ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : PRAMUK-5-

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.4k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ย. 2561 21:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
PRAMUK-5-
แบบอักษร

-5-

หลังจากขลุกอยู่กับกองหนังสือมานานหลายวัน ในที่สุดช่วงเวลาของการสอบปลายภาคก็ผ่านพ้นไป ช่วงปิดเทอมที่เคยคิดว่าน่าเบื่อกลายเป็นน่าตื่นเต้นขึ้นมา เมื่อยามนี้มีคนอยู่เคียงข้างรอเดินทางไปหาครอบครัวพร้อมกัน ประมุขตื่นมาจัดกระเป๋าแต่เช้า เนื่องจากเมื่อวานทิ้งตัวลงเตียงหลับเป็นตายตั้งแต่หกโมง เพราะตาค้างอ่านหนังสือโต้รุ่งมาหลายวัน ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ลืมทำอาหารทิ้งไว้ให้คนที่ออกไปทำงานยังไม่กลับ

พอลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นว่าข้างกายมีใครบางคนนอนหลับอยู่ ซึ่งหมายความว่าวันนี้เป็นวันแรกที่เขาตื่นก่อนก็อารมณ์ดีขึ้นมาเฉยๆ ลูกแกะของเกรย์ย่องลงจากเตียงด้วยฝีเท้าที่คิดไปเองว่าเบาเหมือนแมว จากนั้นก็หันไปหยิบกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบออกมา คิดว่าจะจัดเสื้อผ้าให้เกรย์ด้วย แต่ทำไปแล้วครึ่งหนึ่งถึงนึกได้ว่าพวกเขายังไม่ได้คุยกันว่าจะอยู่ที่นั่นกี่วัน

“อย่างน้อยก็ต้องหนึ่งเดือน... เพราะนัดกับภีมไว้ต้นเดือนหน้า” 

เพราะคุยกันไว้แค่ว่าจะไปเที่ยวรอระหว่างที่ยังมีเวลาว่างจากนัด อีกทั้งเกรย์ยังต้องไปจัดการงานอะไรนิดหน่อยที่นั่นด้วย พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะเดินทางไปก่อนเวลา ในตอนแรกประมุขยังลังเลว่าจะไปหาพี่ก่อนดีหรือเปล่า แต่คิดไปคิดมาก็ต้องส่ายหน้า เพราะเขายังเกร็งเวลาอยู่กับพี่จักรสองคนไม่น้อย ให้ไปหาคนเดียวไม่มีเต้อยู่ด้วยคงทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายเลยตัดสินใจว่าจะไปเที่ยวกับเกรย์ก่อนแล้วรอให้เต้กับพ่อมาค่อยไปหาพี่พร้อมกันน่าจะดีกว่า 

“เหม่ออะไร ไม่จัดต่อแล้วเหรอ” เสียงทักจากทางด้านหลังทำให้คนที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ หลุดจากภวังค์ ประมุขหันหน้ากลับไปหาคนเพิ่งตื่นที่นั่งมองเขาจากบนเตียง ก่อนจะส่งยิ้มสดใสต้อนรับวันใหม่ไปให้

“อรุณสวัสดิ์ครับ ผมว่าจะจัดกระเป๋าให้คุณด้วย แต่ไม่รู้ว่าเราจะไปกันนานแค่ไหน...”

“ใส่กระเป๋าได้แค่ไหนก็เอาไปแค่นั้น ถ้าไม่พอหรือต้องใช้อะไรเพิ่มเติมค่อยไปซื้อใหม่ก็ได้” เกรย์บอกแล้วลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวไปอาบน้ำ โดยไม่ลืมเดินเข้าไปลูบหัวลูกแกะเป็นการทักทายในยามเช้าเหมือนเช่นทุกวัน “นั่งจัดไปก่อน ฉันอาบน้ำเสร็จจะออกมาช่วย”

“อื้อ” 

ประมุขนั่งพับผ้าใส่กระเป๋าอย่างตั้งใจ ปกติช่วงที่อยู่ด้วยกันกับพี่ชาย ไม่มีใครคอยดูแล เขากับเต้ก็ผลัดกันทำงานบ้านพวกนี้เป็นปกติอยู่แล้ว ใช้เวลาอยู่สิบยี่สิบนาทีกระเป๋าเสื้อผ้าส่วนตัวก็จัดเสร็จ เป็นเวลาเดียวกันกับที่เกรย์ออกมาจากห้องน้ำพอดี

“เสร็จแล้วเหรอ”

“เหลือของคุณครับ ผมกำลังพับอยู่” เขาหันไปตอบก่อนจะลุกขึ้นยืน หยิบชุดสูทที่เลือกไว้ไปส่งให้ด้วยตัวเอง เกรย์จะได้ไม่ต้องเดินข้ามมาหน้าตู้เสื้อผ้าที่ตอนนี้มีกระเป๋าเดินทางวางขวางอยู่ “ใส่ชุดนี้ได้หรือเปล่า คุณต้องไปทำงานด้วยใช่ไหม”

“ชุดไหนก็ได้” คนที่ไม่เคยมีใครมาทำอะไรแบบนี้ให้ยกยิ้มจาง ยื่นมือไปรับเสื้อผ้าและลูบแก้มคนน่ารักแถมไปอีกที

“เกรย์”

“หืม”

“คุณมาอยู่ไทยนานๆ แบบนี้ไม่เป็นไรเหรอ” ประมุขถามด้วยความสงสัย เพิ่งนึกได้ว่าอีกคนจะขลุกอยู่ที่นี่กับเขาไปอีกเป็นเดือน ถึงจะไม่รู้ว่าปกติเกรย์ทำงานอะไรบ้าง แต่ดูจากการวางตัวและการ์ดที่ติดตาม ไหนจะเรื่องศัตรูอะไรอีก ยังไงก็น่าจะยุ่งพอควร

“อา... ไม่เป็นไรหรอก คิดซะว่ามาพักร้อน” คนพูดไหวไหล่ไปมาแบบสบายๆ ขณะเริ่มแต่งตัวช้าๆ โดยไม่อายสายตาของคนที่ยืนอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย “ฉันเป็นแค่เจ้าของธุรกิจธรรมดาๆ ค่อนข้างจะมีอิสระอยู่ไม่น้อย ลูกแกะไม่ต้องเป็นห่วง”

เจ้าของธุรกิจธรรมดาๆ... มองยังไงก็เป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด

“ผมยังไม่ถามเรื่องนี้ดีกว่า” ประมุขส่ายหน้าแล้วเดินกลับไปจัดกระเป๋าต่อ โดยมีแววตาประหลาดใจของคนที่คิดว่าน่าจะโดนซักฟอกมองตามไปด้วย

“ทำไมล่ะ คิดว่าพูดแบบนี้แล้วลูกแกะจะถามต่อซะอีก”

“สมองผมยังไม่พร้อมรับเรื่องเครียดๆ” ว่าจบก็ยกมือนวดขมับเหมือนจะบอกว่ามันปวดจริงๆ นะเนี่ย “คุณก็เห็นว่าตอนอ่านสอบสองตัวสุดท้ายอาการผมแย่ขนาดไหน บอกเลยว่าตอนนี้รอยหยักหายไปหมดแล้ว ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ถึงตอนนั้นค่อยพูดเรื่องเครียดๆ เนอะ”

คำตอบของคนไม่ชอบคิดมากน่าเอ็นดูเสียจนเกรย์อดไม่ไหว ต้องหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วก้าวเดินเข้าไปกอดเจ้าของร่างผอมที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยความมันเขี้ยว หากไม่กลัวลูกแกะไหวตัวทันแล้วชิ่งหนีไปก่อน เขาคงจับอีกฝ่ายฟัดจนเยินไปแล้ว

“มาช่วยกันเก็บของแล้วรีบไปเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันกินข้าวเช้า”

“ครับ”

พอได้ใช้เวลาไปกับการจัดของจริงๆ ไม่ใช่หยอกล้อกันไปด้วยแบบสบายๆ เพียงแค่สิบนาทีกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบก็พร้อมสำหรับการเดินทาง ประมุขรีบวิ่งออกไปทำกับข้าวสำหรับสองคน แต่มองนาฬิกาไปก็เครียดไป คิดว่าถ้ายังเสียเวลาอยู่คงไม่ทันแน่ๆ สุดท้ายจึงจบลงด้วยการจัดข้าวใส่กล่องเอาไปกินบนรถ เล่นเอาคนที่นั่งเช็กงานรออยู่มองตามด้วยความมึนงง 

“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้นะ”

“ไม่ได้นะ เดี๋ยวไม่ทันขึ้นเครื่อง รีบไปเถอะครับ” ว่าจบก็กวักมือเรียกแล้ววิ่งไปลากกระเป๋าสองใบออกมาจากห้อง เอาไปส่งให้พี่การ์ดที่ยืนรออยู่ด้านนอกด้วยความว่องไว

เกรย์มองสภาพรีบร้อนวุ่นวายของลูกแกะด้วยรอยยิ้ม ไม่คิดห้ามอะไรแม้เขาจะไม่เคยรีบถึงขนาดเอาข้าวไปกินบนรถเลยก็ตาม อันที่จริงก็อยากจะบอกอยู่ว่าเครื่องบินส่วนตัวมันไม่จำเป็นต้องไปรอก่อนเวลา แต่ขืนพูดไปตอนนี้ลูกแกะน้อยคงเสียกำลังใจแย่ อุตส่าห์เตรียมการทุกอย่างพร้อมเชียว

“เสร็จแล้วเหรอ”

“เหลือแค่อุ้มคุณไปขึ้นรถแล้ว” คำพูดจริงจังที่ไม่ได้ตั้งใจให้ตลกเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ฟังได้เป็นอย่างดี นี่ถ้าไม่กลัวลูกแกะหลังหัก เขาก็อยากจะลองให้มาอุ้มไปขึ้นรถดูเหมือนกัน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเสียงบ่นงุ้งงิ้งไปตลอดทางจะน่าฟังขนาดไหน

“งั้นไปกันเถอะ”

เกรย์จูงมือลูกแกะเดินออกไปขึ้นรถด้วยกัน สายตายังคงลอบมองท่าทีร้อนใจเหมือนกลัวไปไม่ทันขึ้นเครื่องของคนข้างกายด้วยความเอ็นดู ยิ่งเห็นเจ้าตัวทำหน้านิ่วคิ้วขมวดก็ยิ่งชอบใจ เพราะแบบนั้นเขาจึงไม่เฉลยออกไป และไม่ลืมหันไปส่งสายตาบอกการ์ดคนอื่นๆ ให้ทำแบบเดียวกันด้วย

“กินข้าวก่อนนะครับ” ถึงจะเครียดขนาดไหน ลูกแกะกินจุก็ยังไม่ลืมหยิบเอาอาหารออกมาเปิดกล่องยื่นให้ เกรย์มองท่าทางนั้นแล้วยิ้มขำ รับกล่องข้าวผัดกลิ่นหอมมาถือไว้แล้วตักเข้าปากตามคำบอกโดยไม่ได้พูดอะไร

ตอนที่เดินทางไปถึงสถานที่จอดเครื่องบินส่วนตัวซึ่งมีพนักงานต้อนรับและนักบินยืนรอพร้อมสรรพคือช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากที่สุด หน้าตาของลูกแกะน้อยที่ถูกหลอกต้มจนเปื่อนน่ารักจนต้องส่งสัญญาณให้ลูคัสถ่ายภาพไว้ให้ ท่าทางราวกับโลกจะถล่มลงตรงหน้าทำเอาการ์ดบางคนหลุดยิ้มออกมาอย่างหมดมาด 

“ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะตกเครื่อง” เอ่ยแซวจนถูกถลึงตาใส่หนึ่งทีแล้วเกรย์ก็โอบไหล่พาลูกแกะเดินขึ้นเครื่องอย่างอารมณ์ดี 

จะว่าไปแล้วการได้หยอกล้อกันแบบนี้ก็เป็นเรื่องดีอยู่ไม่น้อย เพราะมันทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเขาลดน้อยลงโดยไม่รู้ตัว ต่อให้พูดคุยกันมานาน แต่สำหรับคนที่เพิ่งได้เจอหน้า ถึงจะมีความรู้สึกพิเศษต่อกันอย่างไรก็คงต้องเกร็งอยู่พอสมควร แม้หลังจากที่ได้นอนบนเตียงเดียวกันมาหลายวัน เกรย์จะคิดว่าลูกแกะคงไม่มีความคิดแบบนั้นเหลืออยู่แล้วก็ตาม

ช่างเป็นคนง่ายๆ เสียเหลือเกิน... แต่ก็เพราะเป็นคนง่ายๆ นี่แหละ เขาถึงปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้เลย

“เครื่องบินสวยมากเลย...” คนลืมง่ายที่เปลี่ยนอารมณ์ไวยิ่งกว่าอะไรดีพึมพำขณะมองสำรวจเครื่องบินส่วนตัวไปมาด้วยความสนใจ จากที่ตอนแรกแกล้งทำเป็นหัวร้อนใส่เพราะถูกหลอก ตอนนี้ถูกความสวยงามของบรรยากาศโดยรอบดึงดูดความสนใจไปจนหมดแล้ว 

เกรย์หัวเราะหึหึในลำคอเมื่อเห็นท่าทีของลูกแกะ ที่เจ้าตัวเคยบอกว่าเป็นคนสบายๆ มาวันนี้เขาเชื่อแล้วว่ามันคือความจริง เพราะนอกจากเรื่องที่ยอมลืมความหัวร้อนเพียงเพราะเขายื่นขนมให้แล้วชวนดูบรรยากาศ ยังมีเรื่องโทรศัพท์ที่เขาบอกว่าขอยืมหน่อยแล้วเจ้าตัวก็ยื่นให้ง่ายๆ โดยไม่ถามอะไรสักคำด้วย

จะว่าไปแล้ววันนั้นที่เขาเข้าไปตอบไอจีแทนก็ไม่เห็นพูดอะไรสักคำ เผลอๆ คงไม่ได้เข้าไปเช็กเลยด้วยมั้ง

“ลูกแกะ”

“ครับ” คนหน้ายิ้มหันมาพยักหน้าหงึกหงักรอฟังคำถามอย่างตั้งใจ

“รู้ไหมว่าเมื่อหลายวันก่อนฉันยืมโทรศัพท์ไปทำอะไร”

“ไม่รู้”

“เอาไปใส่เครื่องติดตามแบบพิเศษ แล้วก็ปรับอะไรในนั้นอีกนิดหน่อย” เกรย์เท้าคางกับที่วางแขน ตาจ้องมองลูกแกะด้วยความสนใจ อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าบอกไปอย่างนี้แล้วจะได้รับปฏิกิริยาแบบไหนตอบกลับมา

“ว้าว...” แล้วก็ตามคาด ประมุขแสดงปฏิกิริยาที่เขาไม่คาดคิดด้วยการทำตาแวววาว มือหยิบโทรศัพท์ที่ถูกปิดเครื่องเอาไว้ออกมาดูด้วยความตื่นเต้น “หมายความว่าตอนนี้มันไม่ใช่โทรศัพท์ธรรมดาใช่ไหม เหมือนพวกสายลับเลยหรือเปล่า”

“หึหึ ไม่ขนาดนั้นหรอก”

“แล้วพวกพี่การ์ดของคุณล่ะ พวกเขาต้องมีอุปกรณ์พิเศษอะไรแบบนั้นไหม” 

พอเห็นท่าทีของเด็กที่ชอบดูหนังบู๊เป็นชีวิตจิตใจ เกรย์ก็ได้แต่กลืนเสียงหัวเราะลงคอ ทำท่าทางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกไปตามความจริง

“ถ้าตอนที่ต้องทำงานจริงๆ จังๆ ก็อาจจะมีบ้าง แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่เกินจริงไปมากแบบที่นายคิดหรอก”

“งั้นเหรอ...” ประมุขสลดลงเล็กน้อยเมื่ออะไรๆ ไม่เป็นไปอย่างที่คิด หลังจากนั้นก็นั่งทำหน้าเหมือนเด็กอดได้ของเล่นไปจนถึงจุดหมายปลายทาง กระทั่งตอนที่จะลงจากเครื่องแล้วก็ยังหน้าหงอยไม่หาย

แล้วแบบนี้เกรย์จะทำอะไรได้...

“อุปกรณ์อาจจะไม่พิเศษเหมือนในหนัง แต่เรื่องคิวบู๊น่าจะคล้ายคลึงอยู่นะ ถ้าอยากรู้เรื่อง ตอนว่างๆ ก็ไปขอให้วิคเตอร์เล่าให้ฟังแล้วกัน” 

“ได้เหรอ” ลูกแกะน้อยกลับมาทำตาโตด้วยความตื่นเต้นอีกครั้ง บ่งบอกชัดเจนว่าชอบหนังมากจริงๆ และถ้าได้เห็นอะไรแบบในหนังก็คงจะตื่นเต้นจนตาวาว นี่ขนาดบอกให้เล่าเฉยๆ ยังดีใจขนาดนี้เลย

“ได้สิ” เกรย์ลูบหัวคนข้างกายเบาๆ ก่อนจะจูงมือให้เดินลงไปจากเครื่องพร้อมกัน “เดี๋ยวฉันต้องไปธุระก่อน ลูกแกะไปรอที่ที่พักนะ ระหว่างนั้นถ้าเบื่อก็เรียกวิคเตอร์ให้เข้าไปเล่าเรื่องภารกิจที่เคยทำให้ฟังแล้วกัน”

“อื้อ” คนฟังพยักหน้าอย่างว่าง่าย ไม่คิดก้าวก่ายถามเลยสักนิดว่าเขาจะไปไหน “ว่าแต่...ภารกิจพวกนั้นมันไม่ใช่ความลับเหรอครับ ปกติต้องเล่าให้ฟังไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

เกรย์หัวเราะออกมาอีกครั้งขณะเดินไปส่งลูกแกะน้อยจนถึงรถที่ต้องแยกกันไปคนละคัน เขาหันไปพยักหน้าให้วิคเตอร์เป็นการออกคำสั่ง เพียงเท่านั้นบอดี้การ์ดหนุ่มก็เดินไปเปิดประตูข้างคนขับอย่างรวดเร็ว

“ฉันบอกว่าได้ก็คือได้” เขาหมุนตัวไปเผชิญหน้าคนที่เดินตามหลังมา มือยกขึ้นจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงเพราะเจ้าตัวถูไถไปมากับเบาะนิ่มบนเครื่องให้อย่างอ่อนโยน “เป็นเด็กดีแล้วรออยู่ที่ห้อง ถ้าอยากได้อะไรก็บอกวิคเตอร์ เข้าใจไหม”

“ครับ ผมจะรอกินข้าวพร้อมคุณนะ”

“ฉันจะรีบกลับ”

จากที่เคยคุยกันไว้ว่าจะไปเที่ยว กลายเป็นเกรย์ต้องจัดการงานทางไกลอยู่นานถึงหนึ่งอาทิตย์ ชายหนุ่มเอาแต่นั่งจ้องจอโน้ตบุ๊ก คุยกับประมุขได้แป๊บเดียวก็ต้องกลับไปรับโทรศัพท์ต่อ ภาษาฝรั่งเศสที่ใช้พูดคุยกับปลายสายทำให้ประมุขไม่รู้ว่าเขาคุยเรื่องอะไร แต่แค่เห็นสีหน้าเยือกเย็นไม่เหมือนปกติของเกรย์ เขาก็รู้แล้วว่าไม่ควรถามอะไรในตอนนี้ 

โชคยังดีที่ช่วงเวลากินข้าวคนน่ากลัวจะวางภาระทุกอย่างลงแล้วเดินมานั่งรอที่โต๊ะ แววตาที่จับจ้องเขาดูราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน ต่างจากเวลาทำงานโดยสิ้นเชิง แม้จะรู้สึกดีแต่ก็ต้องยอมรับว่าบางทีก็หวาดกลัวท่าทางที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเหล่านั้นอยู่เหมือนกัน แต่ประมุขก็ยังเป็นประมุขคนเดิม...

เขาเป็นคนสบายๆ อยู่แล้ว และการได้รับสิทธิ์พิเศษจากคนสำคัญมันก็น่าภูมิใจอยู่ไม่น้อย ถ้ามีคนอิจฉาก็จะยืดอกอวดให้เห็นจะๆ ไปเลย

“ไปห้างกันไหม” เสียงถามจากทางด้านหลังทำให้มือที่กำลังจิ้มจอโทรศัพท์หยุดกึก ลูกแกะสายพันธุ์ใหม่ มีตาสะท้อนแสงได้หันขวับกลับไปเกาะขาคนพูดแทบจะทันที 

“งานเสร็จแล้วเหรอ”

“ยัง” จบคำใบหน้าตื่นเต้นของคนถามก็หงอลงทันควัน แต่ยังไม่ทันได้บอกว่าไม่เป็นไรก็ถูกบีบแก้มแล้วบังคับให้กลับไปสบตากันเหมือนเดิมเสียก่อน “แต่อยากพาลูกแกะไปเดินเล่น วันนี้ไปได้แค่ใกล้ๆ เดี๋ยวเคลียร์งานเสร็จแล้วค่อยไปที่ไกลๆ กันนะ”

“อื้อ” ประมุขยิ้มกว้าง รีบวิ่งตึงตังกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยไม่ต้องให้บอก ทิ้งให้คนมองตามส่ายหน้าหน่ายด้วยความเอ็นดู

เป็นลูกแกะที่มีพลังงานล้นเหลือจริงๆ...

เกรย์ยกนาฬิกาข้อมือราคาแพงขึ้นดูเวลา ในหัวคำนวณแผนการเงียบๆ และเมื่อมีข้อความรายงานเด้งมาทางโทรศัพท์ว่าคนที่รอเดินทางไปที่ห้างแล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ รอให้ลูกแกะเดินออกมาจากห้องแล้วจึงเดินทางไปพร้อมกัน

ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในตัวเมืองอยู่ห่างจากโรงแรมห้าดาวที่พวกเขาพักไปไม่ไกลนัก ใช้เวลาเดินทางสิบนาทีก็ถึงจุดหมาย เกรย์ยังคงมีคนตามติดเป็นจำนวนมากเหมือนเคย นอกจากรถคันที่นั่งมายังมีรถการ์ดวิ่งนำและวิ่งตามอีกสองคัน ทว่าเมื่อไปถึง การ์ดทุกคนก็แยกย้ายกันไปคนละทางอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงวิคเตอร์กับอเล็กซ์ที่ตามเข้าไปข้างในด้วยเท่านั้น

“เกรย์... ลูคัสไปไหนเหรอ ผมไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้ว” ประมุขหันไปถามคนข้างกายที่กำลังก้มกดโทรศัพท์อยู่ด้วยความสงสัย เพราะปกติลูคัสดูจะเป็นคนที่สนิทกับเกรย์มากที่สุดแล้วก็ไปทำงานด้วยกันบ่อยๆ เห็นวิคเตอร์บอกว่าลูคัสเป็นหัวหน้าทีมนี้ เขาจึงคิดมาว่าตลอดว่าอีกฝ่ายต้องอยู่ข้างเกรย์ตลอดเวลา

“ลูคัสไปจัดการธุระให้ฉันน่ะ เดี๋ยวตอนเย็นก็เจอ” 

“อ๋อ…” คนฟังพยักหน้าอย่างว่าง่าย “งั้นเราไปทำอะไรกันดี”

“แล้วแต่ลูกแกะเลย” 

ได้ยินแบบนั้นประมุขก็ไม่เกรงใจอีก เขาจัดการดึงแขนคนข้างกายให้เดินไวๆ ตามไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาแวววาวเป็นประกายสอดส่องมองไปรอบๆ เพื่อหาอะไรทำด้วยความตื่นเต้นตามประสาคนเก็บกดที่ขลุกอยู่กับหนังสือมานานจนไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเสียที

แม้ครั้งนี้พวกเขาจะไม่ได้เดินมากันเป็นสิบ มีการ์ดตามเป็นแถว หากรูปร่างหน้าตาและการแต่งตัวของคนทั้งสี่ก็ยังดึงดูดสายตาได้ไม่น้อยอยู่ดี เกรย์รับแว่นตาสีชาจากวิคเตอร์มาสวมเพื่อป้องกันสายตาน่ารำคาญของคนรอบข้าง ดีที่หันไปเห็นลูกแกะของเขาดูร่าเริงไม่สนใจโลกเลยแม้แต่น้อย อารมณ์ดีๆ ที่ถูกรบกวนจึงยังคงอยู่เหมือนเดิม

“คุณว่าผมไปซื้อของฝากเตรียมไว้ให้พี่เลยดีไหม” คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าหันกลับมาถามความเห็นด้วยสีหน้าไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ เห็นแบบนั้นแล้วเกรย์ก็ได้แต่พยักหน้าเออออ ทั้งที่จริงๆ เขาควรจะบอกว่าเหลือเวลาอีกตั้งสามอาทิตย์ ค่อยหาซื้อตอนอาทิตย์สุดท้ายก็ยังไม่สาย แต่เอาเถอะ...

“นายครับ...” น้ำเสียงจริงจังของวิคเตอร์ทำให้เกรย์ต้องชะลอเท้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้ลูกแกะเดินนำหน้าไปโดยมีอเล็กซ์เดินตามอยู่ไม่ห่าง 

“มาแล้วใช่ไหม”

“ครับนาย ‘แมลงวัน’ รออยู่ที่นี่จริงๆ เหมือนจะเดินตามมาสักพักแล้ว” 

“อืม…” 

“ดูเหมือนคุณคิงจะอยู่ที่นี่ด้วยครับ”

“คิงอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” 

“ครับนาย ตอนนี้กำลังเดินไปร้านอาหารกับผู้ชายอีกคน นายจะไปพบคุณคิงเลยหรือเปล่าครับ” 

“ยังก่อน เดี๋ยวพาลูกแกะเดินเล่นสักพักแล้วจัดการแมลงน่ารำคาญเสร็จค่อยไปเจอ” ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางด้านขวามือ พอเห็นชายผู้หนึ่งซุ่มมองลูกแกะของเขาด้วยแววตาเป็นประกาย รอยยิ้มเหี้ยมก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

“เกรย์... โอ๊ย!”

ผัวะ!

เหตุการณ์ที่ดูเป็นปกติมาโดยตลอดคล้ายจะกลายเป็นความวุ่นวายกะทันหัน เมื่อลูกแกะน้อยหันกลับมาหาเขาพร้อมรอยยิ้ม ในเวลาเดียวกันกับที่มีชายตัวใหญ่ตรงเข้าไปชนอีกฝ่ายจนตัวเซ โชคดีที่อเล็กซ์รับร่างที่เอนจะล้มเอาไว้ทัน ก่อนจะหันไปต่อยสวนกลับทีเดียวจนชายร่างใหญ่ล้มลงไปกองอยู่กับพื้น หัวใจของเกรย์ที่เกือบจะหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเพราะเห็นลูกแกะร้องด้วยความเจ็บปวดจึงยังทนได้อยู่

“ลูกแกะ” เขาก้าวไวๆ เข้าไปหาคนที่ยังกะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง ก่อนจะรั้งคนตัวผอมเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนตัวเองแล้วใช้มือข้างที่ว่างลูบหัวทุยเบาๆ เพื่อปลอบประโลม จนลูกแกะหันกลับมากอดเอาไว้แน่น

เกรย์ไม่สนใจสายตาของคนรอบข้างที่มองมา เขาหันไปพยักหน้าให้อเล็กซ์จัดการตรงนั้นต่อ แล้วส่งสัญญาณให้วิคเตอร์เรียกคนอื่นเข้ามาแทน 

“เกรย์...” 

“เป็นอะไรหรือเปล่า” 

“คนเมื่อกี้” ลูกแกะกระซิบเสียงค่อย หัวยังซุกอยู่กับอกเขา แม้ตอนนี้จะนั่งลงบนม้านั่งบริเวณที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านแล้วก็ตาม “คนเมื่อกี้เขากระซิบบอก...”

คนฟังขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาอ่อนโยนฉายแววดุดันขึ้นมาทันควัน เมื่อรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุธรรมดา แต่เป็นการตั้งใจทำเพื่อบอกสารบางอย่างแก่คนของเขา

“มันพูดว่าอะไร”

“เขาบอกให้...เลิกยุ่งกับคุณ” เสียงพูดแผ่วเบาราวกระซิบกับแรงกอดรั้งเอวที่แนบแน่นกว่าเดิมทำให้ความขุ่นมัวในใจของคนที่ใกล้จะเดือดเป็นไฟจางหายไปกว่าครึ่ง เกรย์ข่มความดำมืดเอาไว้ภายใน ขณะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดข้อความออกคำสั่งให้อเล็กซ์คาดคั้นเอาข้อมูลจากไอ้ลูกกระจ๊อกนั่นมาให้หมด

“แล้วลูกแกะจะเลิกยุ่งกับฉันหรือเปล่า” 

“ไม่” หัวทุยที่ซุกอยู่กับอกเขาส่ายไปมาเป็นการปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เพียงเท่านั้นเกรย์ก็ยิ้มกว้าง สองมือประคองแก้มใสให้เงยขึ้นมองกันแล้วจูบลงบนหน้าผากขาวเพื่อให้รางวัลอย่างอ่อนโยน

“เก่งมาก” เขาชมแล้วดึงลูกแกะเข้ามากอดอีกครั้ง โดยไม่ลืมเหลือบไปมองคนที่แอบซุ่มดูอยู่ซึ่งกำลังกัดฟันกรอดพร้อมส่งยิ้มไปให้ ถึงจะเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันเข้ามาแทรกก็ยังมีโอกาสแสดงความรักให้แมลงน่ารำคาญดูอยู่ดี เห็นแบบนี้จะได้เลิกหวังสูง คิดอยากแย่งลูกแกะไปเสียที

หลังจากเห็นชื่อของคนที่ทักลูกแกะมาแบบไม่เกรงกลัวในไอจี เกรย์ก็จดจำใบหน้านั้นเอาไว้ในใจ โดยไม่คิดทำอะไรมากไปกว่านั้น เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ได้มีท่าทีคุกคาม แต่คาดไม่ถึงว่าการได้มาเหนือในครั้งนี้จะทำให้ได้พบเจอกับแมลงน่ารำคาญนั่นโดยบังเอิญที่ร้านดอกไม้ของภีม คนสำคัญของเพื่อนเขาเมื่ออาทิตย์ก่อน กลายเป็นจากที่จะได้เจอเพื่อนต้องเลื่อนไปทีหลัง แล้วเอาเวลาไปเตือนให้เลิกยุ่งกับคนของตัวเองแทน แน่นอนว่าการพูดเตือนกันด้วยหน้ากากยิ้มแย้มคงทำให้กลัวไม่ได้ เขาจึงบอกให้มาที่ห้างในวันนี้ เพื่อให้แมลงนั่นได้เห็นกับตาตัวเองว่าลูกแกะตัวนี้เป็นของใคร

“ยังอยากไปซื้อของอยู่หรือเปล่า” เกรย์ก้มหน้าถามคนในอ้อมแขนอีกรอบ ซึ่งก็ได้รับการส่ายหน้าตอบกลับมา ตัวเขาเข้าใจดีอยู่แล้ว เพราะต่อให้ทำเหมือนไม่ได้กลัวมากมาย หากมือที่เกาะกันไว้ไม่ปล่อยก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าลูกแกะหวาดระแวงอยู่ไม่น้อย

“กลับห้องก่อนได้ไหม เอาไว้วันหลังค่อยมาใหม่นะ” 

“ได้” เขาพาลูกแกะเดินไปด้านนอก พาไปส่งถึงรถ แต่ไม่ได้ขึ้นตามไปด้วย “ลูกแกะกลับไปพร้อมวิคเตอร์ก่อนได้หรือเปล่า”

“คุณมีธุระเหรอครับ”

“อืม คนของฉันบอกว่าคิงอยู่ที่นี่ คงต้องไปทักทายสักหน่อย หรือนายอยากไปด้วยกันไหม” 

แม้จะเป็นห่วงคนที่ต้องกลับไปก่อน แต่เกรย์ก็ไม่อาจปล่อยเวลาไปมากกว่านี้ ยิ่งได้เห็นว่าลูกแกะถูกเตือนให้ออกห่าง เขาก็ยิ่งรู้ตัวว่าจะต้องรีบจบศึกระหว่างเพื่อนกับแม่มดเสียที เพราะไม่ว่าแม่นั่นจะเกี่ยวข้องหรือไม่ แต่การต้องจัดการเรื่องพวกนี้พร้อมๆ กันคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดี

“ผม...กลับก่อนดีกว่า” ลูกแกะน้อยที่ยังไม่พร้อมจะเจอพี่ชายคนโตส่ายหน้า มือเอื้อมมาจับปลายนิ้วของเขาแล้วส่ายไปมาเบาๆ “คุณรีบกลับนะครับ”

“เข้าใจแล้ว” คนที่ถูกเร่งแบบอ้อนๆ ตอบรับพร้อมรอยยิ้มยืนยัน “ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงฉันจะตามกลับไป ดูหนังรอไปก่อนนะ”

“อื้อ”

หลังจากส่งลูกแกะขึ้นรถไปแล้ว เกรย์ก็เดินกลับเข้าไปในตัวห้างอีกครั้ง คราวนี้เพื่อจัดการธุระเรื่องแมลง แล้วก็เดินมั่วๆ ให้ไปเจอเพื่อนสนิทโดย ‘บังเอิญ’ หากเมื่อก้าวเท้าเข้าไปด้านใน การ์ดคนหนึ่งของเขาก็เดินตรงเข้ามาหา มือลากแขนของชายหนุ่มที่ได้รับฉายาว่าแมลงให้มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า และเพียงแค่ได้สบตากัน เกรย์ก็ฉีกยิ้มกว้าง หยิบหน้ากากที่ถูกใช้เป็นประจำกับคนไม่สนิทออกมาใส่

“ไง มาจริงๆ ด้วยสินะ” 

“ปล่อยกู!”

“จุ๊ๆ อย่าพูดหยาบคายสิ ไอไม่คิดเลยนะเนี่ยว่ายูจะมาจริงๆ” ภาษาไทยแปร่งๆ ที่พอจะใช้สื่อสารได้บ้างถูกพูดออกไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง ผิดกับตัวตนที่แท้จริงของเขาโดยสิ้นเชิง “ทีนี้จะเลิกยุ่งกับคนของไอได้หรือยังหือ”

“กู…”

“นายครับ” 

ชายหนุ่มยกมือห้ามไม่ให้แมลงน่ารำคาญพูด ก่อนจะหันไปสนใจการ์ดที่เดินเข้ามากระซิบข้อความบอกว่าเพื่อนของเขาอยู่ในร้านอาหารแล้วแทน

“อา... ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ไปด้วยกันเลยแล้วกัน” พูดจบเขาก็เดินนำไปที่ร้านอาหาร ปล่อยให้การ์ดลากคนที่ส่งเสียงโหวกเหวกให้ปล่อยมือเดินตามมาด้านหลัง กระทั่งไปถึงร้านอาหารซึ่งเป็นจุดหมายแล้ว เกรย์ก็คีบแขนเสื้อแมลง ลากให้เดินเข้าไปในร้านด้วยตัวเอง

“คิง?” เขาแสร้งส่งเสียงประหลาดใจ เมื่อเดินไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาคุ้นเคยซึ่งนั่งอยู่บนรถวีลแชร์โดยที่ข้างกายมีชายหนุ่มท่าทางสุภาพนั่งอยู่ด้วยอีกคน

อา... คงจะเป็นคนสำคัญของเพื่อนเขาสินะ

“เกรย์” คนที่ไม่ได้เจอมานานนับปีหันมาเลิกคิ้วมองด้วยความไม่เข้าใจ เป็นเวลาเดียวกันกับที่คนตัวขาวที่นั่งอยู่ด้านข้างหันมาสบตาเขาพอดี เกรย์มองใบหน้าสะอาดสะอ้านของคนที่ดูร้ายลึกด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าเพื่อนของเขาจะแพ้ทางคนแบบนี้ แต่เอาเถอะ...

“ปล่อยกู!” 

“ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้”

เกรย์ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะใช้มือดันแมลงที่น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ได้เข้าไปนั่งติดกระจกแล้วแทรกตัวนั่งปิดทางออกไว้ พอได้มองหน้าเพื่อนที่ดูสงสัยอย่างเห็นได้ชัดก็ยักไหล่ ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับพูดเรื่องจริงทั้งที่โกหกแทบทุกคำ

“ตอนแรกจะมาหายูนั่นล่ะ แต่พอดีเจอหมาบางตัวคิดจะโขมยกระดูกซะก่อน...” คงจะมีแค่เรื่องหมาคิดโขมยกระดูกที่เป็นเรื่องจริง “เลยเลื่อนเวลาไปหน่อย กะจะไปหายูอาทิตย์หน้า ใครจะไปคิดว่าจะมาเจอที่นี่พอดี”

“อืม” จักรพรรดิรับคำสั้นๆ หากดวงตาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อสิ่งที่เกรย์พูดเลยแม้แต่คำเดียว

“ว่าแต่นั่นคือ...” คนหน้าหนาลากเสียงยาวขณะหันไปมองแขกอีกคนเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

“อย่ามายุ่งกับคนของฉัน” ภาษาฝรั่งเศสดุดันพร้อมแววตาเชือดเฉือนที่มองมาไม่ได้ทำให้เกรย์หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงประหลาดใจเท่านั้นที่เห็นเพื่อนสนิทเป็นได้มากถึงขนาดนี้

“โอเคๆ” สองมือยกขึ้นข้างศีรษะเป็นเชิงบอกยอมแพ้ ทว่าปากกลับยกยิ้มไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่ภาษาก็ยังเลือกใช้ภาษาไทยที่ไม่ถนัด บอกให้รู้ว่ายังไม่ถึงเวลาพูดเรื่องสำคัญอะไร “ว่าแต่ทำไมยูไม่ติดต่อมาเสียที”

“กำลังจะติดต่อไป แต่นายมาก่อน” คนพูดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนกลับไปใช้ภาษาฝรั่งเศสที่คนบนโต๊ะฟังไม่ออกอีกครั้ง “มีคนจับตาดูฉันอยู่”

“หืม…”

“การที่นายมาที่นี่ด้วยตัวเองจะทำให้ฝั่งนั้นรู้ตัวเร็วขึ้น มินตราคงจะรู้แล้วว่าฉันคิดจะทำอะไรบางอย่าง” 

“ยังไงก็ต้องรู้อยู่แล้วนี่” เกรย์ตอบเป็นภาษาบ้านเกิด ใบหน้ากลับมาเฉยชาอีกครั้งเมื่อต้องพูดเรื่องจริงจัง “ทำให้เห็นแบบนี้ก็ไม่เห็นเป็นไร ยังไงเธอก็ไม่กล้าทำอะไรเกินกว่าเหตุอยู่แล้ว”

“แล้วเรื่องบริษัทเป็นยังไง”

“กว้านซื้อหุ้นมาหมดแล้ว อยากจะบีบให้ตายก็ทำได้ แต่ในเมื่อนายอยากจัดการเองก็แล้วแต่ อย่าให้มันนานเกินไปก็แล้วกัน”

“เรื่องนี้ไปคุยกันที่อื่น” จักรพรรดิเอ่ยเมื่อรู้สึกเหมือนคนที่เกรย์พามาและรู้จักกับคนของเขาฟังภาษาฝรั่งเศสรู้เรื่อง ดวงตาล่อกแล่กที่ลอบมองมาหลายทีบ่งบอกชัดเจนว่าเจ้าตัวตั้งใจฟังอยู่ และเมื่อเห็นเกรย์พยักหน้า เขาจึงหันไปพูดกับคนข้างกายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด  “ภีม...พี่ขอไปเดินเล่นกับเกรย์หน่อยนะ”

ระหว่างที่คนทั้งคู่กำลังร่ำลากัน ชายหนุ่มตาฟ้าก็หันกลับไปหาแมลงน่ารำคาญที่มองเขาแบบหวาดๆ อีกครั้ง พร้อมกันกับที่รอยยิ้มเหยียดปรากฏขึ้นบนใบหน้า แทนที่รอยยิ้มร่าเริงในตอนแรกซึ่งเป็นเพียงหน้ากากจอมปลอม

“อยู่เป็นเพื่อนคนของคิงจนกว่าเขาจะขอตัวไปเอง แล้วก็อย่ายุ่งกับคนของฉันอีก เพราะครั้งหน้าจะไม่ใช่การเตือนเด็กๆ แบบนี้แน่” จบคำเขาก็ผุดลุกขึ้นเต็มความสูง เข็นรถวีลแชร์พาเพื่อนเดินออกไปด้านนอกโดยไม่หันกลับไปมองด้านหลังอีกเลย

เมื่อได้มาอยู่กับเพื่อนสนิทที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเห็นสันดานกันมาตั้งแต่เด็ก เกรย์ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใส่หน้ากากอีก เขาคลายรอยยิ้มน่ารำคาญที่ไม่ได้มาจากใจ ให้การ์ดคนหนึี่งเข้ามาเข็นรถเพื่อน แล้วเดินไปพร้อมๆ กันแทน

“นายต้องรีบจบเรื่องได้แล้ว” เกรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรก็ตาม ถ้าไม่ใช่เพราะให้คำสัญญาว่าจะให้คิงตัดสินใจทุกอย่างตั้งแต่แรก แม่มดคงถูกจัดการไปนานแล้ว

“หลักฐานครบแล้วหรือไง”

“ก็มากพอจะทำให้เข้าไปอยู่ในคุกได้ แต่ถ้าต้องการมากกว่านี้ ไม่ให้เหลืออะไรติดตัวเลยแม้แต่อย่างเดียว ก็ต้องลากทรัพย์สินอย่างบ่อนใต้ดินพวกนั้นออกมาด้วย” 

“จัดการเลย”

“หืม... ยอมลุยต่อแล้วเหรอ” 

คนฟังเพียงเหลือบตามองด้วยแววตาเย็นชาโดยไม่ได้พูดอะไร เพราะมั่นใจว่าเกรย์รู้ดีอยู่แล้วว่าเขาโดนบีบให้กลับมาลงสนามต่อ 

“ฉันไม่ต้องการให้ภีมเป็นอันตราย”

“พอถึงเวลาตัดสินใจให้เด็ดขาดแบบนี้ก็แล้วกัน” คนรู้ทันพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะหยิบโทรศัพท์ที่มีสายเข้าขึ้นมาดู “เดี๋ยวจะให้คนพากลับไปหาคนของนาย ไว้เจอกัน”

“อืม”

เกรย์หมุนตัวเดินไปอีกทาง พร้อมกดรับสายของวิคเตอร์ด้วยความรู้สึกกังวลใจแบบแปลกๆ ตอนนี้เขาโยนหน้าที่เกี่ยวกับงานให้ลูคัสทำ โดยให้วิคเตอร์รับหน้าที่ดูแลลูกแกะเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่อีกฝ่ายจะโทรมาพูดเรื่องงาน

“หนึ่งประโยค” น้ำเสียงที่ถูกกดต่ำลงทำให้ปลายสายสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ และในวินาทีที่ได้ยินประโยคบอกเล่าจากปากลูกน้องคนสนิท คนที่ใจเย็นได้กับทุกเรื่องก็ออกตัววิ่งเต็มฝีเท้า มุ่งหน้าไปที่รถโดยไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น

[ตอนนี้คุณประมุขอยู่ที่โรงพยาบาลครับ]


------------------------


TALK: เหตุการณ์ช่วงนี้จะซ้อนทับกับในเรื่องจักรพรรดิค่ะ แต่พอมาอยู่ในมุมมองของเกรย์ก็จะให้ฟีลลิ่งอีกแบบ

ความคิดเห็น