ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 10 เอาคืน

ชื่อตอน : บทที่ 10 เอาคืน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 16:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 10 เอาคืน
แบบอักษร

บทที่ 10

คนลามก

เย็นวันนั้นเว่ยเจียเล่อก็ให้รองหัวหน้าพ่อบ้านหวังนำสมุดบัญชีนับสิบเล่มมาให้ บ่าวรับใช้สองสามคนทยอยขนสมุดบัญชีเข้ามาวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ หรงเมิ่งอิงระหว่างยืนรอก็ลอบมองสำรวจเหลียงหลินฮวาที่ยืนข้างซูฮุ่ยจูแวบหนึ่ง ตัดใจยังไม่พูดคำใดแต่เอ่ยปากกับหวังรุ่นอานแทน

“รองหัวหน้าพ่อบ้านหวัง นี่เป็นสมุดบัญชีทั้งหมดหรือ”

“เรียนว่าที่ฮูหยิน นี่เป็นสมุดบัญชีที่บันทึกในช่วงสามปีมานี้เท่านั้น” หวังรุ่นอานตอบ “หากว่าที่ฮูหยินยังต้องการดูมากกว่านี้ควรต้องไปที่ห้องทำงานของท่านประมุขเอง”

ไปที่ห้องทำงานของเว่ยเจียเล่อนะหรือ? หรงเมิ่งอิงรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย รู้ดีว่าตนยังไม่พร้อมพบหน้าเขาในยามนี้จึงทำเพียงยิ้ม

“ไม่เป็นไร ยามนี้ข้าต้องการเพียงเท่านี้ก่อน”

ครั้นหวังรุ่นอานขอตัวกลับไปแล้ว หรงเมิ่งอิงจึงนั่งลงที่โต๊ะ มองเหลียงหลินฮวาก่อนพูดขึ้น

“เจ้าอยู่ที่นี่มานานแล้วหรือ”

“ตั้งแต่เด็กเจ้าค่ะ” เหลียงหลินฮวาตอบเบา ๆ “เดิมทีบ่าวเป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในหมู่บ้านข้างล่าง รองหัวหน้าพ่อบ้านหวังมาพบเข้าจึงชวนมาทำงานในพรรคเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นเจ้าคงรู้เรื่องที่ท่านประมุขต้องคำสาป”

“พอทราบบ้าง ว่าที่ฮูหยิน”

“ท่านประมุขต้องสาปตั้งแต่เมื่อใด” หรงเมิ่งอิงสายตากวาดอ่านสมุดบัญชี หูตั้งใจฟัง “แล้วเหตุใดจึงต้องคำสาป”

“เรื่องนี้บ่าวก็มาไม่ทันเจ้าค่ะ” เหลียงหลินฮวาทำท่าครุ่นคิด “ได้ยินว่าท่านประมุขต้องสาปในวันที่ประมุขพรรคกับฮูหยินคนก่อนสิ้นชีวิต ส่วนเรื่องเหตุใดต้องคำสาป...ฟังว่าเป็นเพราะท่านประมุขไปทำให้ใครบางคนไม่พอใจ”

 หรงเมิ่งอิงถอนสายตาจากสมุดบัญชี เว่ยเจียเล่อไปทำให้ใครบางคนไม่พอใจเช่นนั้นหรือ? เรื่องนี้ใช่เกี่ยวข้องกับภาพปักรูปดอกโบตั๋นหรือไม่? แล้วเหตุใดเว่ยเจียเล่อจึงถูกสาปในวันที่บิดากับมารดาเขาสิ้นชีวิตกัน?

“เอาเถอะ” นางถอนใจ ช่างเรื่องของเว่ยเจียเล่อไปก่อน ยามนี้ควรตั้งใจตรวจสอบบัญชี “เจ้าเพิ่งเข้ามารับใช้ข้า เรื่องหน้าที่ให้ซูฮุ่ยจูช่วยแบ่งให้ หากสงสัยเรื่องใดก็ให้ถามนาง”

“ทราบแล้ว ว่าที่ฮูหยิน”

หรงเมิ่งอิงดีดลูกคิดอยู่พักหนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับเหลียงหลินฮวา เอ่ยยิ้ม ๆ

“ทำงานกับข้าไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องยากมีเพียงเรื่องเดียว...ข้าต้องการคนที่ซื่อสัตย์”

เหลียงหลินฮวารีบค้อมศีรษะ ยิ้มตอบอย่างนอบน้อม

“ว่าที่ฮูหยินไม่ต้องเป็นกังวล บ่าวจะซื่อสัตย์ต่อว่าที่ฮูหยินเพียงคนเดียว”

“พวกเจ้าไปเถอะ” หรงเมิ่งอิงสีหน้าไม่เปลี่ยน ครั้นทั้งห้องไม่มีใครก็ก้มลงสนใจกับการคำนวณตัวเลขต่อ ก่อนหน้านี้ตอนที่ครอบครัวนางยังอยู่พร้อมหน้า บิดานางเป็นพ่อค้าใหญ่ พี่สาวทำหน้าที่ดูแลเรื่องการค้าและการขนส่ง ส่วนตัวนางทำหน้าที่ดูแลเรื่องบัญชี งานที่เว่ยเจียเล่อมอบให้ทำจึงไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจเลยสักนิดเดียว

หรงเมิ่งอิงเผลอชะงักใจลอย นางนึกถึงเรื่องเมื่อตอนเย็น รู้สึกว่าตนเองไร้ยางอายเป็นอย่างยิ่ง แต่ครั้นนึกได้ว่าที่ผ่านมาเคยจงใจเบียดแนบกายเขามาแล้ว เพียงแตะริมฝีปากกับแก้มเขาก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นเรื่องน่าอายสักเท่าใดกระมัง

“เจ้า...ทำอะไร” หรงเมิ่งอิงราวกับจะได้ยินเสียงของเขาดังก้องขึ้น นางรีบยกมือขึ้นปิดปาก ใบหน้าแดงเรื่อน้อย ๆ จำได้ดีว่าแก้มของเขาอุ่นยิ่งนัก ยามที่ริมฝีปากของนางแตะทาบลงไปไอร้อนผ่าวแปลกประหลาดสายหนึ่งก็พุ่งโจมตีนาง ในอกจึงพานร้อนวาบซาบซ่านไปด้วย อา...แก้มเขายังอุ่นถึงเพียงนี้ ริมฝีปากเขาจะอุ่นถึงเพียงไหน

หรงเมิ่งอิงสะดุ้งเฮือก รีบเขกศีรษะตนเองซ้ำ ๆ ใบหน้าที่เดิมทีแดงอยู่แล้วยิ่งแดงปลั่ง

คิดฟุ้งซ่านถึงเพียงนี้ นางสมควรตายจริง ๆ!


ยามเหม่า [05.00 น.-06.59 น.] หรงเมิ่งอิงถูกสาวใช้ปลุกขึ้นโดยบอกว่าเว่ยเจียเล่อส่งคนให้มาตามอีกทีหนึ่ง สามนายบ่าวเดินตามหลังบ่าวรับใช้ไปทางด้านหลังของคฤหาสน์ อ้อมตัดเข้าสู่ป่าของเนินเขา ความมืดยังปกคลุมอยู่รอบด้าน มองไปทางใดล้วนชวนเสียวสันหลัง ยังดีที่หันไปด้านหลังแล้วพบว่าฉงเหอกำลังเดินกุมกระบี่ตามมาอยู่เงียบ ๆ

เดินไปอีกครู่หนึ่ง ศิษย์ขั้นหนึ่งสองสามคนก็วิ่งเรียงแถวขึ้นเนินเขามา มีศิษย์ขั้นสองวิ่งไล่หลังร้องตะโกนว่า

“เจ้าพวกลูกเต่า วิ่งช้าเกินไปแล้ว!”

“ฉงเหอ” หรงเมิ่งอิงเขม้นตามองคนกลุ่มนั้น “นี่ก็เป็นกิจกรรมรับศิษย์น้องหรือ”

“ใช่แล้วขอรับ” ฉงเหอชี้นิ้วให้ดูคนอีกสองสามกลุ่มที่กำลังวิ่งขึ้นเนินเขามา “ศิษย์พี่ขั้นสองจะมีศิษย์น้องขั้นหนึ่งประจำตนประมาณหนึ่งถึงสามคนขอรับ ศิษย์ขั้นหนึ่งเหล่านี้ต้องทำตามคำสั่งศิษย์พี่ทุกอย่างจึงจะได้รับการยอมรับ”

หรงเมิ่งอิงแทบตื่นเต็มตา

ที่เว่ยเจียเล่อเรียกนางมา นี่ไม่ใช่ว่า...

“เหตุใดจึงต้องทำตนให้ได้รับการยอมรับด้วยเล่า” นางถามอย่างขัดใจอยู่บ้าง อายุศิษย์ขั้นหนึ่งกับศิษย์ขั้นสองก็ห่างกันไม่มากนัก เหตุใดจึงมีอำนาจบังคับศิษย์ขั้นหนึ่งถึงเพียงนี้ “จะไม่ทำตามคำสั่งก็ไม่ได้หรือ”

“หากศิษย์ขั้นสองยอมรับ ศิษย์ขั้นหนึ่งจะมีศิษย์พี่คอยดูแลและถ่ายทอดเคล็ดลับเพิ่มเติมจากที่อาจารย์สอนขอรับ”

“ใครเป็นผู้คิดเรื่องเหล่านี้กัน”

ฉงเหอคงรู้สึกถึงน้ำเสียงไม่พอใจของว่าที่ฮูหยิน จึงตอบเสียงลำบากใจ

“เป็นท่านประมุขขอรับ...”

ว่าที่สามีนางอีกแล้ว! เหตุใดจึงได้ชอบสรรหาวิธีการใช้อำนาจมาบังคับผู้อื่นนักนะ?

หรงเมิ่งอิงบ่นในใจอย่างหงุดหงิด เกือบสองเค่อถัดมาก็เดินมาถึงลำธารสายหนึ่ง แสงสว่างที่ยังมีไม่มากทำให้ไม่อาจมองเห็นได้ชัดนักว่าลำธารนี้เป็นอย่างไร แต่คาดเดาเอาว่าคงเป็นลำธารที่ไหลมาจากน้ำตกเมฆมรกต น้ำตกเมฆมรกตนี้อยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งพรรคหมอกอัสดงมากนัก เดินทางประมาณหนึ่งชั่วยามก็ไปถึง ที่ผ่านมาหรงเมิ่งอิงยังไม่เคยไปเยือนเลยสักครั้ง อาศัยเพียงคำบอกเล่าจากผู้อื่นเท่านั้น

หรงเมิ่งอิงกวาดตามองโดยรอบ บริเวณตลิ่งริมน้ำมีถังใส่ผ้ากับกระบองไม้ตั้งอยู่ ครั้นสายตาพอปรับแสงได้แล้วก็เห็นองครักษ์ของเว่ยเจียเล่อสองคนกำลังนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณอยู่บนก้อนหิน แต่ไม่รู้เจ้านายของสองคนนั้นอยู่ที่ใด นางเพ่งตาหาอยู่นานก็ยังไม่พบเสียที

“ท่านประมุข ข้ามาแล้ว” นางตะโกนขึ้น แม้ใช้เสียงไม่ดังมากนัก แต่เสียงก็ยังแผ่ไปได้ไกลไม่น้อย “เพิ่งเจอกันเมื่อตอนเย็น เช้าวันต่อมาก็เรียกหาข้าอีกแล้ว ท่านประมุขคิดถึงข้ามากหรือ”

เหลียงหลินฮวากับบ่าวรับใช้ที่ถือตะเกียงไม่เคยพบว่าที่ฮูหยินหน้าไม่อายเช่นนี้มาก่อน ทั้งคู่ทำหน้าประดักประเดิด ขณะที่ซูฮุ่ยจู ฉงเหอ กับองครักษ์อีกสองคนของเว่ยเจียเล่อกลับทำสีหน้าปกติ องครักษ์สองคนนั้นกระโจนจากก้อนหินวูบเดียวก็มายืนบนฝั่ง ทั้งคู่ประสานมือ

“คารวะว่าที่ฮูหยิน”

“ท่านประมุขเล่า?”

“ฝึกลมปราณอยู่ใต้น้ำขอรับ”

หรงเมิ่งอิงลูบแขนตนเองช้า ๆ อากาศยามนี้กำลังเย็น หากอยู่ใต้น้ำคงยิ่งเย็นจัดหลายเท่า นางรออยู่เพียงอึดใจร่างหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากน้ำจนเห็นคล้ายเส้นแสงหนึ่ง เว่ยเจียเล่อกระโดดลงเหยียบพื้นดิน ทั้งตัวเปียกชุ่มโชก น้ำหยดตามเส้นผมเป็นสาย เสื้อผ้ารั้งแนบกาย น่ามองอย่างบอกไม่ถูก

หรงเมิ่งอิงเผลอกัดริมฝีปากด้านใน กล้ามแขนและกล้ามอกตึงแน่นของเขาเชิญชวนให้นางอยากลูบไล้เต็มที

เว่ยเจียเล่อยกมือให้ผู้ติดตามคนอื่นถอยห่างออกไป

“ว่าที่ฮูหยิน” เขาหรี่ตามองนาง “อย่ามองข้าเช่นนั้น”

“ข้ามองท่านเช่นไรกัน ท่านคิดมากไปแล้ว”

“เจ้ามองข้าเหมือนเมื่อวานไม่มีผิด”

“เอ๊ะ” หรงเมิ่งอิงเผยอริมฝีปาก เหตุการณ์เมื่อวานตอนเย็นแล่นวาบเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ท่านกำลังพูดถึงสิ่งใดกัน...”

เว่ยเจียเล่อแตะแก้มซ้ายของตน เคาะปลายนิ้วช้า ๆ ราวกับเคาะลงกลางใจนาง

“เจ้าเอาปากมาแตะแก้มข้า”

“...” ไม่ต้องย้ำได้หรือไม่

“ว่าที่ฮูหยิน เจ้าจาบจ้วงนัก” เว่ยเจียเล่อลูบแก้มไปมา “เจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร”

“ข้าเพียง...” เหตุใดจู่ ๆ นางจึงรู้สึกเหมือนถูกเขาต้อนให้จนมุม หัวใจเต้นระทึกขึ้นมาจนพานพูดสิ่งใดไม่ออก “ข้าเพียงอยากแกล้งท่านประมุข”

เขาพยักหน้า ทำหน้าเชื่อถือ

“วิธีแกล้งของเจ้าประหลาดยิ่ง” เว่ยเจียเล่อชี้ถังไม้ “ไปซักผ้า”

“เจ้าคะ!?” หรงเมิ่งอิงหลุดอุทาน

“ซักผ้า” เขาย้ำ “กิจกรรมรับศิษย์น้องอย่างไรเล่า วันนี้ศิษย์พี่สั่งให้เจ้าซักผ้าให้”

หรงเมิ่งอิงมองถังไม้สลับกับมองหน้าเขา

“แต่ข้าซักผ้าไม่เป็น...”

เว่ยเจียเล่อไม่พูดคำใด เขาเอื้อมมือมาแตะไหล่นาง ออกแรงเบา ๆ เพียงครั้งเดียว ร่างเล็กก็ราวกับถูกผลักจนเกือบล้มหน้าคว่ำ หรงเมิ่งอิงหันมาตวัดสายตาดุดัน

“ท่านผลักข้า!”

“ข้ายังถีบเจ้าได้ด้วย”

“ท่านประมุขไม่รักหยกถนอมบุปผา [1] เอาเสียเลย!” นางขยี้ปลายเท้า “ทั้งที่ข้าเป็นว่าที่ฮูหยินของท่านแท้ ๆ”

เว่ยเจียเล่อยักไหล่

“ซักผ้าให้เรียบร้อยก่อนฟ้าจะสว่าง ห้ามเรียกพวกซูฮุ่ยจูให้มาช่วยเหลือ”

“หากข้าซักจนปวดมือเล่า!”

“เพียงปวดมือเท่านั้น หากแค่นี้ยังทนปวดมือไม่ได้ เจ้าจะทำสิ่งใดในยุทธภพได้อีก”

“ท่านก็อ้างเช่นนี้เสมอ!” หรงเมิ่งอิงเถียงอย่างดื้อดึง “เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันเหตุใดจึงไม่มีใจเมตตาต่อกันบ้างเล่า กฎที่ท่านตั้งทำให้พวกศิษย์พี่ขั้นสองได้ทีข่มศิษย์น้องขั้นหนึ่งหมดแล้วกระมัง”

“ว่าที่ฮูหยิน นี่เป็นวิธีฝึกให้ศิษย์น้องรู้จักอดทน” เขาอธิบาย สุ้มเสียงใจเย็น หรงเมิ่งอิงยังคงทำหน้ายุ่ง

“ซักผ้าให้ศิษย์พี่ทั้งที่เป็นงานของสาวใช้ก็ถือว่าเป็นการฝึกให้อดทนด้วยหรือ”

เว่ยเจียเล่อไม่นึกโกรธ ท่าทางหงุดหงิดของนางทำให้เขาอยากยื่นมือไปบีบแก้มมากกว่าจะลงโทษด้วยวิธีอื่น ขบขันเสียจนหัวเราะหึออกมาเบา ๆ

“ใช่”

“ข้าไม่ทำ!”

“เจอกันวันแรกเจ้าดื้อดึงอย่างไร วันนี้เจ้าก็ยังดื้อดึงเช่นเดิม” เขาทำเสียงเหนื่อยใจ “เจ้าจะไปซักผ้าดี ๆ หรือจะให้ข้าลงโทษเจ้าก่อนจึงจะยอมทำ”

หรงเมิ่งอิงกอดอก เชิดหน้า อยากรู้เช่นกันว่าเขาจะลงโทษนางอย่างไร

เว่ยเจียเล่อสืบเท้าเข้าหานางช้า ๆ แขนข้างหนึ่งสอดรัดเอวคอดให้ชิดใกล้ หรงเมิ่งอิงตัวแข็ง ทำตาโตมองใบหน้าที่ยื่นเข้าใกล้นางทีละน้อย

“ท่านประมุขจะทำอะไร!”

เว่ยเจียเล่อไม่ตอบ เขาใช้ดวงตาของตนตรึงสายตานางไว้ หรงเมิ่งอิงถูกดึงดูดจนสติเกือบหลุดลอย รู้สึกถึงบางสิ่งอันอ่อนนุ่มแตะลงบนพวงแก้มของนางเบา ๆ ริมฝีปากของเขาค่อนข้างเย็นชืดเนื่องจากเพิ่งขึ้นจากน้ำ ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาเป่ารดผิวแก้ม แม้เรียบง่ายแต่ก็มากพอจะทำให้หัวใจนางเต้นโลดจนเกือบกระดอนออกมาข้างนอก แก้มพลันแดงปลั่งอย่างน่าอาย

เว่ยเจียเล่อผละออก ได้ยินเสียงก้อนเนื้อในอกเต้นเสียงดังไม่ต่างกัน ใบหูร้อนอยู่เล็กน้อยแต่ยังฝืนรักษาสีหน้าของผู้ชนะเอาไว้

“หน้าแดงหมดแล้ว ว่าที่ฮูหยิน” เขายิ้มเยาะมุมปาก เลิกคิ้วท้าทาย “หากแค่นี้ยังทนเขินอายไม่ได้ ต่อไปจะรับมือกับว่าที่สามีได้อย่างไรกัน?”

หรงเมิ่งอิงยกมือขึ้นแตะแก้มตนเองตรงบริเวณที่ถูกเขากลั่นแกล้ง กะพริบตามองเขาปริบ ๆ ไม่แน่ใจว่าเมื่อครู่ตนคิดฝันไปเองหรือไม่

“ว่าที่ฮูหยิน” เสียงของเว่ยเจียเล่อทำให้นางได้สติ สะดุ้งสุดตัวอย่างตื่นตกใจ

“ท่านประมุข!” นางร้องเรียกได้แค่นั้นก็เงียบไปอีก

“เหตุใดยังไม่รีบไปซักผ้า?” เขาไล้พวงแก้มนางช้า ๆ ปลายนิ้วเขี่ยเล่นไปมาราวกับกำลังครุ่นคิด “หรือจะให้ข้าลงโทษเจ้าอีกจึงจะยอมไป?”

คราวนี้หรงเมิ่งอิงพุ่งกายไปนั่งริมโขดหินเพื่อซักผ้าในทันควัน ทั้งใบหน้าทั้งใบหูเป็นสีแดงลามไปจนถึงลำคอ

แย่แล้ว...นางโดนเขาเอาคืนเข้าเต็ม ๆ!

เว่ยเจียเล่อยืนกอดอกมองคนที่กำลังนั่งหน้าแดงด้วยรอยยิ้มขบขัน บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะหลุดลอดออกมาเป็นระยะ หรงเมิ่งอิงเดิมทีเขินอายไม่น้อยกับการถูกเว่ยเจียเล่อเอาคืน แต่ครั้นได้ยินเสียงหัวเราะของเขาก็รู้สึกเหมือนถูกหัวเราะเยาะ นางจึงทั้งหงุดหงิดทั้งรู้สึกเสียหน้า ล้วงผ้าออกจากถังมาจุ่มน้ำอย่างกระฟัดกระเฟียด ขยี้สองสามทีแล้วใช้กระบองไม้มานวดคลึงไปตามผ้า ริมฝีปากเม้มตึง

“ว่าที่ฮูหยินทำอะไร!” เว่ยเจียเล่อถามเสียงดัง ไม่รู้จะขำหรือจะหัวเสียดี “เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”

“ข้าซักผ้า” นางตอบเสียงขุ่นโดยไม่หันไป

“ใช้กระบองไม้นวดผ้าน่ะหรือคือซักผ้า”

“ก็ข้าไม่เคยซัก ท่านจะให้ข้าทำเป็นได้อย่างไร!” นางบ่น คราวนี้ถือกระบองไม้ในแนวตั้งแล้วตำลงบนผ้าดังปึก ๆ เว่ยเจียเล่อยกมือขึ้นนวดขมับช้า ๆ

“นั่นก็ผิดอีก!”

“ข้ารู้วิธีใช้แล้ว” หรงเมิ่งอิงเงื้อกระบอง หันขวับมามองเขา “เอาไว้ปาหัวท่านประมุขอย่างไรเล่า!”

“ว่าที่ฮูหยิน!” เว่ยเจียเล่อร้องลั่น อาจเพราะตื่นเช้าและได้แช่น้ำเย็นเป็นเวลานาน เขาจึงอารมณ์ดีไม่น้อย หัวเราะพรืด ๆ ไม่หยุด ไม่คิดถือสากับความก้าวร้าวของนาง “นั่นเอาไว้ตีผ้า”

หรงเมิ่งอิงหันกลับไปตีผ้า สีหน้าเคียดแค้นเหลือแสน นางเคยเป็นคุณหนูบุตรสาวพ่อค้าใหญ่มาก่อน ไม่จำเป็นต้องทำงานเช่นนี้ด้วยตนเอง ครั้นไปอยู่ในหอกล้วยไม้สวรรค์ก็ยังมีสาวใช้คอยทำงานต่าง ๆ ให้ มายามนี้กลายเป็นว่าที่ฮูหยินพรรคหมอกอัสดง ไม่นึกเลยว่าจะตกอับจนต้องมาซักผ้าเอง!

เว่ยเจียเล่อเดินมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ ก้มมองดวงหน้าที่กำลังทำแก้มป่อง ภายใต้แสงตะเกียงแก้มของนางขึ้นสีแดงเล็กน้อย ปลายจมูกเล็กเชิดขึ้น ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าเพราะโทสะ เขามองจนพอใจแล้วก็หันหน้าไปอีกทางหนึ่ง พยายามเม้มปากกลั้นเสียงหัวเราะ ไม่รู้เหตุใดจึงได้รู้สึกว่าน่าเอ็นดูนัก

“หากท่านประมุขยังไม่หยุดหัวเราะ” หรงเมิ่งอิงพูดทั้งที่ยังก้มหน้าก้มตาตีผ้า แขนที่พอฝึกวรยุทธ์มาบ้างทำให้ออกแรงได้มากกว่าเก่า เสียงไม้กระทบลงบนผ้าดังน่าเกรงขาม “ข้าจะเอาไม้นี่ตีเข้าหว่างขาท่านประมุข”

ว่าที่ภรรยาของเขาไปกินสิ่งใดผิดสำแดงมาหรือไม่ เหตุใดจึงได้ดุดันถึงเพียงนี้

“เจ้าดูอารมณ์ไม่ดี?” เขาทักยิ้ม ๆ

“ท่านประมุขกลับดูอารมณ์ดี?”

“ก็คงจะเป็นเช่นนั้น” เว่ยเจียเล่อตอบอย่างสบายอารมณ์ เมื่อวานเขาถูกใครบางคนถือวิสาสะจุมพิตแก้มเขา วันนี้ได้เอาคืนและยังพบว่าแก้มของใครคนนั้นนุ่มนิ่มหอมกรุ่นไม่น้อย เช่นนี้แล้วจะไม่ให้เขาอารมณ์ดีได้อย่างไร

หรงเมิ่งอิงไม่รู้ว่าเว่ยเจียเล่อคิดอย่างไรจึงตวัดสายตามองเขาครั้งหนึ่ง เปลี่ยนเรื่องคุยเสียให้พ้นตัว

“เมื่อคืนข้าตรวจสมุดบัญชีได้เล่มหนึ่ง ยังไม่พบสิ่งใด ข้าต้องการตรวจย้อนหลังอีกห้าปี ทั้งยังต้องสอบถามข้อมูลอีกหลายอย่าง ไม่ทราบว่าการบันทึกบัญชีของโรงเตี๊ยมเป็นอย่างไร”

“พ่อครัวเมื่อซื้อของเสร็จจะกลับมารายงานกับเสมียน” เว่ยเจียเล่อตอบโดยแทบไม่ต้องหยุดคิด “เสมียนจะส่งสมุดบัญชีต่อให้หลงจู๊ แล้วหลงจู๊ของโรงเตี๊ยมแต่ละแห่งก็จะส่งต่อสมุดบัญชีมายังรองหัวหน้าพ่อบ้านหวัง”

“ท่านประมุขจะได้สมุดบัญชีเป็นคนสุดท้าย?”

“ใช่”

“ที่ผ่านมาเคยตรวจสอบหรือไม่” นางเอียงคอมองเขา หยุดตีผ้าชั่วคราว “เหตุใดอยู่ ๆ จึงต้องการหาสาเหตุที่โรงเตี๊ยมขาดทุนผ่านสมุดบัญชี ทั้งที่โรงเตี๊ยมอาจขาดทุนเพราะสาเหตุอื่นก็ได้ทั้งสิ้น”

“ว่าที่ฮูหยินหมายความว่าอย่างไร” เว่ยเจียเล่อเลิกคิ้ว

“หมายความว่าท่านประมุขรู้อยู่แล้วว่ามีผู้ยักยอกเงิน” หรงเมิ่งอิงกลับไปตีผ้าต่อ “เพียงแต่ท่านประมุขยังไม่รู้ว่าเกิดการยักยอกขึ้นตรงส่วนใด จะมอบให้ผู้อื่นทำก็ไม่ได้เนื่องด้วยยังไม่รู้ชัดว่าเป็นฝีมือผู้ใด ข้าเพิ่งเข้าพรรคหมอกอัสดงมา ย่อมไม่มีทางทุจริตในช่วงเวลาก่อนหน้า ท่านประมุขจึงให้ข้าต้องเป็นผู้ทำหน้าที่นี้”

เว่ยเจียเล่ออึ้งงันไปชั่วครู่ ก่อนพยักหน้า

“เจ้าเป็นสตรีมีสมองเช่นนี้ข้าก็เบาใจขึ้นมาก”

หรงเมิ่งอิงไม่แน่ใจว่ากำลังถูกชมหรือไม่ นางก้มหน้าซักผ้าอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นเปรย ๆ

“ท่านประมุข วันที่ข้าพบหลิ่วถิงเฟิงครั้งแรก คนผู้นั้นดูเป็นคนมีฝีมือร้ายกาจมาก”

อารมณ์ดีแทบหายไปหมดสิ้น เว่ยเจียเล่อหน้าตึงขึ้นมาเล็กน้อย

“เจ้ากล่าวถึงอาเฟิงเพราะเหตุใด”

“ข้าเพียงแต่กำลังคิดว่า...” หรงเมิ่งอิงทำเสียงคาดเดา “ท่านประมุขกับหลิ่วถิงเฟิงในอดีตคงสนิทสนมกันมาก ยามนี้จึงนึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าสหายรักจะแตกหักกันด้วยสาเหตุใดบ้าง”

“เจ้ากำลังจะหลอกถามเรื่องข้ากับอาเฟิง” เว่ยเจียเล่อพูดอย่างรู้ทัน เขาทำเพียงไหวไหล่เล็กน้อย อีกไม่ช้าจะแต่งงานกันอยู่แล้ว เรื่องบางเรื่องให้นางรู้ไว้ก็คงไม่เป็นไร “เจ้าเคยได้ยินชื่อคัมภีร์คว้าอรุณหรือไม่”

คัมภีร์คว้าอรุณ...หรงเมิ่งอิงพยักหน้าทันที คัมภีร์นี้เป็นคัมภีร์อันโด่งดังแห่งพรรคหมอกอัสดง กิตติศัพท์ของคัมภีร์เล่มนี้เลื่องลือไปทั่ว กล่าวกันว่าคัมภีร์คว้าอรุณอยู่มานานนับพันปีและตกทอดมายังพรรคหมอกอัสดงได้หลายร้อยปีแล้ว แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดได้สัมผัสคัมภีร์เลยสักครั้ง ได้แต่คาดเดากันว่าภายในคัมภีร์คงบันทึกสุดยอดเคล็ดวิชาแห่งยุทธภพเอาไว้ ผู้คนแทบทั้งยุทธภพล้วนต้องการ บางคนบากหน้ามาวอนขอกับประมุขพรรคหมอกอัสดงตรง ๆ บางคนเสนอราคาซื้อขาย บางคนลักลอบเข้ามาหมายจะปล้นชิงก็ยังมี

“ประมุขพรรคทุกรุ่นมีหน้าที่ต้องรักษาคัมภีร์คว้าอรุณเอาไว้” เว่ยเจียเล่อเล่าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อาเฟิงต้องการคัมภีร์เล่มนั้นมานานมากแล้ว วันหนึ่งคิดขโมยและถูกข้าจับได้เข้าพอดี เกิดทะเลาะกันรุนแรงจนอาเฟิงลาออกจากพรรค”

คัมภีร์เล่มนั้นต้องสำคัญเพียงใดกัน สหายรักที่สนิทสนมกันมานานจึงแตกหักถึงเพียงนี้ได้?

“แล้วท่านประมุขไม่ต้องการคัมภีร์คว้าอรุณบ้างหรือ” คำถามของนางทำให้อากาศรอบกายเย็นเยือกขึ้นทันควัน หรงเมิ่งอิงลอบกลืนน้ำลาย ไม่กล้าหันไปมอง รู้ดีว่าตนพลั้งปากพูดในเรื่องไม่ควรพูดเข้าเสียแล้ว นางสูดลมหายใจ ค่อย ๆ เรียกเสียงเบา “ท่านประมุข ข้าเพียงถามเล่น ๆ เท่านั้น”

“ข้าไม่ต้องการ” เว่ยเจียเล่อพูดเสียงหนัก มีกระแสความเกลียดชังอยู่ในน้ำเสียง “ไม่เคยต้องการ!”

หรงเมิ่งอิงรีบพยักหน้ารับรัวเร็ว ไม่ต้องการก็ไม่ต้องการ นางเข้าใจแล้ว!

หรงเมิ่งอิงลอบมองเขาแวบหนึ่งก่อนเก็บสายตากลับมามุ่งมั่นกับการบิดผ้า ท่าทางของเขาทำให้นางข้องใจขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เขาเกลียดชังในยามนี้มีทั้งคำสาป ภาพปักรูปดอกโบตั๋น และคัมภีร์คว้าอรุณ...หรงเมิ่งอิงมั่นใจว่าทั้งหมดนี้ล้วนต้องเกี่ยวพันกันเป็นแน่

นางก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อ ปล่อยให้เขาอารมณ์เย็นลง กระทั่งบิดผ้าให้หมาดน้ำครบทุกผืนและโยนลงถังใส่ผ้าแล้วก็ลุกขึ้นยืนประจันหน้า

“ข้าซักผ้าเรียบร้อยแล้ว”

“เช่นนั้นก็กลับ” เว่ยเจียเล่อหันกลับ “เจ้าหิ้วถังตามมาด้วย”

“ข้าไม่กลับ ข้าจะอาบน้ำ” นางตอบพลางปลดสายคาดเอวออก

“กลับ” เขาสั่งทั้งที่ยังหันหลังให้นาง อารมณ์ไม่ดีเริ่มปะทุอีกระลอก

“ไม่”

“กลับเดี๋ยวนี้!”

“ข้าไม่กลับ!”

“ว่าที่ฮูหยินอย่าดื้อ!” เว่ยเจียเล่อหันไปดุเสียงเข้ม ก่อนชะงักค้าง หรงเมิ่งอิงเองก็กำลังเอี้ยวคอมามองเขาพอดี ร่างกายท่อนบนของนางเหลือไว้เพียงเสื้อเอี๊ยม ยังดีที่นางเพียงเอี้ยวคอ มือทั้งสองข้างจึงยกขึ้นปกปิดด้านหน้าไว้ได้ทัน ยามนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า ผืนฟ้าที่เคยมืดสนิทอาบย้อมด้วยสีเหลืองอ่อนรำไร แสงสว่างสลัวสาดกระทบเสี้ยวหน้าจิ้มลิ้มกับแผ่นหลังขาวเนียนของนาง กลายเป็นภาพที่งดงามน่าหลงใหลภาพหนึ่ง

“อ๊ะ” หรงเมิ่งอิงหน้าแดงทันควัน นางเคยอยู่ในหอนางโลมมาก่อน ความเขินอายเหล่านี้จึงบังคับได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ “ท่านประมุขแอบมองข้า!”

“ไม่...” เว่ยเจียเล่อปฏิเสธจนลิ้นแทบพันกัน ตื่นตระหนกจนต้องรีบหันกลับ “ไม่ ข้าไม่ได้แอบมองเจ้า!”

“แต่ท่านประมุขหันมาตอนข้าจะอาบน้ำ จะไม่ให้เรียกว่าแอบดูได้อีกหรือ ข้าไม่นึกเลยว่าท่านประมุขจะเป็นคนเช่นนี้” นางพูดอย่างหวาดกลัว เว่ยเจียเล่อยังได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นดังลอยมาตามลม เขารู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที

“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าเพียง...”

“ท่านยังปฏิเสธอีก!” นางปล่อยโฮ “คนบ้า! คนลามก!”

“ว่าที่ฮูหยิน...”

“คนลามกไม่ต้องมาเรียกข้าว่าว่าที่ฮูหยิน!”

เสียงของนางแผดสะท้านไปไกล พวกผู้ติดตามโผล่หน้ามองอย่างงุนงงจนเขาต้องรีบไล่ ยิ่งอยู่กับนางนานวันเข้าก็ยิ่งดูออกว่านางนิสัยเป็นอย่างไร หากนางดื้อดึงจะอาบน้ำให้ได้ ต่อให้เขาตะคอกเพียงใดก็คงไม่ยอมขึ้นจากน้ำ เว้นเพียงเขาจะเดินไปอุ้มนางขึ้นมาเอง

เว่ยเจียเล่อยกมือขึ้นกอดอก ขมวดคิ้ว ครั้นภาพแผ่นหลังขาว ๆ ตัดกับแสงแรกแห่งรุ่งอรุณลอยขึ้นมาในหัว เขาก็สะบัดหน้าครั้งหนึ่ง

“ฮือ ๆ” หรงเมิ่งอิงได้ทีตะเบ็งเสียงร้องไห้ดังลั่น “คนลามกแอบมองข้า ฮือ ๆ ยังไม่ทันได้แต่งงานผ่านคืนวสันต์ร่วมกันก็ใจร้อนรีบมองข้าแก้ผ้าแล้ว”

ไม่ต้องนึกเลยว่าพวกผู้ติดตามจะพากันคิดไกลเพียงใด...

“ว่าที่ฮูหยิน” เว่ยเจียเล่อลูบหน้าท้อใจ “รีบอาบน้ำ ระวังงูเสียด้วย”

“ฮือ” หรงเมิ่งอิงสูดจมูกสะอึกสะอื้น “ท่านประมุขเป็นห่วงข้าหรือ”

“ไม่...”

“ฮือ!” นางร้องไห้หนักกว่าเก่า “ท่านประมุขไม่ได้เป็นห่วงข้าหรือ เช่นนี้แล้วข้าจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่อเหตุใด เกิดเป็นหรงเมิ่งอิงเหตุใดชะตาจึงอาภัพนัก จะมีสามีสามียังไม่ใส่ใจ!”

เว่ยเจียเล่อก้มลงมองก้อนหิน หากเอาก้อนหินมาทุ่มหัวนาง นางจะยอมเงียบเสียงหรือไม่?

“ท่านประมุขไม่ต้องกังวล” หรงเมิ่งอิงทำเสียงคล้ายคนที่ตัดสินใจได้เด็ดขาด “ข้าจะเอาหัวโขกก้อนหินล้างความอัปยศเดี๋ยวนี้แหละ!”

เว่ยเจียเล่อเปลี่ยนใจแล้ว บางทีเขาควรเอาก้อนหินมาทุ่มหัวตัวเองยังคงจะดีกว่า...

เขายืนรออยู่อีกครู่ใหญ่กระทั่งได้ยินเสียงนางขึ้นจากน้ำก็เบาใจขึ้น

“ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงเรียกขึ้นจากด้านหลัง เสียงของนางดังแผ่วค่อยจนแทบไม่ได้ยิน “งู!”

เว่ยเจียเล่อลังเลอยู่ชั่วอึดใจก่อนหันกลับไป หรงเมิ่งอิงแต่งกายเรียบร้อยแล้ว นางเงื้อกระบองซักผ้านิ่งอยู่ ทำเสียงสั่นเล็กน้อย

“ท่านประมุข ข้ากลัวงูยิ่งนัก!”

เขากวาดตามองหา

“ข้าไม่เห็นสักตัว”

หรงเมิ่งอิงแสยะยิ้ม ยามนี้เขายังตัวเปียกอยู่เล็กน้อย สายตานางก็ดีขึ้นมาก แสงของดวงอาทิตย์ทำให้พอมองเห็นบางสิ่งได้อยู่ดี นางกระชับกระบอง ก่อนจะพุ่งกายเข้าหา ทำท่าจะหวดฟาดกระบองซักผ้าเข้าใส่หว่างขาเขา เว่ยเจียเล่อสะกิดปลายเท้าถอยหลบทันควัน

“จะทำสิ่งใด!” เขาตะคอกเสียงกร้าว หากหลบไม่ทันป่านนี้ไม่รู้กระบองนางจะฟาดโดนสิ่งใดบ้าง

“ข้าเพียงจะตีงู” นางตอบอย่างใสซื่อ ก่อนหันกลับไปหิ้วถังไม้ ดวงตาเป็นประกายจากความขบขัน “ที่แท้ก็ไม่ใช่หรอกหรือ ข้าคงเข้าใจผิดไปเอง”

เว่ยเจียเล่อขบฟัน ไม่ตอบสิ่งใด

“ท่านประมุข เรื่องตีงูเมื่อครู่ข้าตอบแทนสำหรับที่ท่านใช้ให้ข้าซักผ้า” หรงเมิ่งอิงเดินไปได้ครู่หนึ่งก็หลุดหัวเราะคิก “ต่อไปหากท่านยังแกล้งข้าอีกข้าจะไม่ตีงูแล้ว แต่ข้าจะ...”

นางกัดริมฝีปาก

“รีดพิษงู!”

“...”


__________________

[1] รักหยกถนอมบุปผา หมายถึง อ่อนโยนกับสตรี

ความคิดเห็น