ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 ปิดเชียร์

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 ปิดเชียร์

คำค้น : #พระพายหมายฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ธ.ค. 2561 14:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 ปิดเชียร์
แบบอักษร

                ...วันนี้อาการเป็นยังไงบ้าง...

                ...ถ้ายังไม่ดีขึ้นโทรหาพี่นะ...

                ...พี่เป็นห่วงนะครับ...

                นายนภนท์กำลังยืนมองหน้าจอโทรศัพท์อย่างไม่รู้ว่าควรจะขำหรือฉิวดี

                ส่วนคนที่ส่งมาก็ไม่ใช่ใครอื่น...พี่ยักษ์ตัวดำที่มั่นใจว่าบล็อกเบอร์ไปแล้ว

                ตอนแรกเขาตั้งใจจะตื่นไปให้ทันเรียนคาบเช้า แต่เพราะตื่นมาด้วยอาการมึนหัว เนื้อตัวปวดเมื่อยไปหมดจนยอมแพ้ทิ้งตัวลงนอนต่ออีกตื่น จวบจนกระทั่งเกือบจะบ่ายโมง คนป่วยถึงลุกขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความสดชื่น เตรียมพร้อมออกไปงานลาสต์เชียร์ที่จะจัดขึ้นเย็นนี้แล้วล่วงเลยไปถึงเช้าวันพรุ่งนี้ สาบานกับตัวเองว่าปีหน้าจะไม่เป็นแบบนี้อีก

                การผลักงานที่ต้องทำไปให้คนอื่นไม่ใช่นิสัยของเขา

                แม้ว่าสมาชิกสโมสรคณะจะมีไม่ใช่น้อย เพื่อนทุกคนก็พร้อมจะมาช่วยทำส่วนต่างแทน แต่ก็ยังอดจะรู้สึกผิดไม่ได้ จนสัญญาใจเลยว่าปีหน้าเอาใหม่ และต้องไม่ทรุดแบบนี้อีก

                เขาจึงเพิ่งเห็นข้อความเหล่านั้นตอนที่จะโทรหาเพื่อนสนิท

                “โทรศัพท์มันปลดล็อกเองได้หรือไง...พี่ก็เอาค่าตอบแทนไปแล้วนี่”

                เด็กหนุ่มโคลงหัวนิด มองหน้าจอโทรศัพท์อย่างเหนื่อยใจ เพราะมือถือเขาคงไม่รวนขนาดที่ปลดบล็อกเบอร์และไลน์ด้วยตัวเองหรอก คงมีใครถือวิสาสะตอนป่วยจัดการกับมันมากกว่า แล้วสกายก็มั่นใจว่าต่อให้ไอ้เรนเอาเขาไปขายยังไง มันก็คงไม่บอกรหัสปลดล็อกเครื่องเขาแน่

                เห็นทีจะมีคนโกงเอานิ้วเขาไปแปะแทนรหัสปลดล็อกมากกว่า

                สกายจึงกำลังชั่งใจว่าควรจะโกรธดีมั้ยที่มีคนเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์ ซึ่งพอมาเปิดไล่ จากชื่อ ‘ไอ้โรคจิต’ ในตอนแรกก็เปลี่ยนมาเป็น ‘พี่ราหูสุดหล่อ’ ซึ่งไอ้ชื่อราหูเนี่ยแหละที่ทำให้เด็กหนุ่มคิดเช่นกันว่าหรือเขาควรจะหัวเราะออกมาดี

                เออนะ ก็มีคนยอมรับว่าดำได้หน้าชื่นตาบานด้วย

                RRRRRrrrrrrrrrrr

                ก่อนที่จะตัดสินใจได้ โทรศัพท์ในมือก็ส่งเสียงร้องจนรีบกดรับ

                “ฮัลโหล”

                [ไอ้กาย มึงตื่นยัง กูอยู่ใต้หอแล้วนะ]

                “โอเค เดี๋ยวกูลงไป” สกายรับคำ คว้าข้าวของ ล็อกห้อง ลงไปหาเรนที่จอดรถรออยู่

                “จริงๆ มึงไม่ต้องมารับก็ได้ ม.ก็แค่นี้ กูเข้าไปเองได้” พอขึ้นมาบนรถที่เปิดแอร์ฯ เย็นฉ่ำก็บอกมัน

                “ได้ที่ไหน แดดเปรี้ยงขนาดนี้ เกิดมึงล้มกลางทางจะทำยังไง กูมารับแหละดีแล้ว” เพื่อนตัวเล็กฉีกยิ้มส่งให้ บอกอย่างเอาใจ จนต้องย้อนกลับไปคำ

                “ถ้าห่วงกูนัก ทำไมให้คนอื่นมาเฝ้าไข้กู”

                นั่นไง พอเขาจี้ถูกจุด คนกำลังยิ้มอ้อนก็ลดรอยยิ้มลงเรื่อยๆ แทนที่ด้วยความรู้สึกผิดให้ต้องส่ายหน้า

                “กูล้อเล่นน่า กูรู้ว่ามึงไม่ได้อยากฝากกูไว้กับคนอื่นหรอก” ทำไมเขาจะไม่รู้ ทำงานส่งอาจารย์จนเวลานอนยังไม่มี จะเอาเวลาไหนมาเฝ้าไข้คนป่วย ดีแค่ไหนแล้วที่มันยังอุตส่าห์หาคนมาดูแลเขาให้ได้ ถึงจะเป็นคนที่สกายอยากเลี่ยงแค่ไหน แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าก็...ดูแลดีจริงๆ

                “แล้วพี่พายไม่ได้ทำไรมึงใช่มั้ย กูบอกให้พี่พายุจัดการให้ได้นะ”

                สกายนึกสงสัยว่าจะมีคนจัดการกับพ่อปลาไหลอย่างพี่ราหูได้จริงๆ น่ะเหรอ

                “ไม่ต้องๆ อย่างที่เห็น กูหายแล้ว” เขาไม่ได้ห่วงพี่พายหรอก ก็ไม่ได้ถูกทำอะไรจริงๆ แค่เช็ดเนื้อเช็ดตัว ป้อนข้าว พาเข้าห้องน้ำ...

                “มึงไหวแน่นะ หน้ายังแดงๆ อยู่เลย”

                “กูเพิ่งไม่สบายมาสามวันไอ้เรน หายได้ก็บ้าแล้ว ฟังเสียงกูสิ” คนฟังสะดุ้งโหยง ยกมือแตะแก้ม มั่นใจว่าไม่ได้เขินหรอก น่าจะเป็นความอับอายมากกว่า เพราะพอเพื่อนทัก เขาก็เพิ่งนึกออกเหมือนกันว่าเช็ดตัวต้องถอดผ้า แล้วแน่ใจเหรอว่ายังรอดอยู่

ไม่มั้ง เอาคนป่วยก็เลวเกินไปหน่อยนะ แล้วพี่พายก็ไม่น่าเลวขนาดนั้น

                เด็กหนุ่มมุ่นคิ้ว เพราะเขาเพิ่งจะแก้ตัวให้ผู้ชายคนนั้นไปนี่หว่า

                “คืนนี้มึงกลับก่อนมั้ย”

                “ไม่”

                พอเพื่อนถามไปอีกเรื่อง สกายเองก็ยืนยันหนักแน่น

                “ถ้าพวกรุ่นน้องอยู่ได้ทั้งคืน กูเองก็ต้องอยู่ได้ทั้งคืนเหมือนกัน” พวกเขาผ่านการเข้าเชียร์วันสุดท้ายมาได้หนึ่งปีแล้ว รู้ดีว่าการอยู่ทั้งคืนต้องอดทนแค่ไหน ทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย ทั้งง่วง ทรหดไม่น้อย แต่พอได้เข้ามาสโมฯ ได้ทำงานกับพวกรุ่นพี่ เขาถึงได้รู้ว่าท่ามกลางความเหนื่อยที่ตัวเองได้เจอ พวกรุ่นพี่เหนื่อยกว่า ทั้งเตรียมงาน ทั้งประชุมสารพัดเรื่อง ปรึกษาหารือกับอาจารย์ คิดคอนเซ็ปต์ สรุปผล ทำงานกันมาตั้งแต่ตอนปิดเทอม ถ้ารุ่นพี่คนอื่นอยู่ได้ เขาที่ตอนนี้ก็เป็นรุ่นพี่คนหนึ่งก็ต้องอยู่ได้เหมือนกัน

                เนี่ยแหละความผูกพันของคณะพวกเขา

                น้องเหนื่อย พี่ก็ต้องเหนื่อยด้วย เขาไม่คิดจะใช้ข้ออ้างว่าเพิ่งฟื้นไข้เพื่อชิ่ง อีกทั้งเขาเต็มใจที่จะทำตามประเพณีที่รุ่นพี่สืบสานมาให้ และอยากส่งต่อให้รุ่นต่อไปประทับใจไม่ต่างกัน

                เขาคนเดียวทำไม่ได้หรอก แต่เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่คิดเหมือนกันอยู่นี่ไง

                “กูก็ว่าแล้วว่ามึงไม่พลาดหรอก” ไอ้เรนเองก็เข้าใจเขาดี มันถึงห้ามแค่นั้น

                “ยังดีนะที่มึงป่วยตั้งแต่เมื่อวันก่อน ถ้าล้มวันนี้ มึงคงร้องแน่เลย ช่วยงานนี้มาตั้งแต่ต้น แต่ไม่เห็นผลลัพธ์” เขาผิดหวังน่ะใช่ แต่ไม่ร้องไห้หรอก ก็มั่นใจนะว่าตัวสกายเองไม่ได้ร้องไห้มานานมากแล้ว อย่างมากก็ปริ่มๆ แล้วพรุ่งนี้เช้าก็อาจจะมีปริ่มๆ ก็ได้ถ้าเห็นรุ่นน้องร้อง

                “ก็คงงั้น”

                บางทีที่เขาฟื้นไวกว่าที่คิดก็เพราะได้พยาบาลดีด้วยมั้ง

                สกายเอนหัวพิงกระจกรถ ปล่อยให้เพื่อนเล่าให้ฟังว่าหลายวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งเพื่อนๆ เป็นห่วงเขาฉิบหาย (แต่ไม่โผล่หัวมาสักคนเพราะงานไม่เสร็จ) พวกรุ่นพี่ก็ถามถึง ซึ่งเห็นแล้วว่าในไลน์กรุ๊ปเต็มไปด้วยคำถามว่าเขาเป็นไงบ้าง ไหนจะเบอร์ที่ไม่ได้รับอีกเพียบ แต่ไอ้ซิกบอกแล้วว่าไม่ต้องโทรกลับหาใครแล้ว ไอ้เพื่อนตัวเล็กนี่มันไปรายงานทุกคนแทนเขา

                ขณะที่ปล่อยความคิดให้ล่องลอย สกายก็ดึงโทรศัพท์มือถือขึ้นมามองชั่วแวบหนึ่ง แล้ว...เปิดอ่านสิ่งที่ไม่เคยอ่านมาเลยตลอดหนึ่งเดือนนี้

                เขาอ่านข้อความทั้งหมดที่พี่พายเคยส่งมาให้ตั้งแต่ก่อนโดนบล็อกจนถึงตอนนี้

                สกายยืนยันว่าไม่ได้ใจอ่อน เพราะไม่ได้ตอบกลับคำขอของทางนั้น ก็แค่ตอบแทนอย่างที่พี่พายต้องการด้วยการอ่านทั้งหมดนั่นให้

                รับรู้ แต่ไม่ตอบรับ เพราะการตอบรับอาจจะนำมาซึ่งความผิดหวัง

                “ยิ้มอะไรวะ”

                “เปล่า”

                พอเพื่อนทัก สกายถึงยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปาก เพราะว่า...

                ...อู้วววว น้องสกายอ่านแล้วๆๆๆๆๆ...

                ไม่รู้ว่ามีคนว่างนั่งเฝ้าโทรศัพท์งานการไม่ทำหรือเปล่า เพราะจู่ๆ ก็มีข้อความใหม่เด้งเข้ามา จนริมฝีปากเผลอยกสูงขึ้น

                ...ไม่ตอบไม่ว่า แค่อ่านแบบนี้พี่ก็ปลื้มใจ...

                สกายรีบล็อกเครื่องแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ไม่สนใจว่ามันจะสั่นอีกหลายที เพราะจู่ๆ หัวใจไม่รักดีก็...สั่นจนนึกกลัว

                สงสัยเป็นเพราะฤทธิ์ยาแน่เลย

                “ของว่างช่วงพักเบรกน้องอยู่ไหนวะ”

                “มึงไปถามไอ้ไจ๋ มันรับผิดชอบอยู่”

                “ใครก็ได้เตรียมน้ำให้น้องหน่อย”

                “เฮ้ย มีน้องเป็นลม ใครมียาดมมั้ย”

                “มึงเอาน้องออกมาเลย”

                ยามที่ผ้าห่มสีรัตติกาลคลี่คลุมผืนฟ้า เสียงตีกลองจังหวะสนุกสนานยังคงดังออกมาจากห้องเชียร์อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่น้องปีหนึ่งเพิ่งผ่านพ้นความเคร่งเครียดจากการร้องเพลงคณะผ่าน ขณะที่ด้านนอกเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน เพราะแม้จะเตรียมงานมาอย่างดี แต่นั่นก็ต้องทำ เดี๋ยวนี่ก็ต้องแก้ มีคนวิ่งเข้าวิ่งออกตลอดเวลา ซึ่งสกายควรจะเป็นหนึ่งในนั้นแต่...

                “มีอะไรให้กูช่วยมั้ย”

                “คนป่วยนั่งเฉยๆ โว้ย!”

                พอสะกิดถามเพื่อน มันก็ตอบพร้อมกับชี้เก้าอี้ที่นั่งอยู่ว่ามึงอยู่เฉยๆ เลย หนก่อนที่ล้มกลางห้องก็ห่วงกันฉิบหาย แถมวันนี้ยังดูซีดๆ ซูบๆ ใครจะใช้คนป่วยลง

                สกายถามเพื่อนมาหลายคนแล้วและพวกมันก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ให้เขาทำอะไร แต่ขนาดไอ้เรนเองยังไปช่วยพวกรุ่นพี่ เขาที่ควรจะวุ่นไม่แพ้คนอื่นมานั่งจ๋องแล้วมันรู้สึกผิดนี่หว่า

                “พี่รันๆ มีอะไรให้ช่วยมั้ย”

                พอถามเพื่อนไม่ได้ ก็หันไปถามรุ่นพี่ปีสามที่เป็นหนึ่งในหัวหอกซ้อมเชียร์ปีนี้ ซึ่งหญิงสาวก็เดินมาอังมือกับหน้าผาก

                “ตัวยังอุ่นๆ อยู่เลย”

                “หายแล้วพี่ ให้อยู่เฉยๆ คงป่วยตาย”

                “ฮ่าๆๆ เอาจริงๆ ว่าอยากใช้ แต่หันไปดูนะกาย เพื่อนแกจ้องพี่เขม็งมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ขืนใช้งานจริงๆ มันคงไม่สนแล้วว่านี่รุ่นพี่” พี่รันเอาม้วนเพลงที่ถือไว้เคาะหัว

                “ไปนั่งกับพวกปีสองในห้องไป ทำอย่างที่เคยทำไม่ได้ก็ไปให้กำลังใจพวกน้องๆ เอา”

                “ไม่อยากป่วยเลยว่ะ”

                “แต่พอป่วยแล้วก็มีคนดูแลนี่”

                “หืม?” สกายเงยหน้าทันควัน หรี่ตาลง ในใจนี่หาตัวคนร้ายได้แล้ว...ไอ้เรนขายกูอีกแล้วเหรอวะ

                พอเขามองตาโต หญิงสาวก็หัวเราะอย่างขบขัน แล้วโน้มมากระซิบข้างหู

                “ไม่รู้หรือว่าแฟนพี่อยู่หอเดียวกับกาย”

                โอเค ได้ตัวคนร้ายคนใหม่แล้ว พี่จอยชัวร์

                “แค่คนรู้จัก”

                “พี่ก็ไม่ได้พูดว่าเป็นแฟนกายสักหน่อย”

                “ผมไปนั่งกับพวกในห้องก็ได้”

                ปกติสกายไม่สะทกสะท้าน ก็คงหัวเราะกับรุ่นพี่ที่คิดไปไกล แต่ครั้งนี้เขากลับเงียบเมื่อโดนแซว แล้วยอมตัดใจที่จะช่วยเพื่อนอยู่ตรงนี้ เดินไปหาพวกเพื่อนที่อยู่ในห้องเชียร์แทน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมกับพี่พายต้องร้อนตัว อาจจะเพราะความรู้สึกที่ถูกดูแลช่วงสองวันมานี้ยังคุกรุ่นอยู่ในใจ

                เป็นแบบนี้ไม่ดีแน่ ต้องตัดแม่งให้ขาด!

                บัดนี้ตีหนึ่งกว่า ภายในห้องเชียร์ก็ยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งแม้จะเห็นตำตาว่ามีรุ่นน้องหลายคนสัปหงก แต่ก็ไม่มีพี่คนไหนว่า มีเพียงความเข้าใจว่าเหนื่อย แล้วยิ่งไม่มีใครว่าที่มีรุ่นน้องบางคนขอตัวกลับก่อน การที่ไม่ได้อยู่จนจบไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช่เด็กสถาปัตย์ที่แท้จริง ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง และพวกรุ่นพี่เองก็เข้าใจ แค่ทำให้ดีที่สุดเพื่อรุ่นน้องที่ยังสู้ไม่ถอย

                หากยิ่งดึกความเป็นห่วงก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

                “มาตกอะไรคืนนี้วะ”

                สายฝนที่พร่างพรมลงมาจากผืนฟ้าทำให้สกายที่ออกมาสูดอากาศข้างนอกพึมพำด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ไม่ใช่ห่วงตัวเอง

                “พี่คะ สวัสดีค่ะ”

                “สวัสดีครับ พวกน้องจะกลับแล้วเหรอครับ”

                สกายหันไปรับไว้ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ซึ่งทำให้รุ่นน้องผู้หญิงสี่คนหน้าเสีย พยักหน้าอย่างกลัวๆ

                “กลับกันได้มั้ย ฝนไม่มีทีท่าจะหยุดเลย ออกไปแบบนี้เดี๋ยวไม่สบาย” เขาห่วงพวกรุ่นน้องที่จะฝ่าฝนออกไปต่างหาก แล้วนี่ก็ตีหนึ่งกว่าแล้ว แถมเป็นผู้หญิงทั้งกลุ่ม ไม่ได้ว่าอะไรที่จะไม่อยู่กันต่อจนจบ ซึ่งทั้งกลุ่มก็พากันสบตากันไปมา

                “ไม่เป็นไรค่ะ ออกได้ พวกเรามีร่ม”

                ร่มคันเดียวไม่น่าจะบังฝนให้ผู้หญิงสี่คนได้เลย

                “งั้นรอพี่ตรงนี้แป๊บนึง เดี๋ยวพี่วิ่งไปเอาร่มมาให้” เขาเพิ่งเห็นเพื่อนเดินกางร่มไปอีกตึก น่าจะมีอยู่อีกหลายคันจนส่งยิ้มให้รุ่นน้อง กำชับว่าให้รอตรงนี้ แล้วทำท่าจะวิ่งฝ่าฝนข้ามอาคารไปเอามาให้

                “ไอ้เหี้ยกาย!!!”

                จังหวะนั้นเองที่สกายแทบจะเบรกหัวทิ่ม เมื่อเพื่อนสนิทเรียกเสียงดังลั่น แถมยังวิ่งพรวดมาจากอีกทาง

                “มึงจะทำเหี้ยอะไรวะ!”

                “มึงนั่นแหละตะโกนเหี้ยอะไร น้องตกใจหมด แล้วกูจะไปเอาร่มให้พวกน้องๆ เขา” สกายตอบ ซึ่งเพื่อนสนิทแยกเขี้ยวทันที

                “จะบ้าเหรอวะ มึงเพิ่งไปนอนให้น้ำเกลือโรง’บาลมา วิ่งฝ่าฝนเข้าไปสิ กลับมาอยู่ทั้งคืน เดี๋ยวก็ตายคาตึก...พวกน้องๆ จะออกไปหน้าม.ใช่มั้ยครับ เดี๋ยวพี่ขับรถไปส่งข้างหน้าดีกว่า แต่นี่ก็ดึกแล้วนะ ทางกลับบ้านไม่อันตรายใช่มั้ย” เรนสวดเพื่อนเสร็จก็หันไปถามรุ่นน้องอย่างเป็นห่วง

                “เออไง กูถึงจะไปเอาร่มมาให้ ขืนขากลับเจอฝน ถึงมึงไปส่งหน้าม.ให้ กลับถึงบ้านก็ไม่สบายพอดี” คราวนี้เรนพยักหน้าหงึกๆ แต่ชี้หน้าสั่งสกาย

                “งั้นเดี๋ยวกูไปเอาเอง มึงอยู่นี่แหละ ไม่สบายแล้วยังทำเก่ง” ว่าแล้วเพื่อนตัวเล็กก็วิ่งฝ่าฝนไปอีกตึก ซึ่งทำให้พวกรุ่นน้องพากันมองหน้ากัน แล้วหันมามองสกาย

                “พี่ไม่สบายเหรอคะ”

                “นิดหน่อยครับ” เสียงของเขายังแหบจัด และนั่นก็ทำให้น้องคนหนึ่งที่ดูกล้ากว่าคนอื่นถามบ้าง

                “แล้วทำไมพี่ไม่กลับไปพักล่ะคะ”

                คำถามที่สกายยิ้มกว้าง บอกอย่างจริงใจ

                “น้องๆ ยังอยู่ได้ แล้วทำไมพี่ถึงจะอยู่ไม่ได้ล่ะครับ”

                “เฮ้ยไอ้กาย พี่รันถามหามึงอะ เขาหาเบอร์ร้านบายศรีไม่เจอ มึงมีมั้ย” สกายไม่ได้สังเกตว่าพวกรุ่นน้องทำหน้ายังไงกันตอนพูดประโยคนี้จบ เพราะเพื่อนอีกคนตะโกนเรียก เลยฝากฝังให้มันอยู่รอวาเรนกลับมาเป็นเพื่อนน้องๆ แล้วรีบไปหารุ่นพี่ที่ตามตัวเขาอยู่

                “พวกน้องจะกลับกันยังไงครับเนี่ย”

                คล้อยหลังสกายไป เพื่อนพวกเขาก็ถามรุ่นน้องด้วยความเป็นห่วงไม่ต่างกัน และนั่นก็ทำให้ทั้งกลุ่มนั้นมองหน้ากันไปมา แล้วก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นมา

                “หนูคิดว่าหนูเปลี่ยนใจแล้วค่ะพี่”

                ถ้ารุ่นพี่ทำเพื่อพวกเธอได้ แล้วทำไมพวกเธอถึงไม่รับความปรารถนาดีที่รุ่นพี่มีให้ล่ะ

                “เซ็งฉิบหาย ฝนมาจากไหนก็ไม่รู้”

                ขณะที่ทางฝั่งของสกายกำลังเป็นห่วงรุ่นน้องที่ขอตัวกลับบ้านก่อน อีกฟากของกรุงเทพมหานคร งานแข่งรถที่จัดขึ้นบนถนนกลางกรุงเทพมหานครก็ถูกยกเลิกกะทันหัน เพราะสายลมพัดพาละอองฝนมาถึงนี่จนพื้นเปียกแฉะ ซึ่งต่อให้ฝนหยุดตกในอีกไม่กี่นาทีนี้ แต่คงไม่มีใครอยากซิ่งบนถนนที่เกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ

                พระพายเองก็บ่นอย่างสุดเซ็ง พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้อากาศจะดีทั้งวันนี่หว่า

                ถัดไปไม่ไกลนัก พายุ หนุ่มหล่อมาดเซอร์ที่มัดผมเอาไว้ลวกๆ ตรงท้ายทอยก็กำลังกำกับลูกน้องให้ยกซูเปอร์ไบค์เครื่องแรงที่แต่งแล้วกลับขึ้นบนรถคอนเทนเนอร์

                งานแข่งนี้ไม่ได้เป็นแค่งานของเด็กแว๊นทั่วไป แต่มีผู้มีอำนาจที่สั่งปิดถนนยามค่ำคืนเพื่อเปิดเป็นสนามแข่งให้แก่สมาชิกมาท้าทายความเร็ว คนทั่วไปไม่มีทางเข้าได้ รถซูเปอร์คาร์หรูหราจำนวนมากจึงกำลังทยอยกันขับออกจากงานอย่างเซ็งสุดขีด                 “ดีแล้ว คืนนี้กูรีบ” แต่พายุยักไหล่ไม่ใส่ใจ

                “มีนัดกับเมีย?”

                คนฟังยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมดุจเหยี่ยมวาววับ

                “มองหน้ามึงก็รู้คำตอบแล้ว” พระพายหัวเราะ นึกไปถึงเพื่อนเมียของทางนั้นอีกที

                วันนี้เขานั่งเฝ้าโทรศัพท์มือถือทั้งวัน ทำตัวให้ว่างสมกับที่ขอพ่อลาหยุดเอาไว้ แต่กลับไม่มีเสียงดังสักแอะ จะมีก็คู่ขาเก่าๆ ที่บอกปัดไปหมด ส่วนคนที่รอก็แค่อ่านข้อความแต่ไม่ยักกะตอบ จนไม่รู้ว่าควรจะท้อหรือขำดี

                จริงๆ น่าจะเป็นห่วงมากกว่า

คืนนี้จะฝันร้ายหรือเปล่า

                สีหน้าเคร่งขรึมผิดนิสัยพระพายทำให้พายุเอ่ยถาม “มึงไปกับกูมั้ยล่ะ”

                “ไปไหน” พายหันมามองเพื่อน ก่อนที่จะแสร้งทำตาโต

                “ขอบคุณที่มึงชวน แต่กูไม่นิยมสามพีว่ะ” ไอ้พายุตาเหี้ยมขึ้นมาทันที จนรีบยกมือเสมอไหล่

                “กูล้อเล่นๆ แล้วจะชวนกูไปไหน”

                “ไป...”

                “พี่พายุ พี่พาย สวัสดีครับ”

                พายุพูดไม่ทันจบ พวกเขาก็ต้องหันไปมองเสียงทักทาย แล้วก็ได้เห็นคนที่หายหน้าหายตาไปนาน

                “อ้าว เพชร กันท์ ไม่ได้มานานเลยนี่” อีกสองคนเป็นสมาชิกในงานนี้เหมือนกัน เคยเห็นหน้ากันอยู่หลายครั้ง ซึ่งพระพายก็สัมผัสได้ว่าทางนั้นนับถือเขา

                “แข่งกี่ทีก็แพ้นี่พี่ ไม่เหมือนพี่พายหรอก กี่ทีก็ชนะ” เพชรบอกอย่างกระตือรือร้น ดวงตาเป็นประกาย แล้วก็หันไปมองหน้าเพื่อน

                “พี่ทำไอ้กันท์เสียเซลฟ์น่าดู หนก่อนมันแพ้พี่ขาดลอยเลย มันนั่นแหละพาล พวกผมเลยไม่ค่อยโผล่หน้ามาให้เห็น”

                “เฮ้ย กูเปล่า”

                พระพายหัวเราะ ไม่ใส่ใจท่าทางร้อนรนของคนเด็กกว่าที่เจาะคิ้ว ไม่โกรธแม้ไอ้พวกนี้จะเอาเขาไปด่าลับหลัง เจอบ่อยไป ส่วนเขาแพ้ชนะอยู่ในสนาม พอออกนอกสนามก็เป็นพี่เป็นน้องกันได้

                “งั้นแปลว่าวันนี้จะมาล้างมือ” คนฟังส่ายหัวขวับ

                “เปล่าครับพี่พาย แค่ไม่ได้มานานเลยอยากแวะมาสักหน่อย ไม่กล้าแข่งกับพี่แล้ว” กันท์ตอบ

                “แต่เสียดายวันนี้ฝนตก งั้นเจอกันหนหน้านะพี่พายุ พี่พาย พวกผมไปแล้ว” เพชรเสริม ล่ำราทั้งคู่ พากันขึ้นรถยุโรปแล่นจากไปอีกทาง ซึ่งพอพวกเขาเหลือเพียงสองคนเหมือนเดิม นักแข่งคนเก่งก็หันไปมองช่างใหญ่ที่กลางวันเป็นสถาปนิกหนุ่ม แต่กลางคืนแต่งเครื่องบิ๊กไบค์แทนคำถามว่าเมื่อกี้มึงพูดอะไรค้างไว้

                “กูกำลังจะไปมหา’ลัย” พายุว่าง่ายๆ

                “ตอนนี้เนี่ยนะ!” คนฟังก้มมองนาฬิกาที่บอกว่าจะตีสอง

                “คืนนี้คณะกูมีลาสต์เชียร์ กว่าจะจบก็เช้าโน่น ปีก่อนกูไม่ได้ไป ปีนี้เลยไปผูกข้อมือให้น้อง” ไอ้พายุเล่าหน้านิ่ง ผิดกับดวงตาที่เป็นประกายวาบจนคนฟังหรี่ตา

                “กูว่ามึงไปผูกข้อมือให้เมียมากกว่ามั้ง” ได้ข่าวว่าเรนเป็นน้องรหัสสายตรงของไอ้พายุ เพียงแต่พอไอ้พายุเรียนจบแล้ว เรนเพิ่งเข้าปีหนึ่ง แปลว่าปีก่อนมันพลาดคือพลาดผูกให้เมียมันสินะ ทุกอย่างเล่นเล่าผ่านสายตาเจ้าเล่ห์ของมันหมด

                “มึงจะไปมั้ยล่ะ”

                “ไป!”

                แน่นอนว่าคำตอบเขามีคำเดียว ให้คนนอกเข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เขาหน้าด้านซะอย่าง ใครก็ไล่ไอ้พายไม่ได้

                ได้เห็นหน้าน้องสกายในคืนที่ไม่คาดคิดนี่โชคหล่นทับเห็นๆ

                อีกไม่กี่ชั่วโมงฟ้ากำลังจะสว่าง ไม่ใช่แค่รุ่นน้องที่ร้องเพลงไปสัปหงกไป พวกรุ่นพี่หลายคนก็ผงกหัวเฝ้าพระอินทร์กันเป็นแถบ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าคนป่วยที่เหมือนจะหายดีแล้วกำลังนั่งซุกตัวอยู่มุมมืด สองมือยกขึ้นกอดอก ใบหน้าเรียบเฉยผิดกับแก้มขาวที่ขึ้นสีระเรื่อ เหงื่อผุดพรายรอบวงหน้า สะลึมสะลือเพราะไข้กลับ

ต้องกินยา

                สมองกระซิบเตือน แต่ร่างกายไม่อยากขยับมากไปกว่าพลิกเปลี่ยนท่า และกรีดร้องว่าต้องการการพักผ่อน

                เขาขอให้เพื่อนเอายามาให้ได้ แต่เดี๋ยวก็ทำให้พวกมันเป็นห่วงอีก เลยคิดว่าพักสักหน่อยเดี๋ยวก็มีแรงไปหายากินเอง แถมอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จบแล้ว เดี๋ยวก็ลงว้ากรอบสุดท้ายเพื่อเปิดตัวว้ากเกอร์ทั้งหลาย ทำซึ้งให้น้อง ผูกข้อมือ ขอโทษกับทุกอย่างที่ผ่านมา แล้วก็มีพิธีบายศรี...ในหัวเห็นภาพเป็นฉากๆ แต่ร่างกายกลับประท้วงว่าไม่มีทางอยู่จนจบงานไหว

                “ฝืนอีกแล้วเหรอครับ”

                ท่ามกลางพิษไข้ที่โจมตีอีกรอบ สกายก็ปรือตาขึ้นอย่างงุนงง เห็นคนคุ้นหน้าที่มานั่งข้างๆ แถมยังส่งมือมาอังหน้าผากเขาโดยไม่ขออนุญาตสักคำ จนดวงตาเบิกกว้าง

                “พี่พาย”

                “ดีใจจังวันนี้ยอมเรียกชื่อด้วย” ปากล้อเลียน แต่ดวงตาสีสวยคู่นั้นฉายแววเป็นห่วง ไม่ได้เล่นๆ เหมือนทุกที

                “กินยาหรือยัง”

                สกายไม่บอกเพื่อน แต่เขากลับบอกพยาบาลจำเป็นด้วยการส่ายหน้า

                “งั้นเดี๋ยวพี่ไปหายามาให้”

                “อย่าบอกเพื่อนผม” พอพวกเพื่อนๆ เป็นห่วง พวกมันคงไม่ยอมให้เขาอยู่จนจบ ซึ่งพระพายก็ตีหน้าเคร่ง แต่ก็ยอมพยักหน้า

                “รอพี่แป๊บนึง” ว่าจบก็ลุกเดินไปอีกทาง

                สกายมองตามแผ่นหลัง แล้วไล่สายตามองไปรอบๆ เขาถึงเข้าใจว่าพี่พายมาได้ยังไงเพราะเห็นพี่พายุอยู่กับไอ้เรน

                งานนี้เป็นงานที่ไม่ได้ห้ามคนภายนอกเข้า พวกศิษย์เก่าเองก็มากันทุกปี พี่พายก็คงตามพี่พายุมา คิดไปก็เอนหัวพิงผนัง โล่งไปเปราะว่าเพื่อนสนิทคงไม่มายุ่งวุ่นวายกับอาการป่วยของเขา น่าจะยุ่งตามเฝ้าแฟนมันมากกว่า แค่เดินเข้ามาทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องก็มองกันตาปรอยแล้ว

                “กินยาก่อนนะ”

                คนนี้ก็เด่นไม่แพ้กัน

                เด็กหนุ่มสัมผัสได้ว่าสายตาหลายคู่เมียงมองตามพระพายอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ดวงตาสีน้ำตาลคู่นี้กำลังกวาดมองไปทั่วหน้าเขา สำรวจว่าไม่ได้เป็นอะไรขณะที่ส่งยากับขวดน้ำให้ คนป่วยเองก็ไม่อิดออดจัดการกรอกทั้งยาทั้งน้ำลงไปอย่างว่าง่าย

                “ไหวมั้ย”

                “ไหวไม่ไหวผมก็จะอยู่จนจบ” เขาดักไว้ก่อน ซึ่งคนฟังขมวดคิ้ว พักเดียวก็ระบายยิ้ม

                “ได้ครับเมีย ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน” สกายรู้ว่ากำลังโดนกวนประสาท แต่ไอ้คำว่าเมียนี่อะไรจนขมวดคิ้วใส่

                “ไม่เอาน่า พี่พูดให้ขำ อย่าทำหน้าแบบนั้น เดี๋ยวก็ปวดหัวหรอก มาๆ กว่างานจะเลิกอีกหลายชั่วโมงใช่มั้ย พิงพี่มา” พระพายดึงหัวให้ขยับไปซบไหล่ อย่างที่สกายก็ขืนเอาไว้สุดความสามารถ นี่ไม่ใช่คอนโดพี่พาย ไม่ใช่หอพักของเขา จะให้มานั่งซบไหล่ท่ามกลางคนมากมายได้ยังไง มีสมองคิดมั้ยเนี่ย

                “ไม่งั้นพี่พากลับหอนะ”

                สกายเกือบจะสวนไปแล้วว่าพี่มีสิทธิ์อะไร แต่พอถูกมือที่ทั้งใหญ่ทั้งหนาบังคับจับหัวซบไหล่ เขาก็จำใจ หากเหตุผลหลักที่ทำให้เด็กหนุ่มไม่ขัดขืนน่าจะเพราะเสียงเคร่งเครียดที่ดังตามมา

                “อย่าทำให้พี่เป็นห่วงนักสิ”

                เขาควรจะต่อต้านสิ ตัดทิ้งให้ขาดไปเลยสิ แต่กลับ...เอื้อมมือไปจับหลังเสื้อคนตัวโต

                “ผมไม่เห็นขำ” เด็กหนุ่มงึมงำอย่างง่วงๆ

                “เอาไว้หายดีแล้วเดี๋ยวพี่แหย่ให้ขำเอง”

                “ไม่ขำหรอก” คนป่วยเถียงอย่างเบลอๆ

                “ไม่ทำให้ขำก็ได้ พี่ว่าทำให้อย่างอื่นเป็นจริงดีกว่า”

                “อะไร”

                คราวนี้พระพายไม่ตอบ แค่หัวเราะอยู่ชิดริมหู ซึ่งสกายเองก็ไม่มีแรงจะถามแล้ว เขาแค่ซบอยู่นิ่งๆ หลับตาลง จมดิ่งสู่ความง่วงงุนที่ครอบครองสติทั้งหมด ยิ่งมีมือใหญ่ลูบผมกล่อมให้หลับ คนที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาเพียงไม่กี่วันที่ถูกเฝ้าไข้ก็คุ้นเคยกับสัมผัสแบบนี้จนเอนซบพระพายเอาไว้ทั้งตัว หัวใจผ่อนคลาย

                สกายงึมงำอย่างไม่มีสติ

“ขอบคุณที่พี่มาหาผม”

ขอบคุณ...ที่ช่วยดูแล

                เจ้าตัวไม่รู้ว่าถ้อยคำนั้นทำให้ผู้ชายขี้เล่นทอดมองด้วยสายตาอ่อนโยนแค่ไหน ความร้อนรนที่วาบขึ้นในวินาทีแรกที่เห็นเด็กน้อยคอพับคออ่อนอยู่แทนที่ด้วยความร้อนที่แผดเผาในอก แล้วพระพายก็กระซิบบอกกับคนที่หลับซบเขาไปแล้ว

                “ทำให้เป็นจริงดีมั้ยนะ”

ทำให้สกายเป็นเมียพี่จริงๆ

                พระพายกระชับร่างคนป่วยแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว


......................................................................


  เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

  ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #พระพายหมายฟ้า​ นะคะ


ความคิดเห็น