facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

8th shoot : ผมก็แค่…อยากจะขอโทษ

ชื่อตอน : 8th shoot : ผมก็แค่…อยากจะขอโทษ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ธ.ค. 2561 21:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
8th shoot : ผมก็แค่…อยากจะขอโทษ
แบบอักษร

8th shoot

ผมก็แค่…อยากจะขอโทษ




โลกรอบๆตัวที่เคยสดใสของผมดูหม่นหมองลงไปถนัดตา ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าผมกับพี่ศรเรายังดีต่อกันอยู่เลย พี่ศรดูเหมือนจะยอมยิ้ม ยอมเล่นกับผมมากขึ้นแล้วแท้ๆ แต่เพราะความงี่เง่าของผมเองนี่แหละถึงทำให้เรื่องทั้งหมดมันกลับมาแย่ลงอีกครั้ง คราวนี้เหมือนจะแย่ลงกว่าเดิมซะอีก

เฮ้อ! เกิดมาเพื่อดีแต่สร้างเรื่องจริงๆนะไอ้ปุณย์

ตอนนี้ผมค่อยๆก้าวเท้าเดินขึ้นบันไดด้วยอาการคอตกและสีหน้าที่เซงกับชีวิตสุดๆไปเลย พอจบเหตุการณ์วุ่นๆที่หน้าคณะเมื่อตอนเย็นผมก็ไม่ได้เจอหน้าพี่ศรอีกเลย ตอนแรกคิดว่าจะลองเดินตามพี่ศรไปเผื่อว่าจะได้ขอโทษ แต่คิดไปคิดมาดูจากอารมณ์พี่ศรตอนนี้ผมว่ายังไม่ควรตามไปดีกว่าเพราะยังไงซะผมก็ต้องเจอกับพี่ศรอยู่แล้ว

“…”

แต่เหมือนจะผิดคาด ตอนนี้ผมกำลังยืนกวาดสายตาไปรอบๆห้องที่ว่างเปล่าหลังจากกดเปิดสวิตช์ไฟจนสว่างไปทั่วห้องแล้ว ภาพที่เห็นคือตอนนี้ไม่มีใครอีกคนหนึ่งที่เป็นรูมเมทผมอยู่ในห้องเลย

“พี่ศรยังไม่กลับมาอีกเหรอ คงจะโกรธเรามากแน่ๆเลย เฮ้อออ!” ถอนหายใจกับตัวเองอยู่อีกหลายครั้งก่อนจะฝืนตัวพาร่างกายที่แทบจะไม่อยากออกแรงก้าวเดินมาหยุดนั่งลงที่โต๊ะอ่านหนังสือตรงปลายเตียง มองไปยังโต๊ะอีกตัวหนึ่งที่อยู่ริมสุด ข้าวของทุกอย่างยังกระจัดกระจายและดูรกเหมือนอย่างเดิม ผมมาอยู่ห้องเดียวกับพี่ศรมาจะสองเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่เคยเข้าไปที่โต๊ะนั้นใกล้ๆสักที ก็ใครจะไปกล้ากันเล่าก็พี่ศรน่ะดุจะตาย

จะว่าไปยังไงซะตอนนี้พี่ศรก็ยังไม่กลับมานี่น่า คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งถ้าผมจะขอแอบดูโต๊ะอ่านหนังสือที่พี่ศรชอบนั่งบ้าง พี่ศรน่ะชอบอ่านหนังสือจริงๆนะ ผมเห็นพี่ศรนอนดึกทุกคืนเลย ไม่ว่าจะช่วงสอบหรือเวลาปกติก็เห็นพี่ศรอ่านหนังสือตลอด ท่าทางจะชอบจริงๆนั้นแหละ เกิดมาก็พึ่งจะเคยเห็นคนที่ชอบอ่านหนังสือเรียนมากขนาดนี้ เอ๊ะหรือว่า…ที่พี่ศรอ่านทุกคืนนะไม่ใช่หนังสือเรียน?

“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่น่า” พอเข้ามาดูใกล้ๆก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลย บนโต๊ะก็มีแค่โน๊ตบุ๊คที่ถูกพับหน้าจอปิดไว้ มีพวกกองหนังสือเรียนอยู่สองสามเล่มกับเอกสารเกี่ยวกับการเรียนอีกกองใหญ่ หนังสืออะไรแปลกๆไม่ค่อยจะมียกเว้นอยู่ก็แค่หนังสือเล่มเล็กอยู่เล่มหนึ่งที่ไม่เข้าพวกถูกวางทับไว้ด้านล่างสุดของกองหนังสือ ผมอดที่จะหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความสงสัยไม่ได้จนเมื่อลองได้หยิบขึ้นมาดูใกล้ๆถึงได้รู้ว่ามันคือ อัลบั้มรูป

สิ่งที่ผมเห็นหลังจากนั้นคือภาพของพี่ศรกำลังอยู่ในชุดยิงธนูที่สำหรับผมแล้วมันเป็นอะไรที่เท่สุดๆเลย ทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่างๆรวมไปถึงคันธนูสีแดงสดที่ผมเห็นพี่ศรใช้ประจำในแทบจะทุกการแข่งขัน ทุกๆอย่างมันช่างผสมกลมกลืนจนทำให้พี่ศรที่กำลังฉีกยิ้มกว้างอยู่ในภาพตอนนี้ดูหล่อสุดๆไปเลย

“ก็เห็นอยู่ชัดๆว่าตัวเองนะยิ้มกว้างแค่ไหน” พูดจบผมยู่หน้าใส่พี่ศรในภาพที่ตอนนี้ยิ้มกว้างแบบสุดๆอย่าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมว่าที่พี่ศรแกล้งฉีกยิ้มใส่ผมที่โรงอาหารก่อนหน้านี้ก็ว่ายิ้มกว้างมากๆแล้วนะ ในรูปนี้ยิ้มกว้างกว่าอีกแถมยังเป็นยิ้มที่มาจากข้างในจริงๆด้วย ดูก็รู้ว่าพี่ศรในรูปต่างๆเหล่านี้น่ะกำลังมีความสุขมากแค่ไหน ดูก็รู้ว่ากีฬายิงธนูน่ะมันทำให้พี่ศรมีความสุขมากขนาดไหน

ผมใช้เวลากับการพลิกดูรูปของพี่ศรในอัลบั้มรูปนั้นอยู่นานแค่ไหนก็ไม่รู้ จำได้แค่ว่าผมพลิกดูแล้วทั้งขำและยิ้มให้กับภาพพวกนั้นอยู่นานมาก และความทรงจำอันเลือนลางหลังจากนั้นคือผมเก็บอัลบั้มรูปนั้นกลับเข้าที่เดิม ก่อนที่จะเลือกนั่งรอพี่ศรที่โต๊ะอ่านหนังสือของตัวเอง รอจนดึกแค่ไหนก็ไม่รู้และดูเหมือนผมจะเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัวด้วย จนกระทั่งตอนนี้ผมได้ยินเสียงกุกกักเหมือนใครกำลังทำอะไรอยู่ในห้องผมถึงรู้สึกตัวขึ้นมา

“ฮือออ…พี่ศรเหรอครับ” ผมถามออกไปด้วยอาการงัวเงียอย่างคนที่ถูกปลุกจากฝันดี พยายามหรี่สายตาที่ยังปรับตัวเข้ากับแสงไฟที่สาดส่องมาตกกระทบได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก มองไปยังต้นเสียงที่ดังออกมาก็พบว่าเป็นพี่ศรจริงๆ

“พี่กลับมาแล้วเหรอครับ ผมนึกว่าพี่จะโกรธผมจนไม่กลับมาที่ห้องอีกแล้วซะอีก” ผมรีบลุกปรี่ขึ้นมาถามพี่ศรด้วยความดีใจ แต่ดูเหมือนใครอีกคนจะไม่สนใจผมเอาซะเลย เขายังคงก้มหน้าก้มตาเหมือนจะหยิบอะไรบางอย่างต่อไปไม่ได้สนใจผมเลย

“คือ…พี่ศรครับ วันนี้…ที่ผมไปหาพี่เบสทั้งๆที่สัญญากับพี่ไปแล้วว่าจะไม่ไปหาพี่เขาอีก คือผม…ขอโทษนะครับ”

“…” ถึงจะพูดขอโทษออกไปแบบนั้น แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็ยังคงเป็นความเงียบเหมือนเดิม พี่ศรคงจะโกรธผมแน่นอนแล้วละ แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะยังไงผมก็ยังอยากจะขอโทษ ยังอยากจะอธิบายให้พี่ศรรู้อยู่ดี ถึงแม้ว่าจะพูดออกไปแล้วพี่เขาอาจจะยังโกรธผมอยู่เหมือนเดิมก็ตาม

“ผมรู้ว่าที่ผมทำนะมันผิดพี่จะโกรธผมก็ได้ แต่ว่าที่ผมไปหาพี่เบสมันไม่ได้มีอะไรเกินเลยนะครับ ผมก็แค่อยากจะรู้ว่าทำไมพี่ถึงเลิกยิงธนูผมก็เลยจะไป…ถามพี่เบสแค่นั้นเอง”

“….” มาถึงตอนนี้พอผมพูดจบพี่ศรดูเหมือนจะหยุดนิ่งชะงักไปชั่วขณะ

“พะ…พี่ศรครับ”

หมับ!

จนกระทั่งอีกฝ่ายหันกลับมาด้วยความเร็วจนผมแอบตกใจ มือหนาของอีกคนจับและบีบเข้าที่ต้นแขนของผมเต็มแรงจนรู้สึกเจ็บ สายตาคมถูกส่งออกมาจากใบหน้านิ่งๆของพี่ศรที่ตอนนี้น่ากลัวชะมัด ตอนนี้พี่ศรกำลังมีท่าทางที่ดูโกรธผมมากๆเลย มันน่ากลัวจนผมเริ่มจะตัวสั่นหน่อยๆแล้วนะ

“ผะ…ผมเจ็บ…ฮึก” ไม่ได้ตั้งใจจะร้องไห้หรือทำตัวอ่อนแอ แต่แรงบีบที่ต้นแขนตอนนี้น่ะมันเจ็บจริงๆแถมพี่ศรตอนนี้ยังน่ากลัวมากๆเลย ผมอยากจะเข้มแข็ง ไม่อยากจะร้องไห้หรอกแต่ไอ้เจ้าน้ำตาเจ้ากรรมเนี่ยสิมันดันไหลออกมาเอง

“เมื่อไหร่มึงจะเลิกทำตัวแบบนี้สักที”

“คือผม…”

“กูบอกมึงแล้วใช่ไหมว่าให้เลิกยุ่งกับเรื่องพวกนี้สักที กูเลิกก็คือเลิก มึงเองก็ควรเลิกยุ่งกับเรื่องของกูสักที”

“แต่พี่กำลังหลอกตัวเองอยู่นะครับ ทำไมผมจะไม่รู้ว่าพี่ยังอยากจะกลับไปยิงธนูอยู่ ทำไมผมจะไม่รู้ว่าตอนที่ได้ยิงธนูพี่น่ะมีความสุขมากแค่ไหน”

“เหรอวะ? มึงจะมารู้ดีกว่ากูได้ยังไง ตัวกูเองยังไม่รู้เลยว่ากูมีความสุขจริงๆหรือเปล่า แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่มึงจะต้องมายุ่ง เลิกยุ่งกับกูซะ เลิกสนใจเรื่องพวกนี้ด้วย ส่วนเรื่องไอ้เบสกูจะเตือนมึงครั้งสุดท้ายว่าให้เลิกยุ่งกับมันซะ มันไม่ใช่คนดีแบบที่มึงคิดหรอก”

“ผมไม่เห็นว่าพี่เบสเขาจะไม่ดีตรงไหน ผมเห็นมีแต่พี่นั้นแหละที่ทำเกินไป”

“ที่มึงพูดมามึงรู้ตัวบ้างไหมว่าไอ้เบสมันกำลังจะทำอะไร มันกำลังจะจูบมึง ถ้ากูไม่เข้าไปขว้างไว้ซะก่อนป่านนี้มึงโดนมันจูบไปแล้ว”

“…” จะ...จูบเหรอ งั้นก็แสดงว่าที่พี่เบสให้ผมหลับตาเมื่อวานนี้ก็เพื่อที่จะจูบผมเหรอ

“หึ! รู้แล้วก็เลิกยุ่งกับมันซะ ไอ้เบสมันก็แค่หลอกมึงเทานั้นแหละ มันไม่รู้หรอกว่ากูเลิกยิงธนูเพราะอะไร ไม่มีใครรู้ทั้งนั้น กูเลิกกูก็แค่เบื่อ กูอยากเลิกกูก็เลิกมึงพอใจยัง รู้แล้วก็เลิกยุ่งกับกูซะ”

“ไม่จริง ผมไม่เชื่อพี่หรอก ผมรู้ว่าสำหรับพี่การยิงธนูมันคือชีวิตของพี่ พี่เกิดมาเพื่อมัน พี่มีความสุขขนาดไหนพี่ก็รู้อยู่แก่ใจ ขนาดผมที่แอบเฝ้ามองพี่อยู่ห่างๆผมยังมองออกเลย แล้วผมก็ไม่เชื่อด้วยว่าพี่…อื้อออ” เสียงของผมขาดหายไปพร้อมกับดวงตาที่ยังมีคราบน้ำตาติดอยู่เบิกกว้างขึ้น สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะริมฝีปากอุ่นร้อนของใครอีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประกบลงมาที่ริมฝีปากผมอย่างไม่ทันตั้งตัว แรงดูดดึงและข้อมือหนาที่เลื่อนมาจับเข้าที่แก้มของผมทั้งสองข้างทำให้ผมขยับหนีไปไหนไม่ได้เลย

“อือออ…”  ผมพยายามดิ้นรนและร้องประท้วง พยายามทุบไหล่ของใครอีกคนเพื่อให้ปล่อยผมสักทีไม่งั้นได้ขาดอากาศหายใจตายแน่ๆ จนกระทั่งใครอีกคนยอมที่จะถอนริมฝีปากอุ่นร้อนออกไป

“พี่ทำแบบนี้ทำมัย พี่มันเลวที่สุดเลย”  พอตั้งตัวได้ผมรีบออกแรงผลัดหน้าอกพี่ศรให้ออกห่าง

“ทีนี้มึงรู้หรือยังว่ากูมันเลวขนาดไหน ต่อไปก็เลิกยุ่งกับกูได้แล้ว”  พูดจบใครอีกคนก็เดินออกจากห้องไป ไม่ลืมที่จะปิดประตูเสียงดังใส่ผมที่ยืนมองตามด้วยสายตาไม่เข้าใจอยู่ด้วย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพี่ศรกำลังโกรธอยู่หรือยังไงกันแน่ รู้แค่ว่าตอนนี้ผมน่ะเสียใจมากๆเลย แล้วก็ไม่ชอบพี่ศรที่เป็นแบบนี้ด้วย

“ฮึก…” ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้อยากจะร้องไห้ ไม่ได้อยากจะเป็นคนอ่อนแอ แต่น้ำตามันก็ไหลออกมาเองอยู่นั้นแหละ พยายามห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ ห้ามตัวเองไม่ให้สะอึกสะอื้นออกมา แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลยสักนิด ตอนนี้ผมก็เลยต้องมาอยู่ในสภาพที่นั่งกอดเข่าตัวเองร้องไห้อยู่ที่ปลายเตียงแบบนี้

หรือว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันจะเป็นเพราะผมเอง หรือว่าทุกอย่างมันอาจจะดีกว่านี้ถ้าผมไม่เลือกที่จะมาที่นี่ตั้งแต่แรก

ครืดดด…

เป็นอีกครั้งที่ผมต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงรบกวนจากรอบข้าง คราวนี้เป็นเสียงสั่นของมือถือที่ผมวางไว้บนเตียง เมื่อคืนนี้หลังจากที่เกิดเรื่องกระทบกระทั่งกับพี่ศรแล้ว ผมนั่งร้องไห้อยู่นานจนรู้สึกง่วงแล้วก็เลยเผลอหลับไปที่ปลายเตียงในท่าเดิมที่นั่งร้องไห้ ตอนนี้รู้สึกช้ำที่ตามากๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องตาบวมแน่เลย

ครืดดด…

เสียงสั่นของมือถือดังขึ้นอีกครั้งดึงความสนใจของผมให้มองไปที่เจ้ามือถือที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่ ไม่รอช้าผมหยิบมันชึ้นมารับสายทันที

“ฮัลโหลครับ”

(Hi… ว่าไงครับคุณปุณากรณ์) เสียงจากปลายสายตอบกลับมา

“ใครครับ”

(แหมแค่นี้จำเพื่อนไม่ได้ แยกกันที่หมอชิตเดือนสองเดือนที่แล้วนี่เองนะลืมกูแล้วเหรอ)

“ไอ้เชี่ยปัญ!” พูดจากวนๆแบบนี้มีไม่กี่คน ไอ้ปัญเพื่อนสมัยมัธยมของผมแน่ๆ พอผมลองที่จะเอามือถือที่แนบหูอยู่ตอนนี้มาดูก็พบว่าเป็นชื่อของมันจริงๆด้วย

(เออ เรียกกูเพราะแบบนี้แสดงว่าจำกูได้แล้วสินะ)

“อืม จำได้แล้ว หายไปไหนมาเนี่ยไม่เห็นติดต่อกูมาเลย”

(โห…อย่าให้พูดเลย มอกูแม่งกิจกรรมเยอะสัสๆแล้วยังบังคับเข้าอีก กูไม่มีเวลาทำห่าอะไรเลย ว่าแต่กูหายมึงก็หายไปเลยไม่ติดต่อกูบ้าง มึงได้ติดต่อไอ้ไพร์บ้างไหมวะ)

“ไม่อะ ไม่ได้ติดต่อเลย มันเรียนหมอคงยุ่งๆมั้ง”

(เออช่างมันก่อน ว่าแต่มึงไปเรียนที่นั้นเป็นยังไงบ้างวะ ได้เจอพี่ศรอะไรนั้นของมึงหรือยัง)

“อือ เจอแล้ว”

(เหรอๆแล้วเป็นไงบ้าง ได้เรียนคณะเดียวกันคงถูกใจมึงละสิท่าแบบนี้มีความสุขตายเลยละสิ)

“ก็ดี” ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆให้กลับตัวเอง ดีที่ไหนกันละถ้าดีคงไม่ต้องมาร้องไห้จนตาบวมแบบนี้หรอก

(ดีแล้วๆกูจะได้สบายใจ แอบเป็นห่วงมึงเหมือนกันนะเนี่ยว่าจะโทรมาหาตั้งหลายทีแล้ว เห็นมึงสบายดีกูก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว มึงอย่าลืมนะไอ้ปุณย์ว่ามึงเป็นคนตัดสินใจจะไปเรียนที่นั้นเองแล้วกูก็เชื่อว่ามึงคิดดีแล้ว ถ้าเกิดว่ามึงไปแล้วดีมันก็ดีไป แต่ถ้าไปแล้วมันไม่ดีหรือไม่ใช่มึงก็ไม่ต้องไปเครียดหรือกดดันตัวเองนะ เป็นตัวของตัวเองไปเหอะ ไม่รู้ว่ามึงจะรู้ไหม มึงน่ะน่ารักเวลาที่เป็นตัวเองนะ เพราะฉะนั้นกูก็จะบอกมึงว่าให้เป็นตัวมึงเองนั้นแหละดีที่สุดแล้ว)

“…”

(เงียบทำไมวะ เออๆ ถ้างั้นกูไม่กวนมึงแล้ว ไว้เจอกันนะมึงเดี๋ยวกูไปหา ไปแล้วบาย!)

ตึด…ตึด แล้วสายก็ตัดไป

เป็นตัวของตัวเองงั้นเหรอ จริงสินะ ในวันแรกที่ผมเห็นพี่ศรในหน้าจอทีวีวันนั้น คนที่ผมชอบ คนที่ผมอยากจะมาหาน่ะมันคือพี่ศรไม่ใช่เหรอ มันก็จริงนั้นแหละว่าพี่ศรเวลายิงธนูแล้วมันเท่สุดๆไปเลย แต่ถึงอย่างนั้นชีวิตนี้มันก็เป็นของพี่เขานี่ มันก็คงจะไม่ผิดอะไรถ้าพี่เขาจะเลิกยิงธนูไปแล้ว สิ่งที่ผมควรทำมันไม่ใช่การที่จะมานั่งหาคำตอบว่าทำไมพี่ศรถึงเลิกยิงธนู ไม่ใช่การที่ทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้พี่ศรกลับมายิงธนู ไม่ใช่การที่จะไปคอยตั้งคำถามกับพี่เขา สิ่งที่ผมควรทำนะคือการเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่พี่ศรเลือกไม่ใช่เหรอ

แต่ถึงจะคิดได้แบบนั้น ตอนนี้ทุกๆอย่างมันก็คงจะสายเกินไปแล้ว เป็นเพราะผมเองนั้นแหละที่ทำให้ทุกอย่างมันพังถึงขนาดนี้ ชีวิตของพี่ศรคงจะดีอยู่แล้ว ไม่สิ! มันคงจะดีกว่านี้ถ้าไม่มีผมเข้ามาในชีวิตของพี่เขา ถ้าการที่ผมเลือกมาที่นี้ก็เพื่อมาเห็นพี่ศรยิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้ง แต่ในเมื่อทุกอย่างมันไม่เป็นแบบนั้นแล้วและการที่มีผมอยู่มันจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม คำตอบมันก็คงจะชัดเจนอยู่แล้วว่าผมควรจะไป

แต่ก่อนจะถึงวันนั้นผมอยากจะบอกคำว่าขอโทษพี่ศรสักครั้ง ซึ่งมันก็คงจะเป็นไปได้ยากเพราะพี่ศรคงจะโกรธผมมาก เมื่อคืนนี้พี่ศรไม่ได้นอนที่นี้ ตอนนี้เช้าแล้วพี่ศรก็ไม่ได้กลับมาที่ห้อง แค่นี้ก็รู้แล้วว่าพี่ศรโกรธผมมากแค่ไหน แค่นี้ก็รู้แล้วว่าผมน่ะไม่ควรจะอยู่ที่นี่เพื่อสร้างปัญหาให้พี่เขาอีกต่อไป

หลายนาทีต่อมา เสื้อผ้าบนตัวผมถูกเปลี่ยนเป็นชุดนิสิตตัวใหม่แทนตัวเดิมที่ใส่ข้ามคืนมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว หนังสือเรียนของวิชาที่ต้องเรียนในวันนี้ถูกจัดลงกระเป๋าเป้ใบเดิมที่ผมสะพายไปเรียนทุกวัน สิ่งที่ต่างจากทุกวันคือนมช็อกโกแลตกับขนมปังที่ผมซื้อมาไว้เมื่อวันก่อน มันไม่ใช่ของผมหรอกครับแต่เป็นของใครอีกคนที่ไม่ได้กลับห้องมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้ต่างหาก ไม่รู้ว่าพี่ศรจะได้นอนบ้างไหม จะได้อาบน้ำจะได้กินอะไรแล้วหรือยัง พกติดตัวไว้เผื่อเจอหน้าพี่เขาจะได้เอาให้อีกคนกินรองท้องไว้ก่อนได้

“ถึงพี่จะโกรธผม จะเกลียดผมแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ก่อนที่ผมจะไปขอแค่ให้ผมได้ขอโทษพี่แค่นั้นผมก็พอใจแล้วครับ”

วันทั้งวันเวลาที่ว่างจากการเรียนเช่นพักเที่ยงหรือแม้แต่ตอนเลิกเรียนผมมัวแต่วุ่นอยู่กับการตามหาพี่ศร ที่ที่ผมตามหาก็มีแค่ตึกคณะตัวเองเท่านั้นเพราะไม่รู้ว่าจะไปตามหาพี่ศรที่ไหนได้อีก ก็ผมเองน่ะยังแทบจะเอาตัวไม่รอดเลยเวลาออกนอกเขตคณะของตัวเองถ้าให้ไปลองเดินตามหาพี่ศรที่อื่นกลัวว่านอกจากไม่เจอพี่ศรแล้วผมยังจะไปก่อเรื่องให้คนอื่นวุ่นวายไปซะอีก สุดท้ายก็ไม่เจอพี่เขาเลย ตอนนี้ทั้งขนมปังทั้งนมที่คิดว่าจะเอาไปให้พี่ศรเป็นการขอโทษก็ต้องมาจบลงด้วยการที่ผมต้องเป็นคนกินมันเอง

“เฮ้อ! พี่คงจะโกรธผมมากสินะครับ แต่ยังไงพี่ก็ควรจะห่วงตัวเองบ้างนะ เล่นหายไปจะสองวันแบบนี้อย่างน้อยๆก็ควรจะห่วงตัวเองบ้าง”  บ่นกับตัวเองคนเดียวในห้องก่อนจะกัดเจ้าขนมปังที่คิดว่าจะให้พี่ศรทีเดียวทั้งชิน

แกรก!

จนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้ผมต้องรีบกลืนขนมปังที่ยังเคี้ยวไปไม่กี่ทีลงคอ ตอนนี้ดวงตาผมเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัวเพราะคนที่เปิดประตูเข้ามานะคือพี่ศร! พี่เขากลับมาห้องแล้ว

“พี่กลับมาแล้วเหรอครับ” ผมรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้น แต่ถึงจะถามออกไปแบบนั้นใครอีกคนก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเลย ใครอีกคนดูเหมือนจะโทรมขึ้นเป็นกองเลย ใบหน้าหล่อๆกับคิ้วเข้มยังคงขมวดเข้าหากันแน่นอย่างที่พี่ศรชอบทำเวลาหงุดหงิด ผิวขาวเนียนของใครอีกคนตอนนี้มีแต่รอยหมอกคล่ำและฝุ่นเกรอะ ไม่รู้ว่าพี่ศรหายไปตั้งแต่คืนก่อนจนถึงตอนนี้พี่ศรไปไหนมากันแน่แต่ผมน่ะคงจะไม่ถามหรอกเพราะแค่นี้ก็สัมผัสได้ถึงความหงุดหงิดจากอีกคนแล้ว

“พี่กินข้าว…” แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ห้ามความห่วงใยที่มีต่ออีกคนไม่ได้อยู่ดี ถามออกไปยังไม่ทันจะหมดประโยคพี่ศรก็คว้าเอาผ้าขนหนูจากตู้เสื้อผ้าแล้วเดินผ่านผมไปทางห้องน้ำทันที ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับอากาศธาตุเลยสักนิด

แล้วความกดอากาศต่ำก็ก่อตัวขึ้นภายในห้องอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิดเลย พี่ศรถึงจะยอมกลับมาที่ห้องแล้วแต่พี่เขาก็ทำตัวเหมือนกับวันแรกที่ผมเข้ามาอยู่ที่นี่ไม่มีผิด ใครอีกคนทำเหมือนกับว่าไม่มีผมอยู่ในห้องนี้อีกคนอย่างไงอย่างนั้น

“พี่ทำอะไรอยู่เหรอครับ” แต่ผมไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกนะ เริ่มจากการถามคำถามง่ายๆก่อนแล้วกัน แต่ก็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิดพี่ศรก็ยังนิ่งเงียบเหมือนเดิม ยอมรับว่ามันทำให้ผมหน้าเสียไม่น้อยที่ต้องพูดคนเดียวยิ้มคนเดียวแบบนี้

“พี่ศรขยันจังเลยนะครับ เห็นอ่านหนังสือเรียนตลอดเลยผมถ้าผมขยันได้แบบพี่บ้างก็คงจะดี ผมน่ะอ่านหนังสือเรียนทีไรก็ง่วงจะหลับทุกที แย่จังเลยเนอะ ฮ่าๆ…”

“…”  และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมต้องพูดคนเดียว ถามเอง ตอบเองและจบท้ายด้วยการหัวเราะแห้งๆไปคนเดียว ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยจริงๆ มันอึดอัดชะมัดให้พี่ศรด่าผมซะยังจะดีกว่าอย่างน้อยๆก็ยังไม่ได้เงียบจนน่าอึดอัดแบบนี้

“พี่กินอะไรมาหรือยังครับผมต้มมาม่ามาให้ด้วยครับ นี่ครับ” มาม่ารสหมูสับแบบถ้วยคัพที่ผมชอบกินถูกยื่นไปให้ใครอีกคนตรงหน้าที่กำลังก้มหน้าก้มตาเหมือนกำลังค้นหาข้อมูลอะไรบางอย่างในคอมพิวเตอร์ กลิ่นมาม่าตอนนี้น่ะหอมมากๆเลย พี่ศรหายไปทั้งวันไม่รู้ได้กินอะไรมาหรือยังตอนนี้คงจะหิวแย่

“พี่กินสิครับ มาม่ารสนี้อร่อยนะครับ ยิ่งถ้ากินตอนร้อนๆจะอร่อยมากเลย”

“ไม่กิน”

“กินเถอะครับ รองท้องไว้สักหน่อยก็ยังดี พี่น่ะหายไปทั้งวันเลยผมเป็นห่วง….”

“ก็กูบอกว่าไม่กินไง”

“โอ้ย!...ซืด…!” มาม่ารสโปรดที่ผมอุตส่าห์ต้มให้อีกคนด้วยวามเป็นห่วงถูกมือหนาปัดจนกระเด็นตกลงไปเกลื่อนพื้น น้ำร้อนจากในถ้วยกระเด็นมาโดนมือผมจนรู้สึกร้อนแสบ พี่ศรเหมือนจะนิ่งไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ผมก็ไม่ได้สนใจพี่เขามากเพราะสิ่งที่ควรทำตอนนี้คือคงจะต้องเก็บกวาดเศษมาม่าที่เลอะเต็มพื้นก่อน

ระหว่างที่ผมกำลังทำความสะอาดมืออีกข้างที่โดนน้ำร้อนลวกก็รู้สึกเจ็บชะมัด เจ็บจนสุดท้ายก็ต้องเก็บกวาดพื้นด้วยมือข้างเดียว ระหว่างนี้สัมผัสได้ว่าเหมือนมีสายตาของใครอีกคนกำลังลอบมองมาทางผมตลอด ผมไม่โกรธพี่ศรหรอกครับ ก็ผมทำตัวเองทั้งนั้นนี่เนอะ ถ้าพี่จะรู้สึกเกลียดผมผมก็คงจะไม่ว่าอะไร

“เก็บเรียบร้อยแล้วครับ ถ้าพี่ไม่ชอบมาม่าพี่จะกินอย่างอื่นไหมครับ ผมไปซื้อให้ก็ได้นะ”

ครืด…

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากพี่ศรเหมือนเดิม ใครอีกคนเพียงแค่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่แล้วหยิบกระเป๋าเงินทำท่าเหมือนจะเดินออกจากห้องไป

“พี่จะไปไหนเหรอครับ”

“…” เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา ผมรีบหยิบกระเป๋าเงินของตัวเองบ้างแล้วรีบเดินตามออกมาจนถึงหน้าห้อง

“พี่จะออกไปข้างนอกเหรอครับ งั้นผมขอไปด้วยนะครับ เผื่อมีใครไม่หวังดีมาดักทำร้ายพี่ผมจะได้ช่วย…อ๊ะ!” 

หมับ!

แรงบีบจากมือหนาบีบเข้าที่ไหล่ของผมทั้งสองข้างอีกแล้ว ถึงจะเคยโดนพี่ศรทำแบบนี้มาแล้วแต่มันก็ยังรู้สึกเจ็บมากๆเลย ตอนนี้ผมถูกดันตัวจนติดกับประตูห้อง ใบหน้าของผมกับพี่ศรอยู่ใกล้กันนิดเดียวจนสัมผัสลมหายใจของอีกคนได้เลย แต่สายตาคมที่มองมาก็ทำให้ผมกลัวจนไม่กล้าสบสายตา

“พอได้แล้ว มึงจะทำอะไรของมึงอีก จนถึงขนาดนี้มึงยังพูด ยังทำเป็นเล่นได้อีกเหรอ”

“คือ…ผม”

พลั่ก!

ยังไม่ทันได้พูดหรืออธิบายอะไรทุกอย่างก็จบลงด้วยการที่พี่ศรออกแรงผลักผมจนหลังชนประตูเสียงดังอีกครั้งแล้วก็เดินจากไป ทิ้งไว้แค่ผมที่ยืนลูบต้นแขนด้วยความเจ็บปวดไม่กล้าแม้แต่จะมองตามอีกคนที่พึ่งจะเดินจากไป

“ผม…ผมก็แค่ไม่ชอบอยู่แบบอึดอัดนี่น่า ก็แค่จะชวนคุยด้วยเท่านั้นเอง เผื่อว่าพี่จะหายโกรธผมบ้าง ฮึก…”  ผมเกลียดตัวเองชะมัดที่ควบคุมน้ำตาตัวเองไม่ได้เลย ตอนนี้มันก็ไหลออกมาอีกแล้ว สิ่งที่ผมเลือกที่จะทำต่อไปคือการนั่งลงกอดเข่าตัวเองร้องไห้ที่หน้าห้องเท่านั้น

ผมก็แค่อยากจะพูดคำว่าขอโทษกับพี่เท่านั้น อีกหน่อยพี่ก็ไม่ต้องทนหงุดหงิดกับผมอีกแล้ว ผมน่ะ…แค่อยากจะขอโทษพี่ก่อนที่ผมจะไปแล้วก็แค่นั้นเอง

“ฮึก…”  ทั้งๆที่อยากจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น แต่สุดท้ายกลับต้องมานั่งกอดเข่าตัวเองร้องไห้อยู่แบบนี้

“อ้าวไอ้ปุณย์ มึงมานั่งหน้าห้องทำอะไรคนเดียววะ เดี๋ยวยุงก็กัดเอาหรอก”

“หือ…”  จนกระทั่งเสียงใครอีกคนร้องถามขึ้นมาผมถึงได้เงยหน้าขึ้นมอง “พี่แทน…”

“นะ…นี่มึง…มึงเป็นอะไรทำไมถึงตาแดงจังวะ นี่มึงร้องไห้เหรอ?”

“…”  ผมไม่ได้ตอบอะไร หลักฐานที่หน้าและขอบตาของผมคงจะมัดตัวจนเกินจะปฏิเสธ สุดท้ายก็ต้องก้มหน้าฟุบลงกอดเข่าตัวเองตามเดิม

“ใครทำอะไรมึงวะ ไอ้ศรใช่ไหม ไอ้เชี่ยศรแน่ๆเลยที่ทำมึงร้องไห้ เชี่ยแม่ง! เดี๋ยวกูไปอัดมันให้”

“พี่แทนอย่า!” ผมรีบโผลเข้ากอดเอวของพี่แทนที่นั่งลงข้างๆผมได้ไม่นานก็ทำท่าจะพรวดพราดลุกขึ้นไปหาพี่ศรจริงๆอย่างที่ไอ้พี่แทนมันพูด

“ทำไมละ มันรังแกมึงน่ะ กูจะไปอัดมันให้ ไม่ดีหรือไง”

“ไม่ครับ” ผมส่ายหน้าปฏิเสธ “ผมไม่ดีเองที่ไปทำให้พี่ศรโกรธ ผมผิดเองครับ พี่อย่าไปทำอะไรพี่ศรเลยนะผมไม่อยากให้ทั้งสองคนมีเรื่องกัน”

“เฮ้อ! ไอ้เชี่ยศรนี่ก็แม่ง อยู่กับเด็กกี่คนก็ไม่รอด ตอนแรกกูนึกว่ามึงกับมันจะอยู่ด้วยกันได้แล้วซะอีก กูยังไม่ได้พาไปกินเลี้ยงฉลองเลย สุดท้ายมันก็ก่อเรื่องจนได้”

“...” ผมไม่ได้ตอบอะไร ตอนนี้ไม่ได้กอดพี่แทนไว้อย่างเดิมแล้ว น้ำตาที่เคยไหลออกมาก็เริ่มหายไปทำให้ตอนนี้ผมกล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาและพูดคุยกับพี่แทนได้ตามปกติ

“คราวหลังถ้ามันแกล้งมึงอีกให้รีบมาบอกกูเลยนะ กูจะอัดมันให้เอง”

“ไม่เป็นไรแล้วละครับ” คราวหลังอะไรกัน อีกไม่กี่วันผมก็คงจะไม่ได้อยู่กวนใจพี่เขาแล้ว

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เออนี่กูมีขนมมาฝากด้วย กูไปแข่งบอลที่ต่างจังหวัดมา ขากลับก็เลยซื้อขนมมาฝากมึงเยอะแยะเลย”

“ขอบคุณครับ”

“เห็นขนมแล้วยิ้มได้เลยนะมึง กินไปเหอะ ตัวมึงเล็กจะตายอยู่แล้ว กินๆไปเยอะๆจะได้ตัวโตขึ้น” พูดจบพี่แทนก็ยื่นมือมาลูบหัวผมเล่น

ผมเองก็รับรับถุงขนมนั้นมาด้วยความขอบคุณ จริงๆถ้าจะให้ลองนึกย้อนดู ชีวิตของผมตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาเรียนที่นี่วันแรกผมคิดว่าทุกๆอย่างมันก็เป็นบทเรียนและเรื่องราวดีๆทั้งนั้น ผมโชคดีแค่ไหนที่ได้มาเจอคนดีๆตั้งหลายคน พี่แทนเองก็เป็นหนึ่งในคนดีๆเหล่านั้น ส่วนพี่ศรนะผมไม่ได้โกรธพี่เขาเลยสักนิด ผมเข้าใจและให้อภัยพี่เขาทุกอย่าง ไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าพรุ่งนี้หรือวันอื่นๆจะเป็นยังไง ผมก็คงจะขอเลือกที่จะเก็บความทรงจำดีๆที่เกิดขึ้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย





___________________

แอบสงสัยว่านี่คือนิยายฟีลกู๊ดจริงๆใช่ไหม  เอาน่าๆ ตอนหน้าจะหวานๆแล้วเราสัญญา ^^

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว