ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 9 เงื่อนไข

ชื่อตอน : บทที่ 9 เงื่อนไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 16:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 เงื่อนไข
แบบอักษร

บทที่ 9

เงื่อนไข

ทั้งห้องมีเพียงความเงียบ เว่ยเจียเล่อเอนหลังพิงเก้าอี้ สีหน้าเฉยเมยขณะเล่า

“ท่านพ่อท่านแม่ข้าสิ้นใจตอนข้าอายุได้ห้าขวบ” เขาเหลือบมองภาพดอกโบตั๋นแวบหนึ่ง “อาจารย์ทั้งสามเลี้ยงดูข้ามา ตอนข้าอายุได้สิบห้าก็สำเร็จวิชาของพรรค ข้าใช้เวลาสามปีท่องยุทธภพ แล้วกลับมารับตำแหน่งประมุขพรรคหมอกอัสดง”

เขาเงียบไปครู่หนึ่ง มองภาพดอกโบตั๋นอีกครั้งแล้วแค่นยิ้ม

“ข้าถูกสาป...คำสาปกำหนดไว้แน่ชัดว่าข้าจะมีทายาทกับสตรีที่มีความเกี่ยวข้องกับผีเสื้อ ข้าไม่เคยใส่ใจคำสาปนี้ แต่อาจารย์ทั้งสามกลับเน้นย้ำให้ข้าเสาะหาเจ้าจนพบ เนื่องด้วยพวกอาจารย์ต้องการทายาทไว้สืบตระกูลเว่ยและเพื่อคอยดูแลพรรคหมอกอัสดงสืบต่อ”

สายตาเว่ยเจียเล่อยามมองภาพดอกโบตั๋นทำให้นางรู้สึกว่าภาพดอกโบตั๋นภาพนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสาปเป็นแน่

หรงเมิ่งอิงพยายามครุ่นคิดแต่ก็แทบไม่เข้าใจสิ่งใด ม่านหมอกของเรื่องราวมากมายที่นางยังไม่รู้ปกคลุมไปทั่วเสียจนน่าอึดอัด ทั้งคำสาป ดอกโบตั๋น ผีเสื้อ เขาและนาง ที่แท้แล้วพรรคหมอกอัสดงมีสิ่งใดซ่อนอยู่กันแน่?

“เพื่อตอบแทนบุญคุณอาจารย์ทั้งสาม” เว่ยเจียเล่อขยับมานั่งหลงตรง สบตากับนางก่อนเอ่ยช้า ๆ “ข้าจึงมีหน้าที่แต่งงานกับเจ้า”

หน้าที่? หรงเมิ่งอิงเริ่มรู้สึกว่ารอยยิ้มของนางเริ่มแข็งค้าง

“แล้วอย่างไรต่อหรือ”

“เราเพียงแต่แต่งงานให้พวกอาจารย์สบายใจเท่านั้น แต่เรื่องทายาทข้าไม่ได้สนใจ” เขาตอบเรียบ ๆ “เจ้าจะได้รับตำแหน่งฮูหยินเอก หากข้าไว้ใจเจ้ามากพอเจ้าจะได้ดูแลเรื่องในพรรคทั้งหมดที่ฮูหยินเอกควรดูแล แต่อย่าได้คาดหวังว่าจะได้รับความรักใคร่จากข้า”

หากเรื่องของเหลียงหลินฮวาทำให้หัวใจนางบีบรัด คำพูดในยามนี้ของเขาคงทำให้นางปวดร้าวจนแทบกระอัก

“เพราะเหตุใด...” นางเค้นเสียงยากเย็น “เพราะนี่เป็นเพียงหน้าที่ของท่านเท่านั้นหรือ”

“ใช่”

หรงเมิ่งอิงเงียบไปอึดใจหนึ่ง ย้อนระลึกถึงเหตุผลแท้จริงที่ทำให้นางตอบตกลงกับเขาก็พอตั้งสติได้ ความจริงแล้วใช่ว่านางจะอยากแต่งงานกับเขาตั้งแต่แรก แต่เนื่องด้วยครอบครัวถูกพวกโจรทำลายจนนางสิ้นไร้บิดามารดา มีหรือนางจะไม่อยากให้คนพวกนั้นได้รับโทษ ดังนั้นการตกลงแต่งงานกับเขา ก็เป็นเพราะนางหวังจะยืมอำนาจเขามาจัดการคนชั่วพวกนั้น

คนหนึ่งทำเพื่อตอบแทนบุญคุณอาจารย์ คนหนึ่งทำเพื่อต้องการเครื่องมือไปแก้แค้นผู้อื่น สมน้ำสมเนื้อกันถึงเพียงนี้ เหตุใดยังต้องมัวคิดน้อยใจอยู่อีก

อีกทั้งเมื่อครู่เขายังบอกเองว่าอย่าได้คาดหวังความรักใคร่จากเขา เขาก็เพียงแต่บอกนางไม่ให้คาดหวังเท่านั้น นางอาจทำให้เขารู้สึกเช่นนั้นกับนางขึ้นมาก็ได้ไม่ใช่หรือ

หรงเมิ่งอิงยิ้มได้อีกครั้ง นางช้อนตามองเว่ยเจียเล่อ

“ท่านประมุข ในเมื่อพวกอาจารย์ต้องการทายาทเช่นนี้...ท่านประมุขก็ควรมีทายาทไม่ใช่หรือ”

“เพียงข้าหาเด็กมีฝีมือมารับเลี้ยงไว้เป็นบุตรชายก็น่าจะใช้ได้แล้ว”

มีบุตรบุญธรรมจะสู้มีบุตรเป็นของตนเองได้อย่างไรกัน? หรงเมิ่งอิงลอบสั่นศีรษะ ไม่ได้ ๆ นางจะต้องสรรหาวิธีมาทำให้สามีนางอยากมีบุตรเป็นของตนเองจึงจะถูก

หรงเมิ่งอิงเก็บเรื่องนั้นไว้ก่อน เมื่อครู่เขาเล่าเรื่องราวฝั่งของเขาแล้ว นางก็ควรเล่าเรื่องราวฝั่งของนางเสียที

“ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงสูดลมหายใจหวังผ่อนคลายอารมณ์ “ท่านประมุขพูดเรื่องของท่านประมุขไปบ้างแล้ว ข้าเองก็ควรพูดบ้าง”

เว่ยเจียเล่อเพียงพยักหน้า

“ท่านประมุข...” หรงเมิ่งอิงข่มก้อนความรู้สึกชนิดหนึ่งลงไป “รู้ประวัติของข้าดีเพียงใด”

เขาชะงักไปเล็กน้อย

“เจ้าอยากเล่าสิ่งใดก็เล่ามา”

“ท่านพ่อข้าเป็นพ่อค้าค้าเกลือ ท่านแม่ข้าเป็นบุตรสาวของขุนนางฝ่ายบู๊ ข้ามีพี่สาวแท้ ๆ คนหนึ่ง” หรงเมิ่งอิงเริ่มเล่า นางก้มหน้ามองมือตนเอง ไม่อยากให้เขาเห็นนางตอนกำลังอ่อนแอเช่นนี้ “ครอบครัวของข้าสุขสงบดี มีหน้ามีตาในเมืองหลวง จนกระทั่งวันหนึ่ง...พวกโจรชั่วก็โผล่มา”

เว่ยเจียเล่อมองอาการนางตลอดเวลา ครั้นเห็นมือเล็กกำเข้าหากันแน่น ไหล่แบบบางของนางเริ่มสั่นเล็กน้อยเขาก็ขมวดคิ้ว

“คนพวกนั้นสังหารท่านพ่อท่านแม่ต่อหน้าต่อตาข้า” หรงเมิ่งอิงแค่นเสียงหัวเราะคำหนึ่ง รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว นางรีบหลับตาแน่นเพื่อไม่ให้หยาดน้ำตารินไหล เงียบอยู่นานจนได้ยินเสียงถอนหายใจดังมา

“ไม่ต้องเล่าแล้ว”

“ไม่เป็นไรท่านประมุข” นางฝืนยิ้มแย้ม ด้วยกลัวเขาจะคิดว่านางอ่อนแอ แต่ยามนี้เพียงจะให้เงยหน้าขึ้นสบตาก็ยังไม่กล้าทำ หรงเมิ่งอิงข่มใจเล่าต่อช้า ๆ “แล้วพวกมันก็เผาคฤหาสน์ ข้ารีบวิ่งหนี ตั้งใจค้นหาพี่ใหญ่แต่หาไม่พบ ข้าคิดว่านางคงตายในกองเพลิงแน่แล้ว หลังจากนั้นข้าก็หลบซ่อนอยู่หลายวัน พยายามหาทางหนีไปจากเมืองหลวง จนถูกพวกโจรจับมาขายในหอโคมเขียวและได้เจอกับท่านประมุข”

น้ำตาหยดหนึ่งร่วงกระทบหลังมือ หรงเมิ่งอิงรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้า เว่ยเจียเล่อเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง สีหน้าเครียดขรึม ยิ่งคิดว่านางเหมาะสมกับรอยยิ้มอ่อนโยนน่ารักยิ่งกว่าน้ำตา คิ้วเข้มก็ยิ่งขมวดชนเข้าหากันแน่น เขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ถอนหายใจแรง ๆ ครั้งหนึ่ง พูดเสียงเข้ม

“หยุดร้องไห้เสียที ข้ารำคาญ!”

“ขอโทษด้วย ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงรีบเช็ดน้ำตาจนหมด หัวเราะออกมาทั้งที่เสียงอู้อี้ขึ้นจมูก “ที่ข้าเล่าให้ฟังก็ควรต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน”

เว่ยเจียเล่อหันกลับมา เห็นดวงตาของนางแดงชื้นก็หงุดหงิดยิ่งกว่าเก่า เผลอตัวเอ่ยเสียงดัง

“เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน!”

“เหตุใดต้องพูดเสียงดังด้วยเล่า ข้าปวดหูหมดแล้ว” นางยู่หน้า แก้มขาว ๆ พองออก “ข้าอยากขอร้องให้ท่านประมุขเลิกกลั่นแกล้งข้า...”

เขาปรายตามองนาง

“เจ้าเป็นเพียงของเล่น หากข้าต้องการกลั่นแกล้งข้าก็ย่อมทำได้”

“ข้าจะเป็นภรรยา หาใช่ของเล่น” หรงเมิ่งอิงแทรกขัดทันควัน โน้มกายข้ามโต๊ะทำงานมาเล็กน้อย “ภรรยามีหน้าที่ปรนนิบัติดูแลสามี ไม่ใช่สิ่งของที่ท่านประมุขจะเล่นได้ตามใจชอบนะเจ้าคะ”

“ฟังแล้วก็ไม่เห็นต่างจากของเล่นตรงที่ใด”

“ท่านประมุขช่างดื้อดึงจริง ๆ” นางสั่นหน้าไปมาอย่างทอดถอน เว่ยเจียเล่อถลึงตา ตบโต๊ะทีหนึ่ง

“ว่าที่ฮูหยินนั่นแหละดื้อดึง!”

“เรื่องกลั่นแกล้งข้าก็ช่างเสียเถอะ ข้ารับมือได้” หรงเมิ่งอิงหาได้ใส่ใจความไม่พอใจของเขา “ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าข้าไม่ควรคาดหวังเรื่องความรักใคร่จากท่าน”

“ใช่...” เว่ยเจียเล่อเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย

“แล้วเรื่อง ‘เช่นนั้น’ เล่า ข้าจะคาดหวังจากท่านได้หรือไม่”

“...”

“ข้าเพียงต้องการทำ ‘เช่นนั้น’ กับท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงยิ้มสว่างไสว ยิ่งเห็นเขาชะงักนางก็ยิ่งยิ้มจนตาปิด “ไม่ต้องรักกันก็ได้ แค่เพียงได้ทำ ‘เช่นนั้น’ กันมากเท่าที่ข้าต้องการข้าก็พอใจแล้ว”

การทำ ‘เช่นนั้น’ ของนางจะหมายถึงการทำสิ่งใดอีก หากไม่ใช่การทำเรื่องในห้องหอระหว่างสามีภรรยาในยามค่ำคืน!             

เว่ยเจียเล่อยังคงนิ่งค้าง ก่อนยกมือขึ้นลูบหน้าช้า ๆ ลามไปนวดขมับอีกหลายที นางเป็นเด็กสาววัยเพิ่งปักปิ่น [1] แท้ ๆ กล้าพูดออกมาเต็มปากเต็มคำถึงเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ขนาดเขาที่เป็นบุรุษเต็มตัวได้ยินนางกล่าวยังกระดากจนแทบวางหน้าไม่ถูก

“ว่าที่ฮูหยิน” สายตาของเว่ยเจียเล่อเหลือบไปพบสมุดบัญชีของโรงเตี๊ยม ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้น “สำหรับเรื่องเช่นนั้นควรเกิดขึ้นเพียงคืนเข้าหอคืนเดียวเพื่อให้ถูกต้องตามธรรมเนียมก็น่าจะพอแล้ว ส่วนคืนหลังจากนั้นแม้จะนอนห้องเดียวกัน แต่จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก”

“ได้อย่างไรกัน” คราวนี้หรงเมิ่งอิงตื่นตระหนกจริง ๆ นางผุดลุกขึ้น มองหน้าเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง “ท่านประมุขหมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นระหว่างเราสองคนอีกเลย?”

“ใช่”

“ไม่ได้นะ” หรงเมิ่งอิงสั่นหน้า “ไม่ได้เด็ดขาด!”

“เพราะเหตุใด”

“ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงทำท่าฮึดฮัด “สามีภรรยาจะนอนร่วมห้องกันเฉย ๆ ได้อย่างไรกันเล่า ไร้เหตุผลสิ้นดี!”

“เพียงนอนเฉย ๆ ไม่ต้องทำสิ่งใดถือเป็นเรื่องไร้เหตุผลหรือ” น้ำเสียงของเว่ยเจียเล่อบอกชัดว่าเรื่องสามีภรรยาจะไม่แสดงความสนิทสนมยามค่ำคืนสำหรับเขาแล้วเป็นเพียงเรื่องเล็กเท่านั้น

“ไร้เหตุผล!” นางร้อนใจจนแทบยืนนิ่งไม่ได้แล้ว

“เพราะเหตุใด” เขาย้อนถามมาอีก เห็นนางยังให้คำตอบไม่ได้ก็หัวเราะหึ “หากเจ้าให้คำตอบไม่ได้ก็ตกลงตามที่ข้าพูดไว้ เพียงคืนเข้าหอคืนเดียวเท่านั้น”

หรงเมิ่งอิงเม้มปากแน่น เขาร่างกายแข็งแรง รูปร่างได้สัดส่วน กำลังภายในแข็งแกร่งสมกับที่หม่าจือฉินพูดเอาไว้ นางจะได้แต่งงานมีสามีทั้งทีให้เสพสุขฉันสามีภรรยาเพียงคืนเดียว แล้วชีวิตหลังจากนั้นว่างเปล่าโดยไม่ได้ลิ้มรสความสุขอีกเช่นนั้นแล้วชีวิตยังจะเหลืออะไรอีกเล่า อีกทั้งตอนที่ยังอยู่ในหอนางโลมนางได้ศึกษากลยุทธ์บนเตียงไว้ไม่น้อย จะให้ความรู้เหล่านั้นเสียเปล่าไปก็คงไม่ได้

ไหนจะเรื่องของเหลียงหลินฮวาอีก หรงเมิ่งอิงจะปล่อยให้อนุของเขามาเหยียบศีรษะนางไม่ได้เป็นอันขาด!

“ว่าอย่างไร” เว่ยเจียเล่อชะโงกหน้าข้ามโต๊ะมา

“เพราะ...” นางอึกอัก ควรต้องนึกหาคำตอบที่ดีกว่านี้เข้าไว้

“ตอบไม่ได้หรือ”

“เพราะ...เพราะข้า...”

เว่ยเจียเล่อพยักหน้า

“ตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องตอบ”

ไม่ได้การแล้ว จะปล่อยไว้แบบนี้ก็คงเสียเรื่องเป็นแน่ หรงเมิ่งอิงกำมือแน่น รวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไป

“เพราะข้าอยากทำกับท่านประมุข!” จบคำนางก็เพิ่งรู้สึกตัว รีบตะครุบปากตนเองไว้ ใบหน้าแดงก่ำทันตาเห็น “ไม่ใช่ ๆ ข้าหมายถึงข้า...เอ่อ...”

ว่าที่ภรรยาตัวน้อยติดกับเขาเข้าเสียแล้ว...

เว่ยเจียเล่อในใจลอบยิ้ม ภายนอกกลับยักไหล่ หยิบสมุดบัญชีโรงเตี๊ยมของพรรคมาแล้วโยนไปทางนาง หรงเมิ่งอิงรับเอาไว้ได้

“ท่านประมุข เมื่อครู่ข้ากล่าวผิดไป” นางยังคงพยายามจะแก้ตัว หาได้ใส่ใจกับสมุดบัญชี “ข้าหมายถึงว่า...ข้าเพียง...”

“ไม่ต้องพูดแล้ว ว่าที่ฮูหยิน” เว่ยเจียเล่อประสานมือไว้บนโต๊ะ หรี่ตามองนาง “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าอยากทำ ‘เช่นนั้น’ กับข้า”

หรงเมิ่งอิงเถียงไม่ออก นางทรุดลงนั่งอย่างหมดแรง มองแววตาของเขาแล้วก็รีบก้มมองมือตน ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าเป็นนางหรอกหรือที่ยั่วยวนเขาแล้วเขากลับหูแดงหน้าแดงทุกครั้งไป เหตุใดวันนี้ทุกสิ่งกลับแปรเปลี่ยนไปได้เล่า เว่ยเจียเล่อแท้จริงเป็นคนเช่นไรกันแน่ นางสับสนไปหมดแล้ว

“หากว่าที่ฮูหยินอยากทำ ‘เช่นนั้น’ กับข้า” เขาคงติดใจคำว่า ‘เช่นนั้น’ ไม่น้อย จึงได้จงใจย้ำเสียงหนักในทุกครั้งที่พูดถึง “ข้าก็มีเงื่อนไขข้อหนึ่ง หากว่าที่ฮูหยินทำได้ ข้าจะยินยอม”

หรงเมิ่งอิงเงยหน้าทันที

“เป็นเงื่อนไขใด” เอาเถิด ถึงอย่างไรก็หลุดปากออกไปแล้ว แก้ตัวยามนี้คงสายไป เสแสร้งอีกก็คงไม่อาจต้อนเขาให้จนมุมได้ คงต้องเดินหน้าอย่างจริงจังได้แล้ว

“บัญชีโรงเตี๊ยมพรรคเราขาดทุนมาหลายเดือนแล้ว เจ้าต้องหาสาเหตุให้พบ” เขาเลื่อนกองสมุดบัญชีอีกกองใหญ่ไปไว้หน้านาง หรงเมิ่งอิงชะงักเล็กน้อย นางเปิดสมุดบัญชีที่ได้มาจากเขา ลากสายตาอ่านรวดเร็วก่อนคว้าเล่มอื่นมาเปิดอ่านอีก อึดใจใหญ่นางจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา มุมปากผุดรอยยิ้ม

“ท่านประมุข หากข้าหาสาเหตุจนพบจะเป็นอย่างไรต่อ”

“ว่าที่ฮูหยินดูมั่นใจไม่น้อย?” เว่ยเจียเล่อทำหน้าไม่ใคร่เชื่อถือ “ฝึกฝนวิชายังทำแทบไม่ได้ความ ดูแลบัญชีจะทำเป็นหรือ”

“เดี๋ยวท่านประมุขก็รู้เอง” หรงเมิ่งอิงลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะทำงานตรงไปยังเขา “แต่ตอนนี้ท่านประมุขต้องบอกก่อนว่าหากข้าทำสำเร็จ ข้าจะได้สิ่งใดตอบแทน”

“เจ้าอยากได้สิ่งใด” เว่ยเจียเล่อหยัดกายตรง ยิ่งนางขยับใกล้เข้ามาอีกก็ยิ่งทำท่าระแวดระวัง

“ท่านประมุขต้องรับปากก่อนว่า หากข้าทำได้สำเร็จ ยามนั้นข้าก็จะทำ ‘เช่นนั้น’ กับท่านประมุขได้ทุกครั้งที่ข้าต้องการ” นางว่ายิ้ม ๆ ถึงยามนี้จะเป็นหญิงไร้ยางอายนางก็ไม่ใส่ใจแล้ว “หรือหากท่านประมุขต้องการ ท่านประมุขก็ย่อมทำได้เช่นกัน”

เว่ยเจียเล่อมีสีหน้าพิกล ยังไม่ได้ตอบคำใด หรงเมิ่งอิงก็พลันยื่นมือข้างหนึ่งไปไล้ปลายใบหูเขาช้า ๆ แล้วลากตามแนวคางจนมาถึงริมฝีปากเขา ท่าทางเช่นนั้นทั้งถือวิสาสะและจาบจ้วง เขาตะครุบข้อมือนางไว้ ตาลุกวาว

“ว่าที่ฮูหยินอย่าได้ใจเกินไปนัก!”

“เหตุใดท่านประมุขไม่รับปาก” นางเลิกคิ้ว กล่าวทั้งอมยิ้ม “ท่านประมุขคงกลัวข้าทำได้สำเร็จกระมัง”

เว่ยเจียเล่อยิ้มเยาะหยัน

“ข้ารับปาก” เขากวาดตามองนางก่อนถากถาง “แต่คนอย่างเจ้าคงยากจะทำได้สำเร็จ บัณฑิตมีหรือจะก่อกบฏได้ [2]”

หรงเมิ่งอิงหงุดหงิดขึ้นมาวูบหนึ่ง ยิ่งคิดว่าเขารู้สึกมั่นใจไม่น้อยเรื่องที่ตนเองคงจะไม่รักใคร่นางก็ยิ่งหงุดหงิดกว่าเก่า

ดวงตาของหรงเมิ่งอิงเป็นประกายเจิดจ้า นางโน้มหน้าเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว เว่ยเจียเล่อรู้สึกถึงลมหายใจร้อน ๆ ของนางเป่าพรูใส่ แล้วเพียงครู่เดียวสัมผัสนิ่มนวลก็แตะลงบนผิวแก้มเขา ริมฝีปากของนางอ่อนนุ่มและร้อนระอุ เจือด้วยความดื้อรั้นอยู่หนึ่งส่วน ความอ่อนหวานราวใยไหมที่ถักทออย่างละเอียดลอออีกสามส่วน ความร้อนจากผิวแก้มแผ่ซ่าน

ไม่มีผู้ใดขยับกาย ต่างคนต่างนิ่งค้าง หรงเมิ่งอิงตัวแข็ง เบิกตาโตประดุจเพิ่งได้สติ ความร้อนจากริมฝีปากแล่นวาบขึ้นถึงผิวหน้า หัวใจเต้นโครมครามจนหูอื้อและแทบไม่ได้ยินสิ่งใด นางรีบผละออกอย่างลนลาน ก้าวถอยหลังจนเกือบสะดุดเท้าตนเองล้มลง

นี่นางทำสิ่งใดลงไป!

เว่ยเจียเล่อมองสบตานาง ดวงตาของเขาลึกล้ำยากจะรู้ถึงความรู้สึก เขายกมือขึ้นแตะแก้มข้างนั้น ถามเสียงเบา

“เจ้า...ทำอะไร”

“ข้า...” หรงเมิ่งอิงหน้าร้อนจัดจนแทบระเหย เสียงหัวใจกระหน่ำเต้นดังกึกก้องอยู่ในหูจนเกือบไร้สติ นางรีบประสานมือ “ข้าขอตัวก่อน”

จบคำ นางก็ผลุนผลันออกจากห้อง ร่างในอาภรณ์ฝึกฝนของพรรคสาวเท้าจากไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกกระต่ายที่กำลังตื่นกลัวบางสิ่ง เว่ยเจียเล่อมองตามแผ่นหลังนาง ลูบแก้มซีกนั้นช้า ๆ ความอบอุ่นอ่อนหวานเลือนหายไปแล้ว แต่ความรู้สึกยังคงอยู่ เขาเอนพิงเก้าอี้นิ่งอยู่นาน กระทั่งรู้สึกว่ามุมปากปวดเล็กน้อยจึงได้ยกมือขึ้นลูบดู

เว่ยเจียเล่อพบว่าตนเองกำลังยิ้มอยู่

________________

[1] เด็กสาวอายุสิบห้าปีจะทำพิธีปักปิ่นเพื่อแสดงว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วและสามารถแต่งงานได้แล้ว

[2] บัณฑิตก่อกบฏ หมายถึง คนที่รู้แต่ภาคทฤษฎี ไม่เชี่ยวชาญภาคปฏิบัติ ไม่มีวันทำการทำงานได้สำเร็จ

ความคิดเห็น