อ่านฟรีไม่ติดเหรียญ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ไรต์คนอืด ไรต์คนกาก ชาติหนึ่งมาอัปต่อที

Chapter 8 : ความเชื่อใจและความเปลี่ยนแปลง

ชื่อตอน : Chapter 8 : ความเชื่อใจและความเปลี่ยนแปลง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.4k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2562 00:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8 : ความเชื่อใจและความเปลี่ยนแปลง
แบบอักษร

Chapter 8

:: ความเชื่อใจและความเปลี่ยนแปลง ::


[คุณนันทกานต์คะ คุณมิลินนามาถึงแล้วค่ะ จะให้เข้าพบเลยหรือเปล่าคะ]


“เชิญเข้ามาได้เลยครับ”


เสียงของเลขาที่ดังขึ้นในสายเพียงประโยคเดียวทำให้เขาเหลือบไปมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้งและพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ แต่ด้วยชื่อบิดามารดาของเธอที่พ่วงมาด้วย ทำให้เขาต้องเชื้อเชิญหญิงสาวเข้ามาในห้องอย่างจำใจ ฟองเบียร์ตอบกลับเพียงสั้นๆ เพื่อเชิญเจ้าของชื่อเข้ามาในห้องก่อนที่มือบางจะวางโทรศัพท์สำนักงานลงตามเดิม ไม่นานนักหลังจากนั้น ประตูห้องทำงานของเขาก็ถูกเปิดออกและปรากฏภาพเจ้าของร่างระหงในชุดเดรสสีดำรัดรูปของห้องเสื้อแบรนด์ดังและเครื่องประดับมากมายบนร่างกายราวกับเดินอยู่ในงานแฟชั่นโชว์


หญิงสาวกรีดยิ้มน้อยๆ และก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม มือเรียวกระชับกระเป๋าถือราคาเหยียบแสนในมือไว้แน่นและย่ำเท้าบนส้นสูงสีดำเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของร่างบางด้วยความมั่นอกมั่นใจ ฟองเบียร์เงยหน้ามองและส่งยิ้มให้ตามมารยาท ก่อนจะเชิญให้อีกฝ่ายนั่งด้วยน้ำเสียงสุภาพ


“เชิญนั่งครับ”


“ขอบคุณค่ะ”


มิลินเลื่อนเก้าอี้ออกและทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนที่หญิงสาวจะยกขาขึ้นมาไขว่ห้างและเอนหลังไปกับพนักพิงด้วยท่าทีสบายๆ เธอเชิดหน้าขึ้นและส่งยิ้มรอรับคำเชื้อเชิญให้เข้าทำงานพร้อมกับคิดแพลนชอปปิ้งล่วงหน้าหลังออกจากบริษัทในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ แต่ความคิดของเธอก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินพูดของคนตรงหน้า


“คุณมิลินไม่ได้เรียนจบปริญญาตรีจากสาขานี้โดยตรง ทำไมถึงตัดสินใจสมัครเข้าทำงานในบริษัทของเราหรือครับ” น้ำเสียงสุภาพและรอยยิ้มการค้าถูกส่งมาจากร่างบางตรงหน้า แม้จะไม่ได้ก้มดูแฟ้มที่เธอให้ลูกน้องทำส่งมาให้ก่อนหน้านี้ก็แต่คำถามที่ถามออกมาก็ทำเธอพอจะรู้แล้วว่าคนคนนี้คงอ่านประวัติของเธอมาแล้วแน่นอน หญิงสาวยกยิ้มด้วยความมั่นใจแม้จะรู้ดีว่าอีกคนเลี่ยงที่จะใช้คำว่า ‘ฝากเข้าทำงาน’ ตามความเป็นจริง


“ถึงฉันจะจบนิเทศมา แต่ฉันก็สื่อสารเก่งและมีคุณสมบัติพร้อมที่จะทำงานในสายนี้ค่ะ”


“คุณมิลินพอจะบอกคุณสมบัติที่ว่าให้ผมฟังได้ไหมครับ”


หญิงสาวได้ยินคำถามแบบนั้นก็เผลอชักสีหน้าใส่ด้วยความเคยชิน เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกสบประมาทโดยคนที่อายุมากกว่าเธอแค่ปีเดียว และคนระดับเธอก็ไม่ควรต้องมานั่งตอบคำถามอยู่แบบนี้ด้วย


“ฉันพูดเก่ง มีความมั่นใจ และฉันก็ไม่ได้โง่ค่ะ ที่สำคัญ ธุรกิจแบบนี้มันต้องพึ่ง connection ซึ่งครอบครัวของฉันก็มีเยอะ”


มิลินตอบอย่างฉะฉานพร้อมกับส่งยิ้มที่แสดงถึงความมั่นอกมั่นใจเต็มร้อยไปให้ โดยเฉพาะตอนที่เธอเน้นย้ำถึงเรื่องคอนเน็กชันที่ครอบครัวเธอมีเพื่อที่จะบอกกลายๆ ว่าครอบครัวของเธอจะสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจนี้ได้อย่างมากและเขาก็ควรหยุดถามเธอเสียที


ฟองเบียร์ยกยิ้มบางเมื่อได้ยินคำตอบที่เขาประมาณการไว้อยู่แล้ว เขายืดตัวขึ้นเล็กน้อยและถามต่อด้วยท่าทีผ่อนคลาย


“แล้วในตำแหน่งงานที่คุณสมัครเข้ามา คุณทราบหรือไม่ครับว่าต้องทำงานแบบไหนบ้าง อะไรคือสิ่งสำคัญในการทำงาน”


คำถามของร่างบางทำเอาหญิงสาวที่เชิดหน้าอยู่ถึงกับชะงัก


ใช่ เธอไม่คิดว่าจะต้องมาเจอคำถามแบบนี้ เธอคิดว่าทุกอย่างจะผ่านฉลุยและต่อให้ไม่รู้งานอะไรก็จะมีพวกระดับสูงมาสอนเธอทุกเรื่อง เธอจึงไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมาเลยแม้แต่น้อย


หญิงสาวเริ่มแสดงสีหน้าท่าทางไม่พอใจเมื่อทุกอย่างมันยุ่งยากกว่าที่เธอคิด ความจริงแล้วเธอไม่จำเป็นต้องมานั่งให้ใครสัมภาษณ์ด้วยซ้ำไป เพราะแค่ใช้ชื่อบิดาของเธอเข้ามาอ้างทุกอย่างมันก็ควรจะดำเนินไปโดยง่ายเลยแท้ๆ


“ฉันฉลาดพอที่จะปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ค่ะ และต่อให้ไม่รู้เรื่องงาน ฉันก็ฉลาดพอที่จะทำทุกอย่างให้ออกมาดีได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าตำแหน่งนี้จะต้องทำงานแบบไหนฉันก็ทำได้”


“แล้วตำแหน่งที่ว่านี่คือตำแหน่งไหนครับ”


มิลินถึงกับถลึงตาโตๆ ของเธอขึ้นเมื่อเจอคำถามต่อเนื่องไม่หยุด และเธอก็จะไม่ทนนั่งทำอะไรโง่ๆ ให้เสียเวลาเสวยสุขของเธอด้วย หญิงสาวลุกขึ้นยืนในทันทีพร้อมกับชักสีหน้าอย่างไม่ปิดบัง เธอก้มลงมองชายหนุ่มร่างบางที่กำลังมองเธอกลับและยังคงท่าทีสุภาพไม่ต่างกับตอนแรกด้วยความหงุดหงิดใจก่อนจะพูดออกมาเสียงแข็ง


“ฉันย้ำไปหลายครั้งแล้วค่ะว่าฉันมีความสามารถพอ หวังว่าคุณเองก็คงฉลาดพอที่จะรู้ว่าควรทำยังไงต่อ ช่วยเซ็นใบรับรองเข้าทำงานแล้วส่งไปให้ที่บ้านด้วยนะคะ” ว่าจบ หญิงสาวก็สะบัดหน้าหนีแล้วเดินกระแทกเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เจ้าของห้องต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย


เขาเป็นลูกเจ้าของโรงแรมแท้ๆ ยังเข้ามาศึกษางานที่นี่ตลอดช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย จบมาก็มาเรียนรู้งานเพิ่มเติมก่อนจะได้มานั่งเก้าอี้กรรมการบริหาร แต่คนที่จบมาไม่ตรงสายงานและไม่ศึกษาอะไรมาก่อน ไม่รู้แม้กระทั่งตำแหน่งที่จะมาสมัครอย่างนี้กลับอยากใช้เส้นสายของบิดามารดาในการเข้าทำงานในตำแหน่งระดับสูง แถมยังควบคุมอารมณ์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แล้วจะทำงานที่ต้องติดต่อเจรจากับแขกระดับวีไอพีมากมายได้อย่างไร


ถ้าเขาประเมินไม่ผิด พนักงานต้อนรับยังควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่าเธอด้วยซ้ำไป


ฟองเบียร์ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะหยิบแฟ้มเรซุเม่ของเธอออกมาเปิดและเข้าไปดูหน้าเฟซบุ้กของเธอผ่านโทรศัพท์มือถือ เขารู้ดีว่ามันอาจจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเฟซบุ้กเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว แต่การทำงานในตำแหน่งที่เธอต้องการนั้นจะต้องอาศัยคุณสมบัติในหลายๆ ด้าน ซึ่งบางครั้งพื้นที่เหล่านี้อาจจะแสดงนิสัยส่วนตัวของคนเราว่าเหมาะกับงานนั้นหรือไม่


เขาเลื่อนไทม์ไลน์ลงมาเรื่อยๆ ก็พบว่ามิลินเป็นคนที่ดื่มเหล้าเข้าผับบ่อยพอสมควร แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรนักหากเมื่อถึงเวลาทำงานจริงแล้วเธอจะทำได้เต็มที่อย่างที่โอ้อวดไว้ เขาเลื่อนดูต่ออีกเพียงเล็กน้อยก็พบโพสต์หนึ่งที่เตะตาเข้าอย่างจัง


Milinne V. Watthanawinith

อยากเป็นนางฟ้า แต่ก็เป็นได้แค่นางฟ้าจอมปลอม

แหม่ อย่าให้พูดเลยคะ เยอะ!


เขาขมวดคิ้วฉับเพราะข้อความที่โพสต์ลงไปนั้นไม่น่าใช่เรื่องที่ดีเลยแม้แต่น้อย ความคิดเรื่องการเป็นผู้หญิงขี้นินทาเริ่มผุดขึ้นมาในหัวเขาทีละน้อย ร่างบางจึงกดดูความคิดเห็นที่เพื่อนๆ ของเธอมาโพสต์ตอบ

Milk Kalande

ไหนเล่า

             Milinne V. Watthanawinithอินบล็อกนะค่ะ ยาว

             Milk Kalandeได้ค่า มีเรื่องเมาธ์ตลอดเลยนะมึงอะ อีขี้เมาธ์

             Milinne V. Watthanawinithก็จะทำไมอ่ะ กูหมั่นไส้ กูเป็นคนตรงๆ ไม่แหลเก่งเหมือนใครบางคน

Vikki Wikky

มึงเกลียดอะไรมันถามจริง มันไปทำอะไรให้มึ๊ง 5555

             Milinne V. Watthanawinithไม่ได้ทำ แต่กูไม่ถูกชะตากับคนขี้แอ๊บ แอ๊บเก่ง แอ๊บเป็นงานประจำ

Pond Ponnakrit

อินบ๊อกด่วนเลยค่า อยู่กับมึงนี่บันเทิงจริงๆ 555555

แต่เมาธ์ตอนไหนก็ไม่มันเท่าจิบเหล้าไปเมาธ์ไป

             Milinne V. Watthanawinithแหนะอีดอ_ จะชวนไปส่องผู้ก็บอกมาคะ

ฟองเบียร์อ่านความคิดเห็นต่างๆ แล้วได้แต่กุมขมับ แต่เขาก็พยายามคิดในแง่ดีและดูต่อไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบว่าโพสต์ของเธอเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นโพสต์​ด่าคนนั้นคนนี้ บ่นให้กับทุกสิ่งรอบตัว เหยียดคนจน และเช็กอินร้านเหล้าเป็นว่าเล่น แถมยังเปิดสาธารณะให้ใครมองเห็นก็ได้


มิลินเป็นหนึ่งในผู้หญิงนับล้านที่ยังใช้คำว่า ค่ะ/คะ ผิด เขียนคำอื่นๆ ก็ผิดอีกเยอะพอสมควร ซึ่งอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับคนสมัยนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เด่นชัดออกมาจากท่าทางที่เธอแสดงออกต่อเขาและพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของเธอก็คือเธอเป็นคนที่ความอดทนต่ำและคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใคร


และที่สำคัญ เธอบ่นได้ทุกเรื่องและขี้นินทาอย่างที่เขาคาดไว้ตอนแรกจริงๆ


สื่อออนไลน์อาจไม่ใช่ตัวตัดสินนิสัยของคน แต่คนบางคนก็แสดงตัวตนออกมาจนลืมไปว่ามันกำลังทำร้ายใครอยู่ และบางครั้งมันก็วกกลับมาทำร้ายตัวเองด้วย


เขากดออกจากหน้าเฟซบุ้กของเธอและพิจารณาเรซุเม่ของเธออีกครั้ง จริงๆ ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงเชิญออกตั้งแต่เธอพูดคำว่าโง่คำแรกออกมาแล้ว แต่ด้วยความเกรงใจเขาจึงสัมภาษณ์เธอจนจบ พยายามศึกษาเธอมากกว่านั้นและสุดท้ายก็พบแต่ข้อเสียเพิ่มขึ้นเต็มไปหมด ซึ่งเขาทำใจรับคนนิสัยอย่างนี้เข้ามาทำงานด้วยไม่ได้จริงๆ


ฟองเบียร์ปิดแฟ้มของเธอลงและทิ้งใบสัญญาสมัครงานลงขยะไปอย่างไม่คิดเสียดาย เขารู้ดีว่ามิลินนาและบิดามารดาของเธอคงจะไม่พอใจ แต่เขาก็รู้จักบิดามารดาของเธอพอสมควรและรู้ดีว่าทั้งสองท่านเป็นคนมีเหตุผล เขาจึงจะหาโอกาสขอโทษและแจ้งเหตุผลให้ทางนั้นรับทราบแทน


แต่ครั้งนี้ร่างบางตัดสินใจตัดเธอทิ้งจากบริษัทเพื่อไม่ให้เธอสร้างปัญหาในภายหลัง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำของเขาอาจส่งผลร้ายกับตัวเขาเองในเวลาต่อมาก็เป็นได้…



.

