ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อบพาย ชิ้นที่ 7

ชื่อตอน : อบพาย ชิ้นที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 264

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ธ.ค. 2561 12:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
อบพาย ชิ้นที่ 7
แบบอักษร

ตอนที่ 7

เอริกะ เขียน

“วันนี้เด็กนั้นไม่มาหาเหรอ”


“มาทำไมทุกวัน” คนฟังขมวดคิ้วฉับก่อนแสร้งทำเป็นหยิบหนังสือของขึ้นมาอ่าน ทำทีไม่สนใจสิ่งที่คิทถาม ซึ่งเจ้าคนที่ถูกตกเป็นประเด็นที่พูดถึงนั้นได้หายหน้าหายตาไปสองวันแล้ว ข้อความก็ไม่ได้ทักมา ไวน์ไม่ได้เดือดร้อนอะไรสักหน่อย อีกฝ่ายอยากจะหายไปไหนก็ช่าง เขาไม่แคร์อยู่แล้ว


ใช่...ไม่แคร์


“ทำหน้าเครียด คิดถึงเขาก็บอก”


“คิท...” เขาปรามคิทที่คิดจะแซวเรื่องของหมอนั่น ทุกวันนี้คิทมักจะหยิบเอาพบรักมาล้อเขา ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด และนั่นคือจุดประสงค์จริงๆ ที่เพื่อนตัวเล็กของเขาต้องการ ซึ่งไม่รู้ว่าทำไมคนรอบข้างถึงชอบให้เขาหงุดหงิดนักเคยถามเหตุผลไปครั้งหนึ่งได้คำตอนที่ไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่


“ก็เวลาไวน์ทำสีหน้าอื่นนอกจากหน้านิ่งๆ มันดูน่าดี”


“ฮะๆ แกทำหน้าดุฉันเคยกลัวเหรอ” สิ้นเสียงไวน์ก็ทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ นิ้วเรียวจิ้มหน้าผากเพื่อนแล้วดันให้ออกห่าง


“จิ๊ อ่านหนังสือไป”


ดันหนังสือที่กองตรงหน้าให้ร่างเล็กพอเห็นแบบนี้เสียงหัวเราะก็ดังลั่น เอิ่ม...เอาเข้าไป


“ฮ่าๆ ๆ ”


ไวน์ทำทีเป็นไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือทบทวนความรู้ไปเรื่อยๆ อีก10นาทีจะเข้าห้องสอบแล้ว แต่ความจริงเขากลับอ่านไม่เข้าหัวเลยสักเรื่อง ขนาดว่าเป็นวิชาที่ถนัดที่สุด อาจเพราะสิ่งที่คิทพูดเมื่อกี้ทำให้เขาเริ่มหรืออาจจะคิดมาก


...หมอนั่นหายไปไหน?


ร่างบางสลัดความคิดฟุ่งซ่านออกจากหัว แล้วเดินเข้าห้องสอบ


พอสอบเสร็จไวน์ก็แยกกับเพื่อนทั้งสอง ระหว่างทางบังเอิญเจอน้องตัวเล็กที่มากับน้องตัวสูงเขาจำได้ว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกับพบรัก


“อ้าวพี่ มาทำไรที่วิด’วะอ่ะครับ”


“เดินผ่านมา...” รู้ตัวอีกทีสองขาก็เดินมาที่นี่แล้ว


“หืม...” รุ่นน้องร่างสูงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับคำตอบแสนพิลึกของเขา สายตาที่เหมือนจับผิดมองมามันยิ่งทำให้เขารู้สึกทำตัวไม่ถูก พยายามทำหน้าให้นิ่งที่สุด “เหรอครับ ผมก็คิดว่ามาหาไอ้รักเสียอีก”


เขาเผลอชะงักเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยถึงคนที่ตรงกับที่มองหา สุดท้ายเลยยอมแพ้ “แล้ว...หมอนั่นอยู่ไหน”


“หึ มันติดธุระเรื่องที่บ้านอ่ะ พี่ลองโทรไปถามมันดูสิครับ” น้องโต้งตอบพร้อมกับอมยิ้ม เหมือนมองออก


“งั้นเหรอ”


“ครับ ไงพวกผมขอตัวก่อนนะครับ”


ไวน์พยักหน้าเบาๆ ธุระเรื่องที่บ้านงั้นเหรอ? ฟังแล้วไม่น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เหมือนจะมีอะไรที่มากกว่านั้น สังเกตสีหน้าของน้องนิวที่ดูกังวลเวลาพูดถึงพบรัก


จะโทรไปดีไหม...


ร่างบางถือโทรศัพท์เอาไว้อย่างลังเล พอนึกๆ ดูแล้วทำไมเขาต้องมานั่งกังวลเรื่องเด็กนั่นด้วยนะ เป็นแค่คนรู้จักธรรมดา อีกอย่างเขาก็อยากให้หมอนั่นไปให้พ้นๆ ไม่ใช่เหรอ...


[ไวน์!]


“!!! ” มัวแต่คิดเพลินๆ เผลอกดโทรออกไปโดยไม่รู้ตัว ได้ยินอีกทีก็เสียงของเด็กยักษ์ดังรอดผ่านมือถือเสียแล้ว เขานิ่งทำตัวไม่ถูก ปากหนักขึ้นมาเฉียบพลัน จนอีกฝ่ายเรียกชื่อซ้ำถึงจะพอหาคำพูดถูก


[ไวน์ครับ..]


“อืม”


[รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเป็นเบอร์ผมอ่ะ] น้ำเสียงจากปลายสายก็ดูร่าเริงดี หรือเขาจะคิดมากไปเองกันนะ


“คิทบอกหลายวันแล้ว...นาย”


[ครับ?]


“ทำไมไม่มาเรียน..”


[ห่วงผมเหรอ ฮะๆ]


“อย่าคิดไปเอง! ”


[ผมติดธุระ..]


“งั้นเหรอ..” ติดธุระอะไรถึงขนาดขาดเรียนและหายหน้าหายตาแบบนี้


[ไวน์...อยากเจอหน้า]


“...มาสิ”


บ้าชิบ! เผลอหลุดปากไปซะได้


[ครับ?]


“จิ๊! อยากเจอก็มาหาสิ”


พูดแค่นั้นก็กดวางสายเผลอเหลือบไปเห็นเงาจากกระจกรถที่สะท้อนภาพออกมา เห็นได้ชัดเจนว่าคนในเงานั้น...กำลังยิ้ม


“ไวน์ไม่ได้เจอตั้ง56ชม.คิดถึงจังเลย”


“ประสาท” ถึงจะด่าแต่ปากก็ยิ้มเมื่อมองเด็กยักษ์ส่งยิ้มกวนๆ มาให้ ตอนนี้เขากับเด็กนี่อยู่ร้านเติมรัก อีกฝ่ายมาถึงก็พูดจ้อไม่หยุด ไม่รู้ว่าจะร่าเริงอะไนนักหนา มองดูแล้วเขาคงคิดมากไปเองจริงๆ ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาด


“พี่ลัมดูสิครับ ไวน์อ่ะชอบว่าผมอยู่เรื่อยเลย” คนตัวสูงได้ทีหันหน้าไปฟ้องลัมที่ยืนอยู่หน้าเค้าเตอร์ ก็ต้องยกผลประโยชน์ให้ความหน้าระรื่นของเจ้าตัวที่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สนิทกับคนแปลกหน้าได้เร็วทันใจ


“นี่แหละ...เสน่ห์ของฝ่าบาททททท” ลัมตอบแบบลากเสียงยาวยื่นมือมาดึงแก้มเขาเบาๆ เพื่อหยอกล้อ ถ้าหากไม่ใช่คนๆ นี้ก็คงไม่มีใครกล้าเล่นถึงเนื้อถึงตัวเขาสักเท่าไหร่


อ้อ! ยกเว้นคิณณ์อีกคน รายนั้นละหนักกว่านี้อีก


“พี่ลัมมม ผมอิจฉานะ”


“อิจฉาเหรอออ” ทีนี้สนุกใหญ่ ลัมกระดึ้บมาข้างๆ ก่อนจะเอาควงแขนเขาและเอาหัวมาซบไหล่ ทำแบบนี้แล้วดูเหมือนตาเจ้าเด็กยักษ์จะเต็มไปด้วยไฟริษยา


“พี่ลัมอ๊า! ”


“ฮ่าๆ ๆ ” เมื่อพอใจแล้วลัมก็เดินหัวเราะเข้าไปทางด้านหลังร้าน ทิ้งให้เด็กยักษ์ยืนทำหน้าบูดอยู่ ซึ่งมันดูไม่เข้ากับรูปร่างเลยจริงๆ


“เป็นอะไรงอนเฮียเหรอ” ที่ถามเพราะจู่ๆ ไอ่เด็กยักษ์ก็เงียบไป เขารู้สึกว่ามันผิดปกติตั้งแต่เจอหน้าแล้วล่ะ จากที่โล่งอกในตอนแรกต้องกลับมาขุ่นมัวในใจอีกแล้ว เพราะแววตาที่เคยสนุกสนานอย่างที่เคยมันแทรกด้วยความเศร้าหมอง เจ้าตัวพยายามกลบมันด้วยรอยยิ้ม แต่พบรักคงไม่รู้ว่าบางครั้งตัวเองก็เผลอยิ้มเศร้าๆ ออกมา


“เปล่าครับ ผมอ่านหนังสือดึกไปหน่อยเลยเบลอๆ ฮ่ะๆ ๆ ” เสียงหัวเราะยังดูฝืนเคืองจนมองออก


“ไปเที่ยวไหม” ไม่รู้อะไรดลใจให้เอ่ยชวนออกไป


“หืม? ”


“ไปไหม”


“ไปครับ ไป” ฝ่ายคนอายุน้อยกว่ารีบพยักหน้าตอบตกลงอย่างกระตือรือร้น เฝ้ารอจนไวน์เลิกงาน


ทริปกระทันหันครั้งนี้มีเขาเป็นคนขับรถมุ่งหน้าไปยังทะเลที่อยู่ใกล้ๆ เพราะพวกเขาไม่ได้จองโรงแรมหรือที่พักไว้กะว่าจะไป-กลับ ระหว่างทางเด็กยักษ์ชวนคุยมาเรื่อยๆ แต่เพียงไม่นานก็เงียบไป เขาไม่ใช่คนที่ปลอบโยนใครเก่งเสียด้วยออกจะพูดไม่เก่ง จึงไม่รู้จะทำยังไง เหลือบมองอีกฝ่ายนั่งเงียบคิ้วพาดเฉียงขมวดติดกัน


จนมาถึงจุดมุ่งหมาย พวกเขาเลือกนั่งแถวๆ ชายหาดที่มีไฟสว่างเพียงพอ เขาเหม่อมองไปยังทะเลตรงหน้า มันทั้งมืดและดูน่ากลัวแต่ก็ลึกลับน่าค้นหาไปในตัว


ระหว่างทั้งสองคนไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา จนสุดท้ายคนอายุมากกว่าก็ตัดสินใจเอ่ยประโยคหนึ่งเพื่อทำลายความเงียบนั้น


“เป็นอะไร...”


“...”


“ไม่ต้องบอกก็ได้” ไวน์แค่คิดว่าใบหน้าเหมือนหมาหงอยมันดูไม่เหมาะกับอีกคนเท่าไหร่ เลยไม่อยากให้เจ้าตัวทำหน้าแบบนี้


“ผมทะเลาะกับเขา...เอ่อผมหมายถึงพ่อน่ะ”


“...” เขาเลือกที่จะเงียบเพื่อฟัง


“ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยถูกยอมรับจากเขา ไม่เคยได้อะไรไม่เคยอยู่ในสายตาด้วยซ้ำไป...ผมไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย แต่สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือการที่เขาว่าแม่ของผม...” น้ำเสียงของพบรักเหมือนคนไม่มีแรง แค่มองก็รู้สึกหดหู่ตาม เขาเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองเซ้นซิทีฟง่ายในเรื่องแบบนี้


“พบรัก...” พอเห็นสายตาเศร้าๆ ของเด็กยักษ์เขาเลยเลื่อนมือไปแตะที่ต้นแขน


“มันทำให้ผมกับเขาทะเลาะกันอีกแล้ว...ผมไม่เป็นไร คะ แค่นี้เองชินแล้ว” น้ำเสียงที่ดูจะติดขัดนั้นทำให้เขาไม่เชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ในความมืดที่มีเพียงแสงจากไฟข้างทางส่องมา แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเห็นดวงตาแดงกล่ำ


...กำลังกลั้นน้ำตาอยู่สินะ...


“กอดผมหน่อยได้ไหมครับ...” เขาพยักหน้าหงึกหงักอีกคนก็โถมตัวเข้ามากอดทันที ไหล่หนาสั่นจนรู้สึกได้ ท่ามกลางดวงดาวต่อหน้าทะเลยามค่ำคืนผู้ชายที่เขาเรียกว่าเด็กษ์ตามร่างกายที่สูงใหญ่กำลังอ่อนแอเหมือนเด็กตัวเล็กๆ


ผู้ชายที่มักจะมีแต่รอยยิ้มกำลังร้องไห้...


เวลาผ่านไปช้าๆ เขาไม่รู้ว่าตัวเองนั่งกอดกับคนตัวโตมานานเท่าไหร่แล้ว ชักเริ่มจะเมื่อยขา สักพักพบรักก็ขยับตัวกลับไปนั่งดีๆ จากมุมนี้มองไม่เห็นสีหน้าเขาจึงไม่รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่


“ไปเดินเล่นกัน” พบรักเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นและยื่นมือมาดึงมือไวน์ให้ลุกตาม “หนาวไหมครับ”


“ไม่ เย็นสบายดี”


พวกเขาเดินเลียบชายหาดไปเรื่อยๆ สายลมเอื่อยๆ พัดโชย รู้สึกเย็นกำลังดี


ตกดึกพวกเขาแวะทานอาหารทะเลที่ร้านแถวนั้น พออิ่มก็เดินย่อยจนเกือบตีหนึ่ง มารดาของเจ้าเด็กยักษ์โทรมาตาม เพราะเห็นว่าลูกชายหายไปหลังจากทะเลาะกับบิดาตัวเอง ไวน์จึงตัดสินใจกลับ พอถึงกรุงเทพแยกย้ายกันกลับบ้านโดยเขาไปส่งพบรักที่บ้าน ไปๆ มาๆ โดนตื้อให้นอนค้างจนได้


“นอนเถอะนะดึกแล้ว ผมไม่อยากให้ไวน์กลับคนเดียว”


“แต่ฉัน...”


“แม่ก็คิดเหมือนกันใช่ไหมครับ” พบรักเริ่มหาตัวช่วย


“นั่นสิลูก ดึกแล้วขับรถกันมาเหนื่อยๆ ” น้าอรช่วยพูด เธอคือแม่ของพบรักพวกเขาเพึ่งจะรู้จักกันเมื่อสักครู่ เจอกันคราวก่อนไม่ได้ทันแนะนำตัว


“ก็ได้ครับ” เขาเกรงใจน้าอรเลยจำใจยอมนอนค้าง เด็กยักษ์ยิ้มร่าขึ้นมาทันที เห็นแล้วหมั่นไส้อยากจะหยิกให้เนื้อเขียว ใครกันทีร้องไห้งอแงเป็นเด็กในตอนที่อยู่ทะเล


“งั้นน้าไม่กวนแล้ว ไวน์กับรักจะได้รีบเข้านอน”


“ฝันดีนะครับแม่” พบรักเดินเข้าไปสวมกอดน้าอรหอมแก้มทั้งสองข้าง เป็นภาพที่ทำให้เขานึกถึงผู้ให้กำเนิดตัวเอง ปกติพวกเขาไม่ค่อยจะแสดงความรักแบบนี้ต่อกันหรอก อาจจะเป็นเพราะตัวเขาเองที่ไม่ค่อยกล้าตอบรับมารดาสักเท่าไหร่ ก็มันรู้สึกเขินนี่นา ไม่ใช่เด็กแล้วด้วย แต่พอมาเจอเจ้าเด็กยักษ์ทำแบบนี้กับแม่ก็ทำให้รู้สึกว่ามันน่ารักดี


“ไปกันเถอะ” เขาเดินตามร่างสูงเข้ามาในห้องนอน เป็นห้องเดิมที่เคยมานอนครั้งก่อนสภาพยังอยู่เหมือนเดิมไม่มีผิด


“ไวน์อาบน้ำก่อนเลย”


“อืม”


เขารับผ้าเช็ดตัวมาแล้วเดินเข้าห้องน้ำ จัดการอาบน้ำเพราะรู้สึกเหนียวตัวจากลมทะเลที่พัดมาตอนเดินเล่นแถวชายหาด พออาบเสร็จเห็นเสื้อผ้าชุดหนึ่งวางไว้บนเตียงแต่เจ้าของห้องหายไปไหนแล้วไม่รู้ ร่างบางเลยถือวิสาสะหยิบขึ้นมาเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงนอนขายาวพอ เขาใส่มันก็เลยเท้าจนลากพื้น แบบนี้จะไม่ให้เขาเรียกอีกฝ่ายว่าไอ่เด็กยักษ์ได้ยังไง


แอ๊ด...


“ไวน์”


“อืม”


“ไวน์นอนบนเตียงเลยนะเดี๋ยวผมนอนพื้นเอง”


“แต่นายเป็นเจ้าของห้อง”


“แล้วไวน์จะให้ผมนอนบนเตียงด้วยเหรอ” พบรักถามยิ้มๆ นั่นสินะถ้าไม่ให้เจ้าตัวนอนพื้นก็กลายเป็นว่าเขาต้องนอนพื้นหรือไม่อย่างงั้นก็นอนบนเตียงด้วยกัน


เขากับพบรักก็ผู้ชายทั้งคู่ นอนด้วยกันไม่เห็นจะเป็นไร...มั้ง


“ก็เอาสิ”


“ห๊ะ เอาเลยเหรอครับ”


“นี่! ” เขาถลึงตาใส่เจ้าเด็กยักษ์ พอใจดีด้วยหน่อยก็กวนประสาท มันน่าไล่ให้ไปนอนพื้น


“ฮะๆ ” คนตัวสูงหัวเราะร่วนไม่เกรงกลัวสายตาที่มองอย่างจิกกัด


“จะนอนไม่นอนก็แล้วแต่นายแล้วกัน” เขาว่าแล้วเดินผ่านล้มตัวนอนบนเตียงฝั่งขวาห่มผ้าเรียบร้อย สักพักก็รู้สึกถึงแรงยุบจากที่นอนอีกฝั่งหนึ่ง เขาไม่เคยนอนร่วมกับใครยกเว้นเพื่อนสนิททั้งสอง รวมถึงบรรดาแฟนเก่าที่เคยคบมาเท่านั้น นี่คงเป็นครั้งแรกที่นอนกับคนที่ไม่ใช่แฟนไม่ใช่เพื่อน ไม่นับตอนที่พบรักช่วยเขาตอนนั้นนะ ตอนนั้นเขาไม่รู้สึกตัวไม่นับ เอาเข้าจริงๆ เขาก็นอนไม่หลับหันไปอีกทางคนข้างๆ หลับไปซะแล้ว


จะหลับง่ายไปไหน...


“เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ” แคทถามอย่างแปลกใจเมื่อวันนี้เขามาเรียนด้วยความง่วงหง่อย แทบจะหลับคาแลคเชอร์เมื่อคืนกว่าจะนอนหลับก็เกือบเช้าแถมวันนี้ก็มีเรียนเช้าด้วยฝืนสังขารมาเรียนได้ก็นับว่าบุญ เขามองเพื่อนที่ดูจะช่างสังเกตราวกับเป็นนักสือแล้วพยักหน้าตอบสั้นๆ


“อืม...”


นั่งอยู่ชายหาดทั้งคืนไม่รู้ทำไปได้ยังไง กลับมาถึงบ้านไอ่เด็กยักษ์ดึกมาก แล้วกว่าจะได้นอนอีก


“ไปทำอะไรมาล่ะ” คิทเอ่ยแทรก


“อ่านหนังสือ”


“พักบ้างนะไวน์” แคทบอกอย่างเป็นห่วง ต้องขอบคุณการเป็นหนอนหนังสือที่ปกติเขาก็มักจะอ่านหนังสือเพลินจนไม่ได้นอนบ่อยๆ เพื่อนตัวเล็กทั้งสองเลยไม่สงสัยอะไร


“อืม...”


“ขับรถกลับไหวนะ”


“ไหวๆ ”


“ฉันว่าแวะไปส่งเถอะ”


“ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปหาหนังสือที่ห้องสมุด”


“เห้อ...ยังจะไป อีกชอบจริงนะที่นั่น” คิทบ่น ห้องสมุดที่ว่าเป็นห้องสมุดเก่าที่อยู่ไม่ไกลจากคณะเขาสักเท่าไหร่แต่เพราะตอนนี้มีห้องสมุดกลางตั้งใหม่อยู่ใกล้กว่าและสะดวกสบายกว่าเยอะ ทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่เลือกที่จะไปที่นั่นแทน แต่เขาว่าที่นี่สงบกว่าและอยู่ใกล้คณะเขามากที่สุด เลยชอบไปนั่งอ่านหนังสือเก่าๆ หรือแอบนอนตอนที่ปั่นงานข้ามวันข้ามคืน


เขาเลือกนิยายแนวประวัติศาสตร์มาเล่มหนึ่งอ่านไม่ถึงบทก็เผลอหลับไป แต่หลับไปได้ไม่นานก็ตื่นเพราะรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่


ลืมตาขึ้นมาเจอกับหน้าหล่อๆ ของใครบางคนจ้องอยู่เจ้าตัวก็เหมือนจะตกใจที่เขาตื่นขึ้นมากระทันหัน


“เอ่อ...”เขาดูอึกอัก


“...” สงสัยเขาจะจ้องอีกฝ่ายเกินไป


“ดื่มไหม” ร่างสูงยื่นกาแฟกระป๋องมาให้


“ขอบคุณ” ไวน์รับมาอย่างงงๆ สรุปว่าหมอนี่คือใคร? เท่าที่สังเกตก็ดูเหมือนจะไม่ใช่คนน่าสงสัยน่ะนะเพราะไอ่ท่าทางคุณชายแบบนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวแบรนด์เนมทั้งนั้น ขนาดเขาที่ว่าชอบใส่แบรนด์เนมยังไม่เท่าอีกฝ่าย


“ดูเหนื่อยๆ นะ”


เขาพยักหน้าตอบแกะกาแฟนกระป๋องขึ้นดื่ม แต่ก็ลืมไปว่าตัวเองอยู่ในหอสมุดแค่มานอนก็ผิดกฎแล้ว ช่างเถอะ “แล้วนาย...เป็นใคร? ”


“ฉัน...ฉันชื่อเพชร” ท่าทางของร่างสูงดูจะตื่นเต้นสายตาที่มองสบกับเขาวาววับ


“เพชร” หน้าตาและชื่อคุ้นๆ เหมือนเขาเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน อาจจะเป็นลูกคนดังที่เคยเจอตามงานเลี้ยงพวกนักธุรกิจไม่ก็งานสังคม


“ใช่ นายล่ะ” เพชรถามกลับ เขานึกว่าอีกฝ่ายจะรู้จักแล้วเสียอีก เพราะเห็นว่าเอากาแฟมาให้


“ไวน์”


“ไวน์เหรอ...” คนตรงหน้ายิ้มจนตาหยี


“อืม...” จากนั้นด้วยความง่วงๆ เบลอๆ เขาก็หลับไปอีกรอบ


ตื่นขึ้นมาอีกทีนายคนนั้นก็หายไปแล้ว ก่อนจะลุกขึ้นกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งก็ล่นลงมาจากตัวเขา


ยินดีที่ได้รู้จักนะไวน์... แปลกคนแหะไม่เคยมีใครเข้าหาเขาในลักษณะนี้มาก่อน


ว่าแต่หมอนั่นชื่ออะไรนะ...


“คิณณ์ทำไมถึงมาในสภาพนี้” เขาเอ่ยถาม เมื่อเจ้าตัวเดินเข้าร้านมาในสภาพที่ใบหน้ามีรอยช้ำ ไปมีเรื่องกับใครมาอีกแล้ว


“มีเรื่องกับคนรู้จักนิดหน่อย”


“นิดหน่อย? ” เขามองตามที่เจ้าตัวบอกแก้มซ้ายช้ำมุมปากแตกหางคิ้วข้างขวาก็แตก “นี่คือนิดหน่อย? ”


“อ่า...”


“ทายารึยัง” เขาคิดว่าคิณณ์คงไม่อยากบอกว่าไปมีเรื่องอะไรมาเลยไม่เซ้าซี้ “แล้วจะทำงานทั้งที่หน้าเป็นแบบนี้? ” เขากลัวว่าลูกค้าจะตกใจเสียก่อน อีกอย่างแผลนั่นคงจะเจ็บน่าดู ทำไมไม่รู้จักห่วงตัวเองบ้างนะ ช่วงนี้คนในร้านเหมือนจะยุ่งๆ กันทุกคนลัมก็ดูแปลกไปส่วยเฮียหลิวเหมือนจะเครียดๆ


“ช่ายย ถึงจะมีแผลก็ไม่หมดหล่อนะ เป็นห่วงละสิ” ร่างสูงพูดหยอกๆ เหมือนทุกที เขาได้แต่ทำหน้าเอื่อมใส่ แบบนี้สิถึงจะเป็นคิณณ์คนเดิมแม้ว่าเขาจะรู้ว่าเจ้าตัวเปลี่ยนเรื่อง แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ต้องการที่จะบอกเขาก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ คิณณ์ขยับมาใกล้จนหน้าจะติดกัน เขาเลยขยับออกห่าง


เจ้าตัวชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อยเลย เขาพยายามทำหน้านิ่งใส่ ถ้าเป็นคนอื่นคงกลัวไปแล้ว แต่ร่างสูงกลับยิ้มร่าไม่ได้เกรงกลัวเลย “แตะไม่ได้แล้วสินะ มีแฟนแล้วนี่”


“อะ...อะไรเล่า ไม่มีสักหน่อย” ไม่รู้ทำไมใบหน้าของพบรักถึงลอยเข้ามาในหัว หมอนั่นแค่จะจีบนะไวน์! เรายังไม่ได้ตกลงสักหน่อยหัวใจเขาเต้นแรงเพราะไอ่สายตาจับผิดของคิณณ์


“ไม่มีเลย แต่ชื่ออะไรนะ รักๆ ”


“พบรัก” เขาพลาดแล้ว! ทันทีที่ตอบคิณณ์ก็หัวเราะลั่นอย่างชอบใจเขาละหมั่นไส้นัก “คิณณ์ เดี๋ยวเถอะ! ”


ไม่ทันได้ว่าอะไรประตูร้านก็เปิดออกมา ลัมเดินเข้ามาพร้อมกับหมีตัวโปรด


“เจ้หวัดดีคร๊าบ...อ้าว” คิณณ์เอ่ยทักทายแต่ก็ต้องร้องเก้อๆ เพราะลัมเมิน เขาเลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจปกติเจ้าตัวจะออกอาการระริกระรี้เข้ามาคลอเคลียคิณณ์แล้วสิ แต่นี่กลับเมินไปเสียเฉยๆ ร่างเล็กดูเหม่อๆ ขอตาดำคล้ำคล้ายญาติหมีแพนด้า ไปอดหลับอดนอนมาจากไหนนะ


“เป็นอะไรอ่ะ” คิณณ์หันมาถามสีหน้าดูงงงวนไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่


“ไม่รู้สิ ดูซึมๆ ก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นเลย”


เขามองตามคิณณ์ที่เดินเข้าไปหาลัมที่นั่งอยู่หลังเค้าเตอร์ในอ้อมแขนกอดหมีน้อยสีตุ่นเอาไว้ ดวงหน้าโทรมๆ ตาลอยเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย


“เป็นอะไรหมีน้อยไม่รักเหรอเจ้? ” คิณณ์เอ่ยถามหยอกเหมือนทุกที ทว่าคนตัวเล็กไม่สนใจอย่างที่ควรจะเป็น การกระทำแบบนี้ยิ่งสร้างความสงสัยให้พวกเขาเข้าไปอีก


“เฮียลัม” คิณณ์เอ่ยเรียกเสียงดังขึ้นอีก แต่ลัมกลับนิ่งเฉยเขาว่าชักจะอาการไม่ดีแล้วล่ะ วางผ้าเช็ดโต๊ะในมือแล้วเดินเข้าไปหาทั้งสอง


“เฮีย ไม่สบายหรือเปล่า” เขาเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากขาวของคนตัวเล็ก แต่ตัวก็ไม่ได้ร้อนอะไร ร่างกายยังเป็นปกติแต่ที่ไม่ปกติคือหัวใจสินะ พอมีคนโดนตัวเจ้าตัวก็เหมือนจะหลุดออกมาจากภวังค์ ใบหน้าเล็กเหรอหรามองเขากับคิณณ์สลับกันไปมาอย่างงุนงง


“เอ่อ...”


“ไม่สบายหรือเปล่า”


“เปล่าๆ เฮียแค่ง่วงน่ะ นอนดึกไปหน่อย ฮะ...ฮาวววว” แกตอบแบบเลี่ยงๆ ทำท่าทำทางตามที่ว่าแม้ใบหน้าจะเหมือนคนไม่ได้นอน แต่เขาว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ และสาเหตุที่ทำให้ลัมไม่นอนล่ะคืออะไรกัน เขาหันไปสบตากับคิณณ์เหมือนเราจะคิดในแบบเดียวกัน


...สิ่งที่ลัมพูดมันคือข้ออ้างเท่านั้น

ความคิดเห็น