ขอบคุณที่เข้ามาอ่านและเป็นกำลังใจให้เรานะคะ รักมาก ๆ ค่ะ <3

บทที่ 8 ฤกษ์มงคล

ชื่อตอน : บทที่ 8 ฤกษ์มงคล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.พ. 2562 16:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 ฤกษ์มงคล
แบบอักษร

บทที่ 8

ฤกษ์มงคล

หยางอู่นั่งก้มหน้ากุมขมับอยู่หลังโต๊ะทำงาน ริ้วรอยตรงหว่างคิ้วย่นเข้าหากันเป็นร่องลึก เขาได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้ว่าควรจะทำสิ่งใดต่อไปดี

เมื่อปีกลายหยางอู่ติดต่อการค้ากับพ่อค้าเครื่องกระเบื้องกลุ่มหนึ่งโดยอ้างว่าเป็นการติดต่อของทางการ เขาซื้อขายกับกลุ่มพ่อค้าด้วยตั๋วแลกเงินปลอมที่สั่งทำเป็นพิเศษ แล้วนำเครื่องกระเบื้องที่ได้จากกลุ่มพ่อค้าไปขายต่อและยังตั้งราคาให้สูงขึ้นอีก แผนการนี้ทำให้เขาไม่ต้องเสียทรัพย์ซ้ำยังกอบโกยกลับมาได้อีกเป็นกอบเป็นกำ ไม่นึกเลยว่าวันหนึ่งความเกิดแตก กลุ่มพ่อค้ารู้ข่าวเข้าก็โกรธจัด หยางอู่พยายามประนีประนอม ทว่ากลับไร้ผล พวกพ่อค้ารวมตัวกันเตรียมฟ้องร้องมายังทางการ

ระหว่างตกอยู่ในสถานการณ์เหมือนกำลังเหยียบอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ [1] หยางอู่พลันระลึกถึงพรรคหมอกอัสดง เขาได้ยินว่าพวกคนในยุทธภพให้ความเคารพเลื่อมใสต่อพรรคนี้เป็นอันมาก พวกพ่อค้าก็ทำการค้าและไปมาหาสู่กับประมุขพรรคจนสนิทสนมกันดี เขาเพียรส่งสารขอความช่วยเหลือไปยังพรรคหมอกอัสดง ด้วยนึกว่าหากร้องขอให้ประมุขเว่ยช่วยเหลือบางทีเรื่องราวคงไม่บานปลาย ไหนเลยจะรู้ว่าประมุขเว่ยกลับตัดเยื่อใย ทั้งยังพูดตอกหน้าเสียจนหน้าชา

เดิมทีคิดว่าหนึ่งลูกศรคงยิงถูกอีแร้งคู่ [2] ผลสุดท้ายไม่เพียงจะยิงไม่ถูกอีแร้ง ศรนั้นยังวกกลับมาทำร้ายเขาเองเสียอีก

จู่ ๆ หยางอู่ก็ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังขึ้นในห้อง เป็นเสียงที่ดังคล้ายเสียงหัวเราะของบุรุษหนุ่ม ตอนแรกหยางอู่นึกว่าคงหูแว่วไปเอง แต่เมื่อเสียงนั้นเริ่มดังขึ้น เขาก็สอดส่ายสายตาพลางผุดลุกขึ้นตวาด

“ผู้ใดกัน!”

ร่างหนึ่งค่อย ๆ ก้าวออกมาจากเงามืดมุมหนึ่งของห้อง บุรุษผู้นั้นเค้าโครงหน้าจัดได้ว่าเป็นบุรุษรูปงาม เสียแต่ใบหน้าท่าทางส่อเค้าของความบ้าคลั่งจนทำให้ความน่ามองเลือนหายไปเป็นอันมาก รอบคอมีผ้าพันแผล ตรงบั้นเอวเหน็บกระบี่เอาไว้ ท่าเดินผึ่งผายไร้ความเกรงใจผู้ใด

“ใต้เท้าหยาง” บุรุษหนุ่มนั่งลงโดยไม่ต้องเชิญ เขาเอ่ยขึ้นยิ้ม ๆ “ข้าชื่อหลิ่วถิงเฟิง”

“หลิ่วถิงเฟิง?” หยางอู่ขมวดคิ้ว “มือขวาของประมุขเว่ยน่ะหรือ คนจากพรรคหมอกอัสดงจะยังมาหาข้าเพื่ออะไรอีก!” 

หลิ่วถิงเฟิงหน้าบึ้งทันควัน

“ใต้เท้าหยาง ข้าออกจากพรรคหมอกอัสดงมาได้หลายปี ยามนี้มีพรรคเป็นของตนเอง ท่านตกข่าวแล้ว” เขากระแทกลมหายใจ ปัดมือไปมา “ช่างเถอะ ๆ ข้ามาที่นี่เพราะข้าอยากช่วยเหลือท่าน”

“ช่วยเหลือข้าเรื่องใด” หยางอู่ถามอย่างไม่ไว้ใจ

“ใต้เท้าหยางคงยังไม่รู้เรื่องกระมัง ยามนี้พ่อค้าสกุลโจวทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มพ่อค้าเครื่องกระเบื้อง ทั้งยังเป็นผู้เก็บรวบรวมหลักฐาน” หลิ่วถิงเฟิงเท้าคางกล่าวยิ้ม ๆ “ข้ารู้มาว่าหลักฐานเอาผิดใต้เท้าสูงท่วมหัวทีเดียว”

หยางอู่หย่อนกายลงนั่ง ถอนใจอ่อนล้า

“แล้วเจ้าจะให้ความช่วยเหลือข้าเช่นนั้นรึ จะทำได้เช่นไรกัน” ทั้งจะรู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่แผนลวง บุรุษผู้นี้ไม่น่าไว้ใจเลยสักนิดเดียว

“ข้าย่อมต้องมีวิธีอยู่แล้ว ใต้เท้า” หลิ่วถิงเฟิงยักคิ้วให้ข้างหนึ่ง “การช่วยเหลือครั้งแรกนี้ข้าจะไม่เรียกสิ่งใดตอบแทน ถือเสียว่าเพื่อเป็นการทำให้ใต้เท้าไว้วางใจก็แล้วกัน”

หยางอู่พยักหน้าส่ง ๆ ยามนี้เขาไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียอีกแล้ว ยอมเสี่ยงอีกสักครั้งก็คงไม่ได้ทำให้เรื่องราวเลวร้ายไปกว่าเดิม

“เช่นนั้นเจ้าต้องการจะช่วยเหลือข้าไปเพื่อเหตุใด เจ้าเคยเป็นสมาชิกพรรคหมอกอัสดงและยังเป็นมือขวาของประมุขเว่ยมาก่อนไม่ใช่หรือ”

หลิ่วถิงเฟิงกลอกตา สีหน้าเบื่อหน่าย

“ใต้เท้าหยาง หากข้ายังสนิทสนมกลมเกลียวกับประมุขเว่ย ข้าจะแยกตัวออกมาเพื่อสิ่งใดกัน”

“เช่นนั้นเจ้ามีปัญหากับประมุขเว่ย?”

“ไว้ใต้เท้าตกลงจะทำการค้ากับข้า ข้าค่อยเล่าให้ใต้เท้าฟัง” หลิ่วถิงเฟิงลุกขึ้นยืน “ใต้เท้าโปรดตั้งตาดูการช่วยเหลือครั้งแรกของข้า หากใต้เท้าเกลียดชังประมุขเว่ย ใต้เท้าคงจะยิ่งพอใจกับแผนการของข้าเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน”

ยามไปก็ลึกลับและรวดเร็วเฉกเช่นยามมา หยางอู่กะพริบตาอีกทีก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในห้องแล้ว


สี่ห้าวันหลังจากนั้น หรงเมิ่งอิงยังคงฝึกอยู่เช่นเดิม นางต้องฝึกท่าต่อสู้พื้นฐานซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน ตกตอนเย็นยังต้องถูกศิษย์พี่อย่างเว่ยเจียเล่อดูแล ครั้นกลับถึงห้องก็หลับไปอย่างเหนื่อยล้า ไม่ได้ฝันถึงดอกโบตั๋นสีแดงงดงามดอกนั้นอีกจนเกือบลืมเลือนฝันนั้นไปแล้ว เรื่องราวอื่นใดก็หาได้รับรู้ข้องเกี่ยว ชีวิตในหนึ่งวันของนางมีเพียงเท่านี้จริง ๆ

เย็นวันหนึ่งหลังเรียนเสร็จ นางกำลังจะเดินเข้าเรือนฝึกของเว่ยเจียเล่อ พ่อบ้านกลับโผล่มาดักหน้า พูดเสียงนอบน้อม

“ว่าที่ฮูหยิน ท่านประมุขให้เชิญไปห้องโถงเล็กขอรับ”

หรือวันนี้เขามีสิ่งอื่นจะให้นางทำกัน? ที่ผ่านมาเขามักสั่งให้นางทำท่าเหมือนเช่นที่เรียนมา ท่าใดผิดก็สั่งให้แก้ไขไปพลางตะคอกไปพลาง แม้หนวกหูไปบ้างแต่ก็ยังดีที่นางมีอาจารย์ส่วนตัวช่วยเน้นย้ำ คงอาจพัฒนาฝีมือได้เร็วกว่าศิษย์ขั้นหนึ่งคนอื่น ๆ

หรงเมิ่งอิงเดินตามพ่อบ้านไปยังห้องโถงเล็ก ช่วงนี้ได้ฝึกหลายสิ่งหลายอย่างจนคล้ายว่าจะหูดีขึ้นมามากกว่าเก่า นางจึงได้ยินเสียงคนพูดคุยดังมา

“เสี่ยวเฟิงก่อเรื่องไม่เว้นวัน คราวนี้มาตั้งโรงเตี๊ยมแย่งลูกค้าโรงเตี๊ยมพรรคเรายังไม่พอ ยังติดต่อกับพ่อค้าคนกลางที่ขายผักแย่งเสี่ยวเล่อไปอีก” เสียงนั้นคงเป็นเสียงของหม่าจือฉิน อาจารย์ที่ชอบยิ้มแย้มราวกับพระสังกัจจายน์ผู้นั้น “หากเสี่ยวเล่อไม่มีแผนสำรอง ป่านนี้โรงเตี๊ยมคงขาดทุนย่อยยับยิ่งกว่านี้ไปแล้ว!”

“อาจารย์หม่าได้โปรดใจเย็นลงก่อน” เว่ยเจียเล่อถอนใจ

“ใจเย็น? กับเรื่องนี้ข้ายังพอใจเย็นได้อยู่ แต่เรื่องอื่น ๆ ที่เสี่ยวเฟิงทำตัวเลวร้ายไม่หยุดหย่อนเล่า จะยังให้ข้าใจเย็นอยู่ได้อย่างไรกัน”  หม่าจือฉินพูดเสียงขุ่น “ที่ผ่านมาพรรคเราก็ไม่คิดจัดการเสียที หากยังปล่อยไว้เช่นนี้ก็ควรส่งตัวให้ทางการจัดการเสียเถอะ”

“ศิษย์น้องหม่า เจ้ากล่าวเช่นนั้นได้อย่างไร!” หลวนกุ้ยหรูดุขึ้นมาเสียงหนึ่ง

“แล้วข้ากล่าวผิดตรงที่ใดเล่า ศิษย์พี่หลวน เสี่ยวเฟิงนับวันยิ่งชั่วร้าย กระทำตนคล้ายพรรคมารเข้าไปทุกที ควรกำจัดทิ้งเสียได้แล้ว”

“กำจัดทิ้ง?” หลิ่วอีเหยียนทวนคำ กระแสเสียงเย็นเยียบอ่อนล้า หรงเมิ่งอิงหยุดเท้าอยู่หน้าประตู พ่อบ้านก็ก้มหน้าอิหลักอิเหลื่อ ไม่รู้ควรทำอย่างไรต่อ

“กำจัดทิ้ง? เหตุใดเจ้าจึงพูดคำนี้ออกมาได้กัน” หลวนกุ้ยหรูเอ่ยอย่างเจ็บปวด “ศิษย์น้องหม่า เจ้าก็เป็นเสียเช่นนี้ ตลอดมาเจ้าเอ็นดูเพียงเสี่ยวเล่อ หาได้เคยแยแสเสี่ยวเฟิง!”

“ศิษย์พี่หลวน ที่ผ่านมาข้าก็เอ็นดูศิษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นเสี่ยวเฟิงเองไม่ใช่หรือที่ประพฤติตนผิดธรรมเนียม” หม่าจือฉินถอนใจคำหนึ่ง “เสี่ยวเล่อเป็นเด็กดีจึงได้ชักช้าปล่อยปละมานานถึงเพียงนี้ หาไม่แล้วเสี่ยวเฟิงมีหรือจะยังมีลมหายใจอยู่จนถึงยามนี้?”

“อาจารย์...” เว่ยเจียเล่อปราม เสียงของเขาดังใกล้มากราวกับมาหยุดอยู่อีกฟากของประตูนี่เอง หรงเมิ่งอิงนิ่งคอย เสียงในห้องเงียบลง ประตูถูกเปิดออก เป็นเว่ยเจียเล่อที่กำลังยืนพยักหน้าให้นาง สีหน้าเรียบเฉย

“เชิญเข้ามา”

“ขอบคุณ ท่านประมุข” นางเดินเข้าไปพลางประสานมือ ไม่กล้าเงยขึ้นมองสีหน้าผู้ใด รู้สึกกลืนน้ำลายลำบาก “ศิษย์คารวะท่านอาจารย์ทั้งสามเจ้าค่ะ”

ในห้องโถงเล็ก อาจารย์ทั้งสามล้วนนั่งล้อมรอบโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก หลิ่วอีเหยียนก้มหน้าลงมองน้ำชาในถ้วย ใบหน้าค่อนข้างซีด หม่าจือฉินส่งยิ้มทักทายร่าเริงราวกับเมื่อครู่ไม่ได้หงุดหงิดสิ่งใดอยู่ ส่วนสตรีตาบอดเบือนหน้ามา ยื่นมือสะเปะสะปะ

“เสี่ยวอิง มาแล้วหรือ รีบมาหาอาจารย์หญิงของเจ้าเร็วเข้า”

หรงเมิ่งอิงเดินไปคว้ามือหลวนกุ้ยหรูไว้ นั่งลงเคียงใกล้ เว่ยเจียเล่อเดินกลับมานั่งอยู่อีกฟากหนึ่งตรงข้ามนาง เขารินชาให้นางเงียบ ๆ ความเคร่งเครียดและโทสะชนิดหนึ่งปรากฏอยู่ในแววตา

หลวนกุ้ยหรูลูบลงบนมือของหรงเมิ่งอิง ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

“ฝึกวิชาเป็นอย่างไรบ้าง”

“สนุกไม่น้อยเจ้าค่ะ อาจารย์หญิง”

“เจ้ากับเสี่ยวเล่อสนิทสนมกันดี?”

หรงเมิ่งอิงเหลือบมองสีหน้าเขาแวบหนึ่ง ตัดสินใจไม่พูดอะไรที่ทำให้เขาอารมณ์เสียไปมากกว่าเดิม นางเพียงตอบรับอย่างเรียบง่าย

“เจ้าค่ะ”

“เสี่ยวอิง” หลวนกุ้ยหรูยิ้มกว้างกว่าเก่า “เจ้าคิดว่าวันที่สี่อีกสองเดือนข้างหน้าเป็นอย่างไร”

หรงเมิ่งอิงกะพริบตางุนงง

“น่าจะเป็นวันดีเจ้าค่ะ”

“เจ้าตาแหลมคมนัก!”

“อาจารย์หญิง...” เว่ยเจียเล่อทักขึ้น “นี่ไม่ใช่ว่าที่อาจารย์หญิงให้ข้าเรียกนางมา เป็นเพราะอาจารย์หญิงได้ฤกษ์มงคลแล้ว?”

“ไม่ผิด” หลวนกุ้ยหรูพยักหน้าเนิบช้า แบมือออกไป เว่ยเจียเล่อลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนวางมือตนลงบนมือนาง หลวนกุ้ยหรูมือหนึ่งจับมือเว่ยเจียเล่อ อีกมือหนึ่งจับมือหรงเมิ่งอิง “เสี่ยวเล่อ เสี่ยวอิง วันที่สี่เดือนแปดเป็นวันมงคลของพวกเจ้า”

“สู้อุตส่าห์เลี้ยงดูมานาน นี่ข้าจะได้เห็นเสี่ยวเล่อแต่งงานแล้วหรือ!” หม่าจือฉินหัวเราะฮ่า ๆ ตบไหล่เว่ยเจียเล่อดังปึก ๆ

“เสี่ยวเล่อ” หลิ่วอีเหยียนละสายตาจากถ้วยชา พูดเสียงเบาค่อย “แต่งงานกันไปก็ควรตั้งใจมีทายาทเพื่อลบล้างคำสาป”

หรงเมิ่งอิงสังเกตเห็นเว่ยเจียเล่อทำสีหน้าคล้ายอยากกล่าวบางสิ่งแต่ก็ตัดใจไม่พูดถึง เขาเพียงพยักหน้ารับ

“ขอรับ อาจารย์”

หลังอยู่พูดคุยเกือบหนึ่งชั่วยาม [3] เว่ยเจียเล่อก็ขอตัวกลับไปทำงาน ทั้งยังไม่ลืมขอตัวว่าที่ฮูหยินให้ตามเขาไป หรงเมิ่งอิงเพิ่งเคยได้เข้ามาในห้องทำงานของเขาครั้งแรกจึงกวาดตามองด้วยความสนใจ ทั้งห้องกว้างขวางไม่น้อย หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่มีชั้นตำราอัดแน่น ผนังฟากหนึ่งมีหน้าต่างฉลุลวดลายราบเรียบ ส่วนผนังฟากตรงข้ามกับโต๊ะทำงานแขวนภาพดอกโบตั๋นสีแดง

“เอ๊ะ!” หรงเมิ่งอิงเบิกตากว้าง นางจ้องภาพแขวนบนผนังอย่างประหลาดใจ ดอกโบตั๋นสีแดงในภาพปักช่างคุ้นตา พื้นหลังของภาพเป็นสีดำขมุกขมัวเล็กน้อยราวกับหมอก ก้านและใบสีเขียวโผล่พ้นม่านหมอกชูกลีบดอกที่แต่ละกลีบมีสีแดงดั่งอาบย้อมด้วยเลือด ภาพนี้แฝงความรู้สึกงดงามรัญจวนใจ ดอกโบตั๋นในภาพก็ราวกับจะเป็นยอดแห่งโบตั๋นทั้งมวล

“ท่านประมุข” หรงเมิ่งอิงชี้ภาพดอกโบตั๋น “ภาพนี้...”

เว่ยเจียเล่อมองตามปลายนิ้วนาง แววตาพลันปรากฏความเกลียดชังรุนแรงจนนางตกใจ

“เป็นเพียงภาพปักธรรมดาเท่านั้น” เขาตอบเสียงห้วน ก่อนเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน หรงเมิ่งอิงเดินตามไปนั่งฝั่งตรงข้าม สีหน้ายังมีเค้าของความครุ่นคิด

หากเป็นภาพปักธรรมดาจริง เขาก็ไม่ควรอารมณ์เสียเพียงเพราะนางถามถึงภาพนี้ไม่ใช่หรือ

“ท่านประมุข” นอกประตูมีเสียงของสตรีนางหนึ่งดังแผ่วเบา “ข้า...เหลียงหลินฮวาเจ้าค่ะ”

เว่ยเจียเล่อเอ่ยอนุญาตสั้น ๆ ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามา นางเป็นหญิงสาวอายุมากกว่าหรงเมิ่งอิงสองสามปี ใบหน้างดงามหมดจด ยามเยื้องย่างยังไม่วายลอบส่งสายตาอ่อนหวานมาทางทั้งคู่ เสื้อผ้าที่สวมแม้จะเป็นชุดของสาวใช้แต่ก็หาได้ทำให้ความงามของนางด้อยลงไป

“คารวะท่านประมุข คารวะว่าที่ฮูหยิน” เหลียงหลินฮวาทำความเคารพอย่างอ่อนช้อย หรงเมิ่งอิงมองสาวใช้ครั้งหนึ่งสลับกับมองว่าที่สามีครั้งหนึ่ง

“ยามนี้เจ้ามีสาวใช้คนสนิทเพียงซูฮุ่ยจู” เว่ยเจียเล่อบอกสีหน้านิ่งเฉย นางไม่อาจอ่านสายตาเขาออกว่าคิดสิ่งใดอยู่ “รับเหลียงหลินฮวาไปเป็นสาวใช้ของเจ้าอีกคนเถอะ”

ประมุขพรรคมอบสาวใช้ให้นางเช่นนี้ นางมีหรือจะปฏิเสธได้

หรงเมิ่งอิงหัวใจบีบรัดเล็กน้อย ไม่ทราบว่าตนเองกำลังหวาดหวั่นสิ่งใดกันแน่ เพียงส่งยิ้มสดใส

“ขอบคุณท่านประมุข”

“ท่านประมุขอย่าได้กังวล” เหลียงหลินฮวายิ้มอ่อนหวาน “ฮวาเอ๋อร์จะดูแลว่าที่ฮูหยินเป็นอย่างดี”

ถึงกับแทนตัวเองว่าฮวาเอ๋อร์...นี่ประมุขพรรคหมอกอัสดงสนิทสนมกับสาวใช้คนหนึ่งถึงเพียงนี้?

เว่ยเจียเล่อพยักหน้า

“เจ้าออกไปก่อน”

“เจ้าค่ะ” เหลียงหลินฮวาคารวะอีกครั้งแล้วจึงออกจากห้อง หรงเมิ่งอิงสบตาเว่ยเจียเล่อ ถามยิ้ม ๆ

“ท่านประมุขดูจะสนิทสนมกับเหลียงหลินฮวา?” และดูท่าจะจัดเตรียมสตรีนางนี้ไว้ให้เป็นสาวใช้ของว่าที่ฮูหยินอยู่แล้ว

“นางอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก” เขาบอกปัด “เจ้ากับข้ามาพูดเรื่องที่เราควรพูดกันมานานแล้วเถอะ”

“เป็นเรื่องใด”

“เรื่องครอบครัวของข้า...” เขาสบตานาง “และครอบครัวของเจ้า”

หรงเมิ่งอิงพยักหน้ารับ ใจยังนึกถึงเรื่องเหลียงหลินฮวาไม่หยุด หากเหลียงหลินฮวาอยู่ที่พรรคหมอกอัสดงมาตั้งแต่เด็กย่อมต้องสนิทสนมกับเว่ยเจียเล่อบ้าง

สนิทสนมกันถึงขั้นใด...ใช่ถึงขั้นเป็นสาวใช้อุ่นเตียงหรือไม่

หรงเมิ่งอิงสูดลมหายใจช้า ๆ เอาเถอะ จะเป็นฮูหยินเอกต้องรู้จักใจกว้าง สามีจะมีอนุบ้างก็ใช่เรื่องผิดปกติ หากนางไม่ยอมรับต่างหากนั่นจึงเป็นเรื่องผิด

หรงเมิ่งอิงยิ้มเล็กน้อย

“เชิญท่านประมุขพูดก่อน”


_____________

[1] สถานการณ์เหมือนกำลังเหยียบอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ หมายถึง สถานการณ์ที่อันตรายมาก

[2] หนึ่งลูกศรคงยิงถูกอีแร้งคู่ หมายถึง ทำอย่างได้ผลถึง 2 อย่าง

[3] 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง

ความคิดเห็น