.

.


“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด คุณแม่คะ! ลินไม่ยอมนะคะ มันกล้าดียังไงถึงปฏิเสธไม่รับลินเข้าทำงาน รู้ไหมว่าลินเป็นใคร!!!!” หญิงสาวเจ้าของใบหน้าสวยสง่ากรีดร้องโวยวายเสียงดังอยู่ภายในคฤหาสน์หลังโตเมื่อทราบเรื่องจากบิดามารดาว่านันทกานต์เข้ามาขอพบเป็นการส่วนตัวถึงที่นี่เพื่อมาแจ้งผลการพิจารณาการสมัครงานของเธอ ซึ่งแน่นอนว่าเธอไม่ผ่าน


“มิลินใจเย็นๆ นะลูก หนูฟังเหตุผลของพี่เขาก่อน” คุณหญิงภารดีปรามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงหนักใจ แต่เธอก็ถูกมิลินหันมาถลึงตาใส่อย่างไม่ยอมแพ้


“หนูไม่ฟัง!! มันยังใช้เส้นพ่อมันเข้าไปทำงานได้เลย ทำไมหนูจะทำบ้างไม่ได้ กะอีแค่มันแก่กว่าหนูปีเดียวคิดว่าหนูต้องยอมเหรอ!”


มานิตย์ที่นั่งฟังบุตรสาวร้องโวยวายได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ที่จริงเขาก็เกรงใจครอบครัวภควัฒน์อยู่ไม่น้อยที่ไปฝากบุตรสาวไม่เอาไหนของตัวเองเข้าทำงานทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้ด้านนั้นเลย แถมจากที่ได้ฟังนันทกานต์อธิบายให้ฟังในวันนี้ เขาก็พอเดาทางได้ว่ามิลินคงไปทำกิริยาไม่เหมาะสมกับเขาแน่นอน


คนเป็นบิดามองบุตรสาวด้วยท่าทีสงบนิ่ง แต่ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขามที่ทำให้มิลินต้องจำใจฟัง


“เขาพูดกับพ่อด้วยเหตุผลทุกอย่าง เอาของเอาอะไรมาขอโทษที่ต้องปฏิเสธ ยืนยันชัดเจนว่าอยากร่วมธุรกิจในส่วนอื่น ๆ ของเราต่อไปและยินดีพิจารณาการสมัครงานของแกใหม่เมื่อแกพร้อม ส่วนที่เขาไม่รับก็เพราะว่าเขาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าแกยังไม่พร้อม เพราะฉะนั้นถ้าแกยังยืนยันว่าจะทำงานที่อื่นที่ไม่ใช่บริษัทพ่อ แกต้องพัฒนาตัวเองได้แล้ว” ชายวัยห้าสิบห้ากล่าวออกมายาวเหยียดอย่างที่ไม่ค่อยทำนัก เขาเองก็ไม่ได้อยากสร้างความวุ่นวายให้กับใครถ้าบุตรสาวตัวดีไม่ปฏิเสธงานในบริษัทของเขาเพราะอยากไปทำงานในโรงแรมชั้นนำอย่าง The Grand Pavati เพื่ออวดเพื่อนๆ ในแวดวงไฮโซของตัวเอง


คนที่เอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็กอย่างมิลินนา พอรู้เรื่องที่บุตรชายเจ้าของโรงแรมได้เข้าทำงานในระดับกรรมการบริหารทั้งที่เรียนจบมาได้เพียงปีกว่าๆ เจ้าตัวก็คิดไปเองว่าบริษัทนี้คงใช้เส้นสายเข้าได้ไม่ยากโดยไม่รู้เลยว่านันทกานต์ ภควัฒน์ (ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นนันทกานต์ รีนิลเบอตันแล้ว) นั้นฝึกงานมาตั้งแต่อายุสิบแปดสิบเก้า เข้ามาทำงานเต็มตัวได้ไม่นานผลงานก็ดีชนิดที่ว่าคนชื่นชมกันหนาหู แต่ชื่อเสียงด้านความเฮี้ยบในการคัดคนเข้าทำงานก็เยอะไม่แพ้กัน


และถ้าเขารู้ล่วงหน้าว่าบุตรสาวของตัวเองจะไปทำกริยาไม่ดีใส่หุ้นส่วนทางธุรกิจแบบนี้ เขาคงไม่เอาชื่อวัฒน์วินิจไปฝากฝังใครให้อับอายหรอก


แต่ทางด้านมิลินนานั้น ตอนนี้หญิงสาวกลับโกรธเกินกว่าจะเข้าใจเหตุผลของผู้อื่น เธอขมวดคิ้วมองบิดาอย่างไม่พอใจก่อนจะบริภาษเสียงดัง


“คุณพ่อคุณแม่ยอมให้มันมาด่าลูกถึงในบ้านเหรอคะ มันไม่รับลินเข้าทำงานนะคะ มันก็แค่ใช้ข้ออ้างเพราะมันไม่ชอบลิน!!” เธอกล่าวเข้าข้างตัวเองด้วยเข้าใจว่าที่เธอถูกปฏิเสธเพราะอีกฝ่ายไม่ชอบตนเอง แต่ก็ถูกมารดาเข้ามาลูบแขนเรียวและเอ่ยแย้งเสียงอ่อนในทันที


“ยัยลิน แม่ว่าพี่เขาก็ทำถูกแล้วนะลูก ถึงแม่จะไม่พอใจที่ลูกแม่โดนปฏิเสธ แต่ระดับกรรมการบริหารเขามาคุยด้วยตัวเองเลยนะลูก อีกอย่างเราไม่ได้เรียนจบสายนี้มา เขาคงจะยังไม่ไว้ใจลูก เพราะฉะนั้นถึงลูกได้เข้าไปทำตอนนี้ก็คงต้องไปฝึกนั่นนู่นนี้เยอะแยะปวดหัวไปหมด คงไม่มีความสุขหรอกลูกเชื่อแม่สิ” คุณหญิงภารดีชักแม่น้ำทั้งห้ามาเกลี้ยกล่อมแต่ก็ดูท่าว่าบุตรสาวคนเดียวของเธอจะไม่ยอมฟัง มิลินเบ้ปากก่อนจะหันไปว่าให้มารดาอีกครั้ง


“แล้วหนูจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนคะแม่!! เดี๋ยวก็จะมีอีพวกปากหอยปากปูมานินทาหนูอีกน่ะสิ หนูไม่ยอมนะคะ หนูจะทำงานที่นี่!!” หญิงสาวยืนยันเสียงหนักแน่น ทุกวันนี้เธอจบมาทำงานเป็นนางแบบก็มีแต่ปัญหาทะเลาะจิกกัดกับนางแบบคนอื่นจนขี้เกียจจะทำแล้ว งานที่บริษัทนำเข้าสังหาริมทรัพย์ของพ่อเธอก็แสนจะน่าเบื่อ สู้เดินเข้าไปทำงานสวยๆ ในโรงแรมเบอร์หนึ่งของเครือภควัฒน์ไม่ได้เลยสักนิด แค่พูดชื่อโรงแรมนี้ออกมาคนก็อิจฉากันไปทั้งเมืองแล้ว


“ยัยลิน พ่อว่าเราชักจะคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วนะ เอาเป็นว่าถ้าแกไม่รู้จักปรับปรุงตัวเองให้ดีพอจะเข้าทำงานที่นั่นได้พ่อก็จะไม่ฝากแกเข้าไปอีก เข้าใจไหม” มานิตย์ตัดสินใจยื่นคำขาดเพราะเบื่อที่จะต้องมานั่งดูความไร้เหตุผลของบุตรสาว เขารักลูกก็จริงแต่ก็อยากจะรักให้ถูกทางอย่างที่คนเป็นพ่อควรจะทำ ซึ่งเขาก็จะไม่ให้มิลินนาไปทำตัวแย่ๆ ใส่คนของภควัฒน์ให้ตัวเองต้องอับอายอีกเป็นครั้งที่สอง


มิลินที่ได้ยินคำสั่งของบิดาก็โกรธจนควันออกหู คนที่มั่นใจในความสามารถของตัวเองอย่างเธอถูกปฏิเสธเพราะคุณสมบัติไม่พอยังไม่เจ็บใจเท่าคนเป็นบิดาเข้าข้างคนอื่นและเห็นดีเห็นงามว่าเธอไม่เก่งพอ


ถ้าคนอย่างอีฟองเบียร์นั่นเรียกว่าเก่ง ฉันก็จะเก่งกว่ามันทุกด้านให้ได้เลยคอยดู!

ในชั่ววินาทีถัดมา สมองของหญิงสาวก็ผุดพรายความคิดอันน่าสนใจขึ้นมาจนทำให้เธอยิ้มมุมปากอย่างมาดมั่น เธอจ้องตาบิดาบังเกิดเกล้าและเอ่ยเจตนารมณ์ของตนเองออกไปโดยไม่มีความลังเล


“ถ้าพ่อแม่ดันหนูเข้าบริษัทมันไม่ได้ พ่อก็ฝากหนูเข้าบริษัทผัวมันสิคะ พ่อรู้จักกันไม่ใช่เหรอ หนูจะไปทำงานที่นั่น เวลามันมาบริษัทผัวมันแล้วเจอหน้าหนูมันจะได้อกแตกตายไปเลย!!”


.

.

.


สถานการณ์ภายในบ้านรีนิลเบอตันในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ฟองเบียร์ที่ปกติเคยทำงานอยู่กับบ้านคอยรับสามีกลับบ้านด้วยรอยยิ้มก็กลับกลายเป็นมีบอดี้การ์ดตามตัวแทบจะ 24 ชั่วโมง เป็นคนทำงานงก ๆ กลับบ้านมาก็มีแม่บ้านมากหน้าหลายตาคอยรับใช้ ช่วงเวลาการทำงานที่แม้จะตรงกันกับสามีแต่ต่างฝ่ายก็มีงานรัดตัวจนกลับบ้านดึกดื่นทุกวันทำให้เขาได้เจอหน้าเฮลแทบนับชั่วโมงได้


และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ร่างบางกลับเข้ามาเหยียบบ้านใหญ่ในเวลาเกือบสามทุ่มครึ่ง แต่บอดี้การ์ดจำนวนหนึ่งที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาตาดีซึ่งกระจายตัวอยู่บริเวณโดยรอบทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าคนตัวสูงกลับมาถึงก่อนแล้ว ร่างบางระบายยิ้มออกมาน้อย ๆ แล้วเดินเข้าไปในตัวบ้าน แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินขึ้นไปยังห้องนอนเพื่อพักผ่อนให้สบายกายสบายใจ หางตาของเขาก็เหลือบเห็นร่างของแม่สามีในห้องนั่งเล่นกำลังนั่งดูบางอย่างในแท็บเลตอย่างมีความสุขเสียก่อน


ฟองเบียร์เดินเข้าไปหาคุณหญิงแก้วกานดาแล้วเอ่ยทักทายอย่างที่ทำประจำ คุณหญิงใหญ่ของบ้านจึงเงยหน้าขึ้นมามองด้วยรอยยิ้มใจดีก่อนจะกวักมือเรียกลูกสะใภ้ให้เข้าไปหา


“หนูเบียร์ มาดูนี่เร็วลูก”



“ครับคุณแม่” ร่างบางขานรับอย่างว่าง่ายพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างกายแม่สามี เมื่อเห็นดังนั้นคุณหญิงแก้วการดาก็รีบยื่นสิ่งที่ตนเองกำลังดูอยู่ในแท็บเลตให้อีกคนได้ดูด้วย


“นี่มัน…”


“เหมือนกันอย่างกับฝาแฝดเลยใช่ไหมล่ะจ๊ะ” คุณหญิงว่าออกมาอย่างพอใจขณะที่ดวงตากลมโตของฟองเบียร์กวาดดูรูปในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์​นั้นด้วยความสนใจ หน้าจอที่ปรากฏรูปเด็กผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาสองคนยืนเคียงข้างกัน ใบหน้าที่เหมือนกันจนแยกไม่ออกและส่วนสูงที่ไม่ต่างกันมากนักทำให้มองเผินๆ แล้วดูราวกับทั้งสองเป็นฝาแฝดอย่างที่คนเป็นมารดาว่าจริง ๆ


“ครับคุณแม่ เหมือนกันมากเลยครับ” ร่างบางพยักหน้าอย่างเห็นด้วยในทันที อดคิดไม่ได้ว่าพี่น้องคู่นี้สมัยเด็กเคยหน้าเหมือนกันขนาดนี้เชียวหรือ


“วันนี้แม่ไปเก็บห้องตาคิลเลยเห็นสมุดรูปถ่ายที่เขาทำไว้ตั้งแต่สมัยม.ต้น นี่แม่ไม่คิดเลยนะว่าเด็กที่ใครๆ ก็เรียกว่าแฝดนรกจะมีอารมณ์มานั่งติดรูปแบบนี้ด้วย แม่เลยสั่งให้คนไปทำเป็นรูปมาเก็บไว้ดูในนี้ ดูสิหนูเบียร์ หน้าตาเหมือนพ่อเขาไม่มีผิดเลยเนอะ” คุณหญิงแก้วกานดายังชวนคุยอย่างออกรส แต่คู่สนทนานั้นหลุดโฟกัสไปตั้งแต่ได้ยินคำว่าแฝดนรกออกมาจากปากนางแล้ว


“ฝ…แฝดนรก…เหรอครับ” ฟองเบียร์ทวนคำด้วยไม่เชื่อหูตัวเองสักเท่าไหร่ แต่นายหญิงของบ้านก็พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม


“ใช่จ้ะ อ้อ นี่ตาเฮลคงจะไม่เคยเล่าให้ฟังสินะว่าสมัยเรียนมัธยมอยู่เยอรมันทั้งสองคนน่ะแสบขนาดไหน”


“ไม่ครับ ไม่เคยเล่าเลยครับ” ร่างบางรีบตอบกลับโดยเร็วเป็นการยืนยันอย่างดีว่าชายหนุ่มร่างโตไม่เคยมีความคิดที่จะเล่าเรื่องส่วนตัวให้เขาฟังเลย คุณหญิงท่านได้ฟังแล้วก็อยากจะดุบุตรชายนัก แต่เธอก็อารมณ์ดีจนอยากนั่งเล่าเรื่องเก่าคราวหลังให้ลูกสะใภ้ฟังมากกว่าที่จะไปดุด่าใคร คุณหญิงจึงขยับเข้าไปใกล้คนตัวบางอีกนิดและเลื่อนรูปในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในมือไปทีละรูป​


“หนูเบียร์ไม่สงสัยเหรอจ๊ะว่าทำไมแม่กับแด๊ดถึงตั้งชื่อลูกว่าเฮล จะมีพ่อแม่ที่ไหนอยากให้ลูกชื่อนรก จริงไหม?” เธอเปิดประเด็นถามด้วยคำถามที่คนรอบตัวสงสัยใคร่รู้ที่สุดแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม จึงได้รับการพยักหน้าจากคนถูกถามเป็นคำตอบ


“ครับคุณแม่”


“ที่จริงชื่อของทั้งสองคนไม่ใช่เฮลตันกับคาเวลหรอกลูก แต่คนพี่เขาชื่อฮิล ฮิลตัน ส่วนน้องน่ะชื่อเคล เคลวินต่างหาก สมัยสองคนนี้อยู่มัธยมนะ พ่อเขาน่ะมีอิทธิพลมาก สองพี่น้องนี่ก็เกเรจนกลายเป็นขาใหญ่ประจำโรงเรียน ใคร ๆ ก็เรียกว่าแฝดนรกเพราะหน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ จนวันที่คนพี่เขาจบเกรดสิบเอ็ดคนน้องจบเกรดเก้า สองคนนี้ก็ไปเลี้ยงฉลองด้วยกันกับเพื่อน ๆ เขานั่นแหละจ้ะ แต่ไปเมาแล้วทะเลาะกับอริที่ไหนไม่รู้ ถึงขั้นจะยกพวกตีกัน แถมเขายังมาท้าแข่งรถโดยพนันว่าถ้าตาเฮลแพ้ ให้ไปเปลี่ยนชื่อจากฮิล-เคลเป็นเฮล-คิลให้สมกับเป็นแฝดนรก ทายซิว่าสองคนนี้ตกลงไหม”


เป็นคำถามที่แทบไม่ต้องคิดเลย คนที่ไม่ยอมแพ้ใครอย่างเฮลน่ะหรือจะไม่ยอมตกลง


“ก็… คงจะตกลงสินะครับ”


“ใช่จะ ตาลูกชายแม่น่ะบ้าจี้ไปรับคำท้าเขา พอวันต่อมาก็ไปแข่งทั้งที่แฮงก์อยู่แถมยังโดนเล่นตุกติกเรื่องรถเลยแพ้ไปแค่นิดเดียว แล้วตอนจะไปเปลี่ยนชื่อนะแม่ห้ามแทบตายก็ไม่ฟัง แถมแด๊ดเขายังบอกอีกว่าลูกผู้ชายพูดอะไรไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง แล้วก็ขับรถพาลูกไปทำเรื่องเปลี่ยนชื่อด้วยตัวเองเลย ตอนนั้นแม่โกรธจนไม่พูดกับพ่อลูกสามคนนี้อยู่เป็นอาทิตย์เลยนะลูก”


“มันก็… น่าโกรธพี่เฮลอยู่นะครับ” ร่างบางว่าไปตามความจริง มีอย่างที่ไหนดื่มเหล้าเมาแล้วไปรับคำท้าให้เปลี่ยนชื่อเป็นนรก แฮงก์อยู่แท้ๆ ก็ไปแข่งให้โดนโกงจนแพ้ และถ้าให้เดา เรื่องนี้คงจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของทั้งคู่พอสมควร ถ้าไม่หายเกเรไปเลยก็คงหัวแข็งหนักกว่าเดิมแน่นอน


แต่จะว่าไป… ชื่อเดิมของพี่เฮลก็ฟังดูดีเหมือนกันนะ

“ฮิล… ฮิลตันเหรอ…” ร่างบางทวนชื่อจริงของคนที่ตนรักออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา ชื่อที่เขียนด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบตัวเขียนสวยงามปรากฏอยู่กลางหน้ากระดาษที่ถูกสแกนไว้ในไฟล์รูปภาพบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าสิ่งที่นายหญิงของบ้านกล่าวมาไม่ใช่เรื่องโกหก


Hillton R. J. Redulberton & Kelvin R. J. Redulberton

‘Hell Twin’


“ใช่จ้ะ พี่ฮิลกับน้องเคล ชื่อที่แม่กับแด๊ดอุตส่าห์ตั้งให้ สลายหายไปเพราะน้ำเมาหมดแล้ว เฮ้อ เด็กวัยรุ่นนี่ใจร้อนกันจริงๆ เลยนะ” คุณหญิงถอนหายใจอย่างปลงตก แต่เธอก็ยังดีใจที่ถึงแม้ว่าบุตรชายทั้งสองคนจะเกเรแค่ไหน แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบในหน้าที่การงานของทั้งสองคนก็เพิ่มตามไปด้วย ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องนั่งปวดเศียรเวียนเกล้าไม่เว้นแต่ละวันเหมือนเมื่อก่อนอย่างแน่นอน


“แล้วพี่เฮลเขาไม่อยากเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิมเลยเหรอครับคุณแม่” ฟองเบียร์ถามอย่างสงสัย ถ้าเฮลไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนชื่อตั้งแต่แรก พอเริ่มโตเริ่มมีวุฒิภาวะมากขึ้นก็คงอยากเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นที่มีความหมายดีกว่านี้แน่ ๆ แต่นี่ชายหนุ่มยังคงใช้ชื่อนี้มาจนถึงอายุสามสิบเอ็ดจะสามสิบสองได้แสดงว่าต้องมีเหตุผลอื่นร่วมด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย


“ตาคิลน่ะบอกว่าชื่อมันก็เท่ดีอะไรของเขาไม่รู้ แม่ก็ไม่เข้าใจเขาเหมือนกันลูกว่ามันเท่ตรงไหน ส่วนตาเฮลน่ะบอกแม่ว่าอยากเก็บไว้เป็นบทเรียนว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครโกงอีก แล้วก็ไม่อยากผิดคำพูดที่ตัวเองรับคำท้าคนอื่น เห็นเขาว่าอย่างนั้นนะ”


“……”


“แต่เรื่องครั้งนั้นก็ทำให้พี่เขาโตขึ้นมากเลยนะลูก ตั้งแต่นั้นมาแม่ก็ไม่เคนเห็นตาเฮลยอมเสียเปรียบใครเลย จนมามีเรื่อง…” คุณหญิงแก้วกานดาหยุดพูดไปกะทันหันทันทีที่ฉุกคิดได้ว่าเรื่องที่ตนกำลังจะพูดนั้นไม่เหมาะที่จะให้ลูกสะใภ้ฟังสักเท่าไหร่ แถมเธอเองยังไม่อยากยอมรับและไม่อยากพูดถึงคนที่ทำให้เฮลยอมลงให้บิดาถึงขนาดผูกชีวิตตัวเองไว้กับคนอื่นเพื่อแลกกับชีวิตของผู้หญิงคนนั้นด้วย


ผู้หญิงที่เธอมองว่าเหลวแหลกและไม่จริงใจกับบุตรชายของเธอเลยสักนิด


ผู้หญิงแบบนั้นน่ะ… เธอไม่ต้องการมาร่วมตระกูลหรอก


ทางด้านฟองเบียร์ที่พอจะคาดเดาเนื้อความที่ขาดหายไปได้ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ร่างบางพอปะติดปะต่อได้ว่าเฮลคงมีข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างกับบิดาเพื่อแลกกับความปลอดภัยของปลายฝัน ซึ่งข้อแลกเปลี่ยนนั้นก็คงเป็นการแต่งงานกับเขา แต่สีหน้าท่าทางของคุณหญิงเมื่อพูดถึงปลายฝันนั้น แม้ว่าจะเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ในแววตานั้นแสดงความเกลียดชังออกมาเขาก็สามารถสัมผัสได้ เขาพอเข้าใจว่าการพูดเรื่องนี้กับแม่สามีคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ร่างบางจึงเปลี่ยนเรื่องไปอย่างรวดเร็ว


“โบราณว่าไว้ว่าความเจ็บปวดและความพ่ายแพ้จะสอนให้เราเข้มแข็งขึ้น ผมว่ามันก็มีส่วนดีที่ทำให้พี่เฮลเก่งขึ้นมากจนถึงขนาดนี้นะครับ”


“อ…อ่า ใช่จะ ตาเฮลเก่งขึ้นมากเลยล่ะนับจากนั้นน่ะ” คุณหญิงเออออไปทั้งหน้าเสีย ก่อนจะชักชวนฟองเบียร์ให้เปิดไล่ดูไปทีละรูปแล้วเล่าวีรกรรมสมัยยังเป็นหนุ่มน้อยวัยห้าวเป้งให้ร่างบางฟังอย่างออกรส


กว่าที่คุณหญิงจะเล่าจนจบรูปสุดท้าย ร่างบางก็ได้ตระหนักในใจแล้วว่าคนที่ดูนิ่งและน่ากลัวอย่างพี่เฮลนั้นเคยซนจนน่าปวดหัวขนาดไหน


สิ่งที่เขาได้เห็นในวันนี้มันทำให้เขาอยากรู้จักตัวตนของชายหนุ่ม ณ ช่วงเวลานั้นจริงๆ คงจะเป็นพี่เฮลในแบบที่เขาไม่เคยเจอ แบบที่เป็นตัวตนของชายหนุ่มในอีกมุมมองหนึ่ง


เขาอยากลองกะเทาะเปลือกแข็งๆ ของชายหนุ่มออกดูสักครั้ง เขาอยากเห็นเฮลเวอร์ชันที่ไม่ใช่หินผาแบบนี้


บางที อาจจะเป็นคนกวนๆ เหมือนคิล หรืออาจจะดุเหมือนเดิมแต่พูดมากขึ้นสักหน่อย แต่แค่นั้นก็ควรค่าแก่ความพยายามของเขาแล้ว






“พี่เฮลกลับมานานแล้วเหรอครับ ทำไมวันนี้กลับเร็วกว่าปกติล่ะครับ” ร่างบางเอ่ยถามทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้องแล้วพบว่าคนที่เขาคิดว่าจะไปทำงานต่อในห้องทำงานนั้นกำลังนอนสไลด์ไอแพดในมือด้วยใบหน้าที่ไม่ต่างจากตอนทำงานเท่าไหร่นัก ร่างบางเดินเข้ามาในห้องและทิ้งสูทตัวงามลงตะกร้าผ้า มือบางคลายผมเนกไทสีเข้มช้าๆ ขณะรอฟังคำตอบจากคนคนตัวสูง แต่คำถามที่ร่างบางถามไปนั้นก็ดูจะเป็นได้แค่สายลมพัดผ่านไปเท่านั้น เฮลไม่ได้ยินคำที่ร่างบางถามมาแต่ก็ไม่สนใจที่จะทวนคำถามอีกครั้ง รอยยิ้มของคนถามจึงเฝื่อนลงอย่างช่วยไม่ได้


“ถ้าพี่ง่วงก็ปิดไฟนอนก่อนได้เลยนะครับ ผมขออาบน้ำก่อ…”


“เดี๋ยว” เจ้าของเสียงทุ้มต่ำพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้ร่างบางหันมามองอย่างสงสัย แต่คนพูดก็ไม่ได้สนใจที่จะเงยหน้าขึ้นมามองคู่สนทนาเลยด้วยซ้ำ สายตาคมยังจดจ้องอยู่ที่แผนงานในไอแพดเครื่องบางชนิดที่แทบไม่กะพริบตา


“อาทิตย์ก่อนมึงปฏิเสธรับผู้หญิงที่ชื่อมิลินาเข้าทำงานหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งคำถามของชายหนุ่มก็ทำให้คนถูกถามอย่างฟองเบียร์ขมวดคิ้ววุ่น


“ถ้าหมายถึงคุณมิลินนาลูกสาวคุณมานิตย์ล่ะก็ใช่ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับพี่เฮล” ร่างบางถามด้วยความสงสัย หน้าผากมนนั้นเหมือนมีเครื่องหมายคำถามตัวโต ๆ แปะไว้หรา ก็ในเมื่อเขาไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้คนในบ้านฟัง แล้วชายหนุ่มไปรู้เรื่องได้อย่างไร และรู้มาจากไหนกัน


“วันก่อนผู้หญิงคนนั้นเอาชื่อพ่อมาอ้างเพื่อฝากตัวเองเข้าทำงานที่บริษัทกู”


“ห้ะ?”


“เข้ามาตีหน้าเศร้าเล่าว่ามึงไม่รับเขาเข้าทำงานด้วย 'เหตุผลส่วนตัวบางอย่าง' แล้วจะขอเข้าทำงานที่บริษัทกูแทน” เฮลว่าพร้อมกับแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง มีอย่างที่ไหนเรียนจบมาไม่ตรงสายไม่มีความรู้อะไรเลยแต่อยากใช้เส้นสายเข้ามาทำงานในบริษัทใหญ่ขนาดนี้ เอาแค่เรื่องจะขอเข้าพบเขาให้ได้ทั้งที่ไม่ได้นัดล่วงหน้า เขาก็ปัดตกไปแบบไม่ต้องคิดแล้ว


แต่ทว่าท่าทีที่ไม่สามารถอ่านออกพร้อมกับประโยคเกริ่นนำที่ดูจะเป็นไปในทางลบของร่างสูงก็ทำให้ร่างบางเข้าใจว่าตนเองกำลังถูกตำหนิทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้บพร่องในหน้าที่เลยแม้แต่น้อย ร่างบางทิ้งเนกไทในมือลงในตะกร้า ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับสามีด้วยท่าทีที่เฮลไม่เคยเจอ


“ที่ผมไม่รับเขาเข้าทำงานเพราะเขาไม่มีความรู้ด้านบริการหรือบริหารเลย ไม่รู้แม้กระทั่งตำแหน่งที่ตัวเองจะมาสมัครด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเรื่องนี้ผมพิจารณาด้วยตัวเองอย่างถี่ถ้วนแล้วครับ” ร่างบางชี้แจงด้วยใบหน้าจริงจัง หากจะบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขากล้าแย้งเฮลก็คงไม่ผิด เพราะวิญญาณกรรมการบริหารมันเข้าสิงจนร่างบางเผลอตัวไปชั่วขณะ


หากเป็นเรื่องงานบ้านงานเรือน ถ้าเขาทำให้ร่างสูงไม่พอใจเขาก็ยอมรับโดยไม่มีปากเสียง แต่เรื่องงานที่เขาตรึกตรองดีแล้ว เขาคงยอมไม่ได้ถ้าจะให้ใครเข้าใจว่าเขาตัดสินใจโดยมีอคติส่วนตัวหรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง


ส่วนทางด้านคนตัวโตที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาจากไอแพดในมืออย่างสนใจ น้ำเสียงที่ร่างบางใช้นั้นไม่เคยได้ยินผ่านหูเขาเลยสักครั้ง และเขาก็รู้สึกได้เลยว่าอีกคนคงจะไม่พอใจที่เขาทำท่าเหมือนจะก้าวก่ายงานของตนเอง


“กูปฏิเสธเขาไปแล้ว”


“???” ฟองเบียร์ร้องห้ะออกมาเป็นครั้งที่สองในรอบห้านาที สีหน้าของร่างบางเปลี่ยนไปในทันทีที่ได้ยิน และเฮลเองก็ไม่อยากกวนน้ำให้ขุ่นไปมากกว่านี้จึงอธิบายให้ร่างบางฟังสั้น ๆ ตามแบบฉบับตัวเอง


“ไม่มีใครอยากทำงานกับคนโง่แต่อวดฉลาดหรอกนะ” เฮลว่าออกมาตามความจริง ถึงแม้ว่ามันจะดูใจร้ายไปสักหน่อยสำหรับคนที่ถูกต่อว่า แต่นี่ก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตการทำงาน


คนโง่ที่พร้อมจะพัฒนา ยังน่าให้โอกาสมากกว่าคนโง่ที่ไม่รู้ว่าตัวเองโง่เสียอีก​


ตัวเขาเองในฐานะสามี เขาอาจจะมองว่าร่างบางเป็นภรรยาที่ไม่ได้เรื่อง แต่ในฐานะนักธุรกิจที่มองนักธุรกิจด้วยกัน เขายอมรับในความตั้งใจและความสามารถของร่างบางมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานด้วยซ้ำ เพราะแบบนี้เขาถึงไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นพยายามป้ายสีใส่ และเขาก็รู้ดีด้วยว่าเขาไม่ควรใช้อคติส่วนตัวมาตัดสินการทำงานของอีกฝ่าย


แต่นี่มันก็แค่ความเชื่อมั่น ไม่ได้หมายความว่าเชื่อใจหรอกนะ

ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจ แต่ฟองเบียร์ที่ได้ยินสามีว่าอย่างนั้นกลับตีความได้มากกว่าที่อีกคนตั้งใจ เขาพอเข้าใจแล้วว่ามิลินนาคงไปพูดอะไรบางอย่างให้ร่างสูงฟัง ซึ่งก็คงเป็นการให้ร้ายเขาเพื่อให้ตัวเธอดูน่าสงสาร แต่เฮลคงเห็นอะไรอย่างที่เขาเห็นเหมือนกัน เห็นถึงความไม่ตั้งใจ ไม่มีความพยายามที่จะพัฒนาตนเองให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่อยากได้ เฮลถึงปฏิเสธไปแบบนั้น


เขาดีใจ ดีใจที่อย่างน้อยเฮลก็ไม่ใช่คนหูเบา ดีใจที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นสามียังคงเชื่อในตัวภรรยาของตัวเองมากกว่าผู้หญิงคนอื่น


…เขาดีใจจริง ๆ


“ขอบคุณนะครับพี่เฮล”


ร่างบางเอ่ยออกมาจากใจจริงพร้อมกับวาดรอยยิ้มอ่อนหวานประดับบนใบหน้าสวยจนคนที่มองอยู่นั้นเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ


เป็นอีกครั้งที่เฮลไม่สามารถปฏิเสธความงดงามบนใบหน้านั้นได้เลย


และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของเขา…


ความคิดที่ว่า… จริงๆ แล้วภรรยาของเขาก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น



.

.

.


วันนี้เป็นวันหยุดวันแรกที่ฟองเบียร์มีหลังจากโหมงานหนักมาตลอดสองสัปดาห์ ร่างบางตื่นมาทำอาหารเช้าตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นพ้นขอบฟ้า เล่นเอาแม่บ้านที่เข้าครัวมาเห็นเจ้านายกำลังเตรียมของทำครัวอยู่ถึงกับวิ่งหน้าตั้งมาปรามด้วยความตกใจ


ร่างบางได้แต่ยิ้มขบขันให้กับท่าทีตื่นตระหนกเกินควรของแต่ละคน ทำอย่างกับว่าถ้าเขาได้แผลตอนทำอาหารแล้วทุกคนจะโดนสั่งเก็บอย่างไรอย่างนั้น


เอ… หรือจะกลัวกันอย่างนั้นจริง ๆ นะ…

ร่างบางคิดในใจแล้วก็ได้แต่ขบขันอยู่คนเดียวขณะที่หั่นเนื้อหมูออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ นิ่มที่กำลังเคี่ยวซุปกระดูกหมูในหม้อใบใหญ่หันมาเจอเข้าจึงท้วงขึ้น


“คุณเบียร์คะ ให้ป้าหั่นให้ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวจะบาดมือเอา” นางวางทัพพีในลงแล้วเดินเข้ามาหาเจ้านาย แต่คนถูกท้วงก็ส่งยิ้มให้แล้วส่ายหัวปฏิเสธในทันที


“ไม่เป็นไรครับป้านิ่ม ตอนอยู่บ้านหลังก่อนผมก็ทำประจำอยู่แล้ว”


“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่ทำไมคุณเบียร์ถึงหั่นหมูสองขนาดล่ะคะ คุณอยากทำอะไรเพิ่มหรือคะ ป้าจะได้เตรียมของเพิ่ม” นางว่าต่อเมื่อสังเกตว่าฟองเบียร์หั่นหมูชิ้นเล็กไว้และตอนนี้กำลังหั่นอีกขนาดที่ใหญ่กว่ากัน


“ชิ้นเล็กๆ พวกนี้ผมหั่นไว้สำหรับคุณแม่ท่านน่ะครับ ผมเห็นคุณแม่ชอบทานข้าวคำเล็กๆ ถ้าหั่นใหญ่ไปท่านก็ไม่ค่อยจะทานเท่าไหร่ ส่วนพวกที่กำลังหั่นนี่ไว้สำหรับพี่เฮลครับ รายนั่นน่ะชอบกินข้าวคำโตๆ เมื่อก่อนเคยลองทำชิ้นเล็กให้ก็บ่นกระปอดกระแปดว่ากลัวหมูหมดรึยังไง ฮ่ะๆ พี่เขาเลือกกินจริงๆ นะครับ” ร่างบางตอบออกไปยิ้มๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้รับคำชมเรื่องอาหารมาตั้งแต่อยู่มัธยมทำให้เขาชอบสังเกตเวลาคนทานอาหารที่เขาทำ เขาสังเกตแม้กระทั่งว่าคนๆ นั้นขอบทานข้าวคำเล็กหรือคำใหญ่ เพราะรสนิยมการทานของแต่ละคนไม่เหมือนกันจริงๆ


“คุณเบียร์เอาใจใส่คนรอบข้างดีมากเลยนะคะ มิน่าล่ะคุณหญิงกับคุณท่านถึงเอ่ยปากชมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” นางว่าอย่างชื่นชม ตั้งแต่สะใภ้ใหญ่ย้ายเข้าบ้านมา นางก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศเครียดๆ ที่เคยมีนั้นผ่อนคลายลง แม้ว่าร่างบางจะออกไปทำงานแต่เช้า กว่าจะกลับมาก็ดึกดื่น แต่ทุกครั้งที่พบหน้ากันร่างบางก็จะส่งยิ้มให้เสมอจนแม่บ้านทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารอยยิ้มของคุณหนูเธอเป็นเหมือนยาที่ช่วยสิ่งจรรโลงใจอย่างหนึ่งของบ้าน


“ไม่หรอกครับ ป้านิ่มก็ชมเกินไป” ร่างบางปฏิเสธออกไปแม้จะรู้ดีว่าประมุขของบ้านขยันชมตนเองอย่างว่าจริงๆ เขาไปพบลูกค้าที่ไหนก็ได้ยินแต่คำชมที่ถูกเล่าต่อมาจากปากแม่สามี จนตอนนี้เพื่อนเขาบางคนถึงกับเรียกเขาว่าลูกชายคนเล็กของบ้านรีนิลเบอตันไปแล้ว


ร่างบางที่เป็นหัวเรือคอยหยิบจับปรับรสอาหารหลากหลายชนิดได้รับคำชมจากเหล่าแม่บ้านตามมีอีกเป็นขบวนชนิดที่หากเอาคำชมนั้นไปขายได้เขาคงรวยขึ้นอีกโข กว่าที่มื้อเช้าจะถูกจัดจนเต็มโต๊ะอาหารตัวเขาก็เต็มไปใบด้วยกลิ่นควันและกลิ่นอาหารจากในครัว เขาจึงขอตัวขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ให้ดูไม่น่าเกลียดจนเกินไป


เมื่อร่างบางเปิดประตูเข้ามาในห้องก็พบเข้ากับสามีตัวเองกำลังยืนใส่เสื้ออยู่หน้ากระจก ร่างสูงที่รับรู้การมาของเขาก็เหลือบตามามองเขาเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไร เขาจึงเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อนอย่างที่เป็นอยู่ทุกวัน


“วันนี้ผมทำกับข้าวไว้เยอะเลยนะครับ แต่ตัวผมเหม็นไปหมดเลย ขอผมอาบน้ำก่อนแล้วจะตามลงไปนะครับพี่เฮล”


“อืม” ชายหนุ่มตอบรับในลำคอและหลีกทางให้คนตัวเล็กเข้ามาเลือกเสื้อผ้า วินาทีที่ทั้งสองเดินสวนกัน ชายหนุ่มก็เผลอสูดลมหายใจเข้าโดยอัตโนมัติ ก่อนที่เขาจะคิดในใจกับตัวเองว่า ‘ก็ไม่ได้เหม็นอย่างที่ว่าเสียหน่อย’ อย่างอดไม่ได้


ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะเลี่ยงสถานการณ์นั้นโดยการเดินลงมาด้านล่าง สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือกลิ่นหอมที่คุ้นเคยเหมือนอาหารที่ได้กินอยู่ทุกวันตอนอยู่บ้านหลังเก่า แต่วินาทีถัดมาสิ่งที่มากกว่าปกติก็ปรากฏสู่สายตา เขาได้แต่มองเจ้าของบ้านคนเล็กแล้วกลอกตาใส่เพราะน้องชายตัวดีของเขานั้นกำลังนั่งเท้าคางมองตอบมาอย่างกวนประสาท​


“Hallo” คิลยืดตัวขึ้นแล้วเอนหลังไปกับเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ พลางเอ่ยทักทายพี่ชายด้วยสำเนียงเยอรมันชัดเป๊ะ เฮลจึงตอบรับในลำคอเพียงสั้นๆ


“Uh”


“อืม… อาหารที่น้องเบียร์ทำนี่น่ากินจังเลยว่ะ มึงว่าไหมพี่”


“……”


“วันนี้ขอฝากท้องไว้กับพี่สะใภ้คนสวยหน่อยนะ เผื่อติดใจจะได้วาร์ปมากินบ่อยๆ”


เขาสาบานได้เลยว่าไม่เคยรู้สึกหมั่นไส้น้องชายตัวเองขนาดนี้มาก่อน สีหน้าท่าทางของคิลนั้นเหมือนคนมีเลศนัยและกำลังสนุกกับอะไรบางอย่าง


และอะไรบางอย่างนั้นก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเขาด้วย


“จุ๊ๆ อย่ามองหน้ากูแบบนั้นสิพี่ชาย นี่หวงแม้กระทั่งของกินที่เขาทำเลยเหรอ”


“กวนตีนแต่เช้าเลยนะมึง” เขาเลื่อนเก้าอี้ลงฝั่งตรงข้ามและพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่ยิ่งเขาทำแบบนั้นก็ยิ่งเข้าทางของคิลไปกันใหญ่


“ล้อเล่นน่า กูเห็นว่าได้หยุดพร้อมกันสักที ก็เลยอยากมากินข้าวฝีมือพี่สะใภ้แค่นั้นเอง เห็นคุณแม่โทรมาชวนรอบที่ล้านได้แล้วมั้ง” ชายหนุ่มว่าไปด้วยท่าทางสบายๆ ท่าทางของเขาในวันนี้นั้นต่างจากคิลคนที่ออกตัวปกป้องพี่สะใภ้เมื่อวันงานแต่งอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหนึ่งในสาเหตุก็อาจจะเพราะเขาเห็นอะไรบางอย่างที่ในตัวพี่ชายที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ โดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวอยู่ก็ได้


“ว่าแต่พี่สะใภ้กูไปไหนแล้วล่ะ เช้าๆ แบบนี้ได้เห็นหน้าสวยๆ ตอนกินข้าวไปด้วยอาหารคงอร่อยขึ้นเป็นกองเลยเนาะ”


“หุบปากสักทีเถอะไอ้น้องเวร”


…เอาว่ะ มันเริ่มมาแล้วเว่ย

ได้แกล้งไอ้หินแบบนี้สนุกจังเลยโว้ย

TBC.




เจอคำผิดสะกิดได้เลยนะคะที่รัก

ลิสต์คำผิดที่มิลินใช้ในตอนนี้

*อินบล็อก = อินบ็อกซ์/อินบอกซ์ (ยังเป็นที่ถกเถียงกันในกลุ่มผู้ใช้ภาษาไทยในเพจต่างๆ ตรงนี้ส่วนตัวไรต์เองใช้อินบ็อกซ์บ่อยกว่าค่ะ)

*อ่ะ = อะ

*นะค่ะ = นะคะ


ไรต์ค่อนข้างกังวลเรื่องการถ่ายทอดทัศนคติของตัวละครในเรื่องการใช้คำ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไรต์คิดว่ามันค่อนข้างละเอียดอ่อน ตัวไรต์เองก็ใช้คำผิดเยอะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไรต์แค่อยากสื่อให้เห็นว่าบริษัทใหญ่บางบริษัทเขาพิจารณาคนจากสื่อออนไลน์และภาษาที่พิมพ์ออกมาจริงๆ ถึงจะดูเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและบางครั้งก็เป็นการตัดสินคนจากภายนอกอย่างที่ตัวฟองเบียร์ว่าก็ตาม


ปล.น้องเบียร์ตอนอยู่กับคนพี่อาจจะเป็นลูกไก่ แต่อยู่กับคนอื่นอาจจะเป็นแม่เสือก็ได้ ใครจะไปรู้


ความคิดเห็น