ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ศักราชโลกใหม่ตอนที่ 11: Plants vs. humans

ชื่อตอน : ศักราชโลกใหม่ตอนที่ 11: Plants vs. humans

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ก.ค. 2563 01:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ศักราชโลกใหม่ตอนที่ 11: Plants vs. humans
แบบอักษร

เซน “ ใครกันน๊า...ที่มาขัดจังหวะการทดลองของเรา ถ้ามาไม่ดีพ่อจะเล่นให้ยับเลยคอยดู”

 

ว่าแล้วเจ้าตัวก็เดินออกจากบ้านด้วยท่าทีเกียจคร้าน เมื่อถึงหน้าประตูทางเข้าก็เห็นชายวัยสามสิบท่าทางอันธพานแสดงออกมาอย่างชัดเจน จุดเด่นคงหนีไม่พ้นฟันหน้าที่ยื่นออกมาจากปากอย่างกับจอบขุดดินอย่างไรอย่างนั้น ดูก็รู้ว่าท่าทางคงไม่ได้มาดีอย่างแน่นอนตนจึงกล่าวไล่ไปอย่างรำคาญ “ พวกนายเป็นใครผมไม่อยากรู้หรอก ไปจากที่นี่ซะตอนนี้ก่อนที่จะไม่ได้ออกไป”

 

คำกล่าวที่ออกจากปากไอ้หนุ่มตรงหน้าทำให้กลุ่มของจอบต้องขมวดคิ้วแน่น อารมณ์โมโหพุ่งขึ้นมาตามนิสัยนักเลง

 

จอบ “ เหอะ ไอ้หนุ่มนี่เอ็งกล้าหยามพวกข้างั้นเหรอ อย่ามาดูกถูกกันให้มากนักนะ เดี๋ยวเอ็งจะได้เจ็บตัวไม้น้อย เฮ้ยพวกเรามันมาคนเดียวหว่ะไปเล่นเป็นกับมันหน่อยดิ๊”

 

สิ้นเสียงคำกล่าวจากหัวหน้ากลุ่ม พวกที่ซ่อนตัวอยู่รอบข้างนับร้อยคนก็ปรากฏตัวออกมาล้อมเซนเอาไว้ทุกทิศทาง บ้างก็เกวี่ยงมีดเล่น บ้างก็เคาะปืนบนมือ บ้างก็โชพลังเบ่งกล้ามใบหน้าเหี้ยมเกรียม แต่การแสดงดังกล่าวกลับไม่ทำให้เซนรู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย มันดั่งการแสดงปาหี่ซะมากกว่าในความคิดของเขา เขาได้แต่ส่ายหน้ามองพวกนี้อย่างกับคนโง่เง่าที่ไม่เข้าใจสถานการณ์อะไรเลย

 

เซน “ เฮ้อ เข้ามาในถิ่นคนอื่นคิดจะใช้จำนวนเข่าข่มงั้นเหรอ ตรรกะนี้มันใช้ไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นสมัยก่อนหรือตอนนี้ก็ตาม เพราะปกติเจ้าของถิ่นย่อมมีกำลังคนแอบซ่อนไว้เยอะมากกว่าที่ตาเห็น” ว่าแล้วเซนก็ยกมือขึ้นมาปรบเบาๆสามครั้ง

 

แปะๆๆ

 

เซน “ ฝากเก็บกวาดที่เหลือด้วยนะเด็กๆ จะกินจะทำอะไรกับพวกมันก็ได้ตามใจ”

 

สิ้นเสียงก็ปรากฏต้นไม้แปลกประหลาดมากมายเข้ามาล้อมกลุ่มของจอบเอาไว้มันมีมากกว่าร้อยต้นซะอีก ไม่ว่าจะเป็นไจเอนท์หรือจอบเขมือบพวกมันล้วนตื่นเต้นกับของเล่นตรงหน้ากันทั้งนั้น จะมีแต่เจ้าป้อมปืนเท่านั้นที่อยู่ใกลออกไปเนื่องจากเคลื่อนที่ไม่ได้ ได้แต่ยิงสนับสนุนอยู่ห่างๆเท่านั้น

 

