สวัสดีนักอ่านทุกคนที่เข้ามานะค้า เรื่องนี้เราแต่งไว้คลายเครียดจากเรื่องเก่าเน้อ ออกแนวแฟนตาซีนิดๆ ชอบไม่ชอบเม้นต์บอกได้น้าาา^^

ชื่อตอน : บทที่ 12 : พัง

คำค้น : Bts kookv

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.6k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ม.ค. 2562 09:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 12 : พัง
แบบอักษร

​บทที่ 12

​พัง



"กลับไปซะ! พวกเจ้าควรดีใจที่จองกุกไว้ชีวิตให้" ยุนกิผลักไอรีนหลังจากที่พาเจ้าตัวสองปัญหามาปล่อยทิ้งที่ประตูโรงเรียน

ไอรีนสูดหายใจแรงขึ้นอย่างคนมีน้ำโห ดวงตาก็จ้องเป๋งไปที่ยุนกิ "ข้าเป็นถึงคนที่พ่อแม่จองกุกโปรดปราน เขาไม่มีวันทำอะไรข้าแน่!"

ยุนกิยิ้มหยัน "เจ้าสำคัญตัวมากเกินไปแล้ว ความจริงเขาฆ่าเจ้าได้ด้วยซ้ำ เขาไม่สนว่าเจ้าเป็นคนโปรดของพ่อแม่หรือไม่ แต่ที่เขาไม่ฆ่าก็เพราะเขายังให้โอกาสกับเจ้า ถ้าสำนึกบุญคุณแล้วก็ไสหัวไปซะ!!!"

ไอรีนผงะหงาย ถอยไปหาทาสรับใช้ของตนก้าวหนึ่ง "ชิ!" หล่อนมองอย่างแค้นเคืองครู่หนึ่งก่อนยอมฝืนจากไป "คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้างั้นรึ! ไม่มีทาง!!"

"เฮ้อ" ยูคยอมถอนใจยาว "ข้าละเหนื่อยกับความดื้อรั้นของนางจริงๆ"

"ปล่อยนางไปเถอะ สักวันนางก็จะเชื่อคำพูดของข้าเอง" ยุนกิมองกล้องในมืออีกฝ่าย "แล้วกล้องนี่ใครจะเป็นคนทำลาย"

"ข้าทำเอง"

"โอเค งั้นเรารีบไปหาจองกุกกันเถอะ"

ทั้งสองหนุ่มเดินกลับไปยังอาคารเรียนเดิม ระหว่างขึ้นบันไดนั้นยูคยอมก็ทำลายกล้องด้วยการเสกไฟเผาให้มันกลายเป็นผุยผงคามือ และด้วยอำนาจลึกลับทำให้เศษเถ้านั้นปลิวหายไปกับอากาศจนลาลับโลกนี้ไป

"ข้าว่า... ตอนนี้จองกุกคงกำลัง เอ่อ ยุ่งอยู่กับการถอนคำสาปให้แทฮยองอยู่" ยูคยอมเกาจมูก เขากระดากอายเล็กน้อยที่พูดถึงเรื่องนี้ "เพราะงั้นพวกเราคงไม่ต้องรีบขึ้นไปก็ได้"

"ต้องรีบสิ" ยุนกิยิ้ม แต่ไม่มีอะไรแฝงในรอยยิ้มนั้น "เพราะเรารู้ว่าจองกุกกำลังทำอะไรอยู่ เราถึงต้องรีบไปเฝ้าระวังให้ไง เจ้าไม่คิดแบบนั้นเหรอ"

"นั่นสินะ! ข้าลืมคิดถึงเรื่องนั้นเลย"

ยุนกิและยูคยอมขึ้นมาถึงชั้นสาม โถงทางเดินที่ควรโล่งเตี้ยนและไร้สิ่งมีชีวิต กลับมีร่างของใครบางคนยืนอยู่หน้าห้องม.5 ห้อง C

"ฉิบหายแล้วไง..." ยุนกิใจร่วงลงตาตุ่มทันทีที่เห็นจีมิน ใบหน้าที่ขาวซีดอยู่แล้วกลับยิ่งซีดเผือดราวกับไก่ต้ม ยูคยอมเองก็มีอาการไม่ต่างกัน

"ดูเหมือนว่างานจะงอกแล้วนะ" เขากับยุนกิยังคงเดินต่อไปแต่เพียงก้าวช้าลง เพราะสถานการณ์ที่มาแบบไม่ทันตั้งรับ "รู้ไหม ข้าไม่เคยขอพรหรืออะไรเลยนะ แต่พอมาถึงตอนนี้ข้ากลับอยากภาวนาให้พวกเราย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าข้าอยู่ข้างล่างกับจีมิน ข้าคงห้ามเขาไม่ให้ขึ้นมาตามแทฮยองได้..."

ยุนกิไม่ได้สนฟังคำพูดนั้นเพราะเอาแต่มองจีมิน "ยูคยอม เจ้าไปหาจองกุกนะ"

"เห้ย! เดี๋ยวสิชูก้า!!?"

เสียงรั้งไม่มีผลต่อยุนกิที่วิ่งไล่ตามจีมิน ทำให้เขาต้องทำตามคำสั่งนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอมาถึงหน้าประตูห้องที่เปิดค้างไว้ สิ่งแรกที่เขาเห็นคือจองกุกกำลังรั้งแทฮยองอยู่

"แทฮยองรอเดี๋ยวสิ... กุกขอโทษ"

ร่างบางสวมกางเกงโดยไม่แยแสอีกฝ่าย พอถูกคว้าข้อมือก็สะบัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย "ปล่อย! ฉันจะไปหาชิมชิม!"

"แต่แท... แล้วกุกล่ะ"

"ก็เรื่องของนายสิ! ฉันไม่สน!!"

จองกุกตัวชาวาบ เหมือนกำลังฝันหวานอยู่ดีๆก็ถูกกระชากให้ลงเหว หลังจากที่แทฮยองพูดแบบนั้นและวิ่งออกไปจากห้อง เขาก็แปลกใจและนึกขันกับความรู้สึกหน่วงๆแถวหน้าอก เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะได้เผชิญกับมันเข้าสักวัน 

มันก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอที่แทฮยองเลือกจีมิน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบและมาจากฤทธิ์ของคำสาป หัวใจของแทฮยองก็ยังคงเป็นของจีมิน ไม่ใช่ของเขา ในเมื่อเขาเลือกที่จะเข้ามาแทรกกลาง เขาก็ต้องทนรับกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ และถ้าจะโทษใครก็คงต้องโทษตัวเขาเอง ถ้าเขาห้ามใจได้ตั้งแต่แรก เรื่องราวทั้งหมดคงไม่ลงเอยแบบนี้


ไม่สิ... ถึงเขาจะห้ามใจได้ แต่ก็ต้องมีสักวันที่จีมินรู้อยู่ดี และวันนั้นก็ได้มาถึงแล้ว


"แทฮยอง พี่ขอโทษ..."




ตึกๆๆ!

"เดี๋ยวจีมิน! หยุดก่อน!!" ยุนกิเร่งฝีเท้าในการวิ่งตามร่างเล็กที่มุ่งหน้าไปยังบันได โชคดีที่เขาคว้าแขนบางได้ทัน


และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้สวมกอดจีมิน


"ฮึก ปล่อย! ปล่อยนะยุนกิ ฮึก จะกลับบ้าน..."

มันไม่ง่ายเลยที่จะทำให้คนตัวเล็กยอมสงบในอ้อมกอด แรงผลักของอีกฝ่ายทำให้เขาถึงกับเซถลา แต่เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่มีวันปล่อยร่างนี้ แขนแกร่งจึงรัดแน่นขึ้นจนจีมินจมเข้าไปในอก

"ใจเย็นก่อนจีม..." เขาพูดเสียงนุ่มอย่างปลอบโยน แต่ดูเหมือนร่างเล็กจะไม่เห็นคุณค่า

"ฮึก ปล่อย..."

ใบหน้าที่ซบไหล่อยู่นั้นทำให้เขารับรู้ถึงน้ำตาร้อนผ่าวทุกหยด "ฉันรู้ว่านายเห็นอะไร เพราะงั้นฉันจะไม่ห้ามให้นายหยุดร้อง ขอแค่ตอนนี้นายช่วยฟังเรื่องที่ฉันจะพูดก่อนได้ไหม จีมิน"

ร่างเล็กมีท่าทีโอนอ่อนลงเพราะความรู้สึกหนึ่งเข้าแทรก เขาไม่เคยได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นเท่านี้มาก่อน จนมีชั่วขณะหนึ่งที่เขาเผลอคิดว่าอยากอยู่แบบนี้ตลอดไป

และมันเป็นจังหวะเดียวกับที่แทฮยองวิ่งมาเห็นพอดี แต่ใครจะสนล่ะ "ชิมชิม" เขาค่อยๆเดินเข้าไปหาทำให้สองคนนั้นหันมามองพร้อมกัน

"....." แต่จีมินกลับหลบหน้าและดึงยุนกิให้มาบังตัวเอง แทฮยองจึงยอมหยุด

"ชิม ฟังแทก่อน---"

"จะให้ชิมฟังอะไรล่ะแท ข้ออ้างเหรอ? จะบอกว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจเหรอ"

แทฮยองใจหล่นวูบเมื่อเสียงของจีมินสั่นเครือเหมือนจะขาดกัน "ใช่... แต่แทอธิบายความจริงได้นะชิม"

จีมินปาดน้ำตา สีหน้าเย็นชาไม่อ่อนแอเหมือนตอนแรก "ความจริงก็คือ พวกเราคบกันแต่ชิมซื่อบื้อที่ดูแทกับจองกุกไม่ออก!"

"ไม่ใช่ยังงั้น---"

"และก็เป็นคนโง่ที่ไว้ใจแทมากเกินไป"

ร่างเล็กไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น แทฮยองจึงเงียบและพยายามทำใจให้เย็นลง สมองก็รื้อหาเหตุผลมาอธิบาย แต่เหตุผลเหล่านั้นใครจะเชื่อโดยเฉพาะคนตรงหน้าเขา จะบอกว่าเขาเจอไอรีนแล้วถูกพามาข่มขืนงั้นหรือ ยังไม่ทันได้เรียงคำพูดก็รู้แล้วว่ามันไม่เข้าท่า

การที่แทฮยองเงียบไปพักใหญ่ทำให้จีมินคิดว่าเจ้าตัวยอมรับ "รู้อะไรไหม ชิมว่าชิมถอยออกมาดีกว่า"

แทฮยองมองจีมินที่ผละออกมาจากอ้อมแขนของยุนกิ ขณะที่จองกุกกับยูคยอมหยุดยืนอยู่ไม่ไกล คอยดูสถานการณ์อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ ซึ่งคำนวณดูแล้วก็คงมีแต่จะแย่ลง

"ไม่เอาแบบนี้สิชิม" เสียงของแทฮยองแผ่วลงเหมือนคนหมดแรง แต่นั่นไม่ได้ทำให้อีกคนรู้สึกสงสาร

จีมินเลื่อนสายตามองจองกุกอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเดินลงบันได แทฮยองเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปคว้าข้อมือไว้

"ชิมชิม ฮึก... อย่าทำแบบนี้สิ อย่าทิ้งแท..."

ร่างเล็กมองมือตัวเองที่ถูกกุมไว้ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ภายใต้สีหน้าอันเข้มแข็งนั้น ยุนกิรู้ดีว่าจีมินกำลังพยายามอย่างมากในการซ่อนความเจ็บปวดไว้

"อย่ารั้งชิมด้วยความรู้สึกผิดเลยแท มันไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกชิมกลับมาเหมือนเดิมหรอกนะ"

แทฮยองส่ายหน้า "ไม่เอา ฮึก แทขอโทษ... แทจะไม่ทำอีกแล้ว เพราะงั้น... ฮึก อย่าจากแทไปเลยนะ..."

จีมินยิ้ม แต่ไม่รู้ว่ารอยยิ้มนั้นอยู่ในอารมณ์ไหน 

"พูดง่ายจังเลยนะแทแท"

"ฮึก..."

"งั้นบอกเหตุผลที่ชิมควรอยู่มาหน่อยสิ"

"....."

"เหตุผลคือแทยังรักชิมใช่ไหม"

แทฮยองไม่ตอบเพราะอีกฝ่ายพูดสิ่งที่อยู่ในใจเขาไปหมดแล้ว

"ขอถามหน่อย" จีมินบิดข้อมือออกจากการเกาะกุม "ถ้าแทรักชิม ทำไมแทถึงมีคนอื่นล่ะ? ความรักที่ชิมให้มันยังไม่พออีกเหรอ? หรือเพราะเขารักแทมากกว่า ให้ได้มากกว่าใช่รึเปล่า?"

เวลานี้แทฮยองยอมรับว่าพูดอะไรไม่ออก สมองมันตื้อตันไปหมด ปากของเขาก็อยากจะพูดแต่คำเดียวคือคำว่า ขอโทษ

"ตอบมาสิแท..."

"....."

จีมินเม้มปากเพื่อยับยั้งอาการสั่นเทา เขาทนไม่ได้ที่แทฮยองยังเงียบ แต่ก็รู้ดีว่าถึงอีกฝ่ายจะบอกเหตุผลยังไงก็คงฟังไม่ขึ้นอยู่ดี เขาจึงหันหลังและเดินลงบันไดอย่างเงียบๆ ถ้าเขาฝืนอยู่ตรงนั้นต่อไป มีหวังคงไม่พ้นได้น้ำตาไหลอีกแน่ แค่เห็นแววตาของจองกุกที่มองแทฮยองด้วยความห่วงใย มันก็ทำให้เขายิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนพ่ายแพ้

"เดี๋ยวก่อนจีม" ยุนกิตัดสินใจเดินลงบันไดตามร่างเล็กไป ขณะที่แทฮยองแค่ก้าวเท้าก็แทบก้าวไม่ออก

"แทฮยอง นายยังโอเคไหม..." ยูคยอมถามเพราะเห็นว่าร่างบางยังไม่กระดิกไปไหน เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับ จองกุกจึงเข้าไปหยุดยืนอยู่ข้างหลัง

"แท"

"....."

แทฮยองยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง แต่พอถูกจองกุกสัมผัสมือก็ถอยห่างออกมา เมื่อกลายเป็นแบบนี้จองกุกจึงไม่กล้าพูดอะไรจนความเงียบเข้าปกคลุม ยูคยอมที่ยืนดูอยู่ก็พาลอึดอัดไปด้วย

จองกุกเห็นแทฮยองยกมือขึ้น ถึงจะอยู่ข้างหลังแต่ก็เดาออกว่าอีกฝ่ายกำลังปาดน้ำตา

"ขอโทษนะจองกุก"

"....."

"ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักนะ"

แทฮยองพูดโดยไม่หันมามองและเดินสวนกลับไปที่ห้องเรียน ยูคยอมมองจองกุกที่ยืนแข็งเป็นตอไม้ด้วยความเห็นใจ เขาไม่เคยเห็นราชาอยู่ในสภาพอ่อนแอแบบนี้มาก่อน

"จะเอาไงดีจองกุก คืนนี้จะไปหาแทฮยองไหม"

จองกุกเงยหน้าหลับตาลง ก่อนถอนหายใจเบาๆเพราะยังจัดการกับความรู้สึกตัวเองไม่ได้ 

"ไม่... ปล่อยให้เขาได้อยู่คนเดียวสักพักเถอะ"




เช้าวันต่อมา แทฮยองไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะอาการอาเจียนที่เกิดขึ้นเหมือนเมื่อวาน จึงใช้โอกาสนี้บอกกับแม่จินว่าไม่สบายและขอลาหยุดหนึ่งวัน พี่แบคนำยากับแก้วน้ำมาวางไว้แต่เขาไม่ได้แตะต้องมันเลย เขากลับปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังโบสถ์เซนต์แอนดรูที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน เพราะเรื่องเมื่อวานทำให้เขาอยากหาสถานที่ในการเยียวยาจิตใจ และอยากปรึกษากับใครสักคน

แอ๊ด...

บานประตูไม้สีเข้มถูกเปิดออก แทฮยองทอดมองพรมแดงที่ลาดยาวไปถึงรูปปั้นพระเยซูบนไม้กางเขน กระจกสีสูงชะลูดที่ร้อยเรียงเรื่องราวของพระแม่มารีย์และความเงียบภายในโบสถ์ ทำให้จิตใจอันยุ่งเหยิงของเขาคลายความสงบลงได้บ้าง

แทฮยองพาร่างตัวเองไปนั่งแช่บนม้านั่งตัวหนึ่ง เขาสูดหายใจลึกๆขณะมองไปยังพระเยซูเหมือนคนหมดหนทาง

"อรุณสวัสดิ์แทฮยอง"

เขาหันไปตามต้นเสียงก็เจอกับบาทหลวงผมทองคนหนึ่งเดินยิ้มมาหา และทิ้งตัวลงนั่งข้างๆอย่างสนิทสนม

"อรุณสวัสดิ์ครับคุณพ่อฟรองซัว"

"ลมอะไรหอบลูกมาถึงที่นี่ล่ะ ไม่ไปโรงเรียนกับเขาเหรอ?"

แทฮยองสั่นศีรษะ "ไม่ครับ วันนี้ผมรู้สึกมีไข้นิดหน่อย"

"งั้นก็ไปนอนพักผ่อนสิ ถ้าฝืนตัวเองยังงี้อาการจะยิ่งแย่ลงเอานะ" เสียงทุ้มของบาทหลวงวัยกลางทำให้เขารู้สึกปลอดภัย

"มีเรื่องที่ทำให้ผมไม่สบายใจน่ะครับ"

คุณพ่อฟรองซัวเลิกคิ้วด้วยความสนใจ "เรื่องอะไรล่ะ?"

"ก็... หลายเรื่องเลยแหละครับ แต่เรื่องที่แย่ที่สุด..." แทฮยองสูดหายใจยาวๆเหมือนลำบากที่จะพูด "ผมเพิ่งเลิกกับแฟนมา"

"ไม่มีอะไรมั่นคงหรอกแทฮยอง" มือหนาตบไหล่บางเบาๆอย่างปลอบประโลม "ความรู้สึกของคนเราก็ย่อมมีเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา"

"แต่ผมไม่ซื่อสัตย์ต่อเขา..." นัยน์ตาเรียวหรี่แสงลง "ผมมันเป็นคนบาปใช่ไหมครับ"

คุณพ่อฟรองซัวคลี่ยิ้มอบอุ่น เด็กน้อยตรงหน้าทำให้เขานึกถึงตัวเองตอนเป็นวัยรุ่น ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่ได้มอบตัวรับใช้ศาสนา "เราทุกคนเป็นคนบาปแทฮยอง แต่มีไม่กี่คนที่สารภาพความผิดเหมือนกับลูก ไม่ว่าต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดคืออะไร แต่พ่อเชื่อว่าลูกไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิด... ใช่ไหม"

แทฮยองเงียบและมองไปทางอื่นเหมือนคิดอะไรบางอย่าง "แล้วถ้าต้นเหตุไม่ใช่มนุษย์ล่ะครับ" ถ้าเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด เขาขอคิดว่ามันเป็นเพราะงูตัวนั้น

บาทหลวงวัยกลางขมวดคิ้วมุ่นอย่างงงๆ "ลูกหมายถึงอะไร หมายถึงความรู้สึกเหรอ?"

"เปล่าครับ..."

สีหน้าและน้ำเสียงสลดนั้นทำให้บาทหลวงยิ้มขำ "เอาเถอะ พ่อแค่มาทักทายลูกเฉยๆเพราะไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันมานาน ลูกเองก็ลองพูดคุยกับพระผู้เป็นเจ้าดู และเมื่อลูกคิดทบทวนก็จะพบทางออกเอง"

"....." แทฮยองก็ได้แต่ภาวนาว่าให้เป็นยังงั้น สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องพึ่งพาตัวเองสิน่า




ในเวลาพักเที่ยง จีมินไม่ได้ไปที่โรงอาหารเหมือนทุกครั้งแต่กลับตรงไปยังป่าหลังโรงเรียน ด้วยความที่เป็นแหล่งพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้มีแม่น้ำสายเล็กๆไหลผ่านป่าแห่งนี้ ทุกๆคนรู้เรื่องนี้ดี ในช่วงหน้าร้อนจึงมีนักเรียนบางส่วนแอบหนีมาเล่นน้ำที่นี่ เขาเองก็เคยพาแทฮยองมาเดินชมวิวและเอาเท้าจุ่มน้ำเล่นๆ ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นพวกเขาอยู่ม.ต้นปีสอง

แต่ช่วงเวลานั้นผ่านไปนานแล้ว เขาไม่อยากรื้อฟื้นและคิดว่าสมควรลืมมันเสียที ดวงตาเรียวเล็กจับจ้องแหวนเงินบนนิ้วชี้ด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม เขาถอดมันแล้วโยนลงไปในแม่น้ำสีใสดั่งกระจก ถึงแม้กระแสน้ำจะไม่ได้พัดให้มันลอยไปไกลมากนัก แต่มันก็ดีที่ทำให้เขาไม่เห็นมันไปตลอดกาล เขาหวังว่าความทรงจำเลวร้ายและภาพติดตาในวันนั้นจะหายไปพร้อมกับแหวนเงินวงนั้น

"มาทำอะไรคนเดียวที่นี่"

จีมินเหลือบมองผู้มาเยือนก่อนหันกลับไปยังแม่น้ำอีกครั้ง "ไม่ใช่เรื่องของนาย"

มันเป็นคำตอบที่ยุนกิคาดเดาไว้ไม่มีผิด "ไม่กินข้าวกินปลา เดี๋ยวก็ไม่มีแรงเรียนหรอก" เขาเดินมือล้วงกระเป๋าไปยืนอยู่ข้างๆ ความห่วงใยของเขาถูกจีมินปัดทิ้งด้วยการเงียบใส่ "นี่ เลิกทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีแล้วไปกินข้าวสักที"

ครั้งนี้จีมินหันมาชักสีหน้าไม่พอใจใส่ "ก็เรื่องของฉันสิ! นายจะมายุ่งอะไรด้วย!? นายไม่เข้าใจหรอกว่าการที่เรารักของเราอยู่ดีๆแล้วมีคนแย่งน่ะ มันรู้สึกยังไง!!!"

ยุนกิพยายามใจเย็นแต่ก็ไม่สำเร็จ เขามองน้ำตาที่คลอบนหน่วยของอีกฝ่ายด้วยสายตาจริงจังมากขึ้น "ก็เพราะว่าไม่เข้าใจไง ฉันถึงมาหานายที่นี่! ฉันไม่อยากเห็นนายเศร้า และก็ไม่ชอบที่เห็นนายเป็นแบบนี้! ฉันอยากปลอบนายแต่คือเข้าใจไหมว่า... ฉัน... จิ๊! ฉันปลอบใครไม่เป็นไง!!"

"....."

พอเห็นคนตัวเล็กเงียบก็ยิ่งทำให้เขาแก้มแดง "ก็ขอโทษด้วยละกันที่การปลอบของฉันมันห่วย"

จีมินไม่กล่าวอะไรเพียงแค่หันไปมองแม่น้ำ ทำให้ความเงียบเกิดขึ้นกับพวกเขาไปพักใหญ่ จนเขาคิดว่าอีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว... แต่เปล่าเลย นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างที่แข็งแกร่งและอบอุ่นกำลังโอบรัดร่างของเขาอยู่

"ทำอะไร" เขาถามเสียงแข็งกระด้าง

"ก็กำลังขอแก้ตัวไง หรือแค่กอดมันยังไม่พอ"

สิ้นคำตอบ ร่างเล็กก็ถอนหายใจแต่ปากยังคงแอบยิ้ม -- ใช่ เขายิ้มตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ว่ายุนกิกอดแล้วล่ะ เขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าชอบโดนกอด โดยเฉพาะเจ้าของอ้อมกอดนั้นคือยุนกิ

"รู้มะ นายก็ปลอบได้ห่วยจริงๆนั่นแหละ"

ยุนกิคลี่ยิ้มบางพลางลูบกลุ่มผมนุ่มเบาๆ โดยมีสายตาของจองกุกเฝ้ามองอยู่ไม่ไกล มันไม่ใช่สายตาอันตรายหรือน่ากลัวแต่อย่างใด หากแต่มันคือสายตาของคนที่รู้สึกผิด




​To be continued

​____________________________

เฮียกิทำหน้าที่ได้ดีมากลูก ส่วนจองกุกผู้ไม่เหลือใคร ฮือออT T เพิ่งมาสำนึกเอาป่านนี้ก็ไม่ทันแล้วล่ะค่า โดนหนูแทเมินแน่ๆ 😿

ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้มาอัพ ความจริงว่าจะอัพในวันที่31นี่แหละ แต่พอดียังแต่งไม่เสร็จและมีเหตุการณ์เมารถ เราอ้วกไปสองรอบวันนั้นเลยเพลียมากกกกก นอนซมยาวๆ วันนี้เพิ่งแต่งเสร็จก็เลยรีบมาอัพ ต้องขอโทษด้วยจริงๆน้าT.T


ความคิดเห็น