้าสามฟาดเลย

“ดูหนังเสร็จแล้วอยากไปไหนต่อไหม”

“ผมอยากไปร้านเครื่องเขียนครับ อยากได้เครื่องเขียนใหม่”

“แล้วทำไมไม่ซื้อที่มหา’ลัย”

“โหย ไม่เอาครับ ที่มหา’ลัยมีแต่ลายไม่สวย อีกอย่างทุกอันมีตรามหา’ลัยทั้งนั้นเลย ผมอยากได้ลายอื่นๆที่มันสวยๆบ้าง”

“เครื่องเขียนต้องเลือกลายด้วยหรือไง ไม่ใช่แค่เขียนๆไปแค่นั้นเหรอ มันก็เหมือนกันนั้นแหละ”

“ไม่เหมือนนะครับ” ผมเถียง “เครื่องเขียนน่ะมันก็เหมือนเครื่องประดับนั้นแหละครับ ถ้าเราได้ลายที่ถูกใจเราก็จะชอบและดีใจมากๆ อยากจะจับอยากจะใช้มันบ่อยๆ พี่อย่าทำเป็นเล่นไปนะผมน่ะสอบได้เกรดดีๆเพราะใช้วิธีนี้เลยนะ”

“เหอะ! ท่าจะเป็นเอามากนะมึงเนี่ย”

 “ฮือออ! พี่ศรอ่ะ ดึงแก้มผมเล่นอีกแล้วนะ”

“ก็มึงมันทำตัวเป็นเด็ก ต่อไปนี้ซ้อมวิ่งทุกวันเลยนะ แก้มย้วยจะติดมือกูมาแล้ว”

“พี่อะ!”

ผมมุ่ยหน้าใส่พี่ศรอย่างไม่ชอบใจ นี่ก็ซ้อมวิ่งทุกวันอยู่แล้วเหอะ อีกอย่างผมไม่ได้ใช้แก้มวิ่งแข่งสักหน่อยเหอะ ถ้าแก้มผมมันจะยืดมันก็ยืดเพราะพี่ดึงเล่นบ่อยๆนั้นแหละ

“มัวแต่ทำหน้าเป็นตูดลิง จะไปไหมร้านเครื่องเขียน”

“ไปครับบบ” ผมลากเสียงตอบ ถึงจะมุ่ยหน้าให้พี่ศรในตอนแรก แต่พออีกคนบอกว่าจะยอมพาไปร้านเครื่องเขียนความรู้สึกผมก็เปลี่ยนไปทันทีเลย ถ้าพี่ศรจะพาไปเครื่องเขียนจะดึงแก้มผมเล่นเท่าไหร่ก็ได้เลย ผมยอม

“ปล่อย!”

“…”

“ปล่อยนะ!” ระหว่างทางเดินไปร้านเครื่องเขียน ผมเดินตามพี่ศรต้อยๆอย่างคนไม่รู้ทางจนกระทั้งมาสะดุดเข้ากับเสียงที่ดังมาจากด้านที่เหมือนจะเป็นทางเดินเข้าไปยังห้องน้ำ

“ดูอะไร” เมื่อเห็นว่าผมหยุดเดินตามพี่ศรเลยเดินย้อนกลับมาถาม

“พี่ว่าเขามีเรื่องกันหรือเปล่าครับ” ผมชี้ไปทางด้านที่เกิดเสียง ภาพที่เห็นคือมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนล้อมผู้หญิงอีกคนอยู่ เหมือนกำลังยื้อแย่งอะไรบางอย่างกันอยู่ด้วย

“เราควรเข้าไปช่วยเขาดีไหมครับ” ผมเงยหน้าขึ้นถามพี่ศร

“เขารู้จักกันหรือเปล่า อาจจะเรื่องส่วนตัว….” แต่ในระหว่างที่พี่ศรยังพูดไม่ทันจบเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้น

“ช่วยด้วยคะ!”

“อย่าร้อง”

เพี้ยะ! จนเสียงดังจากแรงตบพร้อมกับร่างของผู้หญิงคนนั้นที่ทรุดนั่งลงกับพื้น

“เชี่ย!” ผมเผลอร้องอุทานออกมา “พี่ศร…” กำลังจะหันไปขอความเห็นจากพี่ศรแต่พอหันมาอีกทีตอนนี้พี่ศรหายแล้ว ผมหันซ้ายหันขวาถึงได้เห็นว่าพี่ศรวิ่งไปกระโดนถีบไอ้ผู้ชายคนนั้นแล้ว

“เฮ้ยมึงใครวะ มาเสือกอะไรกับเรื่องของผัวเมีย” ชายคนนั้นที่ถูกพี่ศรกระโดดถีบเข้าเต็มแรงลุกขึ้นโวยวาย

“ไม่ใช่นะคะพี่ หนูไม่ได้เป็นอะไรกับมัน ไอ้นี่มันจะมากระชากกระเป๋าหนูคะ” ผู้หญิงคนนั้นว่า

“อีนี่!...โอ้ย!” ผู้ชายคนนั้นดูโมโหมาก เขาง้างมือจะตบผู้หญิงคนนั้น แต่โชคยังดีที่พี่ศรคว้ามือมันไว้ได้ทันก่อนจะออกแรงรวบตัวผู้ชายคนนั้นไว้ในท่าที่ถูกจับเอามือไขว้หลัง แต่มันก็นิ่งสงบอยู่ได้ไม่นาน ก่อนที่ไอ้โจรนั้นจะออกแรงดิ้นจนหลุดจากการจับกุมของพี่ศรแล้ววิ่งหนีไปเลย

“พี่ศร” ผมวิ่งตามเข้าไปสมทบ

“ของคุณครับ” พี่ศรก้มลงหยิบกระเป๋าสะพายที่โจรมันทิ้งเอาไว้คืนให้ผู้หญิงคนนั้น เธอดูมีอาการตกใจมากๆเพราะยังตัวสั่นอยู่เลย ถ้าผมเป็นเธอก็คงตกใจเหมือนกันที่เจอเหตุการณ์แบบนั้น

“ขอบคุณมากนะคะ” ผู้หญิงเจ้าของกระเป๋ากล่าวคำขอบคุณ เธอพยายามจะมอบเงินให้พี่ศรเป็นรางวัลแต่พี่ศรไม่ยอมรับ เรื่องก็จบลงด้วยการขอบคุณกันปกติก่อนที่พวกเราจะแยกกัน

“เมื่อกี้พี่โคตรเท่เลยนะครับ ตอนพี่วิ่งเข้าไปกระโดดถีบไอ้โจรนั้น ผมอยากจะเอามือถือขึ้นมาถ่ายวิดีโอไว้จริงๆ”

“พูดเกินไปละมึง”

“จริงๆนะครับ ก็พี่เท่จริงๆนี่น่า ผมบอกแล้วไงว่าพี่ศรของผมน่ะเก่งที่สุดแล้ว”

“เป็นอะไรกับกูละถึงมาพูดว่าพี่ศรของผมน่ะ” พี่ศรถามยิ้มๆ มองผมด้วยสายตาแปลกๆอีกแล้ว จะแกล้งอะไรเราอีกแน่เลย

“ก็เป็นแฟนคลับอันดับหนึ่งของพี่ไงครับ” แล้วผมก็ทำท่าปล่อยแสงของอุลตร้าแมนให้พี่ศรดู สิ่งที่ได้กลับมาก็มีเพียงแค่การถอนหายใจแรงๆแล้วก็เดินหนีผมไปเลย

เอ้า! ซะงั้น คนอุตส่าห์ชมแท้ๆ

“พี่ศรรอผมด้วย!”

จะว่าไปวันนี้พี่ศรดูหล่อกว่าทุกวันเลย ไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่ที่จะเห็นพี่ศรแต่งชุดไปเที่ยวหล่อๆแบบนี้ ยิ่งวันนี้พี่ศรทำความดีเป็นฮีโร่มายิ่งทำให้พี่ศรดูหล่อกว่าเดิมหลายเท่าเลย แต่สำหรับผมไม่ว่าพี่ศรจะแต่งตัวยังไง ใส่ชุดอะไรก็หล่อสำหรับผมหมดแหละ

พี่ศรพาผมมาเลือกซื้อเครื่องเขียนใหม่ๆหลายชิ้นเลย ตอนแรกพี่ศรบอกว่าจะออกตังให้แต่ผมไม่ยอม เรื่องอะไรจะมาให้พี่ศรจ่ายตังให้ผมล่ะ นี่มันปากกากับเครื่องเขียนของผมเองทั้งนั้น แค่วันนี้พี่ศรออกค่าแท็กซี่ให้ พามาเลี้ยงข้าวกับเลี้ยงหนังผมก็เกรงใจจะแย่ แต่ถึงจะบอกไปว่าไม่ให้พี่ศรจ่ายให้พี่ศรก็ยังยืนยันจะจ่ายให้อยู่ดี จนผมต้องโกหกว่าไปเข้าห้องน้ำแล้วแอบเอาเครื่องเขียนที่จะซื้อมาจ่ายเงินเอง ตอนแรกพี่ศรรู้ก็บ่นผมตามเคยนั้นแหละ แต่โดนบ่นก็ยังดีกว่าให้พี่ศรจ่ายเงินให้ แบบนั้นเกรงใจแย่

“ได้เครื่องเขียนแล้วจะไปไหนต่อไหม”

“ไม่ครับ เรากลับกันเลยก็ได้ พี่พาผมมาเที่ยวทั้งวันแล้วผมเกรงใจ”

“อืม งั้นกลับเลยก็ได้”

“ครับ” ผมพยักหน้ารับ

“มานี่” พี่ศรยื่นมือออกมา

“อะไรเหรอครับ”

“เอาของมานี่เดี๋ยวกูถือให้เอง” พี้ศรส่งสายตากดดั้นมาให้ ผมก้มลงมองตามสายตานั้นก่อนจะกระชับถุงเครื่องเขียนกับหนังสือสองสามเล่มที่ซื้อมาไว้กับตัวแน่น

“ไม่ให้ครับผมถือเองได้”

“ตัวเล็กเท่าลูกหมาจะถือของเยอะแยะขนาดนั้นได้ยังไง ส่งมานี่”

“ไม่ครับ”

“ดื้อวะ” พี่ศรยื่นมือมาจะคว้าเอาถุงเครื่องเขียนของผมไปถือให้ได้แต่ผมเบี่ยงตัวหลบได้ก่อน

“ไม่ให้ครับ ผมถือเองได้จริงๆ”

หมับ!

พี่ศรจัดการหยุดผมที่เอาแต่เบี่ยงตัวหลบพี่เขาไปมาด้วยการจับข้อแขนทั้งสองข้างของผมไว้ก่อนที่เราจะสบตากัน

“ถ้าไม่ให้กูถือให้ดีๆ กูจะถือทั้งถุงทั้งมึงเลยดีไหม”

“…”

“จะส่งมาให้กูช่วยถือดีๆหรือจะให้กูอุ้ม” อะ…อุ้มเหรอ กลางห้างเนี่ยนะ ไม่มั้งพี่ศรคงไม่ทำแบบนั้นหรอก ใครจะไปกล้าละจริงไหม แต่ทำไม…สายตาที่พี่เขามองมามันถึงทำให้ผมรู้สึกว่าพี่เขา…พูดจริงๆยังไงก็ไม่รู้

และสุดท้ายผมก็ต้องยอมแพ้พี่ศรแต่โดยดี ถุงเครื่องเขียนและหนังสือทั้งหมดที่ผมเคยถือก็ย้ายไปอยู่ในความดูแลของพี่ศรเรียบร้อย ถุงสองสามใบที่ผมใช้มือถือถึงสองข้างเพราะมันก็แอบหนักเอาเรื่องเหมือนกัน พอมันไปอยู่ในมือที่ศรมันดูเหมือนเบาไปเลยเพราะพี่ศรใช้มือแค่ข้างเดียวก็ถือของพวกนั้นไว้ได้หมดเลย

หรือเราควรจะไปเล่นกล้ามเพิ่มดีนะ พอกล้ามใหญ่แบบพี่ศรแล้วจะถืออะไรก็ดูเบาไปหมดเลย

ตอนขามาเมื่อเช้านี้ว่ารถติดแล้วนะ ตอนนี้ขากลับรถติดยิ่งกว่าอีก ติดแบบติดหนึบ ติดไม่ขยับ ติดเหมือนจะเข้าแข่งขันชิงรางวัล ผมกับพี่ศรยืนรอรถแท็กซี่ที่จุดรอรถมาเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีรถมาเลย

“เราเดินกันไปไหมครับพี่ศร” จนสุดท้ายเป็นผมที่ถาขึ้น ตอนขามาแอบสังเกตว่าสยามกับมหา’ลัยของผมก็ไม่ได้ไกลกันเท่าไหร่ ถ้าเดินไปเรื่อยๆก็คงไม่เหนื่อยเท่าไหร่หรอกมั้ง

“จะไหวเหรอมึงนะ” พี่ศรถาม

“ไหวสิครับ พี่อย่าลืมนะว่าผมเป็นนักวิ่งนะครับ ขาของผมถึงจะเล็กแล้วก็สั้นกว่าของพี่ แต่ผมรับรองว่าเรื่องความอดทนผมไม่แพ้พี่แน่นอน”

“ให้มันจริงอย่างที่โม้เถอะ”

“จริงๆนะครับ ผมน่ะวิ่งร้อยเมตรยังไม่หอบเลย เรื่องอื่นผมอาจจะไม่ได้เรื่อง แต่เรื่องวิ่งนะผมไม่แพ้ใครเลย”

สิ่งที่ได้กลับมาจากพี่ศรคือการถอนหายใจแรงและส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ถ้าพี่จะทำขนาดนั้นด่าผมมาเถอะครับ

แต่ถึงจะคิดแบบนั้น ระหว่างทางผมแอบชำเลืองมองหน้าพี่ศรและแอบยิ้มเล็กๆกับตัวเองหลายครั้ง

ขอบคุณพี่มากนะครับพี่ศร ผมไม่เคยเสียใจเลยที่ตัดสินใจมาหาพี่ที่นี่ ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้พี่ ทุกครั้งที่ได้รู้จักพี่มากขึ้น เรื่องวิ่งน่ะพี่อาจจะคิดว่าผมโม้แต่ผมพูดจริงๆนะครับ ที่ผมทำได้อย่างทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณพี่มากๆเลย เพราะพี่เป็นแรงบันดาลใจของผม เป็นกำลังใจ เป็นแรงผลักดัน ถึงพี่จะไม่เคยรู้ตัวมาก่อนก็เถอะ แต่ยังไงผมก็ขอบคุณพี่มากๆเลยนะครับที่เข้ามาทำให้โลกของผมเปลี่ยนไป

สำหรับผมแล้ว พี่ศรน่ะเป็นคนที่เลเวลความหล่อผมให้สิบ เลเวลความเท่ก็ให้เต็ม แต่สำหรับวันนี้เลเวลความน่ารักผมให้พี่ร้อยไปเลยแล้วกันครับ





___________

จริงพี่ศรก็เป็นคนน่ารักเหมือนกันนะ ^^


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว