ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

บทนำ

บทนำ

                “แล้วเราน่ะ เชื่อเรื่องความรักไหมละ”

                เสียงทุ้มที่เอ่ยถามราบเรียบ จนทำให้คนที่ก้มหน้าลงเตรียมจดตัวอักษรในสมุดบันทึกนิ่งไปนิด ปากกาในมือสั่นแล้วหยุดด้วยกำแน่นขึ้นอีกหน่อย ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าไปมองสบตากับเขาแล้วได้แต่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยพบแววตาระยับของชายหนุ่มเบื้องหน้าที่ดูแปลก แตกต่างไปจากเดิม จนในสมองน้อยๆ มีแต่ความสงสัยว่าทำไมต้องย้อนถามเธอด้วย

                ความมึนงงที่โดนคำถามย้อนกลับมา ส่งผลให้มือเรียวจับปากกาหมุนไปมาเบาๆ แล้วหยุดเพื่อวางด้ามปากกาหมึกซึมสีดำลงตรงกลางระหว่างหน้าสมุดทั้งสองด้าน พลางเสมองหน้าสมุดและรอบบริเวณห้องรับรองเล็กๆ ภายในห้องประชุมเล็กมากของบริษัทแห่งนี้ ซึ่งเป็นบริษัทของคนที่เธอมาสัมภาษณ์อยู่ ห้องนี้เป็นห้องวงกลมเล็กๆ ที่ตกแต่งคล้ายเป็นร้านกาแฟน่ารักสไตล์อบอุ่น มีชุดโต๊ะเก้าอี้ทรงกลมตั้งตรงกลางห้อง มีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับชงกาแฟและตู้เย็นใบเล็กตั้งไว้สำหรับน้ำดื่ม และมีประตูทางออกไปด้านนอกได้เลยโดยไม่ต้องเดินผ่านภายในบริษัททำให้เธอผ่อนคลายได้เมื่อมองออกไปเจอสนามหญ้าสีเขียวกับกระถางดอกไม้หลากสี

                ช่วงเวลาเกือบสามสิบนาทีที่นั่งสัมภาษณ์เขามาตามหัวข้อ เขาก็ตอบและพูดคุยลื่นไหลดี แต่พอเธอยิงคำถามเรื่องความรัก เธอกลับถูกตอกกลับเสียแบบนี้ ยิ่งเห็นแววตาของเขาเมื่อครู่ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกใจกระตุกแปลกๆ จะบอกว่ามันเปลี่ยนไปจากเคยมาสัมภาษณ์เขาก็ใช่ เพราะหลายครั้งที่พบกันเขาไม่เคยมองหรือยิ้มให้เธอแบบนี้ คิดแล้วถ้ายังเงียบกันแบบนี้ก็อึดอัด จึงต้องเอ่ยปากบอกตามความคิดไป

                “หนูเชื่อเรื่องความรักค่ะ หนูเชื่อว่า ความเข้าใจและเชื่อใจในพื้นฐานที่ให้เกียรติกันและกันทำให้เกิดความรักที่ดี ที่มั่นคงต่อกันได้...แต่หนูไม่เชื่อเรื่องรักแรกพบเท่าไร...” ตอบแล้วก็ยิ้มให้เขา เมื่อเห็นอีกฝ่ายยกยิ้มมุมปากนิ่งๆ มือใหญ่ข้างหนึ่งของเขาจับแก้วกาแฟใบโตหมุมเล่นแล้วพยักหน้าเล็กน้อย “สะดุดตา เพราะความสวย ความหล่อ หรือความดูดีของลุคที่มองเห็น ทุกคนมีหมดแหละ แต่ให้แบบปิ๊งมากๆ จนรักเลยแต่แรกเห็น หนูว่ามันดูยากไปอะค่ะ เพราะเราไม่รู้นี่นาว่าคนที่เราปิ๊งๆ เขาจะนิสัยดี จิตใจดี แบบหน้าตาที่เห็นแต่แรกหรือเปล่า”

                ชายหนุ่มฟังแล้วคิดตามจนปล่อยเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ออกมา เขาเสมองไปด้านนอกที่เป็นสวนขนาดเล็กมีชิงช้าไม้กระดานที่ผูกเชือกไว้กับกิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ มีเก้าอี้ไม้ตัวยาวจัดวางไว้ใกล้ๆ ให้นั่งพักหรือถ่ายภาพกันได้ ด้วยตกแต่งด้วยน้ำพุและกระถางดอกไม้สีสันสดใส แล้วจึงค่อยๆ หันมองคนตรงหน้าที่ดูอ่อนเยาว์นักนิ่งๆ

                “ก็จริงนะ...อายุสามสิบเก้าใกล้จะสี่สิบแล้ว พี่ก็ยังไม่เคยรู้สึกถึงรักแรกพบสักที” เสียงทุ้มที่ตอบผ่อนคลายขึ้น ก่อนจะมองดูหญิงสาวตัวเล็กเบื้องหน้าอย่างสำรวจกว่าเดิม “อายุเท่าไรแล้ว ทำไมกองปล่อยเราให้มาสัมภาษณ์พี่คนเดียว คราวก่อนๆ ก็เห็นมากับทีมนี่นา หรือเพิ่งจบมาเลยถูกใช้งานหนักสิท่า”

                คนถูกถามกลับอีกครั้งตาโตขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหรี่ตาลงจนหัวคิ้วขมวด แล้วทำปากยู่เสียทีอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไร “หนูอายุยี่สิบหกแล้วค่ะ”

                “หือ...จริงรึ!” เขาอุทานอย่างตกใจและตาโตมอง “หน้าเด็กจริง ตัวก็นิดเดียว”

                “มีแต่คนคิดว่าเป็นเด็ก หนูก็จะสามสิบอยู่แล้วนะ...น่าเบื่อจัง” บ่นพึมพำคนเดียวแล้วทำไม่สนใจอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยจนได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเขานี่เองเธอถึงเงยหน้าขึ้นไปมอง ทำให้เห็นว่าเขาก็มองนิ่งๆ มาหา

                “เมื่อกี้ถามพี่ว่า เชื่อเรื่องความรักไหม แล้วทำไมไม่แต่งงานสักที...” ทวนคำแล้วก็เห็นเธอพยักหน้ารับ “แล้วพอพี่ถามกลับว่า เราเชื่อเรื่องความรักไหม ความคิดเราก็ตรงกันกับพี่นะ”

                เขานิ่งไปนิด แล้วสบตากลมโตที่มองมาหานิ่งๆ พลางพยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจ แล้วก็ได้แต่ยกยิ้มมุมปาก “หรือว่า...เราสองคนจะลองคบหาดูใจกันดี แล้วดูว่า ความรักมันน่าเชื่อไหม หรือเราสองคนจะเชื่อใจกันได้หรือเปล่า!”



                หญิงสาวถึงกับตาโตเป็นไข่ห่าน เพราะคำพูดของเขาเมื่อครู่ เธอขยับนั่งหลังตรงทันที อ้าปากหวอก่อนจะรีบเม้มริมฝีปาก และร้อนรนเอื้อมมือไปกดปิดปุ่มเครื่องบันทึกเสียงที่เปิดไว้ตลอดเวลาทันควัน แล้วหันไปกะพริบตาถี่ให้อีกฝ่ายที่เอ่ยปากพูดเรื่องคบหาดูใจได้หน้าตาเฉยแบบนี้กับเธอ และก็เห็นเขานั่งหัวเราะชอบใจและยิ้มให้อย่างร่าเริงเต็มที่ จนได้แต่ขมวดคิ้วหรี่ตามอง

                “พี่เอกล้อเล่นใช่ไหมคะ” ถามไปแล้วเอียงศีรษะมอง แต่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าไปมาและขยับนั่งหลังตรงขยับเก้าอี้มาใกล้เธอ และโน้มตัวมาหาโดยการนั่งเท้าข้อศอกกับต้นขาของเขา จนเธอต้องรีบยืดตัวนั่งหลังตรงขึ้นอีกรอบ เพื่อเลี่ยงความใกล้ชิดเกินมาตรฐานคนแค่รู้จักและร่วมงานกัน

                “ไม่อะ พี่เจอเราหลายครั้งแล้ว ถึงเราสองคนจะเจอกันผ่านๆ ตามงานต่างๆ แต่...แต่นิ่มก็มาสัมภาษณ์และคุยกับพี่แบบใกล้ชิดหลายครั้ง รวมรอบนี้อีกก็โอเคนะ...อยากลองคบคนแก่ดูไหม” เขาเอ่ยบอกไปและเรียกชื่อเธอออกมาอย่างไม่เคยเรียก เพราะทุกครั้งที่ทำงานร่วมกันหรือพบปะกันตามงานก็เพียงทักทาย พูดคุยเล็กน้อยแล้วไม่ได้สุงสิงกัน “ตอนแรกนึกว่าเพิ่งจบมาใหม่ๆ แต่อายุยี่สิบหกแล้วพี่ไม่พรากผู้เยาว์แล้วแหละ”

                คำพูดติดตลกของเขาทำให้เธอขนลุกแปลกๆ ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเธอคงตื่นเต้นแบบดีอกดีใจที่มีคนจีบมีคนขอคบหาดูใจด้วย แต่สำหรับคนตรงหน้าเธอกลับรู้สึกตื่นเต้นด้วยความงงงวยและหวาดกลัวประหลาดนัก ก็ชายหนุ่มตรงหน้าเป็นนักแสดงมีชื่อในวงการบันเทิงไทยเลยนะ ถึงจะไม่ได้เป็นพระเอกเช่นในอดีตตอนเขายังหนุ่มละอ่อนแล้ว แต่ก็ใช่จะไม่มีใครจดจำหรือไม่พูดถึงเขา เพราะเขายังเป็นดาวค้างฟ้าในวงการบันเทิงไทย และยังมีกระแสสม่ำเสมอ ตอนนี้ละครเรื่องล่าสุดของเขาที่เพิ่งจบลงไปก็ดังมาก ถูกพูดถึงและครองเรตติ้งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้เธอต้องมานั่งสัมภาษณ์เรื่องราวของเขาอยู่ตรงนี้...

                “งั้นพี่เอกก็ตอบคำถามหนูให้จบการสัมภาษณ์ทำสกู๊ปก่อน แล้วเราค่อยคุยกัน” เธอใจดีสู้ซุปเปอร์สตาร์วัยดึก หายใจลึกแล้วผ่อนออกก่อนเอื้อมมือไปกดเครื่องบันทึกเสียงอีกครั้ง จนได้ยินเขาหัวเราะเบาๆ

                “เอาตัวรอดเก่งดีนะ” เขาชมแกมประชด แต่ก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มถูกใจ

                ดวงตาสีนิลกลมโตมองชายหนุ่มวัยสามสิบเก้าปี ที่ใกล้จะเป็นหนุ่มหลักสี่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้อย่างประเมินเงียบๆ เขายังคงรูปร่างดีและเธอเห็นภาพเบื้องหลังแฟชั่นชุดล่าสุดที่เขาไปถ่าย มีภาพที่ถอดเสื้อเรียกกระแส และเขาก็ยังมีกล้ามมีซิกแพคอย่างน่ามอง เขาคือ เอกหรือธันวา เรืองฤทธิเดช นักแสดงชื่อดังที่เอ่ยปากอยากคบหากับเธอ นี่เธอกำลังทำงานหรือนอนหลับกลางวันแล้วฝันกันแน่

                ชายหนุ่มเองคิดได้แต่ว่า คนตรงหน้าไม่ใช่คนขี้เหร่ เธอแต่งหน้าบางเบาจนแทบจะเผยหน้าสดตามธรรมชาติ จะแต่งหน้าครบจัดเต็มก็ตอนออกงาน ซึ่งส่วนใหญ่ที่เขาเจอก็เป็นรอบฉายภาพยนตร์รอบสื่อมวลชน พอเจอตามงานเกี่ยวกับเปิดตัวภาพยนตร์หรือละครหรือกิจกรรมใดเธอก็แทบจะไม่แต่งหน้าเลย แม้จะไม่ได้คุยกันใกล้ชิดทุกครั้ง แต่ก็ผ่านตาและจดจำได้ เพราะเธอมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มสดใส ร่าเริงตามประสา แต่ดูนิ่งๆ เงียบๆ กับผู้ใหญ่ และจะไม่ค่อยกล้าคุยกับคนไม่สนิทสนมกัน ด้วยเธอเคยมาสัมภาษณ์เขากับทีมงานไปหลายรอบแล้ว และรอบนี้เป็นครั้งแรกทีเดียวที่เธอมาเองแบบฉายเดี่ยว เธอวางตัวให้เกียรติเขาไม่เล่นตัวไม่เอ่ยแซว แต่ก็พูดคุยเป็นกันเอง ทำให้เขามองว่าเด็กคนนี้รู้กาลเทศะ วันนี้ดีที่เขาย้อนถามไปจึงได้รู้ว่า แม่สาวตัวบางร่างเล็กอายุเกินกว่านักศึกษาฝึกงาน หรือเพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ไปมากแล้ว



                “ตกลงว่าไง...ที่ถามเราไปพี่ก็จริงจังนะ” เสียงที่ถามระหว่างนั่งมองคนตัวเล็กเก็บอุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ ลงกระเป๋าหลังได้งานตามต้องการแล้ว จนเห็นเธอเม้มริมฝีปากและผ่อนลมหายใจเบาๆ “ข่าวที่ว่าพี่มีแฟนหรือคบกับแพรวน่ะ ไม่จริงเลยสักนิด เวลาไปงานก็เห็นว่าพี่ไปคนเดียว อยู่แต่กับพวกผู้กำกับพวกตากล้อง เราเองก็มีไลน์ยายพี่แตงนี่นา”

                หญิงสาวทำปากยู่กับตนเองระหว่างเก็บของ เขาอ้างถึงผู้จัดการส่วนตัวของตนเองมา ก็จริงที่เธอมีไลน์หรือคุยไลน์กับสาวร่างอวบที่น่ารักคนนั้น แต่ก็ไม่ได้คุยกันสนิทสนมเสียหน่อย ส่วนเรื่องข่าวซุบซิบของเขาเธอก็รู้นั่นแหละว่าเป็นแค่การสร้างกระแสในวงการบันเทิงให้ละครน่าสนใจกว่าเก่า

                “หนูรู้น่ะว่าไม่ได้คบกับคุณแพรวเขาจริงๆ แล้วหนูก็ไม่ได้คุยกับพี่แตงไทเขาสนิทเสียหน่อย ทำไมมาถามหนู...ดาราสวยๆ น่ารักๆ เยอะแยะ สายตาพี่เอกไม่ดีแล้วเปล่า ไปหาหมอตรวจสายตาบ้างนะ” เธอถอนหายใจแรงเสียที ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม มองดูเขาที่นั่งเท้าข้อศอกข้างหนึ่งกับโต๊ะแล้วใช้มือใหญ่ๆ นวดขมับไปมา ส่งสายตากรุ้มกริ่มมองเธอ “เจ้าชู้อ่ะเรา”

                “เอ้า! ว่าผู้ใหญ่แบบนี้ได้ไง” เขาส่งเสียงแล้วถลึงตามอง ก่อนจะส่ายหน้าหัวเราะขัน “ไม่คิดว่าจะปากแบบนี้นะ”

                “ก็พี่เอกทำสายตาเจ้าชู้นี่” เธอแผดเสียงใส่อย่างไม่เคยทำกับเขา จะกล้าได้อย่างไรก็เขาคือ นักแสดงมากฝีมือ และอายุมากแล้วนี่นา

                “ก็พูดตรงๆ ว่าลองคบกันไหม...หรือมีแฟนอยู่แล้ว” เขาเอ่ยเสียงเรียบขึ้นเมื่อลืมคิดไป แต่ก็เห็นเธอทำปากยู่แล้วส่ายหน้าไปมา จึงยกยิ้มและยักไหล่ “ไม่มีแฟนแล้วเสียหายอะไร ลองคบพี่ดู...เวลาพี่มันคงไม่ได้มีมาก หรือมีเวลาตรงกันกับเรานัก แต่พี่ก็คิดว่า พี่มองเราไม่ผิด”

                เธอนิ่งไป แล้วขมวดคิ้วมองเขางุนงง “หนูไม่ได้แอบชอบพี่นะ”

                “ไม่ได้บอกว่าเราแอบชอบ แค่คิดว่าพี่มองเราไม่ผิด เราเป็นเด็กดี น่ารัก ใสๆ อีกอย่าง...ดาราสวยๆ สาวๆ ก็แค่นั้น เขาก็ไปเจอคนหล่อๆ เหมือนกัน ใครจะสนใจคนแก่”

                “อือ...แล้วทำไมคิดว่าหนูจะสนใจคนแก่อะ” เธอสวนทันทีจนเห็นเขาอึ้งไป และกะพริบตาปริบๆ มองมาหาเธอเงียบๆ ทำให้รู้สึกผิดเลย “เอ่อ...อ่ะๆ หนูลองคบกับพี่เอกก็ได้...”

                ชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นได้กว่าเดิมมากทีเดียว ใบหน้าที่คมสันล้อมกรอบด้วยไรเคราและหนวดสีเข้มแม้จะไม่ยาวนักเพราะได้รับการตัดแต่งไว้ และถึงเขาจะไม่ได้หล่อโดดเด่นแต่ก็ดูดีมีเสน่ห์ทีเดียว จนเธอได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ออกมาและต้องพูดตรงๆ อีกสักเรื่อง

                “หนูก็ชอบพี่เอกแบบชอบผลงานนะ ไม่ใช่จะไม่สนใจอะไรเลย” เธอเห็นเขายิ้มอีกและรับคำในลำคอพลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ “แต่การคบกันที่หนูบอก ไม่ได้แปลว่าหนูยอมมีเซ็กซ์กับพี่เอกเลยนะ”

                “ไอ้นี่ก็พูดตรงจังวะ” เขาเอ่ยแล้วหัวเราะร่วนอย่างชอบใจ “คิดว่าในหัวพี่มีแต่เรื่องแบบนั้นเหรอ”

                “ก็ใครจะรู้อ่ะ พี่เอกก็ดารานี่นา และพี่เอกก็ผู้ชายด้วย” เธอบอกแล้วทำปากยู่ “แต่หนูต้องรีบกลับออฟฟิศแล้ว จะคบกับหนูก็จีบด้วย ตกลงยอมลองคบหาดูใจกัน ผู้ชายเอ่ยปากขอแล้วหนูตกลง ผู้ชายก็ต้องเทคแคร์ถูกม่ะ?”

                “จ้ะ!” เขาตอบรับอย่างประชดประชัน แล้วได้แต่ยิ้มในหน้า ระหว่างเธอลุกขึ้นยืนคว้ากระเป๋าสะพายใบสวยขึ้นบ่าและหิ้วกระเป๋าเอกสารไว้ “พี่ไปส่งที่รถ”

                “ไม่เป็นไรค่ะ พี่เอกนั่งคิดดีๆ ก่อนก็ได้ ว่าที่พูดออกมาว่าลองคบกันมันจะดีไหม แล้วพี่เอกค่อยไลน์หาหนู...ด้วยเบอร์ส่วนตัว ไม่ใช่เบอร์สำหรับติดต่องาน” เธอบอกเสียงเรียบร้อยตามปกติของคนทำงานกัน ไม่ใช่เล่นๆ แบบเมื่อครู่ที่ประชดประชันเขาไป “พี่เอกมีเบอร์หนูอยู่จากที่ทำงานกันมา แต่หนูไม่มีเบอร์ส่วนตัวพี่นอกจากเบอร์ที่พี่กับพี่แตงให้ติดต่องานกัน...พี่เอกคิดดีๆ ก่อนนะว่าเราควรคบกันจริงๆ เปล่า”

                “พี่เป็นผู้ใหญ่แล้วนิ่ม...คิดว่าพี่พูดเล่นจริงๆ หรือไง” เขาเอ่ยเสียงราบเรียบอีกครั้ง เอ่ยชื่อเธอเน้นๆ จนเห็นเธอยกยิ้มแล้วส่ายหน้าให้

                “ก็เปล่านะ แต่หนูมีสิทธิ์กลัวนี่นา กับผู้ชายอายุจะสี่สิบอีกไม่กี่เดือน เป็นดารา เป็นนักแสดง เป็นนักบริหารมีบริษัทของตัวเอง ชาติตระกูลก็ดี เพื่อนฝูงก็ร่ำรวยเหมือนกัน แต่หนูเป็นแค่มนุษย์เงินเดือน เป็นแค่คนธรรมดา ให้มีรถมีบ้านก็ยังต้องทำงานหาเงินไปผ่อนบ้านอยู่ บางวันก็ต้องวิ่งขึ้นรถเมล์ ต่อรถไฟฟ้า โบกแท็กซี่บางทีก็ไม่รับอีก ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต เพื่อให้มีงานส่งไม่ให้โดนด่าโดนไล่ออก พี่เอกคิดดีๆ ดีกว่า...ถ้าพี่ไม่อยากลองคบกับหนูแล้ว ก็แค่ไม่ต้องส่งไลน์หรือโทร.หาหนูด้วยเบอร์ส่วนตัวพี่ ต่อไปเจอกันเราก็แค่ทำงานกันตามปกติ หนูไม่ได้อะไรมาก แต่ก็แค่คิดว่า เออ...กูก็มีเสน่ห์ให้ดาราขอคบนะเว้ย แค่นี้แหละค่ะ” บอกไปตรงๆ แล้วยิ้มขบขันให้เขา ก่อนจะยกมือไหว้ตามประสา “สวัสดีนะคะ”

                “อือ” เขารับคำพร้อมรับไหว้ รู้สึกว่าคนตัวเล็กตรงหน้าไม่ได้เป็นสาวน้อยช่างฝันตามความคิดของเขาอีกแล้ว เธอดูมีอะไรน่าค้นหาเพิ่มขึ้นไปอีก และเธอก็ไม่ได้ต้องการคนเด่นคนดังหรือดีเลิศเป็นแฟน เธอใช้ชีวิตบนพื้นฐานความจริงอย่างมาก ทั้งที่วงจรการทำงานพาเธอพบเจอคนดังหรือเซเลบมากมายก็ตาม ถ้าเป็นผู้หญิงบางคนอาจจะพยายามตามจีบผู้ชายรวยๆ เองก็ได้...



                ดวงตาสีสนิมทอดมองตามร่างบางของหญิงสาวที่เดินออกจากห้องประชุมวงกลมไปขึ้นรถยนต์ของสำนักพิมพ์ที่จอดรออยู่ด้านหน้าลานของบริษัท เธอวางกระเป๋าเอกสารที่เบาะหลังเมื่อคนขับรถของบริษัทมาเปิดประตูให้ แล้วหันเดินไปนั่งเบาะหน้าข้างๆ คนขับรถที่ได้แต่ก้มศีรษะด้วยรอยยิ้ม และรีบเดินอ้อมขึ้นนั่งประจำที่ของตนเอง มองอย่างไรเขาก็เห็นเธอน่ารัก ไม่จำเป็นที่เธอต้องสวยสง่างามเหมือนดาราหรือคนดังในวงการบันเทิง วงการเซเลบต่างๆ เลย

                ตลอดเวลาหลายๆ ครั้งที่พบเจอเธอ เขามีความรู้สึกว่าความนิ่งๆ ของเธอเรียกให้เขาหันสายตามองได้เสมอ เพียงแค่ไม่เคยเข้าใจตนเองว่าทำไมต้องมองและยิ้มตาม พอรวมกลุ่มกับเพื่อนที่พบเจอกันในงานก็ไม่ได้ใส่ใจกับเธออีก มาวันนี้ที่เธอมาคนเดียว ได้นั่งมองและคุยกันไปตามบทสัมภาษณ์แต่กระแสบางอย่างก็ทำให้เขาอยากทดลองถามดู ยิ่งเมื่อครู่ที่เธอให้เขาคิดให้ดี ยิ่งยืนยันได้ว่าเขามองเธอไม่ผิด

                ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ต้องการอะไร แค่ความจริงใจและให้เกียรติกันก็พอ...

                ความเชื่อใจที่ต้องมีให้กัน ความรักถึงจะดำเนินต่อไปได้ ความคิดตรงนี้ของเธอที่จี้ใจเขาอย่างมาก จนกล้าเอ่ยขอให้ลองคบหากัน!


                เขาขยับกายสูงร้อยแปดสิบสองเซนติเมตรไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม กดรหัสเปิดหน้าจอเครื่องไอแพดที่มีไว้ใช้ติดต่องาน เพื่อดูข้อมูลการติดต่อของหญิงสาวทั้งทางอีเมลและห้องแชต ไล่ดูข้อความเก่าๆ และเห็นภาพถ่ายนามบัตรของเธอที่ผู้จัดการส่วนตัวส่งไว้ให้ก็ได้แต่ยิ้มตรงชื่อสกุลของเธอ นฤกมล สุทธิราช หรือ นิ่ม ก่อนมือใหญ่จะรีบล้วงหยิบเครื่องโทรศัพท์มือถือสีดำจากกระเป๋ากางเกงมาปลดล็อค กดบันทึกเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของเธอทันทีลงในเครื่องมือสื่อสารของตนเองอย่างว่องไว แล้วจึงเปิดโปรแกรมสนทนาก็พบว่ามีรายชื่อเธอเพิ่มขึ้นมาแล้ว เขาจึงเปิดและพิมพ์ส่งข้อความหาเธออย่างไม่ลังเล

                ‘นิ่ม !!! พี่คิดดีมากๆ สรุป เราคบกันตั้งแต่วันนี้ เย็นนี้พี่ว่าง จะแวะไปรับที่ออฟฟิศ’

                มือใหญ่หนาถือเครื่องมือสื่อสารไว้นิ่ง เพื่อมองดูว่าอีกฝ่ายจะตอบอะไรกลับมา แต่เธอก็ยังไม่เปิดอ่าน จนต้องพิมพ์ข้อความลงไปอีกครั้งด้วยคำว่า...

                ‘พี่จริงจังมาก’ พร้อมพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของตนไปด้วย และปิดท้ายด้วยสติ๊กเกอร์คาแรคเตอร์ของตนเองที่ถูกวาดจำหน่ายไม่นานมานี้ส่งไปหาเธอ ด้วยตัวสติ๊กเกอร์ชูนิ้วเป็นท่า I Love You พร้อมหัวใจเล็กๆ อยู่รอบๆ และไม่ถึงวินาทีก็มีการเปิดอ่าน

                “หึ...” เขายิ้มในหน้าและหัวเราะเบาๆ คนเดียว เมื่อเห็นเธอเปิดอ่านแต่ก็เงียบอยู่เกือบนาที จึงตัดสินใจกดโทร.ออกไปหา

                “อือ...ค่ะ” คนรับสายเสียงไม่ค่อยมั่นคงจนจับสังเกตได้

                “ตกใจอะไรก็บอกว่าจริงจัง” เขาย้อนไปทันทีด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบราวไม่พอใจนักหนา หากใบหน้าคมที่ล้อมกรอบไปด้วยหนวดเคราบางๆ ที่ตัดแต่งไว้กลับยิ้มกริ่มอย่างชอบใจ

                “ไม่รู้สิ หนูคิดว่าพี่จะคิดนานกว่านี้”

                “ไม่อ่ะ แก่แล้ว กลัวไม่ได้ลงจากคาน นี่ตัดสินใจแล้วก็ต้องรีบหน่อย” เขาว่าไปอย่างติดตลกจนได้ยินเธอทำเสียงในลำคอกลับมา “หรือกลัวมีแฟนแก่”

                “หนูไม่มีสเปกหรอก ขอแค่เป็นคนดี ไม่กะล่อน ไม่สำส่อน ไม่ตอแหล ไม่ขี้เหล้าเมายาก็พอ”

                “โอ้โห...นี่เรียกว่าไม่มีสเปคเลยเนอะเรา?” เขาบอกไปก่อนจะหัวเราะเบาๆ

                “เอ้า...ก็ไม่มีสเปคเรื่องหน้าตาหรืออายุไงคะ”

                “พี่ตอแหลเฉพาะทำงานเท่านั้นแหละ การแสดงก็ต้องตอแหลนะเว้ย เข้าใจใช่ไหม” เขาพูดตรงๆ จนได้ยินเธอหัวเราะกลับมาตามสาย

                “อือ...เข้าใจค่ะ แค่นี้นะคะ”

                “อือ...เลิกงานห้าโมงครึ่งใช่ไหม จะได้ไปรอรับ” เขาถามก่อนจนเธอรับคำในลำคอกลับมา

                “จอดเลยป้ายรถเมล์หน้าออฟฟิศไปหน่อยนะคะ มันจะมีตึกแถวที่ขายของจอดรถได้ หนูเดินออกไปหาเอง”

                “ทำไมต้องทำแบบนั้น กลัวเป็นข่าวหรือไง” เขาไม่ชอบใจหนักมากจนเสียงเข้มขึ้น “นิ่มคิดว่าพี่เล่นๆ จริงๆ ใช่ไหม”

                “ไม่หรอก แค่ไม่อยากถูกซุบซิบนินทา มันน่าเบื่อค่ะ น่าเบื่อมากด้วย”

                เสียงที่ตอบกลับมีความเบื่อหน่ายชัดเจนจนเขานิ่งไป จนถามถึงเรื่องรถยนต์ของตนเอง ซึ่งเธอกับทีมงานเคยมาทำสกู๊ปเรื่องชีวิตประจำของเขาและเขาก็อวดว่ารถคันโปรดคล้ายเป็นห้องนอนนอกสถานที่ของตนเอง “อือ...ก็ได้ พี่ตามใจ จำรถพี่ได้ใช่ไหม”

                “ได้ค่ะ...วอลโว่ วีเก้าศูนย์ สีดำ”

                “เดี๋ยวไปถึงแล้วพี่ไลน์บอกอีกทีนะ” เขาบอกออกไปอย่างคิดลำดับตามเธอ “นิ่ม...จำไว้ว่า พี่แก่แล้วและพี่จะไม่พูดเรื่องแบบนี้ถ้าไม่จริงจัง”

                “อือ...หนูพูดอะไรไม่ถูก ได้แต่อือๆ เข้าใจไหมคะ”

                เสียงที่บอกมาตามสายดูไม่พอใจเท่าไรแล้ว จนเขาคิดได้ว่าเธออยู่ในรถของสำนักพิมพ์ และมีบุคคลอื่นอยู่ด้วย นั่นก็คือคนขับรถ “อ๋อๆ แล้วเจอกันตอนเย็น”

                “ค่ะ”

                พอกดวางสายเขาก็ได้แต่นั่งยิ้มคนเดียว มองดูหน้าจอโปรแกรมสนทนาที่พอวางสายจากกันเธอก็ส่งสติ๊กเกอร์ตัวเด็กผู้หญิงมองบนมาหา ก่อนจะส่งข้อความมาให้

                ‘ต่อไปจะเรียกน้าเอก คนจะได้ไม่สงสัยแล้วถามมากๆ นะคะ น้าเอก’

                อ่านแล้วเขาได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะขันกับความคิดเธอ อย่างไรก็คงน่าเบื่ออยู่มากสำหรับคนไม่เคยถูกนักข่าวหรือสื่อแขนงต่างๆ รุมสัมภาษณ์ และไม่เคยถูกสายตาผู้คนมองตามยามออกไปเดินจับจ่ายซื้อของ หรือไปไหนๆ เช่นคนปกติอื่นๆ เพราะการเป็นนักแสดงมันทำให้เขาถูกจับตามองมาเสมอ แต่สำหรับเธอคงจะประหลาดและต้องคอยตอบคำถามจากผู้ร่วมงานอีกด้วย เธอบ่นว่าน่าเบื่อก็จริง ด้วยเขาเองก็เคยเบื่อหน่ายมาแล้ว

                ชายหนุ่มเคยรำคาญและหงุดหงิดใจกับข่าวที่ไม่เป็นจริง แต่เขียนเป็นข่าวซุบซิบ เอ่ยแซว หวังเรียกยอดขาย แต่สำหรับตัวดาราหรือนักแสดงคนนั้นๆ ไม่ได้อะไรด้วยกับผลประโยชน์ที่สื่อนั้นๆ ได้ไป กลับต้องเจอคำถามและการถูกคอมเมนต์จิกกัด จนเขาไม่รับงานแสดงไปนานกว่าสามปี โดยผลันตัวไปทำงานเบื้องหลังช่วยกำกับภาพและเป็นผู้ช่วยผู้กำกับการแสดง แต่ไม่เคยคิดว่า การกลับมารับงานแสดงอีกครั้งในบทคุณน้าของนางเอกที่แสนอบอุ่นอ่อนโยน จะเป็นการสร้างกระแสให้กับตนเองอีกครั้ง จนได้พบกับเธอคนนี้ ซึ่งเขาไม่รู้หรอกว่า วันข้างหน้าจะเดินต่อไปกับเธอได้นานแค่ไหน แต่การได้สัมภาษณ์และคุยกันใกล้ชิดมาหลายครั้ง ได้พบหน้ากันบ้างตามงานมาเสมอ ก็ทำให้เขาสนใจเธอและอยากสานสัมพันธ์อย่างจริงจังให้ได้

                “มีแฟนเด็กๆ ตอนเราแก่ๆ ก็ดีนะ” บ่นพึมพำกับตนเองแล้วก็หัวเราะออกมาเสียเฉยๆ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างนึกขบขันกับอารมณ์ของตน และรีบเดินออกจากห้องประชุมไปยังห้องทำงานชั้นบนเพื่อจัดการเอกสารให้เสร็จๆ ไป เพราะเย็นนี้เขาคงจะอยู่ดึกปล่อยตัวไปตามสบายในบริษัทไม่ได้อีกแล้ว ต้องรีบออกไปรับแฟนตัวเล็กเสียหน่อย...


ขอ กงยู อิมเมจพี่เอกแล้วกันค่ะ อายุ 39 จะ 40 ปีเหมือนกัน ฮ่าาา

....................


ขอฤกษ์ 5 ธันวาคม

วันพ่อแห่งชาติไทย วันชาติไทย วันคล้ายวันพระราชสมภพในหลวง ร.9

และ เป็นวันคล้ายวันเกิดแม่ของตัวเอง อัปนิยายเรื่องใหม่ค่ะ

ขออัปบทนำ เพื่อให้พิจารณาก่อนนะคะ

แล้วจะค่อยๆ อัปตอนต่อไปตอนปีใหม่เน้อ ฝากกดแอดแฟนไว้ด้วยนะคะ

ชื่อเล่น นิหน่า เรียก นิ ดีกว่าเรียก หน่า !!!

ปัจจุบันล่องลอยตามอารมณ์ อายุ 30 กว่าๆ

 

#

 

อ่านมากกว่าเขียน

แต่ก็จะไม่หยุดเขียน

เพราะบางครั้งการเขียน ก็ทำให้เรารู้ว่า กำลังคิดสิ่งใดอยู่...

 

มีเพจแล้วนะคะ ^___^

ติกาหลัง

https://www.facebook.com/Tikalung/

#

 

แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น