facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

3.เมื่อเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง

ชื่อตอน : 3.เมื่อเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง

คำค้น : ล่ารัก, ล่ารักคืนใจ, บ้านไร่, ชาวไร่, แอบรัก, ตามตื้อ, รุ่นพี่, พี่ว๊าก, พี่ชาย, น้องสาว

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.7k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2561 18:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
3.เมื่อเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง
แบบอักษร

3.เมื่อเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง

                “ป้า เมื่อกี้นี้รู้สึกเหมือนจะมีคนเรียกปรางเลย ป้าได้ยิน” ปรางงามถามป้าร้านขนมหวานในตลาด เธอว่าเธอได้ยินเสียงคนเรียกจริงๆ นะ เป็นเสียงผู้ชายด้วย

                “ไม่นี่ ป้าไม่ได้ยินอะไรเลย”

                “อ้าว หรือว่าปรางจะหูฝาดจริงๆ” เธอบ่นก่อนจะรับเอาถุงขนมมาแล้วเดินออกจากร้านไปเมื่อเห็นภีมพลกวักมือเรียกอยู่ไกลๆ ดูซิ ให้ไปซื้อน้ำให้แค่นี้ก็ไปซะนานเลย

                “นี่พี่ภีม พี่เลิกไปป่าวประกาศกับใครต่อใครได้แล้วว่าพี่เป็นแฟนปราง เนี่ย คนเขาเข้าใจผิดจนปรางจะขายไม่ออกอยู่แล้วนะ” ปรางงามว่าใส่ทันทีเมื่อเขาส่งน้ำให้ ลูกสมุนของภีมพลจึงรับเอาถุงขนมหวานจากเธอไปถือให้

                “ฉันมีน้องสาวกับเขาทั้งคน ฉันก็อยากจะเป็นพี่ชายที่หวงน้องสาวบ้างนี่หว่า ใครที่มันคิดอยากจะเป็นน้องเขยฉัน ถ้าฉันไม่ชอบหน้ามันก็อย่าหวังเว้ย!”

                “ฮั่นแน่! ไม่ใช่ว่าแอบหึงหวงปรางหรอ ชอบเขาก็บอกมาเถอะน่า” เธอยิ้มหวานแกล้งเย้าใส่แล้วทำท่าจะเข้าไปกอดภีมพลกลางตลาดจนชายหนุ่มต้องรีบถอยหนีพร้อมกับดึงลูกสมุนของตัวเองมาขวางเอาไว้

                “อย่านะ! แกอย่ามาทำอะไรบ้าๆ กับฉันนะไอ้ปราง ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย ชาตินี้ทั้งชาติแกก็ไม่มีวันได้เห็นขาอ่อนฉันหรอกเว้ย!”

                “ขาอ่อนลายๆ ใครจะอยากเห็นกันยะพ่อรูปหล่อเลือกได้ ที่คนเขาเข้าใจว่าปรางเป็นแฟนกับพี่เนี่ยไม่มีใครเขาอิจฉาหรอก มีแต่คนเขาสงสารปรางมากกว่าที่มีแฟนแบบ...” แล้วปรางงามก็มองภีมพลตั้งหัวจรดเท้าอย่างหมิ่นๆ ทำเอาพี่ชายนอกไส้หน้าตึกขึ้นมาทันที

                “ทำไม แบบฉันแล้วมันทำไม หนอย...คอยดูเถอะฉันจะโทรไปฟ้องแม่เครือว่าแกรังแกฉัน” ภีมพลเอาเครืองาม แม่ของปรางงามเข้ามาขู่ เพราะเครืองามเคยเลี้ยงภีมพลมาตั้งแต่เล็กๆ คนที่กำพร้าแม่ตั้งแต่เกิดอย่างภีมพลจึงรักแม่เครืองามราวกับเป็นแม่ของตนจริงๆ แล้วแม่เครืองามก็มักจะใจดีกับเขาเสมอ

                “ขี้ฟ้อง” ปรางงามว่าคืน แล้วเชิดหน้ากลับไปที่รถของภีมพลซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลจากตลาด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวันนี้ภีมพลถึงได้ซื้อน้ำมันไปเยอะแบบนี้จนเต็มท้ายกระบะรถ จะว่าเอาไปใช้ที่ไร่ก็ไม่น่าจะใช่ แล้วเขาจะเอาน้ำมันพวกนี้ไปทำไมกันเยอะแยะ

                “คุณลุงรู้รึเปล่าว่ามาซื้อน้ำมันกัน” เธอถามนายพิมายที่รีบเข้ามาเปิดประตูรถให้

                “เออ...”

                “ทำไมฉันต้องรายงานพ่อทุกเรื่องฮะ ฉันจะซื้ออะไรมันก็เรื่องของฉัน ขอติดรถคนอื่นมาแล้วอย่ามาถามจู้จี้ให้มาก พ่อฉันก็ให้รถไว้ขับตั้งคันแล้วทำไมถึงไม่ขับเอง

                “อ้าว พี่ก็จะมาตลาดอยู่แล้วจะขับรถมาทำไมตั้งสองคัน น้องนุ่งติดรถมาแค่นี้ไม่ได้ใช่มั้ย เชอะ! แล้วไม่ต้องมาขอให้ปรางเล่นเกมเป็นเพื่อนเลย” ว่าแล้วก็งอนเข้าให้ สุดท้ายภีมพลก็ต้องขึ้นรถตามไปง้อเธออยู่ดีเพราะนอกจากปรางงามก็ไม่มีใครเป็นเพื่อนเล่นเกมกับเขาแล้ว พวกลูกสมุนเขามันก็ไม่เอาไหน แล้วเรื่องเล่นเกมมันก็เรื่องใหญ่สำหรับเขาด้วย เพราะงั้นหากไม่รีบง้อปรางงามได้เมินเขานานแน่ๆ

                ก่อนจะกลับเข้าบ้านเมืองรามก็แวะไปส่งเมลินที่บ้านก่อน เพราะหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดีทำให้เขาไม่แตะมื้อเย็นอีกเลย ครั้งพ่อของเมลินชวนเขาเข้าบ้านเขายังไม่มีอารมณ์จะพูดด้วยเลยจนเมลินอดนึกน้อยใจไม่ได้ที่ตั้งแต่เขาขอตัวออกไปจากร้านอาหารเหมือนจะวิ่งตามใครสักคนไปเขาก็ไม่พูดอะไรอีกเลย ซ้ำยังทำหน้าเหมือนกับมีเรื่องให้ต้องหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลาอีก ใครกันนะที่มีอิทธิพลต่อเมืองรามได้มากขนาดนี้

                เพราะยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการทำให้เมืองรามนอนไม่หลับ ได้แต่พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงอย่างหงุดหงิด แล้วเขาก็โทรไปโวยวายกับชยุทธแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายกลับไม่เชื่อเลยว่าปรางงามจะมีแฟนแล้วจริงๆ จนตอนนี้เมืองรามก็ได้แต่ส่องเฟสบุคของเธอไปมา วันนี้เธอถ่ายรูปขนมขึ้นหน้าเฟสบุคอีกแล้ว มันเป็นพวกขนมที่เธอซื้อไปเมื่อตอนเย็นนี้ แต่...มีหลายถ้วยจัง ทำไม กินกันหลายคนงั้นหรอ ขนมอร่อยร้านประจำตบท้าย ท้าทายความอ้วน  แคปชั่นของเธอยังติดเช็คอินสถานที่ด้วยอีก อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ให้ตายเถอะ!!! อยู่ใกล้กันแค่นี้แต่ทำไมเขายังตามหาเธอไม่เจอซักทีนะ หรือว่าเขาจะโทรไปหาเธอดี เขาก็มีเบอร์โทรศัพท์ของเธอนี่นา วีดิโอคอลหาเธอก็ได้ ถามๆ เธอไปให้มันจบๆ จะได้ไม่ต้องมานอนกลุ้มใจจนนอนไม่หลับอยู่แบบนี้ แต่ทว่าพอเขาจะกดโทรหาเธอจริงๆ เสียงผู้เป็นพ่อก็ทุบประตูห้องของเขาขึ้นทันที

                “เมืองราม!!! เมืองรามตื่นเร็ว ไฟไหม้ไร่อ้อยเรา!!!” เสียงร้องบอกของผู้เป็นพ่อทำให้เขาลุกขึ้นแทบจะทันที ลืมเรื่องของปรางงามไปเสียสิ้น อะไรนะ...ไฟไหม้ไร่อ้อยอย่างนั้นหรอ

                เขารีบออกจากบ้านไปพร้อมกับผู้เป็นพ่อทันทีเมื่อเห็นไฟกำลังโหมกระหน่ำไร่อ้อยที่เขาจะให้คนงานตัดในวันสองวันนี้ เหล่าคนงานต่างก็วิ่งวุ่นเพื่อช่วยกับดับไฟ แต่ไฟมันก็ไหม้เป็นจุดๆ แล้วก็ลามไปจนทั่วจนยากจะควบคุมไหว กลิ่นน้ำมันโชยหึ่งอย่างไม่ต้องเดาก็รู้ได้เลยว่าแบบนี้มันเป็นการจงใจวางเพลิงกันชัดๆ แต่ใครกันที่มันจะทำแบบนี้ ใครกันที่มันเลวแล้วก็แอบลอบกัดเขาได้อย่างเจ็บแสบ ไอ้ชั่วที่ไหนกัน!

                กว่าจะควบคุมไฟได้ก็เป็นช่วงสายของอีกวัน ข่าวไฟไหม้ไร่อ้อยของเมืองรามดังกระฉ่อนไปทั่ว ไร่อ้อยทั้งหมดถูกไฟไหม้ บางส่วนยังสามารถตัดเก็บส่งโรงงานได้ แต่บางส่วนก็เสียหายจนยากจะใช้การได้ งานนี้ทำเอาเมืองพลถึงกับเข่าทรุดไปเลยทีเดียวเพราะลงทุนกับอ้อยแปลงนี้ไปเยอะ เมืองรามเห็นพ่อท้อแล้วก็ยิ่งแค้น ใครกัน ใครกันที่มันกล้าทำถึงขนาดนี้

                “พ่อครับ ไม่เป็นไรนะ อ้อยบางส่วนยังพอเก็บได้อยู่ แต่ถึงจะไม่มีอ้อยเราก็ยังมีข้าวโพด มีถั่วเขียว มีมันสำปะหลังกับข้าวอีก ไม่เป็นไรนะพ่อเรื่องนี้ผมเอาอยู่” เขากอดผู้เป็นพ่อเอาไว้อย่างให้กำลังใจ เขารู้ดีว่าผู้เป็นพ่อหวังกับอ้อยแปลงนี้มากแค่ไหน แล้วอ้อยที่เขาปลูกก็งามมากจนคาดว่าน่าจะได้ราคาดีเสียด้วย แต่เหตุไม่คาดฝันมันก็เกิดขึ้น

                “เถ้าแก่ครับ ผมว่าเมื่อคืนนี้มีคนมาแอบเผาไร่อ้อยของเราแน่ๆ เลย ตอนกลางดึกผมออกมาดักหนูแล้วได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาที่ท้ายไร่ นึกว่าวัยรุ่นแถวนี้แอบออกมาตั้งวงกินเหล้าเลยไม่ได้สนใจ ตอนที่กำลังดับไฟอยู่ผมเจอนี่ด้วยครับ” ถังแกลลอนน้ำมันขนาดยี่สิบลิตรที่เมืองรามเห็นมันทำให้เขาโกรธจนแทบจะฆ่าคนได้อยู่แล้ว ไม่ผิดจริงๆ มีคนแอบมาลอบวางเพลิงจริงๆ ด้วย

                “แจ้งตำรวจเลยดีมั้ยครับ”

                “แน่นอน เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจัดการเอง เมื่อวานมีใครเห็นอะไรผิดสังเกตมั้ย” เขาถามเหล่าคนงาน ร้อยวันพันปีเคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นที่ไหนกัน อย่างมากที่เคยเจอก็คือมีคนแอบมาทุบท่อส่งน้ำจนแตก แกล้งเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ซึ่งคนที่ทำก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากภีมพลกับลูกสมุน ถ้ามันเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เขาก็พอจะทนได้ แต่นี่เล่นเผาไร่กันแบบนี้เขาไม่ตลกด้วยเลยสักนิด

                “ไอ้พิมายครับ เมื่อวานนี้ผมเห็นมันขับมอเตอร์ไซค์มาวนอยู่ที่หน้าไร่เราตั้งหลายครั้ง” คนงานในไร่บอก

                “อ๋อ นึกออกแล้ว เมื่อวานตอนเย็นป้าไปตลาดในอำเภอก็เห็นลูกชายกำนันกับพวกมันซื้อน้ำมันไปจนเต็มรถกระบะเลยค่ะ ถังน้ำมันแบบนี้เลยป้าจำได้!”

                คำบอกเล่าของเหล่าคนงานทำให้เมืองรามฟันธงเลยว่านี่ต้องเป็นฝีมือของภีมพลกับพวกทันที กล้าทำเลวแบบนี้ก็มีมันคนเดียวนี่แหละที่ทำ เมื่อวานมันก็เขม่นเขาไปแล้วรอบหนึ่งตอนที่เขาไปสืบเรื่องผู้จัดการไร่คนใหม่ คราวนี้มันกล้าเล่นแรงขนาดมันคงจะรู้จักเขาน้อยไปซะแล้ว

                “ไอ้ชั่ว!!! มึงเจอกูแน่!!!” เมืองรามเขวี้ยงแกนลอนน้ำมันทิ้งอย่างโกรธจัดแล้วขับรถออกจากไร่ทันทีอย่างไม่สนใจเสียงร้องห้ามของเมืองพล การจะบุกไปเล่นงานลูกชายกำนันติณณภพถึงถิ่นด้วยตัวคนเดียวแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ กำนันติณณภพมีทั้งอำนาจแล้วก็เลี้ยงนักเลงเอาไว้มากมาย ต่อให้เก่งมากแค่ไหนแต่เมืองรามหรือจะไปสู้พวกมันได้

                เสียงหัวเราะของภีมพลกับเหล่าลูกสมุนที่ศาลาริมนาข้าวทำให้ปรางงามอดที่จะหันไปมองไม่ได้ขณะที่เธอกับเหล่าคนงานกำลังช่วยกันกำจัดวัชพืชในนาข้าวอยู่ เมื่อคืนนี้ภีมพลหายไปไหนทั้งคืนก็ไม่รู้ ไม่เห็นมาชวนเธอแข่งเล่นเกมเหมือนอย่างเคย กว่าจะกลับมาบ้านก็เกือบเช้า เนื้อตัวมอมแมมไปหมดอย่างกับคนไปตกถังถ่านมา พออาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มานั่งหัวเราะอยู่กับลูกสมุนของตัวเองแบบนี้ราวกับสะใจอะไรบางอย่าง นี่ไปก่อเรื่องอะไรมากัน

                ผลัวะ!!! ปรางงามปาโคลนขึ้นไปทางศาลาที่ภีมพลกับลูกสมุนอยู่ทันที ถึงแม้จะพลาดเป้าไปถูกแค่เสาของศาลาแต่โคลนก็ยังกระเด็นใส่ภีมพลอยู่ดีจนเขาต้องหันมาเหวี่ยงใส่เธอ

                “เฮ้ย! อะไรของแกวะไอ้ปราง แกแกล้งฉันหรอ”

                “แกล้งอะไร ก็กะจะปาให้โดนจริงๆ นี่แหละ ไม่เห็นหรอว่าคนเขาทำงานกันงงๆ นี่อะไรตัวเองกับลูกน้องกลับมานั่งหัวเราะอยู่อย่างนี้”

                ผลัวะ!!! ว่าแล้วก็ปาโคลนใส่อีกจนภีมพลทำท่าจะเข้ามาเล่นงานเธอ ปรางงามที่สวมหมวกและปกปิดใบหน้าเพื่อป้องกันแดดเอาไว้จึงร้องท้าทายทันที

                “มาเลยๆ ลงมาในนาเลยพี่ภีม มาช่วยปรางถอนหญ้าในนาซะดีๆ มา!” เสียงร้องท้าทายทำให้ภีมพลเจ็บใจไม่น้อย แต่ครั้งจะลงไปในนาก็ใช่ที่เพราะเขาแต่งตัวมาหล่อขนาดนี้เรื่องอะไรจะลงไปให้ตัวเลอะโคลนกัน

                “ไปๆๆ พวกมึงสองคนลงไปช่วยมันถอนหญ้าเลยมันจะได้เลิกบ่นกูซักที ให้ตายเถอะ ตกลงมันเป็นน้องหรือเป็นแม่กูกันแน่วะ” ภีมพลส่งลูกสมุนอย่างนายพิมายกับนายลอยลงมาช่วยปรางงามถอนหญ้าแทน แล้วในระหว่างที่ภีมพลกำลังจะหาเรื่องแกล้งน้องสาวคืนอยู่นั้นรถกระบะสีดำคันใหญ่ของใครสักคนก็แล่นเข้ามาที่ไร่ด้วยความเร็วจนนักท่องเที่ยวและเหล่าคนงานหันมามองกันอย่างตกใจรวมทั้งปรางงามที่ยังคงยืนอยู่ในนาข้าวด้วย

                รถกระบะคันนี้ปรางงามจำเลขป้ายทะเบียนได้ขึ้นใจเพราะเคยเห็นเมื่อตอนที่มาถึงลพบุรีวันแรก รถของพี่เมืองรามนี่นา ใช่เขาจริงๆ รึเปล่านะ ถ้าใช่เขาจะมาทำไมกัน หรือว่ารู้แล้วว่าเธออยู่ที่นี่เลยจะตามมาขับไล่เธอหนีอีก... แล้วก็เป็นอย่างที่ปรางงามคิด คนที่เดินลงมาจากรถเป็นพี่เมืองรามของเธอจริงๆ เขาปิดประตูรถอย่างแรงสีหน้าเหมือนกับจะโกรธแค้นใครมา แล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร ทันทีที่เขาเห็นภีมพล เมืองรามก็เดินเข้ามาหาทันทีก่อนจะชกภีมพลสุดแรงจนเขาล้มลงไปกับพื้น แล้วก็ไม่รอให้ภีมพลได้ทันลุกขึ้นเมืองรามก็ตามเข้าไปเล่นงานเขาอีกจนเหล่าคนงานต้องรีบเข้าไปช่วยกันห้าม เช่นเดียวกับปรางงามด้วยที่รีบขึ้นจากนาข้าวไปห้ามคนทั้งคู่

                “อะไรของมึงวะไอ้เมืองราม เรื่องอะไรมึงมาทำร้ายกูถึงในบ้าน!!!” ภีมพลว่าอย่างโกรธจัด เลือดไหลนองท่วมปากทำให้เมืองรามจะกระโจนเข้าไปเล่นงานเขาซ้ำอีก แต่เหล่าคนงานก็ช่วยกันฉุดชายหนุ่มที่ดูจะทั้งโกรธทั้งแค้นเอาไว้อย่างสุดกำลัง

                “ไอ้ชาติชั่ว!!! มึงยังจะมาตีหน้าซื่อถามกูอีกหรอ กูทำอะไรให้มึงมึงถึงได้ไปเผาไร่กูเมื่อคืนนี้!!!”

                “เผาอะไร กูไม่ได้ทำเว้ยมึงอย่ามาหาเรื่องกู!”

                “มึงยังจะปากแข็งอีกหรอไอ้ภีม วันนี้ไม่มึงก็กูได้ตายกันไปข้างแน่!!!” เมืองรามสะบัดตัวทีเดียวเหล่าคนงานที่จับเขาเอาไว้ก็ล้มกองไปกับพื้นแล้ว ทำให้เขาจะกระโจนเข้ามาหาภีมพลอีกครั้งจนปรางงามต้องเข้ามาขวางทางเขาเอาไว้

                “อย่านะพี่เมืองราม!!! พี่อย่ามาหาเรื่องพี่ภีมแบบนี้นะ!” เธอว่าขึ้น ทำให้เมืองรามถึงกับชะงักเมื่อจำเสียงนี้ได้ เสียงของผู้หญิงที่อยู่ในใจของเขาเสมอมา เจ้าของเสียงที่เขาตามหามาโดยตลอด ดวงตาคู่หวานสวยนี้ถึงแม้จะมีผ้าอำพลางใบหน้าเอาไว้แต่เขาก็จำเธอได้ดี ยิ่งเห็นเธอถอดหมวกกับผ้าที่อำพลางใบหน้าแสนสวยเพื่อป้องกันแสงแดดออกเขาก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปเมื่อได้เจอกับเธออีกครั้ง

                “...ปราง...”

                “ใช่! ปรางเอง พี่ยังจำปรางได้อยู่อีกหรอ” เธอถามขึ้น ทั้งๆ ที่คิดว่าหากได้เจอเขาเธอจะดีใจ แต่ทำไมพอได้เจอกับเขาจริงๆ เธอถึงได้มีแต่ความน้อยใจแบบนี้

                เมืองรามยิ่งอึ้งเข้าไปใหญ่เมื่อเห็นปรางงามเข้าไปกอดแขนภีมพลเอาไว้ซ้ำยังมองภีมพลอย่างห่วงใยอีก นี่มันอะไรกัน ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ แล้วท่าทีที่ดูสนิทสนมกันกับภีมพลนี่มันคืออะไร หรือว่าแฟนที่เธอพูดถึงจะเป็นไอ้สารเลวนี่

                “เป็นอย่างนี้นี่เอง” เมืองรามว่าเมื่อคิดอะไรได้ เขามองปรางงามอย่างผิดหวัง ไม่คิดเลยว่าคนฉลาดอย่างเธอจะตาต่ำไปคว้าเอาไอ้สารเลวอย่างภีมพลเป็นแฟน หรือว่าที่ไร่ของเขาถูกวางเพลิงเธอก็รู้เห็นด้วย เธอคงแค้นสินะที่เขาไม่รับรักเธอซ้ำยังเคยไล่เธอหนีอีก

                “ชายโฉดกับหญิงชั่ว” เมืองรามแค่นน้ำเสียงเย้ยทำให้ปรางงามตาลุกวาวด้วยความโกรธ นี่เขากล้าดียังไงกันมาด่าเธอแบบนี้

                “ชายโฉดกับหญิงชั่ว ก็เหมาะสมกันดีนี่!!! อย่างเธอมันก็เหมาะแล้วล่ะกับผู้ชายแบบนี้ปรางงาม!!!”

                ผลัวะ!!! คราวนี้กลับเป็นเมืองรามเองที่ถูกชกคืนเมื่อภีมพลไม่พอใจที่เมืองรามมาด่าน้องสาวของเขาต่อหน้าแบบนี้

                “มึงกล้าดียังไงมาด่าน้องกูไอ้เมืองราม! มึงโกรธ มึงเป็นบ้าอะไรก็มาทำกับกูนี่ แต่มึงไม่มีสิทธิมาด่าน้องสาวกู น้องกู กูด่าได้คนเดียวเว้ย!!!”

                คำว่า น้องสาว ของภีมพลทำให้เมืองรามหันมามองปรางงามใหม่อีกครั้ง น้องสาวอย่างนั้นหรอ ทั้งๆ ที่โกรธจนแทบบ้าแต่ทำไมเขาถึงอดยอมรับไม่ได้ว่าดีใจมากแค่ไหนที่ได้รู้ว่าเธอเป็นแค่น้องสาวของภีมพล ไม่ใช่แฟน

                “พวกมึงยืนโง่อยู่ทำไม จัดการมันเลยสิวะ!!!” ภีมพลหันไปสั่งเหล่านักเลงโตลูกน้องทันที แต่ก่อนที่ใครจะทันได้ไหวตัวกำนันติณณภพก็เดินเข้ามาขวางเอาไว้ซะก่อน เช่นเดียวกับเมืองพลที่เป็นห่วงลูกชายจนต้องขับรถตามมาพร้อมด้วยคนงานชายอีกเต็มคันรถกระบะ

                “มีเรื่องอะไรกัน กล้าดียังไงมาหาเรื่องลูกชายกับหลานสาวฉันถึงไร่แบบนี้”

                “กำนันก็ลองถามลูกชายตัวเองดูสิว่ามันไปทำเลวอะไรเอาไว้เมื่อคืนนี้!!!” เมืองรามชี้หน้าภีมพลอย่างไม่ยอมง่ายๆ เมืองพลจึงเดินเข้ามาหาพร้อมกับแกนลอนน้ำมันด้วย

                “ฉันสงสัยว่าลูกชายกำนันเป็นคนไปเผาไร่อ้อยของฉันเมื่อคืนนี้” สิ่งที่เมืองพลตอบขึ้นมาแทนทำให้กำนันติณณภพกับปรางงามหันมามองภีมพลทันที ลูกชายตัวเองเป็นคนยังไงข้อนี้กำนันติณณภพรู้ดี เมืองรามไม่ใช่คนที่จะกล่าวหาใครลอยๆ หากไม่แน่ใจ แล้วที่เมืองรามดูโกรธจัดจนกล้าบุกมาถึงที่นี่ด้วยตัวคนเดียวอย่างไม่เกรงกลัวและไว้หน้าเขา มันก็คงจะเป็นจริงอย่างที่เมืองพลว่า ภีมพลเป็นคนไปก่อเรื่องมาจริงๆ ในขณะที่ปรางงามกลับไม่อยากจะเชื่อ ถึงภีมพลจะเป็นคนไม่เอาไหน ชอบวางตัวเบ่งไปเรื่อยแต่ในสายตาของเธอเขาก็เป็นแค่ลูกแหง่พ่อเท่านั้น ไม่กล้าไปทำอะไรที่มันเลวร้ายแบบนั้นหรอก

                “แล้วมีหลักฐานว่าเจ้าภีมมันเป็นคนทำมั้ยล่ะ” กำนันติณณภพถามกลับอย่างใจเย็น แม้จะรู้ดีว่าลูกชายตัวเองไปก่อเรื่องเอาไว้แต่เพราะความที่รักลูกชายคนนี้มากเขาจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้

                “จะถามหาหลักฐานอะไรอีก ใครๆ ก็รู้ว่ามันฝีมือของมัน!!!” เมืองรามว่าอีก แต่กำนันติณณภพกลับทำใจเย็นสู้

                “แล้วใครๆ ที่ว่าเนี่ย แกหมายถึงใครเมืองราม”

                “ก็คนงานในไร่ของผมไง เมื่อวานก็มีคนเห็นมันไปซื้อน้ำมันมาตั้งเยอะแยะ แล้วก็เป็นแกนลอนแบบนี้ด้วย!” เมืองรามคว้าแกนลอนน้ำมันจากผู้เป็นพ่อมาปาลงกับพื้นตรงหน้ากำนันติณณภพอย่างไม่ไว้หน้าจนเหล่านักเลงที่กำนันเลี้ยงเอาไว้ทำท่าจะเข้ามาเล่นงานเมืองรามอีก แต่กำนันติณณภพก็ห้ามเอาไว้เสียก่อน

                “ใช่ เมื่อวานฉันเป็นคนใช้เจ้าภีมมันให้ไปซื้อน้ำมันมาจริงๆ แหละ ปกติที่ไร่เราก็ใช้น้ำมันนี่กันอยู่แล้ว ถ้าไม่เชื่อจะเข้าไปดูที่โกดังเก็บน้ำมันก็ได้นะ อีกอย่าง...แค่เจ้าภีมมันไปซื้อน้ำมันวันเดียวกับที่ไร่แกถูกเผาก็มากล่าวหาว่าเป็นมันแล้วแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรอ”

                “แต่เมื่อวานคนของกำนันก็ขับรถไปป้วนเปี้ยนแถวหน้าไร่ของฉันเหมือนกัน เรื่องนี้มันไม่น่าสงสัยรึยังไง” เมืองพลว่าพลางชี้ไปทางนายพิมาย

                “ไร่แกก็อยู่ติดถนนเส้นหลักเหมือนกันกับไร่ของฉัน ทำไมหรอเมืองพล คนของฉันไม่มีสิทธิ์ขับรถบนถนนที่เป็นของหลวงเลยรึยังไง ฉันว่านะ แทนที่แกกับลูกชายจะมากล่าวหาลูกชายฉันลอยๆ แบบนี้สู้เอาเวลาไปตามหาคนร้ายตัวจริงไม่ดีกว่าหรอ อีกอย่าง...อาจจะเป็นพวกวัยรุ่นไปแอบสูบยา สูบบุหรี่แล้วลืมดับรึเปล่า อย่างที่ไร่ฉันก็เคยมีเหมือนกันพวกวัยรุ่นที่ดับก้นบุหรี่ไม่สนิทน่ะ หรือว่า...อาจเป็นคนงานของแกเองก็ได้ ทางที่ดีฉันว่าแกกับลูกชายออกไปจากไร่ฉันจะดีกว่า ก่อนที่ฉันจะแจ้งความข้อหาเอาคนมาบุกรุกแล้วก็ทำร้ายคนในไร่ของฉัน”

                เมืองพลได้แต่มองกำนันติณณภพอย่างเจ็บใจ รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือลูกชายมันแต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ ตำรวจทั้งโรงพักก็พวกมันทั้งนั้น ต่อให้ลูกชายมันฆ่าคนตายมันก็ว่าไม่ผิด คนแบบนี้ป่วยการที่จะต่อความยาวสาวความยืดด้วย ถ้าไม่จับได้แบบคาหนังคาเขามันไม่มีทางยอมรับง่ายๆ แน่

                “เมืองราม กลับบ้านเราเถอะ คนพวกนี้พูดด้วยก็เท่านั้น”

                “ได้ไงพ่อ ผมไม่ยอมหรอก ไอ้ชั่วภีม! วันนี้ผมจะฆ่ามันให้ได้!!!” เมืองรามจะเข้ามาเล่นงานภีมพลให้ได้ แต่เมืองพลก็ดึงเอาไว้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีแต่นักเลงโตทั้งนั้น ถึงจะเจ็บใจที่เห็นภีมพลยิ้มเยาะเย้ยแต่ก็ต้องข่มใจเอาไว้เพราะฝ่ายตนไม่มีหลักฐาน ขืนจะดันทุรังสู้ก็มีแต่แพ้กับแพ้เท่านั้น

                “พ่อบอกให้กลับก็กลับสิ เร็ว!” เมืองพลพยายามฉุดลูกชายกลับ ถึงแม้จะเจ็บแค้นมากแค่ไหนแต่ก็ทำอะไรคนเลวอย่างภีมพลไม่ได้ ปรางงามได้แต่มองทั้งสองฝ่ายอยางสับสน นี่ตกลงใครผิดใครถูกกันแน่เธองงไปหมดแล้ว เมืองรามเองก็ดูจะมั่นใจแล้วก็แค้นจัด แล้วก่อนที่เขาจะขึ้นรถไปกับผู้เป็นพ่อ เขายังปรายตามามองที่เธออีกด้วย แววตาของเขาช่างเฉยชาแล้วก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง เขาเกลียดและรังเกียจเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากจะถูกเขาเกลียดเพิ่มมันก็คงจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง ปรางงามคิด

                เมื่อเมืองพลพาลูกชายและคนงานกลับออกไปกำนันติณณภพก็ลากภีมพลกลับบ้านทันทีโดยมีปรางงามตามไปด้วย นั่นแหละปรางงามถึงได้รู้ความจริงว่าภีมพลเป็นคนไปเผาไร่ของเมืองรามมาจริงๆ เมื่อเขายอมรับกับผู้เป็นพ่อเองว่าต้องการจะแกล้งเอาคืนเมืองรามเพราะหมั่นไส้มานาน ปรางงามไม่อยากจะเชื่อเลยว่าภีมพลจะกล้าทำแบบนี้จริงๆ ซ้ำคุณลุงของเธอก็ยังรู้ดีอีกว่าลูกชายตัวเองเป็นคนก่อเรื่อง แต่เพราะความรักลูกแบบผิดๆ ทำให้กำนันติณณภพต้องออกตัวปกป้องลูกชายแบบนี้ แล้วเธอที่เป็นคนนอกจะไปทำอะไรได้ เธอไม่ใช่ลูกหลานในสายเลือด ถึงจะเป็นคนเลวร้ายในสายตาคนอื่นอย่างไงเสียแต่กำนันติณณภพก็แสนดีแล้วก็มีบุญคุณกับครอบครัวของเธอมาก คำว่าบุญคุณที่ค้ำคออยู่เลยทำให้เธอเลือกที่จะเงียบแทนการออกความเห็นใดๆ

                “ให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะเจ้าภีม อย่าให้ฉันรู้นะว่าแกไปก่อเรื่องอะไรให้ฉันอีก ตอนนี้ชาวบ้านเขากำลังชื่นชมฉัน ไอ้เมืองพลกับลูกชายมันก็เป็นที่ชื่นชมของชาวบ้านเหมือนกัน ถ้าแกไปก่อเรื่องอะไรอีกพวกชาวบ้านจะมองฉันยังไง น้องสาวแกอุตส่าห์กู้หน้าให้ฉันแล้วแกยังจะมาหักหน้าฉันต่อหน้าคนทั้งอำเภออีกหรอ แล้วไหนจะเด็กเมื่อวานซืนอย่างไอ้เมืองรามอีก แกไม่เห็นหรอว่ามันกล้าดีไม่ไว้หน้าพ่อถึงขั้นมาหยามพ่อแกต่อหน้าผู้คนตั้งมากมายแบบนี้! เป็นแบบนี้แล้วแกจะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันห๊า!!!”

                “โธ่พ่อ ก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละหน้าน่ะ เดี๋ยวไอ้ปรางมันก็หาอะไรทำกู้หน้าพ่อได้อีกอยู่ดี เรามีไอ้ปรางทั้งคนนะพ่อ พ่อยังจะห่วงอะไร” ภีมพลว่าพลางหันมาทางปรางงามที่ยืนเงียบมาโดยตลอด

                “เดี๋ยวนะ เมื่อกี้นี้ตอนไอ้เมืองรามมันเห็นหน้าแกครั้งแรก ทำไมแกกับมันทำท่าเหมือนกับเคยรู้จักกันมาก่อนด้วยวะ” พอภีมพลถาม กำนันติณณภพก็หันมามองเธอตามทันทีอย่างสงสัยไม่ต่างกัน ตั้งแต่มาช่วยงานที่ไร่ปรางงามก็ทำแต่งานตลอด ไม่ได้ออกไปไหน ถ้าเธอออกไปจากไร่ก็จะมีภีมพลหรือไม่ก็พวกนักเลงที่เขาใช้ให้ไปช่วยคุ้มกันเธอไปด้วยเสมอ เธอไม่เคยเจอกับเมืองรามมาก่อนนี่นา แล้วทำไมคนทั้งคู่ถึงดูเหมือนจะรู้จักกันมาก่อนด้วย

                “...พี่เมืองรามเป็นรุ่นพี่ที่เรียนคณะเดียวกันกับปรางค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว” เธอตอบไปตามจริง ให้กำนันติณณภพพอจะเข้าใจว่าทำไมการจัดการไร่ของเธอกับเมืองรามถึงได้เหมือนกันแบบนี้

                “ถึงว่าสิจัดการไร่ได้เหมือนกัน ที่แท้ก็ศิษย์อาจารย์คนเดียวกันนี่เอง” เขาว่า ปรางงามจึงพยักหน้ารับ

                “ค่ะ เรามีอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกัน อยู่ชมรมเดียวกัน ออกค่ายด้วยกัน...”

                “ก็เลยสนิทกับมันว่างั้น แล้วเสื้อยีนที่แกบอกว่าเป็นรุ่นพี่ให้มาก็อย่าบอกนะว่าเป็นเสื้อของมัน” ภีมพลหันมาสอบสวนเธอบ้าง ปรางงามไม่มีอะไรต้องปิดบังจึงพยักหน้ารับ

                “ใช่” แค่เธอตอบเท่านี้ภีมพลก็เข้าใจแล้วล่ะว่าระหว่างปรางงามกับเมืองรามต้องมีอะไรกันแน่ๆ ปรางงามเคยบอกเขาว่าเสื้อยีนนั้นรุ่นพี่จะส่งมอบให้กับรุ่นน้องเมื่อจบการศึกษา แต่ปรางงามกลับไม่ยอมส่งเสื้อตัวนั้นให้กับรุ่นน้องเมื่อเธอเรียนจบ แต่เธอกลับตัดเสื้อตัวใหม่ให้รุ่นน้องแทน เธอตั้งใจจะเก็บเสื้อของเมืองรามเอาไว้แบบนี้แล้วมันจะเป็นอะไรไปหากว่าเธอไม่ได้มีใจให้มัน ซ้ำวันก่อนเมืองรามที่ไม่เคยมาที่นี่ยังทำท่าเหมือนกับจะมาตามหาใครสักคน ถามถึงแต่ผู้จัดการไร่คนใหม่ตลอด

                “พ่อ” ภีมพลหันมามองหน้ากันกับผู้เป็นพ่อทันที กำนันติณณภพก็ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านห้วงเวลาของการมีความรักมาแล้วทำไมเขาจะดูไม่ออกและคิดแบบเดียวกับที่ภีมพลคิด ไม่นึกฝันว่าเด็กสองคนที่เกิดมาท่ามกลางความชังของพวกผู้ใหญ่รุ่นพ่อแม่จะแอบมีใจให้กันแบบนี้ แล้วดูจากท่าทางของเมืองรามที่เหมือนเขาจะตามหาใครสักคนมันก็ทำให้กำนันติณณภพเชื่อแน่นอนว่าเมืองรามก็มีใจให้หลานสาวของตนเหมือนกัน ดีล่ะ! เขามีปรางงามเป็นตัวประกันอยู่ด้วยแบบนี้เมืองรามจะกล้าทำอะไรได้ อีกอย่างปรางงามก็เป็นเด็กดีมีความกตัญญู เธอไม่มีทางหักหลังผู้มีพระคุณของครอบครัวอย่างเขาแน่ๆ อีกไม่นานเขาคิดว่าเรื่องสนุกๆ คงจะกำลังตามมา พวงผกาแม่เลี้ยงของเมืองรามจะว่ายังไงถ้าได้รู้ว่าลูกชายตัวเองกำลังมีใจให้ลูกสาวของศัตรูหัวใจที่ตามอาฆาตแค้นมาเป็นสิบๆ ปี  

                “เจ้าภีม” กำนันติณณภพเรียกลูกชายตน

                “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหาคนมาดูแลน้องแกให้ดี อย่าให้ไอ้เมืองรามมันเข้าใกล้น้องสาวแกได้เด็ดขาดเข้าใจมั้ย”

                “ถึงพ่อไม่บอกฉันก็จะทำอยู่แล้วพ่อ” ภีมพลยิ้มรับเมื่อเข้าใจว่าผู้เป็นพ่อหวงหลานสาวคนสวยกับเมืองราม แต่เปล่าเลย กับเมืองรามกำนันติณณภพไม่ห่วงหรอก แต่ที่เขาห่วง เขากลัวพวกผกาต่างหาก ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา เธอร้ายได้มากกว่าที่ใครๆ คิด ถ้ารู้ว่าปรางงามเป็นลูกของปรานต์กับเครืองาม ชีวิตของปรางงามก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว

                เมื่อไม่สามารถเอาผิดคนเลวได้เมืองรามก็ได้แต่เจ็บใจอาละวาทใส่กระสอบทรายหลังบ้านแทน แต่เจ็บใจเรื่องภีมพลก็ยังไม่ตกใจเท่ากับเห็นปรางงามอยู่กับคนชั่วพวกนั้น เธอเองหรอหลานสาวของกำนันติณณภพที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชม เป็นน้องสาวที่ภีมพลทั้งรักทั้งหวงจนถึงขั้นไปโกหกเอาไว้ทั่วว่าเป็นแฟนกับเธอเพื่อไม่ให้ใครมาจีบเธอได้ง่ายๆ แฟนกำมะลอที่เธอพูดถึงเมื่อวานก็คือไอ้ชั่วภีมนี่เอง นี่เธออยู่ใกล้เขาเพียงแค่นี้แต่ทำไมเขาถึงไม่รู้ตัว เขากลับไปตามหาเธอจนแทบจะพลิกแผ่นดินได้ ซ้ำตอนที่ได้เจอกันยังเป็นสถานการณ์แบบนี้แล้วเธอกับเขาก็อยู่กันคนละฝ่ายอีก

                “ปรางงาม...โธ่เว้ย!!!” เขาต่อยกระสอบทรายอย่างบ้าคลั่งจนเมืองพลที่ยืนดูอยู่นานเดินเข้ามาหาทันที ตั้งแต่ที่เมืองรามเห็นปรางงามเขาก็เป็นแบบนี้ตลอด เหมือนเขาจะผิดหวังที่เห็นเธออยู่กับฝ่ายกำนันติณณภพ

                “ปรางงาม...เด็กคนนั้นคือคนที่แกตามหาใช่มั้ย คนที่แกเชื่อว่าเขาจะมาหาแกที่บ้าน เขาใช่เด็กผู้หญิงคนที่เคยตามตื้อแกคราวนั้นด้วยรึเปล่า” คำถามของผู้เป็นพ่อทำให้เมืองรามที่กำลังต่อยกระสอบทรายอยู่ถึงกับชะงัก เขาไม่เคยมีความลับอะไรกับผู้เป็นพ่ออยู่แล้วจึงได้พยักหน้ารับว่าใช่

                “แต่ตอนนั้นแกเคยไล่เขาหนีไปแล้วนี่ พ่อคิดว่าแกไม่ได้รักเขาด้วยซ้ำ”

                “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้วันนั้นผมคงไม่ไล่เขาไปหรอกพ่อ ไอ้โชมันรักปรางมากจนถึงขั้นจะฆ่าตัวตามถ้าไม่ได้คบกับปราง ผมกลัวว่ามันจะทำอะไรบ้าๆ เลยยอมตัดใจจากปรางเพื่อเห็นแก่มัน แต่พอเรียนจบใครจะรู้กันพ่อว่ามันจะเลิกตามตื้อปรางแล้วไปคบกับผู้หญิงคนอื่นจนแต่งงานมีลูก ถ้าผมรู้ว่ามันไม่มั่นคงต่อปรางจริงผมไม่มีวันหลีกทางให้มันหรอก! ถ้าวันนั้นผมไม่ไล่ปรางไป ปรางก็คงไม่ไปอยู่กับไอ้พวกชั่วนั่น!!!”

                “ไม่หรอก ถึงแกไม่ไล่แต่หนูปรางเขาก็เป็นพวกของกำนันติณณภพมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เห็นเขาลือกันว่ากำนันติณณภพมีบุญคุณกับครอบครัวของหนูปรางมาก สองครอบครัวนี้สนิทชิดเชื้อกันมาเป็นสิบๆ ปี ที่หนูปรางมาทำงานให้ที่ไร่นั้นก็เพื่อตอบแทนบุญคุณกำนันติณณภพที่เคยช่วยเหลือครอบครัวของเขามา เพราะรู้จักกันมานานหนูปรางเลยเป็นเหมือนลูกหลานของพวกมันก็เท่านั้น”

                “แล้วคนที่รู้คุณคน กตัญญูอย่างปรางก็จะไม่มีทางหักหลังกำนันติณณภพแน่นอนใช่มั้ยพ่อ”

                “ใช่ เด็กคนนี้เป็นคนดีพ่อดูออก เขาไม่ได้มีสายเลือดเลวๆ ของกำนันติณณภพปะปนแม้แต่หยดเดียว ที่เขาอยู่กับฝ่ายนั้นก็เพราะคำว่าบุญคุณล้วนๆ ถ้าแกรักเขา แกก็ควรพาเขาถอยห่างออกมาจากพวกคนเลวนั่น”

                “พาออกมาหรอ พวกกำนันคงยอม พ่อไม่เห็นหรอว่าที่ไร่กำนันมันพัฒนาขึ้นได้ขนาดนี้ก็เพราะฝีมือของปรางล้วนๆ ปรางมีประโยชน์กับพวกมันขนาดนั้นพวกมันคงปล่อยปรางออกมาง่ายๆ หรอก”

                “ก็ถ้าแกรักเขาจริงแกก็ต้องพาเขาออกมาให้ได้ไง หรือแกอยากเห็นเขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางพวกคนเลวนั่น” เมืองพลถามกลับให้เมืองรามได้คิดตาม นั่นสิ ถ้าเขาแย่งเอาปรางงามมาได้พวกกำนันก็จะไม่มีคนช่วยงานแล้วไร่ของพวกมันก็จะพัง ดีซะอีกถือซะว่าเป็นการเอาคืนจากเขาด้วย ปรางงาม เธออยู่ผิดฝั่งแล้วล่ะ แต่ไม่ต้องห่วง พี่จะดึงเอาปรางมาอยู่กับพี่เอง พี่ไม่ยอมแพ้พวกมันง่ายๆ หรอก

------------------------------------------------------------------------------------------

ขอฝาก ล่ารักคืนใจ สู้อ้อมอกอ้อมใจนักอ่านทุกท่านด้วยค่ะ

ความคิดเห็น