ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 9 เปิดใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 เปิดใจ

คำค้น : #พระพายหมายฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.7k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2562 14:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 เปิดใจ
แบบอักษร

                “พี่มานี่ได้ไง”

                “โห นอนซบอกกันเป็นชั่วโมง พอหายดีแล้วจำไม่ได้เชียวนะ”

                ถ้าบอกว่าจำได้ก็ทำหน้าไม่ถูกสิ

                ก่อนหน้านี้เขาไม่สบาย อะไรที่เผลอทำลงไปโทษว่าเป็นเพราะไข้ทั้งหมด!

                พอสกายได้กินยา ไข้ลด แถมงีบหลับเป็นชั่วโมง เด็กหนุ่มที่ตื่นมาพร้อมกับสัมผัสได้ว่ามีสายตาหลายคู่มองอยู่ก็รีบลุกจากหมอนจำเป็น ถามด้วยน้ำเสียงงุนงง สีหน้าเรียบเฉยแฝงด้วยความสงสัย ปิดกลั้นความรู้สึกแปลกๆ ที่แผ่ซ่านในอก

                พอร่างกายอ่อนแอใจมันเลยแกว่งเอาง่ายๆ

                ส่วนพี่พายก็โอดครวญด้วยสีหน้าน่าสงสาร แบะปากน่าหมั่นไส้

                “ไอ้เราหรือพอรู้ว่าต้องโต้รุ่งก็เป็นห่วงจนตามไอ้พายุมาด้วย หายาให้กินแถมยังเป็นหมอนให้หนุน แต่ท่าทางพี่จะทำดีไม่ขึ้น คนแถวนี้ถึงไม่เห็นคุณค่า ทำอะไรก็ไม่ดี ทำดีก็มองว่าคิดร้าย พอเป็นห่วงก็ว่าเสแสร้ง พี่คงไม่มีอะไรดีเลยสินะ”

                ตอนแรกรู้สึกผิด แต่ตอนนี้หมั่นไส้

                “จริงไอ้กาย พี่เขานั่งให้มึงซบตั้งนาน” เพื่อนคนหนึ่งโฉบมาบอก แล้วยังมีเสียงสนับสนุนพยักหน้ากันหงึกหงักจนชักสงสัยแล้วว่าตอนที่หลับไป ไอ้พี่ราหูนี่ไปเล่นละครลิงอะไรให้เพื่อนในคณะเขาดูหรือเปล่า ทำไมคนเข้าข้างมันเยอะจริง

                “โอเค ผมขอโทษ ผมเบลออยู่”

                หากสกายก็ยังเป็นสกายที่ตอบอย่างใจเย็น ลุกเดินไปอีกทาง หนีให้พ้นสายตาเพื่อนฝูงโดยมีผู้ชายตัวโตก้าวตามหลัง

                “พี่จะตามมาทำไมเนี่ย ผมจะไปเข้าห้องน้ำ”

                พอถูกเดินตามก้าวต่อก้าว สกายก็หันไปมองหน้า ถามด้วยสีหน้าเอาเรื่องกว่าเดิม แต่ชักไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไปเพราะปิดบังความรู้สึกอะไรหรือเปล่า

                เขารำคาญพี่พายจริงเหรอ

                แปะ!

                ส่วนคนตัวโตยกมือขึ้นมาอังหน้าผากเขาเทียบกับหน้าผากตัวเอง จนต้องเบือนหน้าหลบ

                “ค่อยยังชั่ว ไข้ลดแล้ว”

                อ่อนวูบเลย

                ตอนนี้ไม่เพียงดวงตาสีน้ำตาลจะกวาดมองทั่วหน้าเขาอย่างจริงจังเท่านั้น มือที่หนาไม่แพ้หน้าก็จับแก้มเขาอย่างนุ่มนวล สัมผัสเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ไข้ขึ้นอีกรอบ ริมฝีปากได้รูปก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโล่งอก จนสกายไม่รู้แล้วว่านี่เป็นสีหน้าแท้จริงหรือแค่ปั้นแต่งให้เขาใจอ่อน

                เขาพยายามคิดว่าเป็นอย่างหลัง แต่หัวใจกำลังตะโกนว่าพี่พายไม่ได้เสแสร้ง

                พี่พายไม่ได้แกล้งทำดีเหมือนคนอื่นที่เขาเคยเจอ

แน่เหรอวะ ไหนว่าใจแข็งนักหนา เจอเขาดีด้วยหน่อยก็อ่อนให้

                “พี่ไม่ต้องมาห่วงผมหรอก เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” เด็กหนุ่มเลยตัดบท หมุนตัวไปยังจุดหมายปลายทาง แต่...

                “น้องสกายไม่มีสิทธิ์สั่งพี่นะครับ”

                กึก!

                เขาควรจะไม่รู้สึกอะไรไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมพอพี่พายบอกว่าตัวเขาไม่มีสิทธิ์ ถึงก้าวขาไม่ออก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ทั้งที่สมองก็ยอมรับสิ่งที่ผู้ชายคนนี้พูด เขาไม่มีสิทธิ์สั่งให้พี่พายทำหรือไม่ทำอะไร แต่ทำไมถึงรู้สึกชาไปทั้งตัว ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้ายังไงอยู่

                กายได้แต่ยืนนิ่งแม้แต่ตอนที่แผ่นอกกว้างตามมาประกบเข้าที่ด้านหลัง

                เขายังคงนิ่งแม้ว่าสองมือนั้นจะโอบรอบเอวของเขาเอาไว้ ใบหน้าคมโน้มลงมาวางคางที่หัวไหล่

                “พี่จะห่วงใคร ชอบใคร มันเป็นสิทธิ์ของพี่”

                “ผม...ผมรู้แล้ว ปล่อยผมได้แล้ว” เขาแกะมือพี่พายออกเองได้แต่ก็ไม่แกะ ยังคงยืนนิ่ง เนื้อตัวสั่นน้อยๆ กับสัมผัสอบอุ่นที่โอบรัดรอบเอว แล้วคนตัวโตเองก็กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ดันตัวเข้ามาจนแทบจะสัมผัสร่างกายด้านหน้าทุกส่วน

ผลักออกไปสิวะ

                “แต่พี่จะมอบสิทธิ์นั้นให้น้องสกายก็ได้ถ้าต้องการ”

                ขวับ!

                จากที่ยืนตัวแข็ง สกายก็หันกลับไปมอง แล้วพบกับรอยยิ้มเอ็นดู ขณะที่พระพายส่งมือมาสัมผัสที่ลำคอของเขา ใช้ปลายนิ้วลูบคลึงผิวเนียนแผ่วๆ มันทำให้สกายขนลุก แต่ไม่ถึงขั้นสยิว แค่รู้สึกจั๊กจี้ไปทั้งตัว เลือดลมแล่นวูบวาบจากหัวไปเท้า จากเท้าขึ้นหัว แต่สายตาเขาละจากดวงตาสีสวยนี่ไม่ได้

                แล้วพระพายก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าฟัง

                “ให้พี่ห่วงสกายคนเดียวก็ได้ ชอบสกายคนเดียวก็ได้”

                ดวงตาคู่นั้นมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปาก จนเด็กหนุ่มตัวสั่น

                ใบหน้าคมโน้มเข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามาแล้ว ชิดเสียจนปลายจมูกโด่งปัดผ่านกลีบปากเขาแผ่วๆ เสียงร้องเพลงเชียร์เหมือนดังมาจากคนละโลก

                “สกาย...” หัวใจดวงน้อยยิ่งสั่นไหว แล้วพระพายก็กระซิบ

                “เชื่อสิว่าพี่จริงจังกับเรา”

                ขวับ!

                ก่อนที่ริมฝีปากจะแนบกัน สกายก็เป็นฝ่ายหันหน้าหนี พยายามสะบัดตัวให้หลุดจากการเกาะกุม น้ำเสียงอาจจะยังนิ่งสนิท ผิดกับริมฝีปากที่สั่นระริก

                “ที่นี่เป็นมหา’ลัย”

                นภนท์ยังรู้ตัวเลยว่าสิ่งที่เขาหลุดออกมามันงี่เง่า เขาควรจะบอกให้ปล่อยสิ ทำเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่นอย่างที่ผ่านมา แต่เขากลับยกสถานที่มาอ้าง ราวกับบอกว่าเราจะคุยเรื่องนี้กันทีหลัง ซึ่งพี่พายเองก็ไม่ตื๊อมากกว่านั้น เพราะสองมือปล่อยจากเอวเขาอย่างอ้อยอิ่ง ซึ่งพอพ้น สองขาก็รีบจ้ำไปยังห้องน้ำอย่างที่บอกในตอนแรก

                ไม่ใช่เพราะปวดท้อง แต่เพราะอยากหนีให้ห่างจากผู้ชายคนนี้

                อันตรายเกินไป เกินกว่าที่เขาคาดไว้ในตอนแรก

                แต่ยังไม่ทันจะก้าวที่สาม ต้นแขนก็ถูกรั้งเอาไว้ก่อน

                “ก็ได้ แต่คืนนี้พี่ขออยู่จนจบงานให้แน่ใจว่าเราจะไม่ล้ม เพราะงั้นพี่ขอนะว่าจะไม่ได้ยินเสียงน้องสกายไล่พี่อีก อย่างน้อยก็จนกว่าพี่จะแน่ใจว่าเราปลอดภัยดี” เขาแย้งก็ได้ เถียงใส่ก็ได้ว่าไม่จำเป็น มีเพื่อนเยอะแยะ แต่คนป่วยก็พยักหน้าขึ้นลงช้าๆ มองมือที่จับต้นแขนนิ่งจนพระพายปล่อยออก

                “แต่พี่ก็ต้องสัญญาว่าจะไม่พาผมไปไหนจนกว่าจะจบงาน” เขาขอบ้าง

                ถ้าอยากอยู่ด้วยนักก็อยู่ไป แต่ก็ห้ามบังคับพาเขากลับหอเหมือนกัน

                คนพูดจ้องหน้าเขม็ง ขณะที่คนฟังส่ายหน้าช้าๆ

                “พี่ไม่ทำงั้นหรอก”

                เด็กหนุ่มยังนิ่งรอเพราะรู้ว่าทางนั้นยังพูดไม่จบ ยิ่งดวงตาสีสวยทอประกายเอ็นดู

“ถ้าเรื่องนี้สำคัญต่อสกายพี่ก็จะไม่ห้าม”

                ทันใดนั้น คนฟังก็สะบัดมือ จ้ำพรวดๆ ไปทางห้องน้ำ ไม่แม้แต่จะเหลือบกลับมามอง เพราะไม่อยากให้คนเจ้าเล่ห์เห็นหน้าที่ร้อนขึ้นของเขา พร้อมกับหัวใจที่กำลังเต้นแรง

                เขาเหมือนได้ยินพี่พายพูดว่าอะไรที่สำคัญสำหรับเขา พี่พายก็จะให้ความสำคัญด้วย

                บางทีสกายก็ชักเกลียดความคิดเยอะของตัวเอง ยิ่งเวลาคิดแล้วทำให้หัวใจทำงานหนักขนาดนี้

                แม้ว่าอาการของนายนภนท์จะทรงๆ ทรุดๆ ตลอดทั้งคืน แต่มันไม่มีผลต่อกิจกรรมที่พวกเขาตั้งใจมอบให้แก่รุ่นน้อง เพราะการเข้าเชียร์ครั้งสุดท้ายของปีนี้จบลงแล้ว ท่ามกลางรอยยิ้มและน้ำตา บรรยากาศของทั้งคณะยิ่งอบอุ่น สนุกสนาน เคล้าเสียงหัวเราะ มีการขอโทษขอขมากับทุกอย่างที่รุ่นพี่ทำลงไปในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

                ศิษย์เก่าที่จบไปแล้วไม่ว่าจะปีก่อนหรือสิบปีก่อนก็ยังมา

                เวลาหนึ่งคืนที่คนภายนอกมองว่าไร้สาระ แต่มันมีสาระสำหรับทุกคนที่ได้ผ่านพ้นกิจกรรมนี้มาด้วยกัน ความรัก ความผูกพันยิ่งแน่นแฟ้น สัมผัสได้ว่าพวกเขาคือครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวของสถาปัตย์เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเดียวกันที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ปี ความผูกพันในสถาบันก็จะยังคงมีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

                ภาพรอยยิ้มและน้ำตาของเหล่ารุ่นน้องที่ทำให้พวกรุ่นพี่เองก็ภูมิใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

                หากพวกเขาทำให้ทุกคนได้สัมผัสความเป็นคณะ ได้ผูกพันกันมากยิ่งขึ้น เหนื่อยแค่นี้มันนิดเดียว เทียบกับงานมหาโหดที่อาจารย์สั่งแทบทุกวี่ทุกวันไม่ได้หรอก

                สกายเองก็กำลังยิ้มกว้างกับช่วงเวลานี้

                “พี่คะ”

                แล้วก็ต้องแปลกใจ เพราะรุ่นน้องผู้หญิงที่เขาเห็นว่ากลับไปตอนตีสองก้าวเข้ามาทั้งกลุ่ม ตาแดงก่ำ ท่าทางจะร้องไห้อย่างหนักเมื่อครู่

                “อ้าว พวกน้องไม่ได้กลับไปแล้วเหรอครับ”

                “เปล่าค่ะ” พวกรุ่นน้องส่ายหัว แล้วก็ยกมือไหว้

                “ขอบคุณพี่มากนะคะ”

                “ครับ?!” สกายรีบรับไหว้อย่างตกใจ ฟังถ้อยคำที่ทำให้หัวใจพองโต

                “ขอบคุณที่พวกพี่ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อพวกเราปีหนึ่ง ขอบคุณที่ทุ่มเทนะคะ พวกหนูดีใจมากๆ เลยที่ตัดสินใจอยู่จนจบ ถ้ากลับไปก่อนคงไม่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้” คนฟังยิ้มรับ ฟังเสียงสั่นๆ ของคนที่ดูก็รู้ว่าดีใจแค่ไหนที่เปลี่ยนใจเอาวินาทีสุดท้าย เพราะเมื่อผ่านไปแล้ว แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่มันคุ้มค่าที่ได้ลองทำอย่างเต็มที่

                ความรู้สึกแบบนี้ ความอบอุ่นและความประทับใจที่มีแค่คนที่อยู่ในช่วงวินาทีนั้นที่เข้าใจ

                “ไม่หรอก พวกพี่ต่างหากที่อยากขอบคุณพวกน้องที่สู้กันจนถึงที่สุด”

                รุ่นน้องทั้งกลุ่มยกมือไหว้กันอีกที แล้วเดินกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ความเหนื่อยตลอดหลายเดือนในการเตรียมการที่ผ่านมาปลิวออกจากหัวใจ

                เขาได้เห็นรอยยิ้มเดียวกับที่เขายิ้มเมื่อปีก่อน

                “น้องสกาย”

                สกายหันไปมองคนที่เขาลืมไปสนิทว่าอยู่ด้วยกันจนถึงวินาทีสุดท้าย เพราะพออาการดีขึ้น เขาต้องไปช่วยเตรียมงานบายศรี นึกว่าพี่พายจะกลับไปแล้ว แต่ผู้ชายตัวโตก็ยังอยู่ จนเผื่อแผ่รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขให้กับผู้ชายคนนี้

                พี่พายดูอึ้ง แต่พักเดียวก็ยิ้มตาม

                ทำไมพอเห็นหน้าผู้ชายคนนี้แล้วหัวใจยิ่งพองโตกว่าเดิม

                “มีรุ่นน้องมาขอบคุณผม” สกายไม่รู้ว่าเล่าทำไม แต่เขาอยากเล่าให้ใครสักคนฟัง แล้วพี่พายแค่อยู่ตรงนี้พอดี

                “พี่เห็นแล้ว ดีใจมั้ย”

                “ที่สุดเลยพี่พาย ผมไม่คิดว่าจะดีใจขนาดนี้” นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่สกายเรียกชื่ออีกฝ่ายเต็มปาก ไม่มีเหตุการณ์บังคับ เรียกด้วยความเต็มใจ เรียกด้วยความสุขใจ อยากจะแบ่งปันความสุขนี้ให้กับคนที่มาร่วมอดนอนกันมาทั้งคืน และลืมแม้แต่จะเบี่ยงหัวหลบ เมื่อคนตัวโตยื่นมาลูบผมอย่างเอ็นดู ไม่สนใจว่ามันจะเลื่อนมาจับแก้มแล้วถูอย่างรักใคร่

                “ดีแล้ว พี่ได้เห็นน้องสกายดีใจพี่เองก็ดีใจ”

                “อื้อ ดีใจมาก ดีใจสุดๆ ไม่เคยคิดว่าจะดีใจขนาดนี้ ไม่คิดว่าพวกน้องๆ จะเข้าใจว่าพวกผมพยายามมากแค่ไหน รู้สึกดีชะมัด”

                ต่อให้พยายามทำตัวโตกว่าวัยยังไง แต่สกายก็ยังเป็นเด็กที่ยังไม่พ้นยี่สิบ ตอนนี้เจ้าตัวเลยยิ่งเหมือนเด็กที่บอกเล่าความสุขให้ใครสักคนฟัง และอีกคนก็ฟังอย่างตั้งใจ พร้อมกับถ้อยคำที่แสดงความจริงใจไม่เสแสร้ง

                “พี่ดีใจด้วยนะ”

                “อื้อออ”

                “!!!”

                เด็กหนุ่มยิ้มแป้นไม่เหลือมาดของคนเย็นชา

                วินาทีนั้น ผู้ชายตัวโตที่ไม่เคยจริงจังกับใครก็ประทับภาพรอยยิ้มนี้เข้าสู่หัวใจจนอดไม่ได้ที่จะดึงคนตัวเล็กกว่ามากอดแน่นๆ แล้วปล่อยออก อย่างที่เด็กหนุ่มก็ไม่ทันตั้งตัว ได้แต่ยืนงงกับสัมผัสที่วูบผ่าน แต่พัดพาความอบอุ่นกว่าใครคนไหนมาให้

                “เห็นทีจะแย่แล้ว”

                “ทำอะไรน่ะพี่”

                สกายกลับมามุ่นคิ้วอีกครั้ง แต่พระพายยังคงยืนยันคำเดิม ยกมือลูบหน้า

เห็นทีจะแย่จริงๆ แล้ว

                ถ้าเขาคิดอยากรักษารอยยิ้มนี้ไว้แปลว่าเส้นทางการเป็นหนุ่มรักสนุกของเขาก็มาถึงทางตันแล้วสินะ

                “นอนไม่ระวังตัวแบบนี้ พี่ก็แย่สิ”

                พระพายก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีวันที่เขานั่งเฝ้าใครสักคนตลอดทั้งคืน ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางได้อะไรตอบแทน แต่วันนี้เขาก็ทำแล้ว ตามติดไอ้พายุไปถึงที่คณะ นั่งเฝ้ารุ่นน้องมันตลอดทั้งคืน แบบที่คนถูกเฝ้าก็ไม่ได้เหลือบแลมามองเขาสักนิด ไอ้ตอนไข้ขึ้นก็ยังนั่งซบ แต่พอดีขึ้นแล้วหายเข้ากลีบเมฆ เขายังแปลกใจตัวเองเลยว่ามีความอดทนสูงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

                พวกรุ่นน้องของสกาย ไอ้พายุ หรือเรนน่ะยังมีกิจกรรมให้ทำ แต่ไอ้พายนี่นั่งตบยุงเฉยๆ ถึงจะผูกมิตรกับเพื่อนของน้องสกายได้หลายคน แต่คนที่อยากให้เห็นหน้าก็ไม่มาให้เห็น ถอดใจอยู่หลายทีว่ากลับบ้านนอนดีกว่ามั้ย แต่ความคิดพวกนั้นก็มลายหายวับไปตอนที่เห็นรอยยิ้มเดียว

                ไอ้พายแม่งตายห่าไปเลย

                ตอนแรกว่าจะอดทนเพื่อให้เด็กมันใจอ่อน แต่กลับเป็นศรวกกลับเข้าหาตัว

                ถ้าสกายหายเหนื่อยที่ได้เห็นรอยยิ้มของน้องปีหนึ่ง เขาเองก็หายหงุดหงิดแค่ได้เห็นรอยยิ้มกว้างทั้งปากทั้งตา แล้วไอ้ความคิดที่ว่านั่งเฝ้าทั้งคืนแลกกับรอยยิ้มเดียวนี่มันคุ้มแสนคุ้มก็ไม่ควรจะเข้ามาในสมองของเขาไม่ใช่เหรอ

                พ่อได้ยินแล้วด่าตายชัก เรียนบริหารมายังไงถึงยอมรับการขาดทุนครั้งนี้แบบบโคตรเต็มใจ

                เท่านั้นไม่พอ หลังจากทุกคนแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน เขาก็ทั้งเสนอหน้า ทั้งอาสาพาน้องสกายมาส่ง อีกฝ่ายอาจจะยอมง่ายๆ แต่ไม่ใช่เพราะเห็นความดี เพราะแค่เปิดประตูเข้าห้องมาได้ เด็กน้อยของเขาก็ทิ้งตัวลงนอนคว่ำบนเตียงหลับสนิทจนถึงเวลานี้

                ผ่านมาสี่ชั่วโมงก็ยังไม่ตื่น และเห็นทีจะตื่นก็อีกหลายชั่วโมง

                พระพายจะตีความเข้าข้างว่าอีกฝ่ายไว้ใจก็ได้ แต่มันรู้ดีแก่ใจไงว่าไม่ใช่ไว้ใจหรอก น่าจะลืมตัวตนเขาไปสนิท อยากนอนท่าเดียวมากกว่า นี่ถ้าระแวงใส่ยังใจชื้นกว่านี้ เพราะมันแปลว่าน้องสกายก็สำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าเขาเข้ามาเพราะมีจุดประสงค์ ไม่ใช่เพื่อมาเป็นหมอนรองหนุนอย่างเดียว

                อย่าบอกนะว่ากว่าจะเริ่มต้นจีบต้องทำให้เชื่อก่อนว่านี่มาจริง ไม่ได้เล่นนะเฮ้ย

                มาจริงคือเอาจริง จีบจริง อยากได้เป็นแฟนจริงๆ และความจริงคือเพิ่งแน่ใจเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

                “อยากฟัดจะตายอยู่แล้ว”

                เขาเองก็ยังไม่ได้นอนทั้งคืน แต่ตอนนี้มันนอนไม่หลับ ไม่ใช่ว่าไม่ง่วง แต่พอมองหน้าก็เพลินจนลืมหลับ

                “เป็นเอามากว่ะ”

                ชายหนุ่มถอนหายใจ แต่ยังไม่ละมือที่จิ้มแก้มเด็กเล่น อาจจะซีดสีไปบ้างเพราะป่วย แต่ก็นุ่มนิ่มน่าจับ จนใช้ทั้งหลังมือลูบ ทั้งบีบแก้มบีบจมูก แล้วก็เลื่อนปลายนิ้วไปคลึงเล่นที่ริมฝีปากสีน่าจูบ ซึ่งพอคลึงมากเข้าก็นึกอยากเอาปากก้มไปแตะแทน

อยากได้ก็ปล้ำเลยสิวะ เปิดโอกาสขนาดนี้แล้ว

                สกายพลิกกลับมานอนหงายตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว เสื้อคณะที่ใส่อยู่ก็ถกขึ้นมาเหนือแผ่นท้องจนคนมองอยากจะขย้ำหนักๆ ดูดจนผิวขึ้นรอย แต่เขาก็ยังคงใจเย็นอดทนรอมาเรื่อยๆ หากอย่างล่ะว่าคนเราทุกคนมีขีดจำกัด แล้วกับผู้ชายที่ไม่เคยรออะไรนานเท่านี้มาก่อนก็ชักจะน้ำลายหยดติ๊งๆ

                หนก่อนเพราะเห็นว่าไข้สูงเลยยอมอยู่นิ่ง แต่ตอนนี้ไข้ก็ลดแล้ว

                ฟึ่บ!

                เสร็จสิ้นกระบวนความคิด พระพายก็เลิกชายเสื้อยืดขึ้นสูง ดวงตาวาววับ แลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างอดไม่ได้ จับจ้องความเนียนนุ่มที่ปรากฏแก่สายตา กระทั่งถกชายเสื้อขึ้นไปเหนือแผ่นอก สิ่งที่ติดใจตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อนก็อยู่ตรงหน้าจนได้...หัวนมสีอ่อนที่อ่อนไหวสุดๆ

                คนมองกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

                เขาไม่ใช่พวกที่ทำอะไรคนไม่เต็มใจ นี่ถือว่าลงโทษเล็กๆ น้อยๆ ที่ให้นั่งรอมาทั้งคืนบวกกับสี่ชั่วโมงนี้ก็แล้วกัน

                พอหาเหตุผลได้ก็ขอจัดสักหน่อย

เซ็กซี่จริงๆ น้า

                พระพายคิดมาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วว่าหัวนมผู้ชายก็เซ็กซี่ไม่แพ้ผู้หญิง แต่ยังไม่เคยเจอคนที่อ่อนไหวมากๆ หนก่อนที่ได้สัมผัสของสกายจึงค่อนข้างประทับใจ ยิ่งได้ชิมก็ยิ่งชอบ และชอบสุดๆ คือปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่ยิ่งครางเสียงกระเส่าตอนที่เขาบีบเล่นพร้อมกับขยับสะโพกไปพร้อมกัน

                “อือ”

                เฮือก!

                ทันทีที่ปลายนิ้วเขี่ย คนหลับสนิทก็ส่งเสียงคล้ายอาการประท้วง แต่ไม่ได้พลิกตัวหนี ผิดกับคนแตะที่สะดุ้งเสียเอง เหลือบตาไปมองแล้วพบว่าสกายยังไม่ตื่น จนกลับมาจดจ่อกับส่วนน่ารักที่ใช้นิ้วเกลี่ยไปมาทั้งสองข้าง ร่างกายเริ่มร้อนขึ้นเสียเฉยๆ ดวงตาที่จับจ้องมองมันก็เหมือนหมาเห็นกระดูกอันโต

                งานนี้เขายอมเป็นหมาล่ะวะ

                หมับ!

                ตอนแรกพระพายแค่เล่น แต่ความแข็งตึงสู้นิ้วนั่นทำให้เจ้าตัวสูดหายใจอีกหลายเฮือก

                ความเย้ายวนใจที่อดไม่ได้จะยื่นหน้าเข้าไปหา เป่าลมหายใจลงไป แล้ว...

                “อื้อออ”

ซวยล่ะ

                ทันทีที่ปลายลิ้นส่งไปเลียตุ่มไตสีอ่อน เสียงครางหวิวก็ออกมาจากปากของสกายจนพระพายอุทานในใจ ผิดกับร่างกายที่ไม่ยอมหยุดแค่นั้น แทนที่จะหยุดที่เลีย เขากลับครอบริมฝีปาก ดูดดึงสลับกับกัดเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว ไม่สนใจว่าร่างกายกำลังร้อนวูบวาบ เขาแค่อยากชิมรสชาติของเด็กคนนี้มากกว่านี้ มากกว่าครั้งก่อนที่อะไรๆ ก็เร่งรีบไปหมด

                ถ้าเขาได้กอดสกายอีกครั้ง เขาจะชิมอย่างช้าๆ ทำให้เด็กคนนี้ครวญครางแทบขาดใจ!

                 “ฮื่อ อือ”

ขออีกนิด

                พอได้ยินเสียงคราง คนที่ตอนแรกบอกว่าจะแค่ชิมก็เปลี่ยนมาคร่อมทับเหนือร่างเด็กหนุ่ม เคลื่อนริมฝีปากจากส่วนที่เปียกชื้นไปยังอีกข้าง แล้วดูดเลียราวกับผึ้งที่เจอน้ำหวาน ดวงตากระหายต้องการ มือข้างที่ว่างก็ลูบไล้ไปตามแนวเอว สัมผัสผิวเนียนนุ่มที่ปลุกปั่นอารมณ์ กระทั่งถึงขอบกางเกง

                “อืออ...เฮ้ย!!!”

                ทันใดนั้น คนที่นอนบิดกายน้อยๆ อย่างเสียวซ่านก็ร้องเสียงดังลั่น ให้พระพายตวัดสายตาไปมองจนพบว่าคนหลับตื่นขึ้นมาแล้ว และกำลังจ้องเขม็งมาที่เขาทั้งที่สองข้างแก้มแดงปลั่ง

                “พี่...พี่จะปล้ำผมเหรอ”

                สกายอาจจะตั้งสติเร็ว แต่เสียงก็สั่นอย่างเห็นได้ชัด จนคนที่ไฟติดสูดหายใจลึกๆ แต่กลับได้กลิ่นกายที่กระตุ้นอารมณ์มากกว่าเดิม ดวงตาคู่คมก็ฉายประกายผู้ล่า สองมือที่ลูบไล้เรือนร่างเนียนนุ่มก็เปลี่ยนเป็นกำหมัดเข้าหากัน

                เขาตะล่อมให้สกายยอมได้ แต่...

                “พี่ขอยืมห้องน้ำหน่อยนะ”

                ปัง!

                แววตาตื่นตระหนกที่ฉายแววหวาดกลัวเป็นดั่งค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางหัว จนพระพายได้สติ ก้าวไวๆ เข้าไปในห้องน้ำ หลับตาลง ไม่เคยโกรธตัวเองมากเท่านี้มาก่อนเลยที่เล่นไม่เข้าเรื่อง

                เขาเคยระงับความต้องการได้มากกว่านี้ แต่นี่แค่ดูดๆ เลียๆ ไม่กี่ทีเพื่อแกล้งเล่นกลับทนไม่ไหวเอง

                ไม่ใช่แค่อยากกอดสกายอีกครั้งแล้วล่ะ แต่เป็นอยากกอดแล้วกอดอีกไม่รู้จบมากกว่า

                ไอ้พายถ้าจะแย่จริงๆ แล้ว

                ขณะเดียวกัน นภนท์เองก็ตื่นเต็มตา สองมือรีบถกเสื้อตัวเองลง ตายังคงมองประตูห้องน้ำที่ร่างสูงหายเข้าไป สูดหายใจลึกๆ เพื่อลดความปั่นป่วนของร่างกายที่ร้อนขึ้นจากการถูกสัมผัส แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงที่สุดไม่ใช่การตื่นมาเห็นผู้ชายคร่อมทับอยู่เหนือตัว แต่เป็นความโล่งใจที่เห็นว่าคนคนนั้นเป็นพี่พายต่างหาก

                ชั่ววูบหนึ่งสกายคิดจะเลยตามเลย

                เขาไม่ควรคิดแบบนี้ ไม่ควรมีความรู้สึกเช่นนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

                “ไอ้เหี้ยกาย มึงคิดแบบนี้กับคนที่ไว้ใจไม่ได้เนี่ยนะ!”

                ใช่ เขากำลังใจอ่อน

                ไม่รู้ว่าเริ่มต้นตอนไหน อาจจะเป็นตอนที่พี่พายมาเฝ้าไข้เขา หรือเมื่อคืนที่นั่งรอตลอดทั้งคืนโดยไม่ปริปากบ่น จนสกายเองก็รู้ตัวว่ากำแพงที่กางกั้นไม่ให้ใครกร้ำกรายเข้ามาในหัวใจกำลังสั่นคลอนมากขึ้นทุกที และเปราะแตกทันทีที่พี่พายเลือกจะเข้าห้องน้ำไปปลดปล่อยแทนที่จะให้ทุกอย่างเป็นเหมือนครั้งแรกที่มีอะไรกัน

                พี่พายแตะตัวเขาจริง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยกว่านั้น

                เด็กหนุ่มรู้ว่าบ้าที่คิดแบบนี้ โดนแตะก็คือโดนแตะไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็เรียกลวนลาม แต่ดันไม่โกรธ เขากลับคิดว่าผู้ชายที่ดูไม่เคยขาดเรื่องอย่างว่าคนนี้ทนมาเป็นเดือนต้องเรียกว่าเก่งแล้วต่างหาก

                “ไม่หรอกไอ้กาย พี่พายมาเล่นกับมึง ใช่ว่าเขาจะไม่เล่นกับคนอื่น”

                แต่ทำไมเสียงของเขาถึงได้เบาหวิวขนาดนี้กันนะ

                หลังจากนั้นยี่สิบนาที แขกไม่ได้รับเชิญก็เดินขยี้หัวออกมาจากห้องน้ำด้วยท่าทางสดชื่น ใบหน้าเคร่งเครียดกับดวงตาร้อนแรงกลับมาเป็นผู้ชายขี้เล่นคนเดิม ไม่อายเลยที่จะโชว์แผ่นอกเปลือยเปล่า จนเจ้าของห้องเสียเองที่หมุนตัวกลับไปนั่งแก้แบบต่อ ทั้งที่สมาธิไม่ได้อยู่ที่งาน

                “ขอบคุณที่ให้ยืมใช้ห้องน้ำนะ สดชื่นกว่าเดิมเยอะ”

                “ผมยังไม่ได้ให้พี่ใช้สักคำ”

                “เอาน่า อย่าขี้เหนียวเลย แค่ยืมใช้ห้องน้ำ”

                “ห้องน้ำผมไม่ว่า แต่ผมไม่ลืมว่าตื่นมาเจออะไรหรอกนะ” สกายตวัดสายตาไปมองอย่างประณาม ซึ่งผู้ชายตัวโตก็หัวเราะเสียงนุ่ม เดินมานั่งตรงปลายเตียง ห่างจากโต๊ะทำงานเขานิดเดียว

                “เอาน่า อย่าขี้เหนียวเลย พี่อัดอั้นมาเป็นเดือน” พระพายพูดแบบเดิม แค่เปลี่ยนตอนท้าย แต่ทำให้คนที่นั่งแก้แบบเพื่อส่งอาจารย์ให้ทันวันจันทร์นี้ทำหน้าไม่อยากเชื่อ หมุนตัวกลับมามองร่างสูง แบบที่คนพูดยิ่งยิ้มกว้าง

                “อยากรู้เหรอ”

                “...ไม่” เด็กหนุ่มจ้องดวงตาเจ้าเล่ห์นั่นแล้วหมุนเก้าอี้กลับ ไม่คิดจะตกหลุมพรางด้วยหรอก

                “แต่พี่อยากเล่านี่ โอเค ไม่เป็นไร งั้นพี่เล่าเอง ถือว่าฟังขำๆ แล้วกัน ก็ตั้งแต่ที่ได้กอดน้องสกายไปเมื่อหลายเดือนก่อน โอ้โห นี่ก็สามเดือนกว่าแล้วนี่หว่า พี่ทนได้ยังไงตั้งนาน พี่ก็ไม่ได้ยุ่งกับใครเลย ทำไมพี่ถึงเป็นผู้ชายแสนดีที่ซื่อสัตย์ได้ขนาดนี้นะ”

                “เชื่อตายล่ะ”

                เขาไม่โง่นี่ แต่ก็ยอมหันมาคุยด้วยอีกครั้ง

                “พี่พูดจริงนะ”

                “...”

                สกายไม่ตอบโต้ แค่ใช้ดวงตาจ้องนิ่งๆ ซึ่งทำให้ร่างสูงลดรอยยิ้มลงทีละน้อย

                “ก็นอนกับคนอื่นครั้งเดียว”

                “เฮ้อออ”

                “โอเคๆ สองครั้ง”

                เจ้าของห้องส่ายหัวแล้วหันกลับไปนั่งแก้แบบตอบ จังหวะเดียวกับที่ผู้ชายตัวโตบอกด้วยเสียงดังขึ้น

                “พี่พูดความจริงแล้ว สามครั้งครับ โอเคมั้ย นี่ไม่ได้ตอแหลนะ ตั้งแต่ที่นอนกับเรา พี่ไปนอนกับคนอื่นแค่สามครั้งแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ ซึ่งนั่นก็หลายเดือนแล้ว อย่างน้อยๆ ตลอดเดือนนี้พี่ก็ไม่ได้ยุ่งกับใครเลย” หากก่อนหน้านี้พระพายยังติดเล่น ครั้งนี้ก็จริงจังกว่า แล้วก็ทิ้งตัวลงไปนอนบนเตียงของเขาอย่างหมดแรง

                “แล้วพี่มาสารภาพทำไมวะ”

                “นั่นสิ ผมก็ไม่ได้อยากรู้สักหน่อย”

                คนที่นอนอยู่กดสายตามามองแผ่นหลัง แล้วหัวเราะ

                “โอเค พี่หน้าด้านเล่าเอง ถือว่าน้องสกายฟังขำๆ แล้วกัน” เด็กหนุ่มไม่หันไปมอง ทำเป็นว่ากำลังยุ่งกับงานที่ทำอยู่ ทั้งที่สมองกำลังคิดตามว่าพี่พายไม่ได้ยุ่งกับใครในช่วงที่มาวุ่นวายกับเขา จนต้องยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเท้าคาง...บังไม่ให้ใครอีกคนเห็นรอยยิ้ม

                “งั้นฟังพี่ต่อนะ ตอนนี้พี่คงเป็นโรคจิตแล้วล่ะ”

                “ไม่ใช่ว่าเป็นนานแล้วเหรอ” เขาย้อนเสียงเรียบ

                คราวนี้คนตัวโตยิ้มเจ้าเล่ห์

                “อันนี้พี่เพิ่งเป็นนะ พี่เพิ่งรู้ว่าชอบนม อ้อ ต้องเป็นนมที่เคยเจาะมาแล้วด้วยนะ”

                ตุบ!

                “โอ๊ย!”

                สกายหน้าแดงจัด ปาดินสอดราฟในมือไปทางคนตัวโต กัดปากแน่น มองคนที่แกล้งร้องโอดโอยทั้งที่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันทุกซี่ ไหนจะเสียงนุ่มๆ ที่กระแทกเข้าเต็มหัวใจ

                “เห็นมั้ย พี่ก็ทำให้น้องสกายเขินพี่ได้เหมือนกัน”

                “บ้าแล้ว ใครเขิน ผมจะไปอาบน้ำ”

                ว่าจบก็ก้าวดุ่มๆ เข้าห้องน้ำไปเลย ไม่สนใจเสียงห้ามว่าเขาน่าจะไข้กลับเพราะหน้าแดงแจ๋!

                ไม่ใช่ไข้หรอกที่ทำให้หน้าร้อนขนาดนี้ แต่เพราะไอ้โรคจิตชอบนมต่างหาก

                “บ้าเอ๊ย”

                ขนาดเขาเองเห็นเงาสะท้อนในกระจกแล้วได้แต่สบถ ยกหลังมือขึ้นมาปิดปาก เพราะนอกจากสองแก้มที่แดงปลั่งแล้ว ดวงตาสีดำยังไหววูบวาบ ไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความหวั่นไหวที่เผลอเปิดรับใครอีกคนเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว

                ถ้าเขาไม่รู้สึกอะไรด้วย ทำไมถึงเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่มิดแล้วล่ะ


...........................................................


  เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

  ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #พระพายหมายฟ้า​ นะคะ


ความคิดเห็น