facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

10th Shoot : Ten Points นี้…เพื่อมึงแล้วกัน

ชื่อตอน : 10th Shoot : Ten Points นี้…เพื่อมึงแล้วกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ธ.ค. 2561 23:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
10th Shoot : Ten Points นี้…เพื่อมึงแล้วกัน
แบบอักษร

10th Shoot

Ten Points นี้…เพื่อมึงแล้วกัน



น้องปุณย์’s Part

วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์ ที่ห้องพักของผมตอนนี้ข้าวของกระจัดกระจายอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าและโต๊ะอ่านหนังสือของพี่ศรกำลังดึงความสนใจของพี่ไว้ที่สิ่งของเหล่านั้นจนต้องขมวดคิ้วแน่น หลายวันมานี้นับตั้งแต่วันที่พี่ศรบอกกับผมว่าจะกลับมายิงธนูอีกครั้ง ดูเหมือนทั้งผมและพี่ศรเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันเลย อย่างวันนี้ที่ทั้งวันพี่ศรเริ่มเอาเจ้าพวกคันธนูและอุปกรณ์ต่างๆออกมาจัดแจงและทำความสะอาด ผมเองที่ปกติก็สนใจในทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับพี่ศรอยู่แล้ว พอได้มาเห็นพวกอุปกรณ์ยิงธนูพวกนี้ก็ทำให้นึกไปถึงวันที่จะได้เห็นพี่ศรยิงธนูด้วยตาตัวเองก็ยิ่งตื่นเต้นจนแทบจะอดใจไม่ไหวอยู่แล้ว

หมับ!

ฝามือบางของผมสัมผัสลงบนหน้าฝากของใครอีกคนที่นั่งขมวดคิ้วทำความสะอาดคันธนูของตัวเองอยู่

“อะไรของมึงไอ้เตี้ย”

“เปล่าครับ ผมแค่จะดูว่าพี่หายดีหรือยัง”

“หายดีเรื่องอะไรวะ”

“ก็ที่พี่บอกว่าพี่ป่วย”

“นี่แน่ะ!”

“โอ้ย!”  น้ำเสียงหมั่นเขี้ยวของพี่ศรที่ดังมาพร้อมๆกับน้ำเสียงเจ็บปวดของผมเพราะถูกพี่ศรดีดนิ้วลงที่หน้าฝากอย่างแรงจนต้องยกมือขึ้นถูจุดที่โดนดีดไปเมื้อกี้

เจ็บชะมัดเลย เป็นรอยแดงแล้วมั้งเนี่ย!

“กูป่วยเป็น Target Panic ไม่ได้เป็นไข้หวัด มึงจะมาแตะหน้าฝากกูทำไม”

“เอ้า! ก็ผมไม่รู้นี่ นึกว่ามันจะตัวรุมๆเหมือนเป็นไข้นี่น่า”

“มึงนี่นะ” พี่ศรส่ายหน้าอย่างเอือมระอา อะไรเล่า! ก็คนไม่รู้นี่  คนไม่รู้ย่อมไม่ผิดไม่ใช่เหรอ

“Target Panic มันเป็นอาการป่วยทางจิตใจต่างหากละ มันเป็นเพราะกูกดดันและตั้งเป้าหมายกับตัวเองมากไปจนกลัวความผิดหวัง กลัวว่าจะทำไม่ได้ จนสุดท้ายกูก็เสียความมั่นใจในการยิงธนูไป อาการพวกนี้ไม่ได้ตัวร้อน ไม่ได้มีไข้ กินยาก็ไม่หายมันเป็นเรื่องของจิตใจมึงเข้าใจยัง”

“ครับ! เข้าใจแล้วครับ ว่าแต่ตอนนี้พี่หายดีหรือยังละครับ” ผมถามอย่าสงสัยอีกครั้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผม เราสองคนจ้องหน้ากันนิ่งไม่มีใครพูดอะไร

“โอ้ยพี่ศร!” จนสุดท้ายเป็นพี่ศรที่ยื่นมือมาบีบจมูกผมแน่นจนเจ็บไปหมด

“ไม่รู้เหมือนกันวะ แต่มีใครบางคนแถวนี้บอกจะคอยเชียร์ คอยเป็นกำลังใจให้กู มันก็ต้องลองดูสักตั้งอ่ะ ทำไมมึงจะเปลี่ยนใจไม่เชียร์กูแล้วไง”

“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย” ผมปัดมือพี่ศรออก “ผมน่ะต้องคอยเชียร์ ต้องคอยเป็นกำลังใจให้พี่อยู่แล้ว เพราะผมเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของพี่นี่น่า” พูดจบผมก็ทำท่าปล่อยแสงแบบอุลตร้าแมน ไม่รู้เหมือนกันว่าผมไปทำเพราะอะไรก็ร่างกายผมมันไปของมันเองนี่น่า มันคงจะกลายเป็นท่าประจำผมไปแล้วละมั้ง

“จะเป็นแค่แฟนคลับเองเหรอ”

“ครับ?” จนกระทั่งพี่ศรย้อนถามมาแบบนี้

“ซื่อบื้อเอ้ย!” ไม่มีคำอธิบายอะไรเพิ่มเติม อีกคนเพียงแค่ทิ้งความสงสัยเอาไว้แล้วยีหัวผมเล่นเท่านั้น

ตอนนี้พี่ศรหันกลับไปก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดอุปกรณ์ยิงธนูของตัวเองต่อ ผมเองก็ไม่ได้พูดหรือถามอะไรต่อเพราะสายตาและความสนใจก็อยู่ที่ตัวอุปกรณ์เหล่านั้นเหมือนกัน เคยเห็นแต่พี่ศรตอนอยู่ในการแข่งขัน คิดแค่ว่าตอนที่พี่ศรใส่ชุดกีฬาและถือธนูอยู่ในมือน่ะเท่ที่สุดเลย แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอุปกรณ์ยิงธนูเนี่ยมันจะเยอะขนาดนี้

“พี่ต้องประกอบอุปกรณ์เองแบบนี้ตลอดเลยเหรอครับ”

“อืม ก็ต้องประกอบเองสิ”

“พี่จำได้หมดเลยเหรอครับว่าอะไรเป็นอะไร ผมนั่งมองตั้งนานยังจำไม่ได้เลย อุปกรณ์มมันดูเยอะมากๆ”

“ไหนบอกเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของกูไง ไม่รู้เหรอว่ากูยิงธนูมากี่ปีแล้ว”

จริงสินะ พี่ศรเป็นนักกีฬายิงธนูนี่น่า ผมนี่ก็…ไม่น่าถามอะไรโง่ๆแบบนั้นออกไปเลย โดนย้อนมาแบบนี้สุดท้ายผมก็ต้องเก็บความสงสัยเอาไว้ ก่อนจะกลับมานั่งมองใครอีกคนกำลังประกอบคันธนูของตัวเอง มีอุปกรณ์หลายๆอย่างที่พี่ศรไปซื้อมาใหม่ พี่ศรบอกว่าไม่ได้ยิงธนูมานานแล้วอุปกรณ์บางอย่างจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ แถมหลายวันที่ผ่านมาพี่ศรน่ะฟิตสุดๆไปเลย ทั้งออกไปวิ่งทุกเย็นแถมยังวิดฟื้นอยู่ที่ห้องอีก ผมเองก็ต้องไปฝึกซ้อมกับชมรมกรีฑาของตัวเองบ่อยขึ้นแล้วด้วยเหมือนกัน ตอนแรกคิดว่าจะน่าเบื่อ แต่พอมีพี่ศรไปวิ่งด้วยอยู่สนามใกล้ๆกัน มันทำให้ผมอยากจะเข้าชมรมทุกวันเลย

“เตี้ย”

“ครับ?”

“จ้องแบบนี้อยากช่วยเปล่า”

“เอ่อ…ไม่ดีกว่าครับ ผมกลัวจะไปทำของพี่พัง”

“ไม่หรอก ช่วยขึ้นสายไหม เดี๋ยวกูคอยดูอยู่ห่างๆ จะเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของกูต้องทำตัวให้มีประโยชน์หน่อยนะ”

“…”  พอจบประโยคที่แสนกดดันผมไปแล้ว สุดท้ายผมก็ต้องมาช่วยพี่ศรขึ้นสายธนูอย่างช่วยไม่ได้ ผมจำไอ้เจ้าคันธนูสีแดงคันนี้ได้ดีไม่มีลืม มันเป็นคันธนูตัวที่พี่ศรใช้แข่งขันเป็นประจำ ผมเคยเห็นในทีวีด้วย

“เป็นอะไรเหงื่อออกเยอะเชียว” ยังจะมาถามอีกนะไอ้พี่ศรบ้า รู้ก็รู้ว่าคันธนูนี่ต้องเป็นของรักของหวงของตัวเองแน่ๆ แบบนี้แล้วยังจะมาให้ผมช่วยอยู่อีก ไอ้การที่ได้จับคันธนูด้ามโปรดของพี่ศรน่ะมันก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่อีกใจหนึ่งผมก็กลัวจะไปทำของพี่ศรพังชะมัดเลย

“เอาขาเหยียบที่สายข้างล่างนั้นเลย” ตอนนี้ผมทำตามพี่ศรบอกอย่างว่าง่าย “เอามือจับตรงนี้ ตรงคันธนู”

“ครับ”

“ตรงนี้เรียกว่าปีกธนูนะ มีสองส่วนคือปีกบนและปีกล่าง จะมีเขียนบอกไว้ตรงปีกอยู่แล้ว” ผมพยักหน้ารับคำ ตั้งใจฟังพี่ศรทุกอย่าง

“ส่วนนี้เรียกว่าสายธนู ให้มึงออกแรงดึงตรงคันธนูนี่นะ ค่อยๆดึงจนกว่าปีกธนูมันจะโค้งจนได้รูป มึงคอยสังเกตห่วงตรงปลายสายธนูด้วย ถ้ามันลงตรงช่องบนปีกธนูก็ถือว่าใช้ได้” ผมค่อยๆออกแรงดึกตรงคันธนูอย่างพี่ที่ศรบอก ตอนนี้พี่ศรยืนประกบผมอยู่ด้านหลังไม่ห่าง ตอนแรกก็รู้สึกกลัวสุดๆไปเลย แต่พอได้ลองทำดูจริงๆมันก็ไม่ยากย่างที่คิดนะ แถมยังสนุกอีกด้วย

“ลงแล้วครับ สายธนูลงช่องใส่เรียบร้อยแล้วครับ” ผมร้องบอกพี่ศรด้วยความดีใจ

“เก่งมาก” พี่ศรยีหัวผมอีกครั้งจนต้องแอบเขิน “ไหนดูสิว่าใช้ได้ไหม”

“…”

“สายตึงใช้ได้ แบบนี้ค่อยสมกับเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของกูหน่อย” มาถึงตอนนี้ผมยิ้มเขินกับตัวเองจนไม่กล้าสบตากับพี่ศร ดีใจที่ได้ช่วยพี่ศรประกอบคันธนูครั้งแรกแล้วแถมยังได้รับคำชมจากพี่ศรอีก แค่นี้ก็ดีเกินพอสำหรับผมแล้วละ

“วันนี้โค้ชนัดให้กูไปเจอเขาที่ชมรม วันเสาร์ชมรมมึงมีซ้อมไหมละ”

“ไม่มีครับ วันเสาร์อาทิตย์ผมไม่มีซ้อม พี่ๆเขาบอกว่าถ้ายังไม่ถึงช่วงแข่งซ้อมเฉพาะจันทร์ถึงศุกร์ครับ”

“ถ้าอย่างนั้น มึงจะไปกับกูไหม บางทีวันนี้กูอาจจะได้ลองยิงธนูด้วยนะ”

“จริงเหรอครับ ผมจะได้เห็นพี่ยิงธนูด้วยเหรอครับ” ผมดีใจมากๆกับคำชวนของพี่ศรจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ ในที่สุดผมก็จะได้เห็นพี่ศรยิงธนูด้วยตาตัวเองแล้ว

“เป็นอะไร ร้องไห้อีกแล้วเหรอ”

“ฮึก…ก็ผม…ก็ผมดีใจนี่ครับ ผมไม่คิดว่าจะมีวันนี้ ผมไม่คิดว่าในที่สุดผมก็จะได้เห็นพี่ยิงธนูด้วยตาตัวเองแล้ว ผมดีใจ ดีใจมากๆเลย”

“ดีใจแล้วจะร้องไห้ทำไมวะ เด็กขี้แย” พี่ศรเอื้อมมือมาปาดน้ำตาให้ผมก่อนจะยีหัวผมเล่นอีกครั้ง ยีหัวอยู่ได้ ผมยุ่งหมดแล้วนะ!

“ก็มันห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่นี่”

“จะยังไงก็ตาม กูขอบคุณมึงด้วยนะ ที่ทำให้กูกล้าที่จะกลับมายืนจุดนี้อีกครั้ง”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเชื่อว่าวันหนึ่งยังไงพี่ก็ต้องกลับมายิงธนูอีกครั้ง ก็ผมบอกพี่แล้วไงว่าธนูน่ะมันคือชีวิตของพี่ ยังไงซะพี่ก็ไม่ทิ้งมันหรอกจริงไหมครับ”

“รู้ดีนักนะมึง”  โอ้ย! คราวนี้ไม่ยีหัวแต่พี่ศรยื่นมือมาดึงแก้มผมแทน ถ้าแก้มมันย้วยออกมาแล้วไม่กลับเป็นเหมือนเดิมพี่ต้องรับผิดชอบผมเลยนะ เสียหล่อหมดเลย

“ปุณย์…”

“ครับ” พี่ศรเรียกชื่อผมเสียงเบาเหมือนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง อาการแบบนี้ทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นสบตาใครอีกคนเพื่อรอฟังในที่ที่อีกคนกำลังจะพูด

“ขอโทษนะ ที่ผ่านมาที่กู…เคยพูดไม่ดีหรือเคยทำอะไรไม่ดีกับมึง”

“…”

“ถึงที่ผ่านมากูจะทำตัวไม่ค่อยดีกับมึง แต่กูอยากให้มึงรู้ไว้ว่า…กูดีใจนะที่มีมึงเข้ามาในชีวิต แล้วมึงคงจะไม่ทิ้งกูไปไหน จะคอยเชียร์กูอยู่ตลอดอย่างที่มึงบอกใช่ไหม”

“ครับ” ผมพยักหน้ารับ ตอนนี้น้ำตาที่พึ่งจะแห้งหายไปดูเหมือนจะกลับมาอีกแล้ว

“ร้องไห้อีกแล้ว ไอ้เด็กขี้แยเอ้ย”

“…” มาว่าเป็นเด็กขี้แยอยู่ได้ ก็ตัวเองนั้นแหละชอบมาพูดอะไรซึ้งๆให้ฟังอยู่ได้ เจอแบบนี้เข้าไปเป็นใครก็ต้องร้องไห้ทั้งนั้นแหละ

ยิ่งสำหรับคนที่ทำอะไรก็มีผลกับหัวใจของผมอย่างพี่ศรแล้วด้วย…

พอตกเย็นใกล้จะถึงเวลาที่พี่ศรบอกว่านัดกับโค้ชที่ชมรมยิงธนูไว้แล้วผมยิ่งรู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้พี่ศรจะตื่นเต้นไหมแต่ผมน่ะตื่นเต้นมากๆเลย ตื่นเต้นยังกับจะเป็นคนที่ต้องยิงธนูซะเอง ผมจัดการตัวเองด้วยการอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก่อนพี่ศรเป็นชั่วโมงเลย พี่ศรเตรียมอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ลงกระเป๋าที่เตรียมไว้ ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำมาได้สักพักแล้ว ทิ้งไว้แค่ผมที่เดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายใจเพราะความตื่นเต้นอยู่คนเดียว

“เตี้ยเอาผ้าขนหนูให้หน่อย แขวนอยู่หน้าตู้น่ะ”

“…”

“ทำอะไรอยู่วะ ไปเอามาสิ”

“คือผม…” 

 มันจะไม่มีอะไรเลยนะถ้าไม่ใช่เพราะภาพที่ผมเห็นอยู่ตอนนี้คือพี่ศรในร่างกายที่เปลือยล่อนจ้อนโผล่หน้าออกมาจากประตูห้องน้ำกว่าครึ่งตัวแล้ว ถึงจะเคยเห็นพี่ศรถอดเสื้อมาแล้วแต่ผมก็ยังไม่เคยได้เห็นใกล้ๆและจ้องนานๆแบบนี้เลยนะ

ตอนนี้มันรู้สึก…ร้อนๆที่หน้าชะมัด จนสุดท้ายแล้วเป็นผมเองนั้นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายหันหน้าหนี

“กูขอโทษ กูลืมตัว” เป็นเสียงพี่ศรพูดกลับมา ไม่รู้ว่าอีกคนจะอยู่ในท่าไหนในตอนนี้เพราะผมหันหลังให้เขาและไม่ยอมหันไปมองอีกแล้ว “ช่วยเอาผาขนหนูให้กูที หยิบชุดที่แขวนไว้ให้กูด้วยก็ได้”

                ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจก้าวขาเดินไปหยิบผ้าขนหนูและชุดกีฬาของพี่ศรที่หน้าตู้เสื้อผ้าของพี่เขา สูดหายใจเข้าลึกๆจนเต็มปอดเพื่อรวบรวมความกล้าก่อนจะหันหลังกลับมา ภาพที่เห็นคือตอนนี้ใครอีกคนกลับเข้าไปในห้องน้ำแล้ว

“พี่ศรครับ สะ…เสื้อกับผ้าขนหนูได้แล้วครับ”

“ยื่นมาสิ”  พี่ศรยื่นมือออกมาจากประตูห้องน้ำ ผมค่อยๆส่งทั้งผ้าขนหนูและเสื้อผ้าให้พี่เขาอย่างกล้าๆกลัว ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงด้วยการที่พี่ศรรับของไปแล้วปิดประตูห้องน้ำตามเดิม ทิ้งไว้แค่ผมที่หายใจไม่ทั่วท้องแถมยังรู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวจนจะระเบิดอยู่แบบนี้

ปกติทั้งผมและพี่ศรจะเปลี่ยนเสื้อผ้ากันในห้องน้ำทันทีที่อาบน้ำเสร็จ ต่างคนก็ต่างเอาชุดที่จะเปลี่ยนเข้าไปด้วยตอนอาบน้ำเสมอ นั้นก็เพราะว่าถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ก็จริง แต่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพี่ศรที่ผ่านมามันมีช่องว่างระหว่างกันอยู่ตลอด เวลาจะทำอะไรมันก็เลยยังรู้สึกเกร็งๆกันอยู่บ้าง ถึงแม้ต้อนนี้พี่ศรจะทำตัวน่ารักกับผมมากขึ้น ไม่ดุ ไม่หงุดหงิดผมอย่างแต่ก่อนแล้วก็เถอะ แค่ยังไงการที่ได้เห็นร่างเปลือยเปล่าของอีกคนแบบนั้น มันก็ยังไม่ใช่อะไรที่อ่อนโยนต่อหัวใจอยู่ดี

ทางเดินทอดยาวไปสู่สนามกีฬายิงธนูตอนนี้มีร่างของคนสองคนกำลังเดินตามกันโดยเว้นระยะห่างจนเหมือนว่าคนทั้งคู่ไม่ได้มาด้วยกันอย่างไงอย่างงั้น ตั้งแต่เกิดเรื่องที่ผม เอ่อ…เห็นพี่ศรไม่ใส่เสื้อผ้าตอนนั้นผมก็ไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายอีกเลย ทั้งๆที่ผมน่ะก็ไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆ แถมพี่ศรก็คงจะไม่ได้คิดอะไรหรอกมั้ง ก็เราเป็นผู้ชายด้วยกันนี่ ก็คงจะมีแค่ผมนี่แหละที่รู้สึกแปลกๆอยู่คนเดียวแบบนี้

“เป็นอะไรทำไมเดินห่างแบบนั้น” อยู่ดีๆใครอีกที่เดินนำหน้าผมอยู่ก็หันมาถาม

“คะ…ครับ”

“กูถามว่าทำไมต้องเดินห่างกันแบบนั้น”

“เปล่านี่ครับผมก็เดินปกติ”  โกหกคำโตออกไปซะแล้วไอ้ปุณย์เอ้ย ปกติกับผีอะไรกันเล่าถึงไม่กล้าสบตาพี่เขาแบบนี้

“ทำไมหน้าแดง”

“หะ…หา หน้าผมแดงเหรอครับ”

“เออ แดงมากด้วย”

“สงสัย…แดดร้อนมั้งครับ”

“…” มาถึงตอนนี้พี่ศรเงียบไม่ได้พูดอะไรตอบ ไม่รู้ว่าพี่เขากำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่ ก็ตอนนี้ผมปล่อยพิรุธตัวเท่าบ้านออกไปด้วยการไม่มองหน้าพี่เขาแบบนี้

“เอานี่ไปถือไป”

“อ๊ะ!” กระเป๋าอุปกรณ์ใบใหญ่ถูกโยนมาให้ผมถือ

“แล้วเดินก็ให้มันใกล้ๆกันหน่อย”

“…” พี่ศรไม่ว่าเปล่า พี่เขาวาดวงแขนโอบไหล่ดึงตัวผมเข้าไปใกล้ๆจนแนบชิดกับหน้าอกพี่เขาในท่าที่ไม่สะดวกต่อการเดินเอาซะเลย

“เดี๋ยวหลง กูขี้เกียจไปตาม”

“อะไรเล่า ทางแค่นี้ผมไม่หลงหรอกน่า”

“เชื่อได้เหรอ” พี่ศรเลิกคิ้วสงสัย

“ได้สิครับ ปล่อยผมได้แล้ว” ผมพยายามขืนตัวออก เพราะตอนนี้รู้สึกว่าหน้าของเราสองคนมันจะใกล้กันมากเกินไปแล้วนะ

“อย่าดิ้นสิวะ”

“พี่ก็ปล่อยผมสิครับ กอดผมแน่นแบบนี้ผมจะเดินได้ยังไง”

“ก็เดี๋ยวมึงหลง”

“ไม่หลงหรอกครับ คราวนี้จะเดินใกล้ๆกับพี่ไม่ให้คลาดสายตาเลย โอเคไหมครับ”

“แน่นะ” พี่ศรเงียบคิดไปสักพักก่อนจะถามออกมา

“แน่ครับ”

“ทั้งเตี้ยทั้งเอ๋อแบบนี้ ถ้าหายอีกไปคราวนี้กูไม่ไปตามแล้วนะ”

เหอะ! คำก็เตี้ยสองคำก็เตี้ย นี่ก็พยายามยืดตัวสุดๆแล้วนะ เตี้ยที่ไหนกันผมน่ะสูงเกินไหล่พี่ซะอีก พี่นั้นแหละที่สูงเกินไปต่างหาก ส่วนผมนะคนปกติ

“จะเดินตามมาได้ยัง”

“ครับผมมม!”

ไม่นานเราก็มาถึงสนามกีฬายิงธนู จริงๆผมมาที่นี่ก็ครั้งสองครั้งแล้วแต่ไม่รู้ทำไมวันนี้ที่มีโอกาสได้มากับพี่ศร ทุกๆอย่างรอบตัวมันดูน่าตื่นเต้นไปซะหมดเลย ผมลอบมองหน้าใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆว่าพี่ศรเขาจะมีสีหน้าแบบไหน พี่เขาจะกังวล จะประหม่าอะไรหรือเปล่า ที่ผมคิดแบบนั้นก็เพราะใครอีกคนไม่ได้ยิงธนูมานานแล้ว ต่อให้เป็นนักกีฬาที่เก่งขนาดไหนมาก่อนก็เถอะ ลองเป็นผมถ้าไม่ได้เล่นกีฬามาเป็นปีๆแบบนั้นยังไงก็ต้องกลัวหรือประหม่าบ้างแน่ๆ

แต่ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่อย่างที่ผมคิดเลย ตอนนี้สีหน้าพี่ศรเรียบนิ่งแต่สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ไม่มีมีแววของความประหม่าตื่นกลัวในแววตาของพี่เขาเลยสักนิด

“ตื่นเต้นเหรอ มือเย็นเชียว” เป็นพี่ศรที่ถามพร้อมยื่นมือมาจับมือผม

“ครับ ก็…นิดหน่อย”

“เขาไปกันเถอะ โค้ชคงมารออยู่แล้ว”  ผมพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ปล่อยให้พี่ศรจูงมือเข้ามาภายในชมรมยอมรับว่ามีแอบหัวใจเต้นแรงอยู่เหมือนกันที่ถูกพี่ศรจับมือแบบนี้  แต่ไม่นานผมก็ต้องเปลี่ยนจุดสนใจอีกครั้งเมื่อเข้ามาภายในชมรมแล้วพบกับร่างของคนสองคนที่นั่งกอดอกมองมาทางพวกผมอยู่

“จูงมือกันมาด้วยวะ”

                “พี่ทอย” ผมเรียกชื่อคนพูด “พี่เบส” ก่อนจะหันไปสบสายตาของใครอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล สายตาที่พี่เบสมองมาทำให้ผมต้องยอมปล่อยมือพี่ศรออก

          “ได้ยินว่าวันนี้มึงจะกลับเข้าชมรม” พี่ทอยลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยถามคำถามนั้นกับพี่ศร ท่าทางของอีกคนยังดูหาเรื่องไม่เปลี่ยน

                “อืม” พี่ศรตอบเพียงสั้นๆออกไป

                   “ไหนบอกว่าจะเลิกยิงธนูแล้ว ทำไมถึงยอมกลับมาได้วะ หรือว่าจะเป็นเพราะ…”

                   “กูจะกลับมาหรือไม่มาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับมึง”

                “โธ่เพื่อนศรก็…” ไม่ว่าเปล่าแต่ไอ้พี่ทอยมันพาดวงแขนลงบนบ่าพี่ศรอย่างสนิทสนม และแทบจะทันทีเหมือนกันที่พี่ศรก็ปัดมือของไอ้พี่ทอยออก

                “มึงจะกลับเข้าชมรมทั้งที กูก็อยากจะมาดูนักกีฬาในตำนานแบบมึงหรือเปล่าวะ” ไอ้พี่ทอยว่าต่อ “แต่ตำนานมันคงจะนานจริงๆวะ นานจนกูจำแทบจะจำมึงไม่ได้แล้ว ฮ่าๆ”

                “…” อะ…ไอ้พี่ทอย ผมก็หลงนึกว่าพี่มันจะปรับปรุงตัวแล้วซะอีก แต่ไม่เลย ปากพี่มันยังมีหมาอยู่ข้างในเหมือนเดิมผมล่ะอยากจะพุ่งเข้าไปต่อยหน้าพี่มันจริงๆ น่าโมโหชะมัด

                “แล้วนี่คิดจะกลับมาเล่นๆหรือจริงจังวะ” คราวนี้เป็นเสียงของใครอีกคนหนึ่งที่พูดขึ้น ไอ้พี่เบส!

                “มึงหมายความว่ายังไง” พี่ศรว่า

“เปล่า กูก็แค่สงสัยว่ามึงกลับมาครั้งนี้เพราะมึงอยากจะยิงธนูจริงๆ หรือเพราะอะไรกันแน่…” ประโยคสุดท้ายไอ้พี่เบสมันไม่พูดเปล่า แต่พี่มันหันมาส่งสายกวนๆที่อธิบายไม่ถูกให้ผมด้วย ก่อนที่มือหนาของพี่มันจะขยับทำท่าเหมือนจะยื่นมาจับที่แก้มผม

“อย่ายุ่งกับมัน” แต่ผมยังไม่ทันจะได้เบี่ยงหน้าหลบหรือทำอะไรเลย ในจังหวะนั้นเป็นพี่ศรที่ปัดมือของใครอีกคนออกในแทบจะทันที

“ก็ได้” ไอ้พี่เบสยักไหล่ “มึงมาพนันกับกูไหมละ” ก่อนที่เขาจะถามพี่ศรต่อ ทั้งสองคนจ้องหน้ากันนิ่ง

“พนันอะไร”

“ก็ถ้าวันนี้มึงยิงได้เข้าสิบคะแนน ยิงได้แค่ลูกเดียวก็พอ พวกกูจะย้อมรับมึงเข้าชมรมก็ได้ แต่ถ้ามึงยิงไม่ได้ มึงต้องบอกโค้ชว่ามึงจะไม่เข้าชมรมแล้ว ไม่ก็…ยกเด็กนี่ให้กู” ประโยคสุดท้ายไอ้พี่เบสมันหมายถึงผมแน่ๆเพราะทั้งสายตาและร้อยยิ้มกวนๆของไอ้พี่เบสหันมาทางผมเต็มๆ มันน่าหงุดหงิดชะมัดจนผมต้องเผลอยู้หน้าใส่อีกคนไป

“น่ารักวะ” แต่เหมือนไอ้พี่เบสจะไม่ได้รู้สึกอะไรเลย มิหนำซ้ำยังส่งยิ้มกวนๆมาให้อีก “ว่าไงไอ้ศรหรือมึงจะยกมันให้กูตอนนี้เลยก็ได้นะ”

“ไอ้เชี่ยเบส”

“พี่ศรอย่าครับ” ผมรีบคว้าแขนพี่ศรไว้ เพราะในแทบจะทันทีที่พี่เบสพูดแบบนั้นพี่ศรก็กำหมัดแน่นพุ่งใส่พี่เบสทันที

“ทำอะไรกันนะ…อ้าวศร! มาแล้วเหรอ”

“ครับโค้ช  สวัสดีครับโค้ชเอก” แต่แล้วสถานการณ์ตึงเครียดก็ต้องเป็นอันยุติไปพร้อมกับการปรากฏตัวของชายวัยกลางคนที่พี่ศรเรียกว่าโค้ช ผมยกมือไหว้ตามพี่ศรด้วยความเลิกลักเพราะทำตัวไม่ค่อยถูก

“แล้วนี่พาใครมาด้วย” โค้ชหันมาทางผม

“น้องที่คณะครับ” พี่ศรตอบ

“เหรอ งั้นก็เป็นรุ่นพี่ รุ่นน้องกันหมดนี่เลยสิ คณะเดียวกันทั้งนั้นนี่น่า ว่าแต่จะมาสมัครเข้าชมรมด้วยเหรอเราน่ะ” โค้ชเอกหันมาถามผม

“ไม่ใช่นะครับ” ผมรีบปฏิเสธ “ผมแค่มาเชียร์พี่ศรครับ”

“งั้นเหรอ นึกว่าจะมาสมัครซะอีก ถ้าสนใจก็มาสมัครได้เลยนะ ชมรมจะได้คนเยอะๆ กีฬามันไม่ฮิต คนเล่นก็น้อยชมรมก็มีกันแค่ไม่กี่คน ถ้าสนใจก็บอกโค้ชได้นะ”

“ครับ” ผมยิ้มแห้งๆรับคำ ผมนี่นะจะมายิงธนู แค่วิ่งยังไม่ตรงลู่เลยครับถ้าให้มายิงธนูมีหวังยิงออกนอกเป้าไปโดนหัวใครเข้าแน่ๆ

“ศรเตรียมตัวมาบ้างแล้วใช่ไหม” โค้ชเอกหันไปถามพี่ศร

“ครับ วอร์มร่างกายมาบ้างแล้วครับ”

“ดีๆ วันนี้โค้ชให้เบสกับทอยเขามาช่วยดูด้วยนะ เพราะถึงยังไงถ้าศรกลับมายิงธนูก็อาจจะได้แข่งทีมเดียวกัน”

“ครับ” พี่ศรรับคำ

เหอะ! คนกวนประสาทแบบนั้นไม่เห็นเหมาะจะมาอยู่ทีมเดียวกับพี่ศรตรงไหนเลย

“งั้นวันนี้ไม่มีอะไรมากหรอก ศรลองยิง30เมตรดูก่อนนะ ศรไม่ได้ยิงธนูไปตั้งนาน ต้องเสริมอะไรตรงไหนโค้ชจะได้ช่วยสอนเราถูก จะยังไงก็แล้วแต่โค้ชก็เชื่อในฝีมือของศรอยู่แล้วนะ” โค้ชเอกเข้าไปตบบ่าพี่ศรเบาๆเป็นการให้กำลังใจ เห็นแบบนั้นผมเองก็อยากจะเข้าไปให้กำลังใจพี่ศรในตอนนี้เหมือนกัน

ตื่นเต้นชะมัดเลย จะได้เห็นพี่ศรยิงธนูด้วยตาตัวเองแล้ว

“ผมขอแข่งกับศรได้ไหมครับโค้ช”

“หือ? เอางั้นเหรอเบส โค้ชว่าศรเขาอาจจะยังไม่…”

“อดีตนักกีฬาอนาคตไกลอย่างไอ้ศรมันคงไม่ว่าอะไรหรอกครับ เพราะถ้าไอ้ศรมันไม่เก่งจริงโค้ชก็คงไม่อยากได้มันกลับเข้ามาในชมรมหรอกจริงไหมครับ”

“อืม…ก็จริงนะ แล้วศรว่ายังไงละ”

“ก็ได้ครับ ผมจะแข่ง”

“เอ่อ… ถ้าอย่างงั้นแข่งแบบดวลแล้วกันนะ เป้า30เมตรเหมือนเดิมนั้นแหละ”

“ได้ครับโค้ช” ไอ้พี่เบสมันยิ้มเยาะรับคำอย่างผู้ชนะก่อนที่จะแยกออกไปเตรียมอุปกรณ์ยิงธนูของตัวเอง เกลียดขี้หน้าพี่มันชะมัดเลย ไม่รู้ผมเผลอไปเคยคิดว่าไอ้พี่เบสมันเป็นคนดีได้ยังไง รู้งี้ตอนนั้นเลือกที่จะเชื่อฟังพี่ศรซะก็ดี ไม่ต้องโดนพี่ศรหงุดหงิดใส่ด้วย

“ศรไหวแน่นะ” พอไอ้พี่เบสแยกไปแล้ว โค้ชเอกที่ดูท่าทางใจดีคนเดิมหันมาถามพี่ศรอีกครั้ง

“ครับ คิดว่าไหว”

“ยังไงก็ไม่ต้องจริงจังมากหรอกนะ คิดซะว่าแข่งเพื่อฝึกซ้อมไปก่อนก็แล้วกัน”

“ครับโค้ช” จากนั้นโค้ชก็แยกออกไปนั่งอีกจุดหนึ่งคนละฝั่งกับที่พวกพี่เบสยืนอยู่

“พี่จะไหวจะแน่เหรอครับ” ผมรีบเข้าไปถามอีกคนในทีที่ตอนนี้เหลือแค่เราสองคนเท่านั้นแล้ว

“มึงคิดว่าไง คิดว่ากูจะไหวไหมละ”

“ก็…” ใจหนึ่งก็อยากจะบอกว่าไหวนะ แต่อีกใจก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน พี่เบสน่ะถึงจะดูท่าทางกวนๆแบบนั้นแต่ดูก็รู้ว่าพอจะมีฝีมือพอตัวนั้นแหละ ไม่งั้นพี่มันก็คงไม่เที่ยวพูดคุยโวข่มพี่ศรตลอดแบบนี้หรอก ถ้าเกิดฝีมือไอ้พี่เบสมันเก่งจริงๆก็ไม่รู้ว่าพี่ศรจะไหวหรือเปล่า

“นี่!” พี่ศรย่อตัวลงมาในระดับที่สายตาเราเท่ากันก่อนจะวางมือลงบนหัวผมอย่างแผ่วเบา “มึงบอกว่ามึงเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของกูไม่ใช่เหรอ ถ้าเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งก็ต้องมั่นใจในตัวกูสิ ยังไงกูก็ต้องทำได้อยู่แล้วกูจะเอาสิบคะแนนมาฝากมึงเอง”

“…”

“จะเอาไหมสิบคะแนนน่ะหรือว่ามึงอยากจะไปกับไอ้เบสมันละ กูจะได้ไปบอกมันว่ายอมแพ้”

“อือออ! ไม่เอาครับ” ผมรีบส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความเร็วแสง ใครอยากจะไปกับไอ้พี่เบสกันเล่า ผมน่ะเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของพี่ศรนะ ยังไงผมก็ต้องเชื่อมั่นในตัวพี่ศรอยู่แล้ว ยังไงผมก็เชื่อว่าพี่ศรจะต้องทำได้แน่ๆ

ถึงเวลาแข่งขันทั้งพี่ศรและไอ้พี่เบสเข้าไปประจำที่ในท่าเตรียมพร้อมยิงเรียบร้อยแล้ว พี่ศรในตอนนี้ที่ใส่ชุดยิงธนูพร้อมด้วยอุปกรณ์ต่างๆแล้วโคตรหล่อเลย ยิ่งเวลาที่พี่เขาถือคันธนูแล้วหันมายิ้มให้ผมนะ มันเหมือนเจ้าชายรูปงามในนิทานอย่างไงอย่างงั้นเลย

“มึงว่าใครจะชนะ” เป็นเสียงถามจากไอ้พี่ทอยที่ไม่รู้ย้ายมานั่งลงข้างๆผมตอนไหน

“ก็ต้องพี่ศรอยู่แล้ว” ผมตอบกลับชัดถ้อยชัดคำ เรื่องแบบนี้ไม่น่าถาม

“เพ้อเจ้อ!” ไอ้พี่ทอยดีดนิ้วที่หน้าฝากผมทีนึงจนรู้สึกเจ็บก่อนที่พี่มันจะหันกลับไปสนใจสองคนที่กำลังจะเริ่มแข่งขันกันแล้ว

                เวลาที่หน้าจอขนาดพอดีสายตาถูกเปิดให้นับถอยหลังโดยฝีมือโค้ชเอกที่คอยอำนวยความสะดวกในการแข่งขันครั้งนี้ทุกอย่าง พอเวลาเริ่มเดินทั้งสองคนก็เริ่มยกคันธนูของตัวเองในท่าพร้อมยิงก่อนที่จะปล่อยลูกธนูออกจากตัวไป

                ภาพที่เห็นตอนนี้มันทำให้ผมอยากจะร้องไห้ด้วยความดีใจอีกครั้ง พี่ศร พี่ศรจริงๆด้วย คนที่กำลังยืนยิงธนูอย่างสง่าผ่าเผยอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือพี่ศร คนที่ผมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้าพี่เขาในจอทีวี คนที่ผมพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่างเพื่อที่จะได้มาเรียนที่เดียวกับพี่เขาเพียงเพราะอยากจะมาเห็นพี่ศรยิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้ง และวันนี้ฝันของผมก็เป็นจริงขึ้นมาแล้ว

                “ไอ้เด็กเตี้ย เป็นอะไรวะตาแดงๆ”

“…” เฮ้อ! บรรยากาศกำลังดีๆอยู่แล้วแท้ๆ คนกำลังดื่มด่ำกับความสุขในหัวใจ อะไรๆมันจะดีอยู่แล้วถ้าไม่มีเสียงของใครคนหนึ่งมารบกวนโสตประสาทของผมซะก่อน  ไอ้พี่ทอย!

                “มึงรู้เรื่องไหมเนี่ยว่ามันสองคนกำลังแข่งอะไรกันอยู่”

“…” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ ใครจะไปรู้กันเล่า ธนูไม่ใช่แค่ยิงๆออกไปเท่านั้นหรอกเหรอ มีอะไรที่ผมต้องรู้อีกล่ะ

                “กูว่าละว่ามึงต้องไม่รู้”

“…”

                “กูจะบอกให้แล้วกัน ที่มันกำลังแข่งกันอยู่เนี่ย เขาเรียกแข่งแบบดวล ยิงกันทีละเซต เซตละ3ลูก ใครได้คะแนนเยอะกว่าก็จะได้2คะแนน ถ้าเสมอกันก็ได้คนละ1คะแนน ใครสะสมได้ครับ6คะแนนก่อนคนนั้นก็ชนะ” มาถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่าถึงแม้ไอ้พี่ทอยมันจะดูเหมือนไม่มีสาระอะไรเลยในชีวิต แต่ผมคงจะลืมไปว่าไอ้พี่ทอยเองมันก็เป็นนักกีฬายิงธนูนี่น่า แถมเรื่องที่พี่มันบอกผมเมื่อกี้ผมก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยด้วย ก็ยังนับว่าพี่มันก็มีประโยชน์ต่อโลกใบนี้อยู่บ้างละนะ

                การแข่งขันผ่านไปด้วยคะแนนที่เสมอกันระหว่างพี่ศรและไอ้พี่เบส ผมเฝ้ามองทั้งสองคนยิงธนูดอกแล้วดอกเล่าออกไป พอครบเซตจนสัญญาณดังทั้งคู่ก็เดินไปเก็บลูกและนับคะแนนกันโดยมีโค้ชเอกทำหน้าที่เป็นกรรมการ ผมรู้แล้วว่าการจะยิงได้สิบคะแนนน่ะมันยากขนาดไหนเพราะตอนนี้ทั้งสองคนยังไม่มีใครยิงได้สิบคะแนนหรือยิงเข้าตรงกลางเป้าเลย

                “คะแนนเสมอกันวะ” พี่ทอยที่พึ่งเดินเข้าไปยุ่งกับการนับคะแนนมาหมาดๆพูดขึ้น

“แล้วแบบนี้จะตัดสินกันยังไงเหรอครับ”

“ก็ต้องยิงชูตออฟ”

“ชูตออฟเหรอครับ”

“การแข่งแบบดวลถ้าได้5คะแนนเสมอกันจะต้องยิ่งคนละหนึ่งลูกเพื่อตัดสิน เขาเรียกว่าชูตออฟ”

ถ้าแบบนั้น…ลูกนี้ก็คือลูกที่สำคัญต่อทั้งสองคนมากๆน่ะสิ ก็มันเป็นลูกตัดสินว่าใครจะแพ้หรือชนะเลยนี่น่า

“ไอ้เบสได้ยิงก่อน” ได้ยินแบบนั้นผมหันไปทางพี่เบสตามที่พี่ทอยบอกทันที เห็นอีกคนกำลังยกคันธนูขึ้นพร้อมในท่ายิง

“9คะแนน” พี่ทอยที่ยกกล้องส่องทางไกลมองไปทางเป้ายิงที่อยู่ห่างออกไปพูดขึ้น 

                9คะแนนเลยเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็แสงว่าพี่ศรจะต้องได้10คะแนนหรือยิงเข้ากลางเป้าเท่านั้นถึงจะชนะ แต่ว่าตลอดเวลาที่ทั้งสองคนแข่งกันมายังไม่มีใครยิงได้ 10คะแนนเลยนะ ตอนนี้ผมเริ่มเป็นห่วงพี่ศรขึ้นมาจริงๆแล้ว

และแล้วก็มาถึงตาของพี่ศรเป็นฝ่ายยิงบ้าง พี่ศรในตอนนี้ยังดูเท่และสง่าผ่าเผยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เวลาบนหน้าจอขนาดพอดีสายตากำลังนับถอยหลังอีกครั้ง เช่นเดียวกับผมที่กำมือแน่นภาวนาให้พี่ศรชนะในครั้งนี้ด้วยเถอะ

“ไอ้ศรมันเป็นอะไรวะถึงไม่ยอมยิง เดี๋ยวก็หมดเวลาก่อนหรอก” ไม่ใช่แค่พี่เบสที่จับสังเกตได้ ผมเองก็จับสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ภาพที่ผมเห็นตอนนี้คือพี่ศรที่ยืนอยู่ในท่าพร้อมยิงในท่าเดิม แต่ใครอีกคนยังลังเลไม่ยอมปล่อยลูกที่ควรจะไปถึงเป้าแล้วออกไปสักที ตอนนี้ไม่ใช่แค่พี่ศรเท่านั้น ทุกอย่างรอบๆตัวทำให้แม้แต่ผมยังกดดันไปด้วยเลย ทุกคนในที่นี้ต่างมองพี่ศรด้วยสายตาไม่เข้าใจ นั้นก็เพราะคนพวกนี้ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับพี่ศรกันแน่

                แต่ในเมื่อไอ้เจ้าTarget Panic บ้าอะไรนี่มันเป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นใจ ถ้าอย่างงั้นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งอย่างผมจะเป็นคนเติมเต็มความมั่นใจนั้นให้พี่เอง

                “พี่ศรสู้ๆนะครับ” คิดได้แบบนั้นผมตัดสินใจลุกขึ้นยืน มือป้องปากพร้อมร้องตะโกนออกไปเสียงดังไม่ได้สนใจสายตาไม่เข้าใจของคนอื่นที่มองมาเลย “ผมรู้ว่าพี่ทำได้ ต้องทำได้แน่ๆ พี่ไม่ต้องกังวลหรือกลัวอะไรนะครับ พี่ลืมไปแล้วเหรอว่าผมเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของพี่นะ ดังนั้นไม่ว่าผลจะยังไงผมก็จะเป็นกำลังใจให้พี่เอง สู้เขานะครับพี่ศร!”

                ผมสาบานได้เลยว่าผมไม่ได้บ้าหรือตาฟาด ตอนนี้พี่ศรที่อยู่ในท่าเตรียมพร้อมยิงธนูก็ยังคงเพ็งสมาธิและสายตาไปที่เป้ายิงธนูตรงหน้า แต่ผมสาบานได้ว่าเมื่อกี้นี้ผมเห็น ผมเห็นหางตาที่มองมาทางผมพร้อมร้อยยิ้มมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเบาๆจนเกือบจะมองไม่ทัน พี่ศรได้ยินผมด้วย

                และในที่สุด ลูกธนูก็ถูกปล่อยออกไปแล้ว ตอนนี้บรรยากาศรอบๆตัวเงียบลงไปหมด

                จนกระทั่ง…

“สิบคะแนน!  ศรชนะชูตออฟ” จนกระทั่งเสียงของโค้ชเอกพูดขึ้นเรียกสติของผมกลับมา เมื่อกี้…พี่ศรชนะเหรอ แถมยังได้สิบแต้มด้วย

“เย้ๆ พี่ศรชนะแล้วๆ” พอตั้งสติได้ผมร้องด้วยความดีใจก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดตัวพี่ศรไว้แน่นอย่างลืมตัว

“เห็นไหมผมบอกแล้วว่าพี่ต้องทำได้แน่ๆ”

“ก็เพราะใครละที่บอกว่าจะเป็นกำลังใจให้กู”

“พี่ได้ยินด้วยเหรอครับ”

“ตะโกนดังลั่นขนาดนั้น”

“แหะๆ อายจัง”

“อายเป็นด้วยเหรอมึงนะ”

“หูย…ก็ต้องอายเป็นสิครับ หน้าผมไม่ได้หนาขนาดนั้นสักหน่อย”

“เหรอออ ถ้าอย่างนั้นคนอายเป็นที่ไหนกันนะที่กอดตัวกูไว้แน่นขนาดนี้ ไม่เห็นเหรอว่าคนอื่นเขามองหมดแล้ว”

“อุ๊ย!” พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ผมอยู่ในท่าที่กำลังโอบกอดตัวพี่ศรไว้อย่างลืมตัวอยู่นี่น่า นึกได้แบบนั้นผมก็รีบเอามือออกก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาพี่ศรเพราะทำตัวไม่ถูก

โอ้ย! อายชะมัดเลย

“ขอบใจมึงมากนะ”

“…”

“กูเชื่อแล้วว่ามึงไม่ได้แค่ขี้โม้ไปอย่างนั้น กูเชื่อแล้วว่ามึงเป็นแฟนคลับหมายเลขหนึ่งของกูจริงๆ ถ้าแบบนั้นที่ยิงได้สิบแต้มนี่…ถือว่ากูยิงให้มึงก็แล้วกัน”

ไม่รู้ว่าพี่ศรพูดจริงหรือพูดเล่น แต่พี่เขาจะรู้ไหมว่าที่เขาพูดมานะ ผมจะจดจำไว้ในใจไปตลอดชีวิตเลย

*********************************************8

พี่ศรตอนไม่ดุร้ายนี่น่ารักชะมัดเลยเนอะ ^^

#รักตรงเป้า

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว