เปิดพรีออเดอร์ถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ราคาเล่มละ 459 บาทรวมค่าส่งแล้ว สนใจติดต่อได้ที่เพจ Tawan_Y หรือ www.tawanpreampree.com

6 ถึงอยากได้แท่งหยกแค่ไหนแต่เราต้องมีศีลธรรม

ชื่อตอน : 6 ถึงอยากได้แท่งหยกแค่ไหนแต่เราต้องมีศีลธรรม

คำค้น : เจาหลิน,กลับมาเกิดใหม่,วาย,แร่ด,จำปีหอม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.6k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 03 เม.ย. 2562 15:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
6 ถึงอยากได้แท่งหยกแค่ไหนแต่เราต้องมีศีลธรรม
แบบอักษร

2019/01/05

เมื่อเจาหลินพบว่าเป้าหมายรับประทานกันเองก็หมดความอยากที่จะเล่นสนุกในเมืองนี้อีกตัวไป เด็กหนุ่มร่ำลาเจ้าของบ้านผู้อารีย์แล้วกลับไปที่โรงเตี๊ยมพักอีกคืนหนึ่งก็ว่าจ้างรถม้าเดินทางไปยังเมืองถัดไป รถม้าทำความเร็วได้ดียามเย็นก็ถึงเมืองต้าจื่อหลิน เป็นเมืองเล็กๆ มีโรงเตี๊ยมเพียงสามแห่ง สองในสามถูกจับจองเต็มไปหมดแล้ว ทั้งคู่ไม่มีทางเลือกจึงพักในโรงเตี๊ยมแห่งสุดท้ายที่เหลือ 

"ช่างเถอะ มีที่นอนก็ดีแล้ว" เจาหลินปลง จะเทียบกับที่บ้านได้อย่างไร เขาไม่อยากหนีออกจากบ้านได้ไม่กี่วันก็ทนความลำบากไม่ได้วิ่งกลับไปซบอกมารดาหรอกนะ

"ตามใจ จะรับประทานก่อนหรืออาบน้ำก่อน" หลิ่งอ้ายแค่สงสารพี่ชายที่ไม่เคยเผชิญความลำบาก

"สั่งอาหารมารับประทานในห้องแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยออกไปเดินเล่น ข้าอาจจะได้เจออัญมณีเม็ดงามที่เมืองนี้ก็ได้" เจาหลินสดใสขึ้นทันตาเมื่อนึกถึงบุรุษรูปงาม

หลิ่งอ้ายมองพี่ชายแล้วส่ายหน้าก่อนจะจัดให้ตามคำขอ หน้าตาก็น่ารักมากแท้ๆ กลับวิ่งไล่ตามบุรุษเสียได้ทั้งที่มีแม่สื่อเวียนมาทุกวัน

หลังจากได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เจาหลินก็สดใสร่าเริงเหมือนเดิมลากหลิ่งอ้ายไปเดินเล่นในเมืองหาร้านขนมหวานที่เสี่ยวเอ้อแนะนำว่าเป็นของขึ้นชื่อของเมือง

"แม้ว่าเราเป็นเมืองเล็กๆไม่คึกคักเท่าเมืองข้างเคียงแต่ก็เป็นจุดพักแรมของพ่อค้าที่จะเดินทางไปค้าขายยังเมืองอื่นๆ อีกทั้งมีของหวานที่ทำจากผิงกั่วป่าที่พวกเราภูมิใจ ร้านหย่งเหอตรงประตูเมืองด้านเหนืออร่อยที่สุด พวกคุณชายลองไปชิมดูสักครั้ง มิเช่นนั้นก็เสียทีที่มาเมืองนี้แล้ว" 

ด้วยคำช่วนเชื่อถึงขนาดนี้เจาหลินจึงตัดสินใจว่าจะไปลองเสียหน่อย เดินเล่นกันไปพอได้เหงื่อก็ถึงร้าน 

"โห คนเยอะกว่าที่คิดนะเนี่ย" เจาหลินอุทาน หลิ่งอ้ายมองไปเห็นคนล้นออกมานอกร้านก็แปลกใจ

"ไม่น่าเชื่อว่าเมืองเล็กๆการค้าจะคึกคักขนาดนี้ พี่จะยอมรอหรือกลับกันก่อน"

"ได้ไง มาถึงแล้วต่อให้นานแค่ไหนก็จะรอ เรามิได้รีบไปไหนเสียหน่อย" เจาหลินเห็นว่ามีคนมาก อาจจะมีเหยื่อ เอ่อ บุรุษรูปงามถูกใจเขาบ้างก็ได้ เด็กหนุ่มปรับหน้าตาให้เรียบร้อยอ่อนโยนก่อนจูงมือน้องไปหน้าร้าน

"นายท่าน ตอนนี้โต๊ะเต็มทุกโต๊ะเลยขอรับ ท่านจะรอหรือซื้อกลับไปรับประทานที่บ้านดีขอรับ" เสี่ยวเอ้อนับว่าได้รับการอบรมมาอย่างดี เข้ามาต้อนรับ

"ข้ามาจากต่างถิ่นอยากจะลิ้มลองขนมที่ร้าน ขอรอก็แล้วกัน" เจาหลินมองไปรอบๆเห็นผู้คนเกือบ20คนรออยู่ก็เข้าใจ 

"เชิญนายท่านนั่งรอทางนี้ก่อนขอรับ หากมีโต๊ะว่างข้าจะมาแจ้งอีกครั้ง" เสี่ยวเอ้อนำชามาให้คนละถ้วยก่อนจากไป

"ใช้ได้เลยแฮะ ไม่คิดเลยว่าในสมัยนี้มีบริการแบบนี้ด้วย" เจาหลินจิบน้ำชาด้วยความพอใจ มองไปรอบ ๆก็พบความสบายตาจากเครื่องเรือนไม้เรียบง่ายประดับด้วยดอกไม้ในแจกันใบเล็ก

"หวังว่าขนมจะอร่อยเนอะ" เจาหลินพูด หลิ่งอ้ายพยักหน้าเห็นด้วย ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ15 ย่อมอยากลองของแปลกใหม่เป็นธรรมดา

เสียงเอะอะดังมาจากหน้าร้านเรียกสายตาของแขกเหรื่อที่นั่งรอหันไปมองเป็นตาเดียว ดรุณีน้อยในชุดสีแดงสดกำลังตะคอกเสี่ยวเอ้อ

"เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใครยังกล้าให้ข้ารออีกหรือ อยากถูกปิดร้านหรืออย่างไร" 

"ขออภัยคุณหนูขอรับ แต่ลูกค้าท่านอื่นก็รอเช่นเดียวกัน อีกสองชั่วยามคุณหนูค่อยมาใหม่ดีไหมขอรับ ข้าจะจัดโต๊ะไว้ให้" เสี่ยวเอ้อพยายามเสนอทางเลือกที่ดีที่สุด

"ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีคนน่ารักเกียจแบบนี้สินะ" เจาหลินยู่ปาก ปกติเขาก็ไม่ชอบสตรีอยู่แล้วแต่ชะนีนางนี้น่าชิงชังยิ่ง

เสียงโต้เถียงยังคงดังอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมีชายหนุ่มผู้หนึ่งออกมาขอโทษสตรีชุดแดง เจาหลินตาสว่างวาบ บุรุษผู้นี้ถูกใจเขาเป็นอย่างยิ่ง หน้าตาสุภาพเรียบร้อยแต่ร่างกายกำยำ มือใหญ่ตัดเล็บสั้นดูสะอาดสะอ้าน

"ปอกเปลือกก็รับประทานได้เลยโดยไม่ต้องล้างสินะ อาหารคลีนชัดๆ" เจาหลินแลบลิ้นเลียริมฝีปากมองกล้ามอกภายใต้เสื้อผ้านั้นอย่างถูกใจ เมื่อมีคนออกหน้าคล้ายว่าสตรีชุดแดงจะใจเย็นลงแต่สายตาหยาดเยิ้มที่นางส่งให้บุรุษหนุ่มเจาหลินเห็นแล้วขัดตานัก เรื่องจบลงที่ผู้ชราคู่หนึ่งที่รอโต๊ะอยู่สงสารเสี่ยวเอ้อและเถ้าแก่ยกโต๊ะของเขาให้ ปล่อยให้สตรีนางนั้นวางท่าเขื่องโขเข้าไปนั่ง ดูคล้ายว่านางจะเป็นที่รู้จักของชาวเมืองเป็นอย่างดี แม้มีคนซุบซิบกันบ้างแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพอที่จะไปมีเรื่องกับนาง

ร้านหย่งเหออนุญาตให้ลูกค้านั่งคนละไม่เกินครึ่งชั่วยาม จึงทำให้เจาหลินและหลิ่งอ้ายไม่ต้องรอนานมากนัก คุยกันไปเพลินๆก็ได้โต๊ะนั่งแล้ว ขนมอร่อยจริงสมกับที่ต้องรออย่างยาวนาน สตรีชุดแดงเพียงนั่งมองเถ้าแก่ทำงาน หากมีสตรีโต๊ะไหนชวนเถ้าแก่คุยนานนางก็จะถลึงตาใส่

"เสี่ยวเอ้อ สตรีชุดแดงนางนั้นเป็นใครหรือ" เจาหลินทนอยากรู้ไม่ไหว

"นางเป็นธิดาคนเดียวของเจ้าเมืองขอรับ ชื่อว่าหวางเยี่ยนเอ๋อขอรับ"

"นิสัยเช่นนี้มิมีผู้ใดไปฟ้องบิดานางหรือ"

"เจ้าเมืองหวางตามใจคุณหนูมากมิมีผู้ใดไม่ทราบ หากมีคนไปฟ้องอย่างมากเขาก็กักบริเวณนางสักหลายวันจากนั้นผู้ฟ้องจะถูกนางหาเรื่องมากกว่าเดิมอีกจึงไม่มีผู้ใดอยากยุ่งมากนักขอรับ เพียงแต่ร้านของเราเดือดร้อนมากกว่าผู้อื่นอยู่เล็กน้อย" เสี่ยวเอ้อหยุดพูดแค่นั้น

"เพราะนางสนใจเถ้าแก่ของเจ้าสินะ" เจาหลินต่อให้

"นายท่านตาแหลมอย่างยิ่ง แต่เถ้าแก่ของเรามีภรรยาและบุตรแล้ว นางแม้ทราบดีแต่อยากให้เถ้าแก่หย่าแล้วแต่งเข้าบ้านนาง" เสี่ยวเอ้อหลุดสีหน้าชิงชังวูบหนึ่ง เจาหลินฟังว่าเป้าหมายมีลูกมีเมียแล้วก็หน้าเบี้ยว ถึงอยากได้บุรุษแค่ไหนเขาก็ไม่คิดจะทำให้ครอบครัวผู้อื่นแตกแยกหรอกนะ หลิ่งอ้ายแทบจะหลุดขำออกมา

“เอาขนมมาอีก" เจาหลินตบโต๊ะเสียงดัง ยังไม่ทันได้อ่อยผู้ก็ฝ่อเสียก่อนแล้ว เขาจะกินขนมล้างแค้นให้หมดร้านเลย

เจาหลินออกจากร้านขนมด้วยอาหารพะอืดพะอมเพราะรับประทานมากเกินไป เดือดร้านหลิ่งอ้ายต้องให้พี่ชายขี่หลังกลับโรงเตี๊ยม มีสายตาของดรุณีชุดแดงจับจ้องตลอดเวลา

“ข้าว่านางสนใจเจ้า” เจาหลินว่า

“แต่ข้าไม่สนใจนาง” หลิ่งอ้ายไม่ใส่ใจ คนเดียวที่เขาใส่ใจคือคนบนหลังเขาต่างหาก

“ดีแล้ว สตรีเช่นนี้น่าชิงชังยิ่ง” เจาหลินแนบใบหน้าลงบนบ่าน้องชายแล้วหลับตาลง จึงไม่รู้ตัวเลยว่าบรรดาคนที่เดินสวนมาล้วนเหม่อมองใบหน้างดงามของตัวเองยามหลับที่ดังเทวดาตัวน้อย หลิ่งอ้ายตีหน้าเหี้ยมใส่คนที่พยายามเข้ามาทำความรู้จักตลอดทางจนถึงโรงเตี๊ยม

วันถัดมาพวกเขาก็ยังไม่ได้ออกเดินทางเพราะเจาหลินปวดท้อง ได้แต่ย้ายไปโรงเตี๊ยมอีกแห่งที่กว้างขวางและสะดวกสบายกว่า จนบ่ายเจาหลินอาการดีขึ้นและเบื่อที่จะอยู่ในห้องแล้ว หลิ่งอ้ายจึงยินยอมให้พี่ชายลงมานั่งรับประทานอาหารที่ด้านล่าง ยังดีที่เจาหลินไม่ดื้อสั่งอาหารอ่อนมารับประทานอย่างเชื่องช้า พวกเขาจึงพลอยได้ยินข่าวซุบซิบไปด้วย

“เจ้าเมืองขึ้นภาษีอีกแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรดี”

“จะทำอย่างไรได้ล่ะ เห็นว่าเตรียมสินเดิมให้คุณหนูหวางออกเรือน เพราะท่านเจ้าเมืองอยากให้คุณหนูแต่งงานกับคุณชายผู่จากเมืองเป่ยลู่หลี่ เห็นว่าทางนั้นรวยมากจึงต้องเตรียมสินเดิมให้คุณหนูมากหน่อยก็เลยมาเดือดร้อนพวกเรานี่ไง”

“แล้วเถ้าแก่ร้านหย่งเหอล่ะ”

“เจ้าก็รู้ว่าเถ้าแก่มีลูกมีเมียแล้ว เจ้าตัวก็ไม่เคยสนใจคุณหนูหวางเสียหน่อย หากคุณหนูแต่งออกไปแบบนี้มีแต่จะดีใจสิไม่ว่า”

“นั่นสินะ ต่อให้เป็นคนหนุ่มที่เอาการเอางานขนาดไหนแต่ก็เป็นแค่พ่อค้าในเมืองเล็กๆ ไหนเลยจะสู้เศรษฐีในเมืองใหญ่”

“ไม่มีผู้ใดกล้าหาญไปถวายฎีกาหรือ”

“ไปถึงกันสักคนไหมล่ะ หายสาบสูญกันไปทุกคน จำอาเหวินได้ไหมล่ะ ลูกเมียเดือดร้อนไปตามๆกัน หายไปสองปีแล้วยังไม่กลับมา ป่านนี้เป็นปุ๋ยไปแล้วกระมัง”

เจาหลินที่กางหูฟังเรื่องซุบซิบด้วยความตั้งใจจิบน้ำชาที่เริ่มเย็นชืดพูดกับหลิ่งอ้าย

"เจ้ารู้จักคุณชายผู่ไหม" เพราะเจาหลินไม่ค่อยได้ออกไปไหนจึงรู้จักคนไม่มากนัก

"รู้จัก เขาเป็นบุตรชายคนที่สามของเศรษฐีผู่ มีร้านข้าวสารใหญ่กับกิจการหลายอย่าง"

"แล้วทำไมถึงจะให้บุตรชายแต่งงานกับลูกเจ้าเมืองเล็กๆแบบนี้ล่ะ บุตรสาวเศรษฐีในเมืองมีตั้งมาก"

"เห็นว่าบุตรคนนี้เป็นบุตรของอนุที่เศรษฐีผู่รักมาก คงคิดอาศัยตระกูลภรรยาปกป้องเขาไม่ให้ถูกรังแกกระมัง เขาไม่ใช่แบบที่พี่ชอบหรอกอย่าไปใส่ใจเลย" หลิ่งอ้ายเรียกเสี่ยวเอ้อมาสั่งน้ำชากาใหม่ให้เจาหลิน

"ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ฟังกิตติศัพท์ของเจ้าเมืองจากชาวบ้านแล้วข้าก็อยากจะช่วยพวกเขาสักเล็กน้อย"

"ข้าให้โอกาสพี่พูดใหม่ อยากช่วยเหลือชาวบ้านหรือเล่นสนุก" 

"เล่นสนุกสิ อุ๊ย" เจาหลินทำคอย่น

"เอาสิ พี่มีแผนหรือยัง" หลิ่งอ้ายไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

"ก็พอมีนะ เรากลับไปคุยกันในห้องดีกว่า" เจาหลินเรียกเสี่ยวเอ้อให้ยกน้ำชาขึ้นไปบนห้องแทน เมื่อได้น้ำชากับขนมแล้วเจาหลินก็เปิดหน้าต่างซัดขนมเปี๊ยะใส่ต้นไห่ถังด้านนอกด้วยความรวดเร็ว เด็กหนุ่มไม่รอดูผลงานหยิบไม้กระทุ้งขื่อเพดานและถีบเสาหัวเตียง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเพียงกระพริบตา มีชายชุดดำโผล่ออกมาจากจุดที่เจาหลินโจมตีราวกับภูติพราย ทุกคนมีสีหน้าเจ็บปวดเพราะถูกอัดเต็มแรงแบบที่ไม่สามารถตีโต้ได้

"ข้ามีเรื่องให้เจ้าทำ" เจาหลินยิ้มมุมปาก

ความคิดเห็น