คราวนี้กลุ่มของจอบได้เหงื่อแตกของจริงแล้ว พรางร่ำร้องในใจว่าฉิบหายแล้วตรูไปตามๆกัน ยังดีที่มันพอมีสติอยู่บ้างจึงคิดขึ้นมาว่า หากนี่เป็นความสามารถของไอ้หนุ่มเบื้องหน้าตนแล้วล่ะก็ ขอแค่กำจัดมันได้เจ้าต้นไม้รอบๆคงตายไปเอง

 

จอบ “ พวกเอ็งสงบสติกันก่อน ขอแค่ฆ่าไอ้หนุ่มนี่ได้พลังของมันก็หายไปเอ็งล่ะน่า รุมฆ่ามันซะเร็วเข้า ก่อนที่พวกเราจะซี้กันหมด”

 

“ จริงด้วย อย่างที่ลูกพี่บอก ฆ่ามันๆๆๆ”

 

เมื่อได้เสียงปลุกกำลังใจ ลูกน้องนับร้อยก็โจมตีเข้าใส่เซนโดยพร้อมเพรียงกัน พวกที่ถือปืนก็เล็งยิง พวกที่ถืออาวุธประชิดก็โถมตัวเข้าใส่ พวกที่มีพลังพิเศษก็สาดพลังเข้าใส่เช่นกัน บอลไฟ ผลึกน้ำแข็ง ผงพิษ เพิ่มพละกำลัง เพิ่มความเร็ว เพิ่มพลังป้องกัน ซึ่งผู้มีพลังส่วนมากจาก 25 คน เป็นพวกเสริมพลังความสามารถทางร่างกายซะ 20 คน อีก 5 คนเป็นพวกใช้พลังธาตุโจมตีระยะใกลได้ ได้แก่ ผู้ใช้ไฟ 3 คน น้ำแข็ง 1 คน และพิษอีก 1 คน

 

ดูจากปริมาณที่พวกมันปล่อยออกมาขนาดเท่าลูกบาสลูกหนึ่งเท่านั้น หากปล่อยใส่มนุษย์ธรรมดาแล้วล่ะก็คงฆ่าได้อย่างสบายๆ แต่หากปล่อยใส่สัตว์กลายพันธุ์ระดับกลางแล้วล่ะก็พวกมันแค่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง พลังเพียงเท่านี้ยังกล้าเอามาใช้ต่อเซนอีกหรือ เจ้ามานพที่มาครั้งก่อนยังโหดกว่าเป็นไหนๆ เซนได้แต่ส่ายหน้ากับการโจมตีอ่อนๆเช่นนี้ พรางใช้พลังสายฟ้าเคลื่อนที่หลบออกไปอย่างรวดเร็วดั่งการหายตัวจากที่เดิมไปโผล่อีกที่หนึ่ง นี่คือความเร็วของสายฟ้าที่เหนือกว่าเสียงยังไงล่ะ

 

ปั้งๆๆๆๆ ตู้มๆๆๆๆๆ

 

กระสุนปืนและพลังต่างๆโถมเข้าใส่พื้นดินที่เซนเคยอยู่เมื่อครู่ ทำเอากลุ่มของจอบพากันลุ้นมามันตายรึยัง และเมื่อกลุ่มควันจางลงกลับเหลือแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น

 

จอบ “ เฮ้ย มันหายไปไหนวะ”

 

“ หรือจะโดนเล่นจนไม่เหลือซากแล้วอะพี่”

 

“ จะบ้าเหรอ ต่อให้พวกเราโจมตียังไงมันก็ต้องเหลือชิ้นส่วนบ้างล่ะน่า”

 

“ ยะ..อยู่...มันไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไงอะพี่จอบ”

 

ลูกสมุนคนนึงชี้ไปทิศทางหนึ่ง ทุกคนต่างก็หันไปมองพร้อมกันโดนไม่ได้นัดหมาย ปรากฏว่าชายหนุ่มที่ควรจะถูกพวกตนกำจัด ตอนนี้ดันนั่นห้อยขาอยู่บนไหล่ของต้นไม้ที่มีรูปร่างคล้ายคิงคองสูง 8 เมตรเสียแล้ว นั่นทำให้พวกเขาต่างตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก แล้วอย่างนี้พวกเขาจะฆ่าไอ้หนุ่มนั่นยังไงดีล่ะ

 

จอบกัดฟันกล่าวอย่างไม่เต็มใจนัก “ ในเมื่อตกอยู่ในสถานการ์แบบนี้แล้วก็ตัวใครตัวมัน วิ่งหนีออกจากที่นี่ให้ได้ ออกไปรายงานพี่เสือให้มาแก้แค้นแทนพวกเราซะ ทุกคนถอย”

 

ว่าแล้วเจ้าตัวก็ใช้ความสามารถที่ยังไม่แสดงออกมาให้ผู้คนได้เห็นกัน ร่างของเขาโปร่งใสหายไปดั่งอากาศธาตุอย่างไรอย่างนั้น ทำเอาลูกน้องที่เหลือหน้าซีดไปตามๆกัน วิ่งหนีตาลีตาเหลือกไปคนละทิศละทาง

 

เซนขมวดคิ้วเป็นปมสงใสว่าหัวหน้ากลุ่มพวกมันหายตัวไปได้อย่างไร มันคือการวาร์ป หรือพรางตัวดั่งกิ้งก่ากันแน่ แต่ก็สงสัยได้ไม่นานเพราะอยู่ดีๆตนก็รู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์อันตรายถึงชีวิตเข้าเสียก่อน ก่อนที่ตนจะใช้พลังสายฟ้าอีกครั้งหลบฉากออกไปด้านข้างอย่างเฉียดฉิว ปลายมีดแหลมคมเฉียดผ่านคอหอยไปเพียงไม่กี่เซนเท่านั้น ร่างของผู้กระทำค่อยๆเผยตัวออกมา มันคือจอบที่คิดว่าหนีออกไปแล้วนั่นเอง ที่แท้ทั้งหมดนี่ก็เป็นแผนการณ์ของมันที่ทำให้เซนตายใจคิดว่ามันหนีไปแล้ว จึงให้ความสนใจกับคนอื่นแทน แล้วตนจึงลอบปีนขึ้นมาสังหารเจ้าตัวทีหลัง

 

หากไม่มีลางสังหรณ์ดังกล่าวแล้วล่ะก็เซนต้องบาดเจ็บหนัก โดนแทงเข้าคอไม่ก็หัวหลุดเป็นแน่ ไม่ว่าอย่างไหนก็ไม่ดีทั้งนั้นล่ะ จากที่อารมณ์ค่อนข้างเฉยๆกลับกลายเป็นเจตจำนงสังหารไปเสียแล้ว เนื่องจากอยู่ในโหมดสายฟ้า ภาพทุกอย่างที่เห็นจึงกลายเป็นสโลโมชั่น หลังจากหลบมีดของจอบได้แล้วตนก็รีบเรียกค้อนไม้ออกมาจากร่างทันที เหวี่ยงหวดออกไปทั้งๆที่ตนลอยอยู่ในอากาศเช่นนั้น

 

ผั่ววว.....

 

จอบ “ อัก...เฮือกกก....อ้ากกกก”

 

จอบโดนคอนหนักทุบเข้ากลางอกอย่างจังๆทำให้เขาต้องกระอักเลือดออกมาหลายคำ ในสมองล้วนไม่เข้าใจว่าเป้าหมายตรงหน้าหลบการโจมตีของเขาได้อย่างไร ตั้งแต่ที่ตนได้รับพลังนี้มานอกเหนือจากบอสเสือแล้วก็ไม่มีใครสามารถหลบรอดจากการสังหารของตนไปได้เลย ที่เป็นครั้งที่สองที่มีคนสามารถทำมันได้ แถมยังโจมตีสวนกลับมาได้อีก ทั้งๆที่อยู่กลางอากาศเนี่ยนะ

 

เมื่อเท้าถึงพื้นเซนก็พุ่งเข้าไปซ้ำอย่างไร้ปราณี ค้อนหนามในมือหวดฟาดไปที่หัวของจอบจนได้ยินเสียงกระดูกคอหักดังสนั่นตกตายในสองกระบวนท่า เซนยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อบ่นในใจว่าเกือบไปแล้ว ดีนะมีพระคุ้มครองเจออันตรายทีไรสามารถรับรู้ได้ทันการตลอดเลย พรางมองไปรอบๆสนามต่อสู้ คนนับร้อยที่ต้องการหนีต่างก็อยู่ในสภาพไม่น่าดูทั้งนั้น บ้างก็อยู่ในปากของจอมเขมือบ บ้างก็โดนเจ้าไจแอนท์ฉีกร่างกายเล่น

 

บ้างก็โดนกระสุนของเจ้าป้อมปืนจนร่างแหว่งหายไปหลายส่วน กระสุนปืนและอาวุธประชิดไม่สามารถฆ่าต้นไม้พวกนี้ได้ ไม่ว่าจะมีพลังป้องกันขนาดไหนก็โดนเจ้าไจแอนท์ฉีกร่างอยู่ดี ไม่ว่าจะมีความเร็วมากมายเพียงใดเมื่อตกอยู่ในดงเถาวัลย์หนามของจอมเขมือบก็มิอาจหลุดพ้น ผู้คนนับร้อยตกตายกลายเป็นปุ๋ยของเหล่าต้นไม้ที่น่ารัก(รึเปล่านะ)เป็นที่เรียบร้อย เซนจึงเดินกลับเข้าบ้านไปพักผ่อนซักเล็กน้อย

 

.......................

 

ในสถานที่อันห่างไกลจากตัวเมือง เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยสัตว์กลายพันธุ์นาๆชนิด พวกมันทั้งดุร้ายและกระหายการต่อสู้เพื่อยกระดับพลังตัวเอง เสียงคำรามกร้าวดังไปทุกหนทุกแห่งเพื่อประกาศว่าใครเป็นเจ้าถิ่น หากมนุษย์ได้มาอยู่อาศัย ณ ป่าแห่งนี้ แม้จะเป็นผู้มีพลังก็ตาม ต้องกลายเป็นอาหารสัตว์เหล่านี้ภายในพริบตาเป็นแน่ แต่ในตอนนี้กลับมีสิ่งแปลกประหลาดอันน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นเสียอย่างนั้น

 

มันกลับมีมนุษย์ผู้หนึ่งเดินอยู่ภายในป่าอย่างอิสระเสรีไร้ซึ่งความกังวลใดๆ ดั่งการเดินอยู่ภายในสวนหลังบ้านอย่างไรอย่างนั้น เขาคือชายชราที่มีใบหน้าอันเหี่ยวย่นแต่กลับดูแจ่มใสสงบนิ่งเบิกบานเป็นอย่างมาก ดวงตานั้นปิดสนิท เท้าอันเปลือยเปล่ายังคงเก้าไปข้างหน้าอย่างบรรจง มันดูเป็นก้าวที่แสนเชื่องช้าแต่เพียงก้าวเดียวของเขากลับเคลื่อนร่างไปไกลนับร้อยเมตรเสียแล้ว ทิ้งเพียงเงาลวงตาไว้เบื้องหลังเท่านั้น

 

ร่างทั้งร่างคลุมด้วยจีวรสีเหลืองทองอันเก่าซีด แต่เมื่ออยู่บนร่างของเขาแล้วกลับส่องประกายที่ทำให้ผู้พบเห็นสงบลงได้อย่างน่าแปลกใจ เขาหรือท่านผู้นี้เพียงหลับตาบรรจงเดินไปข้างหน้าดั่งผู้ที่ไร้จุดหมาย สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือไม่ว่าท่านจะเดินผ่านสัตว์กลายพันธุ์ที่โหดร้ายไปกี่ตัวก็ตาม พวกมันกลับไม่สังเกตเห็นท่านเลยแม้แต่น้อย ทำดั่งว่าท่านเป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้นเอง

 

ไม่นานท่านก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง มันเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่ดูธรรมดาไม่มีจุดเด่นที่น่าสนใจใดๆ ท่านยืนหยุดนิ่งอยู่หน้าปากถ้ำอย่างสงบนิ่งเหมือนรออะไรสักอย่าง และไม่นานสิ่งที่ท่านรอก็ปรากฏกายออกมา มันคือสิ่งมีชีวิตต่างมิติที่เพิ่งเดินทางมายังโลกนี้ได้ไม่นาน รูปร่างคล้ายมนุษย์ครึ่งงูดั่งตำนานเมดูซ่า ท่อนบนเป็นมนุษย์เพศหญิงที่แสนงดงามหาใดเปรียบ ท่อนล่างเป็นลำตัวของงูเกล็ดขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะที่ยาวกว่าแปดเมตร นางมีผมเป็นงูขนาดเล็กมากมายนับร้อยๆตัว แต่มันหาได้เป็นงูน่าเกลียดดั่งที่เห็นในหนังหรือภาพไม่ มันตัวเล็กระเอียดอ่อนดั่งเส้นผมมนุษย์ไม่มีผิด

 

หากไม่มามองอย่างไกล้ชิดคงไม่สามารถมองออกว่าแท้จริงมันคืองูตัวน้อยได้เลย นางอยู่ภายใต้ชุดเกราะสีทองส่องประกาย และอาวุธคู่กายที่เป็นดาบคู่ที่ทรงพลัง โดยรวมแล้วนางคือหญิงนักรบที่งดงามดั่งคริสตันที่แสนจะเย็นชาและอันตราย เพียงแค่ออร่าที่ปล่อยออกมาจากร่างกายของนางอย่างเป็นธรรมชาติก็สามารถทำให้สัตว์กลายพันธุ์ระดับกลางนั้นช็อกน้ำลายฟูมปากได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของนางเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ระเบิดนิวเคลียร์ลงกลางหัวของนางก็ไม่อาจทำให้นางบาดเจ็บได้

 

นางมองไปยังมนุษย์เบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง โดยประสบการณ์ของนางแล้ว มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ระดับต่ำไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลย แค่ออร่าก็สามารถฆ่าพวกมันได้แล้ว จะมีเพียงพวกลูกครึ่งมนุษย์อย่างเช่น มนุษย์ครึ่งภูติ มนุษครึ่งมังกรเท่านั้นที่จะทำให้นางสนใจได้บ้าง แต่ผู้ที่อยู่เบื้องหน้านางนั้นดูยังไงก็เป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างแน่นอน นางไม่อาจสัมผัสถึงพลังอะไรใดๆจากร่างชราตรงหน้าได้เลย สิ่งที่นางเห็นมีเพียงความสงบอันน่าอัศจรรย์เท่านั้น

 

หากมันเป็นมนุษย์ธรรมดาเหตุใดเมื่อมันมาอยู่ต่อหน้านาง มันถึงไม่สลายกลายเป็นฝุ่นไปล่ะ นี่มันผิดธรรมชาติเห็นๆ ไม่มีความหวาดกลัวหรือลุ่มหลงในรูปโฉมของนางเลยแม้แต่น้อย นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว นั่นทำให้นางระวังตัวเป็นอย่างมาก นี่เป็นมิติที่เพิ่งเปิดใหม่ อาจจะมีอะไรที่นางไม่รู้จักและอยู่เหนือพลังของนางก็เป็นได้ นี่คือประสบการณ์นับร้อยๆปีที่สั่งสมมาตลอดการเดินทางของนาง เมื่อนางกำลังจะอ้าปากสื่อสารกับคนตรงหน้ากลับมีเสียงหนึ่งดังเข้ามาในจิตของนางเข้าเสียก่อน นั่นยิ่งทำให้นางตื่นตูมระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า

 

“ สีกาอย่าได้ตื่นตกใจเกินเหตุ อาตมาเพียงแค่มากล่าวเตือนโยมเท่านั้น ด้วยจิตของอาตมาระลึกได้ว่าจะมีภัยครั้งใหญ่เข้ามาดับชีวิตของผู้มีพระคุณของอาตมา อาตมาเลยต้องชดใช้หนีบุญคุณเมื่อครั้งอดีตชาติโดยการหยุดโยมไว้เพียงเท่านี้ ตัวตนของโยมนั้นอันตรายต่อโลกนี้เกินไป และที่สำคัญคือโยมนั้นอยู่ไม่ไกลจากผู้มีพระคุณของอาตมามากนัก มีโอกาสเกือบสิบส่วนที่โยมจะเผลอฆ่าเขาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นอาตมาเลยขอบิณฑบาตในครั้งนี้ ให้โยมนั้นกลับไปยังที่ที่จากมาได้หรือไม่”

 

พระชราลืมตาขึ้นมองนางอย่างสงบ แม่ปากจะไม่ได้ขยับ แต่กลับส่งเสียงสื่อสารเข้าจิตวิญญาณได้โดยตรง ทำให้แม้จะพูดคนละภาษาก็สามารถเข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้าต้องการจะกล่าวได้ นางมองไปยังมนุษย์เบื้องหน้าอย่างแปลกใจ เหตุใดเขาจึงสงบได้ถึงเพียงนี้ ทั้งๆที่ไม่มีพลังใดๆเลย นางจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยภาษาจิตโต้กลับไปเช่นกัน

 

“ ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นใครอย่างนั้นหรือ ข้าแปลกใจยิ่งนักที่มนุษย์อย่างเจ้าสามารถทนพลังอำนาจของข้าได้ หรือว่าเจ้าไม่ใช่มนุษย์ เจ้าช่างแปลกยิ่งนัก”

 

พระชรายิ้มขึ้นเล็กน้อย

 

“ อาตมาเป็นเพียงแค่มนุษย์ที่โผล่พ้นน้ำคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรที่มากไปกว่านั้น นามของอาตมานั้นไม่สำคัญหรอก รู้ไปก็ไม่ได้อะไร อีกเดี๋ยวอาตมาก็จะละสังขารจากโลกมิติอันแสนวุ่นวานเหล่านี้แล้ว อาตมากำลังเดินตามรอยของพระพุทธองค์อยู่ ผู้ซึ่งหลุดพ้นจากกฎทั้งปวง จะไม่มาข้องแวะใดๆในวิถีโลกอีกแล้ว ดูแล้วโยมคงรับคำขอของอาตมาได้สินะ”

 

นางมองไปที่พระชราอีกครั้งอย่างพินิจ โดยปกติแล้วเผ่าพันธุ์ชั้นสูงอย่างนางนั้นหยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นอย่างมาก เพียงแค่มนุษย์ประหลาดคงไม่อาจทำให้นางยอมแพ้ต่อการสำรวจโลกใหม่อย่างแน่นอน อีกทั้งนางยังเป็นถึงราชินีผู้มีสายเลือดบริสุทธิ์ เหตุใดนางจึงต้องยอมมนุษย์ง่ายๆเช่นนี้ ไม่มีทางซะละ

 

“ หึ ถึงเจ้าจะเป็นมนุษย์ประหลาด แต่เจ้าเป็นคนบอกเองว่าไม่มีพลังใดๆ เหตุใดข้าต้องยอมทำตามคำขอของเจ้าด้วยล่ะ หากเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้ ข้าจะยอมรับคำขอของเจ้า แต่ถ้าไม่ก็เตรียมตัวตายเสีย”

 

นางปลดปล่อยพลังอำนาจออกมาอย่างเหลือล้น พลังจักรวาลในอากาศเริ่มบิดเบี้ยว พื้นดินรอบตัวนางเริ่มสั่นสะเทือน สายลมพัดไปมาอย่างรุนแรง แต่พระชรากลับไม่ไหวติงกับสิ่งต่างๆรอบตัวเลยซักนิด ท่านทำเพียงส่ายหน้าน้อยๆอย่างปลงๆเท่านั้น พรางเอื้นเอ่ยเป็นคำพูดออกมาอย่างสงบ

 

“ สัตว์โลกหนอสัตว์โลก เหตุใดจึงต้องยึดติดกับพลังอำนาจที่ผ่านมา คงอยู่ และดับไปด้วยเล่า ไม่มีสิ่งใดยั่งยืนเท่ากับจิตวิญญาณของตนอีกแล้ว สีกาเอ๋ยอาตมาจะแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เหนือพลังทั้งปวง มนุษย์อย่างอาตมานั้นอ่อนแอก็จริง ไร้พลังก็จริง แต่สิ่งที่เด่นชัดและพิเศษในตัวมนุษย์หาใช่ร่างกายหรือพลังอำนาจไม่ มันอยู่ที่จิตวิญญาณต่างหาก ต่อให้ร่างกายจะแหลกสลาย ต่อให้พลังอำนาจจะเสื่อมคลาย แต่สิ่งที่คงอยู่คือจิตวิญญาณอันนิจนิรันดร์ เมื่อจิตชั่วก็ดิ่งสู่ความชั่วทรมานจนกาลอวสาน เมื่อจิตดีก็พุ่งสูงลอยขึ้นเหนือสวรรค์ และเมื่อจิตสงบเข้าใจถึงสัจธรรมแห่งสรรพสิ่งก็จะอยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง ดั่งเช่นฝ่ามืออันไร้พลังของอาตมานี้มันสามารถสร้างกฎขึ้นมาเพื่อขังโยมไม่ให้สู่โลกภายนอกได้”

 

เมื่อกล่าวจบพระชราก็ยกฝ่ามือขึ้นมาอย่างเชื่องช้า นางรับรู้ได้ถึงภัยอันตรายเข้ามาใกล้ตัวทันทีจึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว ความเร็วดั่งหอยทากเช่นนี้นางสามารถลงมือโจมตีได้เป็นพันๆครั้ง ว่าแล้วนางก็ยกดาบคู่ขึ้นมาพุ่งเข้าฟาดฟันไปที่มนุษย์เบืองหน้าอย่างไร้ปราณี แต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดก็เกิดขึ้น จินตนาการในหัวไม่เป็นดั่งที่คิด ยิ่งดาบของนางเข้าใกล้มนุษย์เบื้องหน้าเท่าไร จากความเร็วที่ไวกว่าเสียงกลับเริ่มช้าลงเรื่อยๆ จนในที่สุดกลับกายเป็นว่า การวาดดาบของนางกลับช้ากว่าการยกมือของมนุษย์เบื้องหน้าเสียอีก

 

นี่มันอะไรกัน นางไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย จนฝ่ามือมาหยุดอยู่เหนือศีรษะของนางจึงได้รู้ตัวว่าตอนนี้นางกลับเข้ามาอยู่ในถ้ำอันมืดทึบแล้วเสียอย่างนั้น ร่างของมนุษย์ที่เคยเห็นก็กลับหายไปดั่งอากาศธาตุเสียอย่างนั้น ทิ้งไว้เพียงเสียงหนึ่งที่ดั่งเข้ามาในจิตของนางเท่านั้น

 

“ มีเพียงผู้มีพระคุณของอาตมาเท่านั้นที่สามารถปลดผนึกโยมออกจากที่แห่งนี้ได้ เมื่อถึงตอนนั้นจงอยู่อย่างสงบในนั้นเสียเถิด”

 

“ เหอะ อย่าได้ใจไปนักมนุษย์ ถ้ำธรรมดาไร้ค่านี่ไม่อาจขังข้าได้หรอก”

 

ว่าแล้วนางก็ใช้พลังทั้งหมดโจมตีไปยังส่วนต่างๆของถ้ำอย่างบ้าครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกำแพงแสงที่ปิดหน้าปากถ้ำ ผนังถ้ำ พื้นถ้ำ หลังถ้ำ แต่ไม่ว่านางจะโจมตีไปมากเท่าไร ใช้พลังแข็งแกร่งเพียงไหนมันกลับไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ไม่มีลอยขีดข่วน ไม่มีแรงระเบิด ไม่มีแม้กระทั่งแรงที่สะท้อนกลับมา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นางตระหนักได้แล้วว่า มนุษย์ประหลาดที่นางเจอ น่ากลัวกว่าสิ่งใดๆที่นางเจอในชีวิตที่ผ่านมาเสียอีก

 

นางไม่สามารถทำความเข้าใจใดๆได้เลย ทำได้เพียงรออย่างสงบภายในถ้ำแห่งนี้เท่านั้น คิดทบทวนถึงสิ่งที่มนุษย์คนนั้นกล่าวกับนางอย่างช้าๆ

 

เมื่อพระชราออกมาไกลจากถ้ำดังกล่าวหลังเสร็จธุระแล้วก็พึมพำกับตัวเองอย่างหมดห่วง “ เจ้าเซนเอ้ย ชาตินี้ข้าได้ทดแทนคุณเมื่อครั้งอดีตชาติของเอ็งหมดแล้ว ต่อจากนี้เราคงไม่มีกรรมร่วมกันอีก สิ่งที่ข้าทำได้ข้าก็ทำให้เอ็งหมดแล้ว ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเอ็งแล้วว่าจะไปในทิศทางไหน หวังว่าเอ็งจะเป็นผู้หลุดพ้นได้ในที่สุด ข้าคงต้องละสังขารแล้ว”

 

กล่าวเสร็จร่างของท่านก็เริ่มโปร่งใสสลายกลายเป็นเม็ดทรายแก้วที่ระเอียดอ่อนพัดผ่านไปตามสายลมหวนคืนสู่ธรรมชาติ...

 

---------------------------------------------------------------------------------- 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว