facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

6th Shoot : เริ่มแผนช่วยเจ้าชายน้ำแข็ง

ชื่อตอน : 6th Shoot : เริ่มแผนช่วยเจ้าชายน้ำแข็ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 26 พ.ย. 2561 00:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
6th Shoot : เริ่มแผนช่วยเจ้าชายน้ำแข็ง
แบบอักษร

6th Shoot

เริ่มแผนช่วยเจ้าชายน้ำแข็ง

หลายวันมานี้เรื่องที่พี่เบสพูดเอาไว้วนเวียนอยู่ในหัวผมแทบตลอดทั้งวัน โชคดีที่ช่วงหลายวันที่ผ่านมาผมเริ่มมีเรื่องต่างๆเข้ามาในหัวให้คิดมากขึ้นก็เลยไม่ต้องฟุ้งซ่านมากเท่าไหร่ ชีวิตวันๆของผมหมดไปกับการเข้าเรียนที่ดูเหมือนว่าจะเรียนหนักขึ้นทุกๆวัน ความโชคดีเดียวที่ผมมีตอนนี้ก็คงจะเป็นความเป็นนักกีฬากรีฑาของผมนี่แหละ มันทำให้ผมไม่ต้องเข้ากิจกรรมรับน้องหรือพวกเชียร์ต่างๆเพราะต้องมาซ้อมกีฬาแทน ถึงแม้เอาเข้าจริงๆมันแทบจะเหนื่อยและใช้เวลาในช่วงเย็นไปเยอะแทบไม่แตกต่างกันเลยก็ตาม แต่ถ้านับจากความวุ่นวายกับจำนวนคนแล้วผมก็คิดว่ามาซ้อมวิ่งน่าจะดีกว่าเข้ากิจกรรมเชียร์เยอะเลย

                “เตี้ย  ไอ้เด็กเตี้ย!”

                “คะ...ครับ” เสียงเรียกของพี่ศรทำให้สติของผมกลับมา รู้ตัวอีกทีพี่ศรหยุดเดินตอนไหนไม่รู้ ถ้าพี่ศรไม่ร้องทักผมคงเดินชนหลังพี่เขาไปแล้ว

                “เป็นอะไร กูเห็นมึงเดินเหม่อมาตลอดทาง” พี่ศรถาม

                “เปล่าครับ ก็แค่มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย”

                “ถึงแล้ว”

                “ครับ?”

                “ก็ถึงแล้วไง จำไม่ได้เหรอว่าวันนี้กูต้องไปธุระไปส่งมึงที่คณะไม่ได้”

                “อ๋อ...ครับ ผมลืมไปเลย” จริงสินะพี่ศรบอกผมไว้ตั้งนานแล้วนี่น่าว่าวันนี้พี่ศรเหมือนจะมีธุระต้องไปทำ จะเดินมาเป็นเพื่อนผมแค่ที่หน้าหอเท่านั้น

                “เลิกคิดมากได้แล้ว ตัวก็เตี้ยยังจะชอบทำหน้ามุ่ยอีก คิ้วมึงจะผูกกันเป็นปมอยู่แล้ว”

                “อะไรเล่า” ผมเบี่ยงหัวหลบเพราะพี่ศรไม่พูดเปล่า แต่ยื่นมือมายีหัวผมเล่นด้วย ผมยุ่งหมดแล้วเนี่ย

                “กูไม่รู้หรอกนะว่ามึงมีเรื่องอะไรให้คิด แต่กูอยากเห็นมึงเป็นแบบเดิมมากกว่านะ ตอนมึงยิ้มน่ารักกว่าตั้งเยอะ”

                “พี่ว่าอะไรนะครับ” ผมถามย้ำเพราะประโยคสุดท้ายพี่ศรพูดเสียงเบามากจนผมแทบจะไม่ได้ยิน สกิลการอ่านปากของผมก็ติดลบจนแทบจะวัดค่าไม่ได้ซะด้วย แต่ถึงถามไปแบบนั้นพี่ศรก็ไม่ได้ตอบอะไรมาเอาแต่ยิ้มอย่างเดียว

                “ว่าไงละครับ เมื่อกี้พี่พูดว่าอะไรผมได้ยินไม่ถนัด”

                “ไม่มีอะไรหรอก รีบไปเรียนไป เดี๋ยวสายนะ” 

                “…” 

                พูดจบใครอีกคนก็ส่งยิ้มให้ผมอีกครั้งก่อนจะกระชับกระเป๋าสะพายข้างสีดำที่พี่ศรสะพายไปไหนมาไหนด้วยทุกวันแล้วเดินไปอีกทาง ยอมรับว่าบรรยากาศโดยรอบระหว่างผมกับพี่ศรมันพัฒนาขึ้นมากจริงๆ พัฒนาในที่นี้คือในรูปแบบของพี่น้องนะครับ ก็แน่สิ มันจะพัฒนาแบบไหนได้ละ ก็ผมกับพี่ศรเราเป็นแค่รุ่นพี่ รุ่นน้องกันนี่ จะพิเศษกว่าคนอื่นก็แค่ผมเป็นน้องเมทของพี่เขาเท่านั้นเอง

                พักหลังๆมานี่ผมกับพี่ศรเราไปเรียนที่คณะและกลับบ้านพร้อมกันทุกวัน ดูเหมือนปีสองกับปีหนึ่งจะเรียนหนักกันคนละเรื่องเลย เพราะพี่ศรน่ะเป็นฝ่ายต้องมารอผมที่หน้าคณะทุกทีเลย จะมีก็แค่ช่วงหลังๆมานี่ที่ผมต้องไปฝึกที่ชมรมกรีฑาบ่อยๆทำให้เราไม่ค่อยได้กลับบ้านพร้อมกันเลย ตอนนี้ทุกๆอย่างมันกำลังไปได้ด้วยดี ถ้าไม่ติดที่ว่าคนเรื่องมากนั้นคือผมเอง

“พี่น่ะ กำลังมีความสุขจริงๆหรือเปล่านะ” ผมพูดกับตัวเองพลางมองตามแผ่นหลังของพี่ศรที่กำลังเดินหายไปอีกทาง  ที่ผมถามแบบนั้นก็เพราะว่าช่วงหลายวันมานี้ที่ผมไปฝึกซ้อมผมยังรู้สึกได้เลยว่าตัวเองน่ะมีความสุขมากแค่ไหนที่ได้เล่นกีฬาที่ตัวเองชอบ แล้วพี่ศรละ? ถ้าพี่เขาได้เล่นกีฬาที่ชอบจะมีความสุขมากแค่ไหน ถึงแม้พี่เขาจะบอกว่าตัวเองน่ะเลิกเล่น เลิกสนใจกีฬายิงธนูไปแล้ว แต่ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะว่าในแววตาพี่ที่มองไปยังสนามกีฬายิงธนูวันนั้นมันกำลังบอกว่าที่พี่พูดน่ะไม่เป็นความจริงสักหน่อย ถ้าอย่างนั้น ผมจะต้องช่วยพี่ให้ได้ ไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ผมจะช่วยให้พี่กลับมายิงธนูอีกให้ได้เลย

แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ มาถึงตอนนี้ผมจะช่วยพี่ศรยังไงยังไม่รู้เลย ก็ผมน่ะแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับปัญหาของพี่เขาเลยนะสิ แถมตอนที่ผมเข้าร่วมชมรมกรีฑาที่โรงเรียนเก่า ก็เอาแต่ฝึกซ้อมกับแข่งขันเพื่อให้ได้โควต้ามาเรียนที่นี้ซะด้วยสิ ความเคลื่อนไหวของพี่ศรผมก็ไม่ได้ติดตามเลย มารู้อีกทีพี่เขาก็เลิกยิงธนูไปแล้ว

“เฮ้ออออ! ผมจะทำยังไงดีนะ ปวดหัวแล้วนะเนี่ยยย!”

“...”

“...”

“เอ่อ...คือ...”  ฉะ...ฉิบหายแล้ว ลืมว่าตอนนี้อยู่ในห้องเรียนนี่หว่า เผลอตะโกนออมาซะเสียงดังเลยแถมตอนนี้ทุกสายตายังจ้องมองมาที่ผมคนเดียวอีก แต่นั้นก็ไม่เท่าสายตาของ...อาจารย์ที่กำลังมองมาทางผมตอนนี้

“นายปุณากรณ์!” เป็นไปตามคาดครับ น้ำเสียงเย็นชากับใบหน้าดุๆถูส่งมาที่ผมพร้อมกัน จากเดิมที่เป็นคนตัวเล็กเป็นลูกหมาอยู่แล้วตอนนี้ผมรู้สึกตัวลีบลงไปกว่าเดิมเป็นร้อยเท่าเลย  วันนี้ทั้งวันกำลังจะผ่านไปด้วยดีแล้วแท้ๆ มาตายเอาตอนคาบบ่ายนี่แหละนะผมเนี่ย

และหลังจากนั้นผมก็ถูกอาจารย์จัดการไปชุดใหญ่พอสมควรจนกระทั่งตอนนี้ถึงเวลาเลิกเรียนแล้วเพื่อนๆยังไม่เลิกมองมาทางผมเลย ไอ้มองน่ะมันไม่เป็นอะไรหรอกครับถ้าไม่ติดว่าทุกคนที่มองน่ะเขาแอบขำไปด้วยนี่สิ

โอ้ย! น่าอายชะมัด

“ปุณย์แกเป็นอะไรของแกอยู่ดีๆก็ตะโกนขึ้นมา” เจนเดินเข้ามายืนข้างผมที่ตอนนี้พยายามยกหนังสือขึ้นบังหน้าเอาไว้ก่อนจะถามขึ้น

“เอ่อ...เผลอคิดอะไรเพลินๆไปหน่อยนะ”

“ก็ท่าจะเพลินจริงๆนั้นแหละ เพลินจนแกลืมตัวร้องออกมาดังลั่นห้องขนาดนั้น”

“...”

“แล้วนี่เลิกเรียนแล้วแกไปไหนต่อ ไปกินข้าวเย็นด้วยกันไหม”

“คือว่า...” 

                “ลังเลแบบนี้จะปฏิเสธฉันใช่ไหมละ”

                “อืม ขอโทษนะพอดีเย็นนี้เรามีที่ที่จะต้องไปหน่อยนะ”

                “ว้า! น้อยใจนะเนี่ย ยายเจสสิก้าก็ไปกับหนุ่มๆของนาง แกก็ไม่ว่างอีกสงสัยฉันจะต้องกลับไปต้มมาม่ากินที่หอแทนเพราะไม่มีเพื่อนกินข้าวเลย”

                “เราขอโทษจริงๆนะเจน”

                “เฮ้ยไม่เป็นไร! แกไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย  ว่าแต่แกจะไปไหนเหรอ?”

                “...” ผมไม่ได้ตอบอะไรได้แต่ยิ้มแห้งๆให้เจนแทน ซึ่งก็ดูเหมือนเจนจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อด้วย

                “ความลับอีกแล้ว ไปกลับพี่ศรละสิ”

                “ไม่ใช่สักหน่อย”

“อ้าว! แล้วทำไมต้องหน้าแดง ก็เดี๋ยวนี้เห็นแกกับพี่ศรตัวติดกันจะตายนี่ มาเรียนก็มาด้วยกันจะกลับบ้านพี่ศรก็มาคอยรับ ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนละมั้งแกเนี่ย”

“บะ...บ้าเหรอ มะ..ไม่ใช้อย่างนั้นสักหน่อย”

“แนะๆ มาทำเป็นติดอ่าง ก็ได้ๆฉันไม่แซวแล้วแกไปเถอะ ระวังตัวด้วยละอย่าไปมีเรื่องเจ็บตัวอีกนะ”

“อืม”  ผมพยักหน้ารับคำก่อนที่จะต้องกลับมาทำหน้าเศร้ากับตัวเองอีกครั้ง พอนึกถึงเรื่องเจ็บตัวที่เจนพูดผมเองก็ยังรับประกันกับตัวเองไม่ได้เลยว่าวันนี้จะรอดไหม ก็ที่ที่ผมจะกำลังจะไปต่อจากนี่ก็คือ ‘ชมรมยิงธนู’ นะสิครับ ในเมื่อตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องช่วยพี่ศรให้ได้และการที่จะทำแบบนั้นได้ผมก็ต้องเริ่มขั้นแรกของแผนการด้วยการสืบความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพี่ศรกันแน่ ต่อให้ที่นั้นน่ากลัวหรืออันตรายแค่ไหนผมก็ต้องไป

ผมพยายามข่มใจอยู่นานกว่าจะตัดสินใจยอมก้าวเท้าเดินออกมาจากจุดเดิมที่ยืนอยู่ รู้สึกกล้าๆกลัวๆ จะหันหลังกลับอยู่หลายรอบแต่สุดท้ายผมก็บังคับตัวเองมาจนถึงที่ชมรมยิงธนูจนได้ เหตุผลเดียวที่ผมมาถึงที่นี่ก็คงจะไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากเรื่องของพี่ศร วันนี้ผมตัดสินใจแล้ว ตัดสินใจแบบแน่วแน่มากๆด้วยว่าจะต้องเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่างแล้วถ้าคิดจะช่วยพี่ศรจริงๆ อะไรสักอย่างที่ว่าถ้าจะเริ่มก็คงต้องรู้ก่อนว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นยังไงกันแน่ ทางเดียวที่ผมพอจะเห็นว่ามันจะทำให้ผมได้รู้ก็คือต้องมาหา...พี่เบส

แต่ถ้าคนเรามันเข็มแข็งได้ทุกเรื่องอย่างที่ใจคิดก็คงดีสินะ อย่างผมตอนนี้เนี่ยโคตรจะตรงข้ามกับที่ผมคิดอยู่ตอนนี้เลย

“ตื่นเต้นชะมัด”  พูดไปพลางลูบมือที่กำลังออกอาการสั่นขึ้นมาบ้างแล้ว

ภาพตรงหน้าคือชมรมยิงธนูที่ตอนนี้มีคนอยู่กันเยอะมากๆ ซึ่งผมไม่รู้จักใครสักคนเลย ยอมรับตามจริงว่านอกจากพี่ศรแล้วผมก็ไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับชมรมยิงธนูนี่เลย ทางมานี่ก็รู้เพราะมันเป็นทางผ่านไปหาอะไรกินหลังมหาวิทยาลัยพอดี แต่ถึงจะกลัวแล้วจะทำอะไรได้ละในเมื่อมาถึงนี่แล้วนี่น่า

“เอาวะไอ้ปุณย์มาถึงขั้นนี้แล้ว แกต้องกล้าเข้าไว้เพื่อพี่ศร ท่องเอาไว้เพื่อพี่ศรแกต้องทำให้ได้”  รวบรวมพลังความกล้าให้ตัวเองอยู่ครู่นึงผมก็ตัดสินใจก้าวเท้าเดินเข้าไปในตึกชั้นเดียวตรงหน้า ตึกที่มีป้ายติดไว้ว่า “ชมรมยิงธนู” แต่ในระหว่างที่เริ่มก้าวเท้าเดาอยู่นั้น

ตึก...โครม

เชี่ย!

“โอ้ย...เจ็บชะมัด”  จะเกิดอะไรขึ้นได้ละครับ ถ้าไม่ใช่ผมมัวแต่มุ่งมั่นจนไม่ทันได้มองว่าพื้นตรงหน้ามันเป็นพื้นต่างระดับ ความเด๋อที่มีติดตัวอย่างมหาศาลเลยทำให้ผมสะดุดล้มหน้าคะมำลงมานอนกองอยู่กับพื้นแบบนี้ โชคยังดีที่ผมใช้มือค้ำยันไว้ได้ทันไม่งั้นมีปากแตกแน่ๆงานนี้

“น้อง เป็นอะไรไหมครับ...มึง!”

“แก...เอ่อ...พี่!”  วันนี้คงจะเป็นวันซวยของผมจริงๆ สะดุดล้มยังไม่พอยังจะต้องมาเจอคนที่ผมไม่อยากเจอแล้วก็ไม่คิดว่าจะได้เจออีกแล้ว

ไอ้พี่ทอย!  ไอ้คนอันธพาลที่ทำร้ายผมวันนั้น ถึงตอนนี้ทั้งแผลที่พี่มันทำไว้กับผมแล้วก็ความโกรธที่ผมมีจะหายไปแล้วก็เถอะ แต่ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากจะเจอพี่มันอยู่ดี

“มึงมาทำอะไรที่นี่ไอ้เด็กปากดี”   ท่าทีของไอ้พี่ทอยก็ยังคงหาเรื่องอยู่แบบเดิม ทางทีดีผมไม่ยุ่งด้วยดีกว่า

“ไม่ใช่เรื่องของพี่”

“อ้าว! ไอ้เด็กนี่ กูก็แค่เป็นห่วงเห็นมึงมาล้มอยู่หน้าชมรมกูก็เลยถาม ดันมากวนกูกลับซะงั้น สรุปมึงมาทำอะไรที่ชมรมกูวะ”

“ผม...ผมก็แค่จะมาหาเพื่อน”

“เพื่อน?”  ไอ้พี่ทอยทำหน้าสงสัย

“เออ คนรู้จักนะ...ครับ”  ผมมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความลังเล ตอนนี้ท่าทีของอีกคนดู...ไม่ได้น่ากลัวเหมือนแต่ก่อน แต่นั้นก็ยังไม่ได้ทำให้ผมไว้ใจอยู่ดี แต่ยังไงซะในสถานการแบบนี้ผมควรจะทำตัวดีๆไว้ดีกว่า อย่างเช่นพูดจากับรุ่นพี่มีหางเสียงเป็นต้น

“ใครวะ”

“...”

“ไม่ตอบ  มึงยังโกรธกูเรื่องวันนั้นอยู่เหรอ” ผมเงยหน้าขึ้นมองเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดถึงเรื่องนี้อีก

“ก็...ต้องโกรธอยู่แล้วไหมละ”

“มึงจะโกรธก็ไม่แปลกหรอก...” เสียงของอีกฝ่ายขาดหายไปเพราะอยู่ดีๆไอ้พี่ทอยก็ยื่นมือมาแตะที่บ่าผมจนผมสะดุ้งแล้วเอียงตัวหลบแทบจะทันที

“...”

“ท่าจะโกรธกูจริงๆแฮะ เออๆ เอาเป็นว่ากูมันเหี้ยกูขอโทษแล้วกัน ต่อไปกูคงไม่ยุ่งกับมึงแล้วล่ะ ก็ไอ้เชี่ยเบสมันสั่งไว้ขนาดนั้น อีกอย่างกูก็ไม่ได้อะไรกับมึงแล้ว คิดซะว่ามึงมันก็แค่ไอ้เด็กกวนๆคนหนึ่ง”

“นี่พี่ไม่ได้หลอกด่าผมใช่ไหม” ถามไปแบบนั้นแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยักไหล่ให้ผมอย่างกวนๆเท่านั้น กวนประสาทชะมัด!

“ว่าแต่กูถามมึงได้ไหมว่าคนที่มึงมาหาเป็นใคร”

“ก็...พะ...พี่เบส”

“หึ! กูว่าละ เห็นไอ้เบสมันสั่งไว้ว่ามึงจะต้องมาหามัน คิดอยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นมัน”

“พี่เบสพูดแบบนั้นเรอครับ หมายถึงพี่เบสรู้เหรอครับว่าวันนี้ผมจะมา” นั้นสิ! พี่เบสจะรู้ได้ยังไง ก็ในเมื่อเจอกันครั้งล่าสุดก็ตอนที่เจอกันบนตึกคณะ วันนี้ผมก็ไม่ได้บอกใครเลยนะว่าจะมาที่นี่

“เปล่าหรอก มันไม่รู้หรอกว่าวันนี้มึงจะมา แต่มันก็เคยพูดไว้นะว่าสักวันมึงจะมาหามัน ตอนแรกกูก็ไม่เชื่อหรอก แต่คิดไม่ถึงว่ามึงจะมาหามันจริงด้วย มึงชอบไอ้เบสเหรอ”

“หา...” ผมถามอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองพึ่งได้ยิน ผมนี่นะชอบพี่เบส ไม่ใช่โว้ย! จะบ้ากันไปใหญ่แล้ว

“ว่าไง มึงชอบเพื่อนกูเหรอ”

“ผมไม่ได้ชอบพี่เขาสักหน่อย”

“อ้าว! แล้วงั้นมึงมาหามันทำไม”

“ผม...ผมก็แค่มีเรื่องจะคุยกับพี่เขา”

“งั้นหรอกเหรอ จะเข้าไปหามันเลยไหมละ มันอยู่พอดีเลย”

“อืม พี่ช่วยนำทางไปหน่อยได้ไหมครับ” ถึงผมจะไม่ชอบหน้าไอ้พี่ทอยเอาซะเลยแต่ผมก็ต้องไม่ลืมจุดประสงค์หลักที่ผมมาที่นี่ ตอนนี้คนที่จะช่วยพาผมไปหาพี่เบสได้คงจะมีแค่พี่ทอยนี่แหละ อย่างน้อยๆก็ดีกว่าเดินไปหาเอาแบบมั่วๆแล้วกัน

  เดินเข้ามาข้างในชมรมยิงธนูได้ไม่ทันไรก็มีแต่สายตาของใครต่อใครมองมาที่ผมกันเต็มไปหมดเลย จนมีเสียงของใครอีกคนที่กำลังนั่งเล่นมือถืออยู่ตรงโต๊ะตัวไม่ไกลจากผมร้องถามขึ้น

“มึงพาใครมาด้วยวะไอ้ทอย”

“เด็กไอ้เบสมัน”

“…”  ไอ้บ้าพี่ทอย พูดแบบนั้นออกมาได้ยังไงแถมยังทำสีหน้าไม่รู้สึกอะไรอีก พูดแบบนั้นผมเสียหายนะโว้ย

“เชรดดด! เด็กไอ้เชี่ยเบสนี่แม่งเด็ดทุกคนเลยปะวะ” ใครอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับคนที่ถามขึ้นคนแรกเดินเข้ามามองหน้าผมใกล้ๆ มันใกล้มากจนผมต้องย่นคอหนี ส่วนไอ้พี่ทอยมันเดินเลี่ยงไปนั่งบนเก้าอี้ตัวถัดไปแล้ว ตอนนี้ผมถูกทิ้งให้ยืนอยู่คนเดียวไปโดยปริยาย

“สวยวะ โคตรขาวเลย ผิวนุ่มด้วย” ไม่ว่าเปล่าเพราะอีกฝ่ายพูดพร้อมกับยื่นมือมาลูบต้นแขนผมด้วย ถึงผมจะใส่ชุดนิสิตแขนยาวแบบนี้แต่ก็ไม่ใช่เรื่องปกตินะที่จะให้ใครมาแตะต้องตัวแบบนี้

“ชื่ออะไรครับคนสวย” ผู้ชายคนเดิมถามผม

“คนสวยอะไรของมึงวะ น้องมันเป็นผู้ชาย” เสียงใครอีกคนในกลุ่มพูด

“มึงก็ดูสิวะหน้านี่โคตรสวยเลย น่ารักแบบนี้สเปคกูเลย” เขาหันไปพูดกับใครอีกคน ก่อนจะหันกลับมาสนใจที่ใบหน้าผมต่อ “ว่าไงครับ พี่ถามว่าชื่ออะไร”

“เอ่อ...ผม...”  สถานการน่าอึดอัดชะมัดผมเริ่มจะทำตัวไม่ถูกแล้วนะ

“น่ารักวะ ดูหน้าใกล้ๆแล้วโคตรน่ารักเลย ขอจับแก้มหน่อยได้ไหม...”

หมับ!

แต่ในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังยื่นมือจะมาจับแก้มผมจริงๆนั้นเอง ข้อมือแกร่งของใครอีกคนก็จับเข้าที่ข้อมือที่กำลังจะยื่นมานั้นก่อน แรงจับคงจะแรงมากจนทำให้ฝ่ายถูกจับข้อมือต้องทำสีหน้าเจ็บปวดออกมา

“พี่เบส!” คนที่มาจับข้อมือรุ่มร่ามที่จะมาบีบแก้มผมออกไปคือมือของพี่เบส

“อย่ายุ่งกับคนของกู”  เสียงเรียบๆเอ่ยขึ้น

 “เออๆ กูขอโทษ ก็แค่เห็นเด็กมันน่ารัก ก็แค่...”  พี่คนที่ถูกพี่เบสจับข้อมือเต็มแรงเมื่อกี้ดูจะมีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงเข็มๆกับสายตาดุๆที่พี่เบสกำลังมองมันน่ากลัวจนผมเองที่ไม่ใช่คนถูกมองยังแอบกลัวไปด้วย 

แต่เมื่อกี้ หมายความว่ายังไงกัน ที่ว่า...คนของกู ผมไม่ใช่คนของพี่เขาสักหน่อย แต่พี่เขาก็คงแค่พูดออกไปอย่างนั้นเองละมั้ง คง…ไม่มีอะไรหรอก

                “ไปเหอะ” จากนั้นอยู่ดีๆคนที่ถูกพี่เบสจับข้อมือก็กลายมาเป็นผมแทน เพียงแต่แรงบีบไม่ได้แรงเท่ากับที่พี่เบสออกแรงบีบกับใครอีกคนก่อนหน้า

                “ไปไหนครับ” ผมเงยหน้าถามอย่างไม่เข้าใจ

                “มึงมีอะไรจะคุยกับกูไม่ใช่เหรอ ก็ไปคุยกันไง”

                “อ๋อ ครับ” ถึงจะสงสัยอยู่บ้างว่าพี่เบสรู้ได้ยังไงว่าผมมาที่นี่เพราะมีอะไรจะคุยด้วย แต่ก็นั้นแหละครับ ไม่มีเวลาหรือโอกาสที่จะสงสัยอะไรนาน รู้ตัวอีกทีตอนนี้ผมก็โดนพี่เบสจูงมือพาตัวออกมาจากชมรมยิงธนูซะแล้ว

                “เราจะไปไหนกันเหรอครับ?”

                “ไปซื้อน้ำ”

                “ครับ?”

“ก็ไปซื้อน้ำไง กูพึ่งซ้อมเสร็จมาเหนื่อยๆขอกินน้ำก่อน”

“…” ผมไม่ค่อยเข้าใจท่าทีของอีกคนเท่าไหร่ ทั้งๆที่เมื่อกี้ตอนที่พี่เบสพาตัวผมออกมายังทำหน้าดุยังกับยักษ์อยู่เลย ทำไมพอมาตอนนี้ถึงเปลี่ยนมาเป็นเวอร์ชั่นนี้ได้ แต่จะว่าไปถ้าพี่เบสมันไม่อยู่ในโหมดหน้านิ่งแต่โหดเวอร์แบบที่พี่มันชอบเป็นมันก็ดูจะเป็นคนดีขึ้นมาบ้างอยู่หรอก

                “เอาน้ำเปล่าขวดนึงครับ” พี่เบสออกเสียงสั่งน้ำในแทบจะทันทีที่พวกเรามาถึงบูธร้านน้ำข้างสนามกีฬากลางของมหาวิทยาลัย ผมได้แต่มองอีกคนรับขวดน้ำที่คุณป้าคนขายน้ำยื่นให้มากระดกดื่มอย่างคนกระหายก่อนที่อีกฝ่ายจะหันมาเลิกคิ้วใส่ผมกลับ

“เอ้า! ยืนนิ่งทำไมอ่ะ จ่ายเงินดิ”

“หา?”

“ก็ตอนมึงลากกูออกมานี่กูยังไม่ได้หยิบกระเป๋าเงินติดมาด้วยเลย มึงอะจ่ายไปก่อนเลย”

“ผมลากพี่ออกมา?” ผมถามกลับอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจในสิ่งที่ไอ้พี่เบสมันพูดสักเท่าไหร่ ผมไปลากพี่มันออกมาตอนไหนวะ มีแต่พี่มันนั้นแหละลากผมออกมาเอง

“จะงงอะไรวะ จ่ายเงินเร็วๆ ไม่เกรงใจป้าเขามั้งไง”

“…”  อะไรวะ งงไปเลยสิไอ้ปุณย์ อยู่ดีๆก็โดนลากมานี่แถมยังต้องมาจ่ายเงินซื้อน้ำให้ไอ้คนที่ลากตัวผมมาอีก แถมตอนนี้สายตาคุณป้าร้านน้ำยังกดดันผมชะมัดส่วนไอ้พี่เบสน่ะเหรอตอนนี้ก็เอาแต่ยิ้มให้ผมอยู่นั้นแหละ น่าโมโหชะมัด

                พอผ่านเหตุการณ์ที่ผมต้องเลี้ยงน้ำไอ้พี่เบสอย่าง งงๆมาด้วยความโมโหแล้วนั้น ตอนนี้พี่เบสพาผมเข้ามานั่งอยู่บนสแตนเชียร์ข้างในสนามกีฬากลาง บรรยากาศตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีแดงฉานเพราะพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว แสงไฟจากสปอตไลท์รอบๆสนามถูกเปิดขึ้นจนเกิดความสว่างไปทั่วทั้งสนามฟุตบอลที่ตอนนี้กำลังมีพวกชมรมฟุตบอลกำลังฝึกซ้อมกันอยู่

“กุว่าแล้วว่ามึงต้องมาหากู”

“พี่…พี่รู้ได้ยังไงว่าผมจะมาหาพี่”

“จริงๆกูก็ไม่รู้หรอก ก็แค่เดาเอา แต่สุดท้ายมึงก็มาจริงๆ”

“เดาเอางั้นเหรอครับ”

“ก็กูเห็นมึงดูท่าทางจะสนใจเรื่องของไอ้ศรขนาดนั้น กูเห็นที่มึงด่ากูแทนไอ้ศรที่ร้านอาหารวันนั้นกูก็พอจะเข้าใจอะไรอยู่บ้าง ที่มึงมาหากูนี่ก็คงจะมาถามเรื่องไอ้ศรใช่ไหมละ”

“ก็ใช่ครับ คือว่า…ผม…ผมอยากรู้เรื่องของพี่ศรให้มากขึ้น พี่พอจะช่วยบอกผมได้ไหมว่าเป็นเพราะอะไรพี่ศรถึงเลิกยิงธนู ผมไม่เชื่อหรอกที่พี่บอกว่าพี่ศรนะเป็นคนขี้แพ้ ผมเชื่อว่าพี่เขาต้องมีเหตุผลอะไรแน่ๆ”

“…”

พอถามออกไปแบบนั้นบรรยากาศรอบๆพวกผมสองคนตอนนี้ก็ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ ตอนนี้พี่เบสไม่ได้พูดหรือแสดงความรู้สึกอะไรกลับมาเลย เอาแต่จ้องหน้าผมนิ่งอยู่นั้นแหละ หรือว่าผมถามอะไรผิดไปหรือเปล่านะ

“มึงนี่ท่าชอบไอ้ศรมากสินะ”

“ชะ…ชอบเหรอ ผะ…ผมไม่ได้ชอบพี่เขาสักหน่อย”

“หลบสายตาแบบนี้กูคงเชื่อหรอก”

“ก็ผม…”

“ไอ้ศรมันจะเลิกยิงธนูเพราะอะไร กูไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไรตรงไหนเลย มึงจะไปสนใจทำไมวะ”

“สำคัญสิครับ สำคัญมากด้วย ก็ผมนะอุตส่าห์พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากที่ผมเป็นคนไม่ได้สนใจอะไร แต่เพราะได้แรงบันดาลใจจากพี่ศร ผมน่ะต้องเข้าร่วมชมรมกรีฑาแล้วต้องพยายามขนาดไหนกว่าจะได้มาเข้าเรียนที่นี่ ผมน่ะอยากจะเห็นพี่ศรยิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้ง ถึงแม้ว่าตอนนี้พี่เขาจะเลิกยิงธนูไปแล้วแต่ผมจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก ผมจะต้องช่วยให้พี่ศรกลับมายิงธนูอีกครั้งให้ได้”  หลายๆอย่างพรั่งพรูออกมาจากปากพล่อยๆของผมจนหมด รู้ตัวอีกทีตอนนี้ก็เผลอพูดอะไรไปเยอะแล้ว ไอ้ปุณย์นะไอ้ปุณย์ ตอนแรกคิดไว้ว่าจะแค่มาถามข้อมูลจากพี่เบสมันแค่นั้นแท้ๆ สุดท้ายกลายเป็นมาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้อีกฝ่ายฟังจนหมดเลย

“เอ่อ…คือผม…”  เอาไงดีละทีนี้ จะแก้ตัวว่ายังไงดี ไม่รู้พี่เบสจะหาว่าผมบ้าหรือเปล่าที่ทำอะไรโง่ๆแบบนั้น หรือพี่มันจะหัวเราะเยาะผมหรือเปล่านะ

“น่าสนใจดีแฮะ”

“ครับ? พี่หมายถึงอะไรเหรอครับ”

Rrrr… Rrrr…

แต่ในจังหวะนั้นเอง แรงสั่นจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงนิสิตของผมก็สั่นขึ้นเรียกความสนใจของผมไปจากพี่เบสทันทีเมื่อพบว่าคนที่โทรมาคือพี่ศร

“ฮัลโหลครับ”

(ถึงหอยัง)

“ยังเลยครับ พี่ถึงแล้วเหรอ”

(ยังหรอก คือ…ตอนนี้กูอยู่หลังมอ มึงจะกินอะไรไหมเดี๋ยวกูซื้อไปให้)

ฮืออออ ใจบางจนจะขาดอยู่แล้ว ยอมรับว่าผมยังไมค่อยชินเท่าไหร่กับการที่พี่ศรทำดีกับผมแบบนี้ ก็พี่ศรนะเป็นคนที่ทำอะไรก็มีผลกับหัวใจผมไปหมดเลยนี่น่า

“คุยกับใครเหรอ”  เสียงของพี่เบสพูดแทรกขึ้น

(เสียงใครวะ? ตอนนี้มึงอยู่กับใคร)

“เออ คือพี่ศร คือผม…ตอนนี้ผมอยู่ที่…” โอ้ย! ตายแน่ๆไอ้ปุณย์ ถ้าพี่ศรรู้ว่าตอนนี้ผมอยู่กับพี่เบสผมคงต้องตายแน่ๆ ก็พี่ศรน่ะสั่งนักสั่งหนาว่าไม่ให้ผมมายุ่งกับพวกพี่เบสอีก ถ้าเกิดพี่ศรรู้ว่าตอนนี้ผมอยู่กับพี่เบสแถมที่มาก็เพราะจะมาถามเรื่องของพี่เขามีหวังต้องโดนพี่ศรโกรธแน่ๆเลย ทั้งๆที่พวกเราพึ่งจะดีกันแล้วแท้ๆ ซวยแน่ๆไอ้ปุณย์มึงซวยแน่ๆ

(กูถามว่าตอนนี้มึงอยู่กับใครไอ้ปุณย์)

หมับ! 

แต่ในจังหวะที่ผมกำลังรู้สึกว่าน้ำเสียงเลิกลักของตัวเองกำลังจะขาดหายไป มือถือของผมที่ควรจะแนบชิดอยู่ตรงหูของผมก็ถูกมือของใครอีกคนแย่งไป

“กูเอง”

(ไอ้เบส)

“เออ เด็กนี่อยู่กับกูเอง”

(พวกมึงสองคนอยู่ด้วยกันได้ยังไง)

“อันนี้มึงต้องไปถามเด็กมันเอาเองนะ ก็เด็กมันมาหากูเองนี่หว่า”

(มึงเอามือถือคืนไอ้ปุณย์เดี๋ยวนี้เลยนะ กูจะคุยกับมัน)

“ไอ้ศรมันจะคุยกับมึงอ่ะ” พูดจบพี่เบสหันมายื่นมือถือกลับมาให้ผมด้วยด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ที่หนักกว่านั้นคือผมเองนี่แหละแทนที่จะโกรธที่พี่มันมาแย่งมือถือผมไปแบบนั้นกลับเอาแต่อ้าปากค้างรับมือถือกลับมาอย่างทำตัวไม่ถูกด้วย

“คะ…ครับ”

(ตอนนี้มึงอยู่ไหน)

“คือผม…อยู่ที่สนามกีฬากลางครับ” ผมตอบเสียงอ่อยแบบสุดๆเพราะตอนนี้พี่ศรน่ะเสียงดุมากๆเลย รู้ชะตากรรมตัวเองเลยว่าต้องถูกพี่ศรโกรธแล้วแน่ๆ

(มึงไปอยู่กับไอ้เบสมันได้ยังไง กูบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปยุ่งกับมันอีก)

“คือผม…”

(กูถาม!)

“…” โอ้ย! ดุชะมัดเลย เคยเจอพี่ศรหน้านิ่งๆเย็นชาเป็นน้ำแข็งมาแล้วนะ แต่ไม่เคยได้ได้ยินน้ำเสียงโหดๆแบบนี้เลย ก็ใครจะไปกล้าบอกกันเล่าว่ามาหาพี่เบสเพราะเรื่องอะไร แค่นี้ก็รู้ตัวแล้วว่าต้องโดนโกรธมากแน่ๆอยู่แล้วขืนบอกไปว่าผมมาหาพี่เบสทำไมมีหวังโดนพี่ศรฆ่าแน่ๆเลย

(ไม่ยอมบอกกูก็ไม่เป็นไร งั้นมึงรอกูอยู่ที่สนามกีฬานั้นแหละ ตอนนี้กูอยู่หลังมออยู่แล้วเดี๋ยวกูไปหามึงเอง)

ตึด…ตึด… และสายก็ถูกตัดไป ทิ้งไว้แค่ผมที่ตอนนี้เริ่มจะกลัวพี่ศรขึ้นมาจริงๆแล้วนะ เอายังไงดี? วิ่งหนีไปตอนนี้เลยไหม

“ไอ้ศรมันว่าไงบ้าง” พี่เบสที่นั่งอยู่ข้างๆผมคงจะจับความกังวลบนสีหน้าผมได้ถึงถามขึ้น

“คือว่า…พี่ช่วยกลับไปก่อนได้ไหมครับ คือตอนนี้พี่ศรกำลังจะมาที่นี่ ผมไม่อยากให้พวกพี่สองคนจะมีปัญหากัน พี่ช่วยกลับไปก่อนนะครับ”

“ทำไมละ ไอ้ศรมันมาแล้วจะเป็นอะไรละ ก็มึงบอกเองไม่ใช่เหรอว่ามึงกับมันไม่ได้เป็นอะไรกัน ก็ในเมื่อไม่ได้เป็นอะไรกันมึงจะกลัวอะไร”

“คือผม…”  มันไม่ใช่อย่างนั้นโว้ย! ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาตั้งคำถามอะไรหรอกนะไอ้พี่เบสบ้า ขอร้องละเชื่อผมเถอะว่าพี่เบสกับพี่ศรไม่ควรเจอกันจริงๆ ก็รู้แหละว่าพี่ศรคงไม่ใช่คนที่จะเที่ยวไปทำตัวอันธพาลกับคนอื่นได้ง่ายๆ แต่ว่าตอนนี้ผมคิดว่ามันคงจะเป็นทางที่ดีที่สุดแล้วที่เวลาพี่ศรมาจะไม่เจอพี่เบสนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย อย่างน้อยๆก็ช่วยให้ผมโดนพี่ศรโกรธน้อยลง…หวังว่านะ

แต่ก็ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้กับการที่ผมพยายามบอกให้พี่เบสกลับไปที่ชมรมหรือจะไปไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี้ แต่ไอ้พี่เบสนี่สิดื้อชะมัดเลย ผมทั้งอ้อนวอน ทั้งบังคับ ทั้งขมขู่(ที่ไม่ค่อยเหมือนข่มขู่)ทำแทบจะทุกอย่างแล้วพี่เบสมันก็ไม่ยอมไปสักที หรือว่าผมจะเป็นฝ่ายออกไปจากตรงนี้เองดี แต่ถ้าทำอย่างนั้นพี่ศรมาแล้วไม่เจอผมก็ต้องยิ่งโกรธผมไปใหญ่สิ

โอ้ยยย! จะทำยังไงดีเนี่ย หรือจะเอาไม้ตีหัวพี่เบสมันให้สลบแล้วลากเอาไปซ่อนไว้เลยดีไหม

โอ๊ะ! จังหวะที่ผมกำลังเครียดจนหัวแทบแตกผมก็สัมผัสได้กับความเย็นประดุจน้ำแข็งจากมือหน้าของใครอีกคนที่กำลังจับข้อมือของผมอยู่ตอนนี้ รัศมีความเย็นยะเยือกที่กำลังแผ่อยู่ข้างผมตอนนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า…

“พ…พี่ศร” .ใช่ครับ อย่างที่รู้สึกเลย พี่ศรมายืนทำหน้านิ่งๆอยู่ข้างๆผมแล้วตอนนี้

“กลับหอ” ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับใบหน้านิ่งๆของพี่ศรที่ตอนนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพี่เขากำลังโกรธผมอยู่แน่ๆ ผมได้แต่ทำหน้าอ่อยๆคอตกเตรียมตัวลุกขึ้นตามแรงจับที่ข้อมือของพี่ศรแค่นั้น

“เดี๋ยว” แต่ในระหว่างนั้นเองที่พี่เบสลุกขึ้นยืนและจับเข้าที่ข้อมือของพี่ศรเต็มแรงเหมือนกัน กลายเป็นว่าตอนนี้เราทั้งสามคนยืนประจันหน้ากันเป็นรูปวงกลม พี่ศรจับข้อมือผมไว้ส่วนพี่เบสจับข้อมือพี่ศรไว้เช่นกัน บรรยากาศตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์กำลังจะพุ่งชนกันอย่างไงอย่างงั้น พี่ศรก็ทำหน้านิ่งๆเย็นชาอย่างที่พี่เขาชอบทำ ส่วนพี่เบสก็ทำหน้านิ่งๆโหดๆจ้องกลับไปไม่แพ้กัน มีก็แต่ผมนี่แหละที่กำลังจะตัวหดลีบลงเรื่อยๆจนจะตายอยู่แล้ว

“มึงมีอะไร” พี่ศรถามขึ้น

“เด็กนี่อยู่กับกู ใครจะมาพามันไปไหนไม่ได้” พอพี่เบสตอบไปแบบนั้นตอนนี้ทั้งสองคนยิ่งส่งสายตาสู้กันหนักขึ้นกว่าเดิมอีก

“คือว่า…พี่เบสครับ ถ้ายังไงตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้ว ผมว่าผมกลับหอก่อนก็ดีครับ เรื่องที่ผมบอกว่าจะถามพี่ไว้วันหลังค่อยคุยกันก็ได้ครับ”

“เอาอย่างนั้นเหรอ ถ้างั้นให้กูไปส่งไหม” พี่เบสหันมาถามผม

“ไม่ต้อง ไอ้ปุณย์มันเป็นน้องเมทกู กูพามันกลับเองได้”

“แน่ใจเหรอว่ามึงเห็นมันเป็นแค่น้องเมท”  พอพี่เบสถามออกมาแบบนี้พี่ศรก็ดูนิ่งเงียบลงไปทันที

“มึงหมายความว่ายังไง” พี่ศรถามพี่เบสกลับ

“เปล่า กูก็แค่ถามดู เพราะถ้ามึงเห็นน้องมันเป็นแค่น้องเมทของมึงจริงๆ กูจะได้…เดินหน้าต่อ”

“…” ตอนนี้ทั้งสองคนเริ่มกลับมาทำสงครามส่งสายตาจ้องมองกันอย่างเอาเป็นเอาตายใส่กันอีกครั้ง

“เอาเป็นว่าเรื่องที่มึงจะถาม ถ้าอยากรู้ตอนไหนก็มาหากูที่ชมรมได้ตลอดนะ” 

“ครับ” ผมพยักหน้ารับคำกับสิ่งที่พี่เบสบอกอย่างว่าง่าย

ฟอด!

แต่ทันใดนั้นเองสิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ก็อยู่ดีๆไอ้พี่เบสนะสิดันพุ่งเข้ามาประชิดตัวผมอย่างไม่ทันตั้งตัว ที่สำคัญกว่านั้นไอ้พี่เบสมันหอมแก้มผม  ใช่ครับ! มันหอมแก้มผม ไอ้บ้า! ผมน่ะยังไม่เคยถูกใครหอมแก้มเลยนะ พี่มันมาขโมยหอมแก้มแรกของผมไปได้ยังไงแล้วนี่ยังมาหอมแก้มผมต่อหน้าพี่ศรอีก

“ไว้เจอกัน กูจะรอมึงนะ” ทิ้งท้ายด้วยคำพูดไม่กี่คำแล้วพี่เบสมันก็เดินจากไปเลย

ผมหันหน้ามองพี่ศรอย่างกล้าๆกลัวๆ ไม่รู้ว่าพี่เขาจะรู้สึกยังไงที่พี่เบสมัน…หอมแก้มผมแบบนั้น แต่ผิดคาดครับ ตอนนี้หน้าพี่ศรนิ่งมาก นิ่งจนผมเดาความรู้สึกไม่ออกเลย พี่ศรเอาแต่มองตามแผ่นหลังของพี่เบสที่เดินแยกออกไปอีกทางเท่านั้น จริงสินะผมกับพี่ศรเราไม่ได้เป็นอะไรกันนี่ ถ้าจะเป็นก็เป็นแค่พี่เมทน้องเมท แล้วจะไปหวังให้พี่เขามาคิดอะไรหรือรู้สึกอะไรกลับผมละ

“พี่ศรครับ…อ๊ะ!”  ไม่ทันได้มีโอกาสได้ถามจบตัวผมก็ถูกแรงกระชากจากมือหน้าของพี่ศรที่จับข้อมือผมไว้ออกแรงดึงให้ผมต้องเดินตาม

ตอนนี้ผมทอดสายตามองแผ่นหลังของพี่ศรที่กำลังเดินนำผมอยู่อย่างกล้าๆกลัวๆ ไม่ยอมพูดยอมจากับผมแบบนี้ พี่คงจะโกรธผมมากสินะครับ เฮ้อ! ผมมันก็ดีแต่ทำให้พี่โกรธอยู่เรื่อยสิน่า แต่ไม่ว่าพี่จะโกรธผมแค่ไหนผมก็ไม่ยอมแพ้หรอก  ผมจะต้องง้อพี่ให้ได้เลย…



___________________________________________

พี่เบสเป็นตัวร้ายที่รุกน้องหนักมากจริงๆ ส่วนพี่ศรถ้าไม่คิดอะไรกับน้องจะมาหึงน้องเบอร์แรงแบบนี้ไม่ได้นะ ทั้งหึงทั้งหวงแบบนี้ไม่ได้คิดกับน้องแค่น้องเมทละมั้งงงงง

#รักตรงเป้า


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว