ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 8 เอาล่ะ เขาเป็นแฟนผมแล้ว ถึงเวลา...

ชื่อตอน : ตอนที่ 8 เอาล่ะ เขาเป็นแฟนผมแล้ว ถึงเวลา...

คำค้น : #สัตว์ร้ายของผม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 20 พ.ย. 2561 14:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8 เอาล่ะ เขาเป็นแฟนผมแล้ว ถึงเวลา...
แบบอักษร

            ไอ้เพลิงเพิ่งจะกลืนน้ำลายตัวเอง!

            นั่นคือสิ่งที่นายเพราเพลิงคิดขึ้นได้ในวินาทีที่ประกาศโพล่งออกไปเสียจนตัวเองยังตกใจ เพราะว่าเขา...เพิ่งจะขอพี่สินธุ์เป็นแฟน

            เพลิงเนี่ยนะ ผู้ชายที่ถือคติว่า ‘ได้หมดถ้าสดชื่น’ เป็นคติประจำใจ รองลงมาด้วย ‘การเป็นโสดคือลาภอันประเสริฐ’ เพิ่งจะเอ่ยปากบอกกับผู้ชายที่ห่างไกลจากชายในฝันลิบโลก ทั้งชื่อเชย ใส่แว่น มาดเห่ย ดูน่าเบื่อ แถมจริงจังเหมือนคนบ้า ว่าให้มาเป็นแฟนเขา เป็นการปิดกั้นตัวเองไม่ให้ออกไปล่าเหยื่อหาหนุ่มหล่อๆ มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย

            เขาเนี่ยนะ!

            หากเพลิงก็ตกใจได้ไม่นาน เพราะเมื่อใจสงบลงหน่อย เขาก็คิดขึ้นได้ว่าก็ไม่เห็นมีปัญหานี่นา

            การเป็นแฟนกันอาจจะยุ่งยาก แต่ถ้าไม่รักซะอย่างแล้วจะทำไม ในเมื่อพี่สินธุ์บอกว่าจะมีอะไรกันได้ต้องเป็นแฟนกัน งั้นเขายอมเป็นแฟนด้วยก็ได้ พอได้สมอยาก พอเบื่อเมื่อไหร่ก็ค่อยเลิกก็ได้ อย่างที่เขาว่าคบได้ก็เลิกได้ คนแต่งงานแล้วยังหย่าได้เลย

เอาวะ เพื่อซุงในฝัน เพื่อสัตว์ร้ายแสนกร้าวใจ ยอมมีผัวสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็ได้ ไม่เห็นเป็นไรเลย

            ความคิดของคนที่ยิ้มร่า เงยหน้าขึ้นมองคนที่ตั้งกฎว่าโนแฟน โนเซ็กส์ขึ้นมา เพราะตอนนี้เป็นแฟนแล้ว เซ็กส์ก็โอเคสินะ

            หาก...

            กึก

            พอใบหน้าน่ารักเงยขึ้น เพลิงกลับเป็นฝ่ายชะงัก

            ตึกตักๆๆๆ!

            หัวใจเต้นโครมครามจนน่ากลัว

            ในเมื่อพี่สินธุ์กำลังยิ้ม ยิ้มแบบกว้างมากๆ ดวงตาใต้กรอบแว่นก็ฉายชัดถึงความยินดี ใบหน้าคมดูเปี่ยมสุข จนคนที่จะมาหลอกฟันเขาถึงกับอึ้ง แล้วเพลิงก็แทบจะยกมือขึ้นมากุมแผ่นอกข้างซ้าย ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมใจถึงเต้นแรงขนาดนี้ รู้สึกดีขนาดนี้ อาจจะเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนดีใจที่ได้เขาเป็นแฟน

            เพลิงอาจจะผ่านมามาก แต่เขาก็ไม่เคยมีแฟน ดังนั้น เขาจึงไม่เคยสัมผัสความสุขใจยามที่เป็นแฟนกับใคร แต่พี่สินธุ์กำลังปลุกความอ่อนไหวในตัวที่ไม่เคยคิดว่ามีออกมาช้าๆ ทำให้แก้มใสทั้งสองข้างแดงก่ำ ทั้งที่ผู้ชายหล่อกว่านี้ทำไม่ได้

            แม้แต่พี่แอนดริวยิ้มให้ยังไม่ดาเมจแรงเท่านี้เลย

            “ขอบคุณนะครับ ขอบคุณนะน้องเพลิง”

            “ขอบคุณบ้าอะไรเล่าแค่เป็นแฟนกัน”

            เพลิงเองก็เบือนหน้าหนี เพราะเขาเกิดความรู้สึกที่ว่า...พ่ายแพ้ง่ะ

            คนทั่วไปที่ตกลงเป็นแฟนกันเขาขอบคุณกันด้วยหรือ

            พอคิดแบบนั้นมันก็เขินอย่างบอกไม่ถูก

            “พี่ก็ต้องขอบคุณอยู่ดีที่น้องเพลิงยอมเป็นแฟนพี่”

            “อะ อื้อๆ”

ไอ้บ้า อย่ามาทำกูเขินนะ แค่เป็นแฟนกันแค่เนี้ย ทีทำท่าสะพานโค้งยังไม่เขินเท่านี้เลย

            เพลิงยิ่งก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเอง หันหน้าหนีไปอีกทาง ขณะที่พี่สินธุ์ก็ยังยิ้มกว้าง เกาแก้มแก้เขิน หันไปคนละทางกับเขา จนในห้องปกคลุมไปด้วยความเงียบ บรรยากาศที่เพลิงไม่คุ้นเคยก็โอบรัดรอบกาย มันให้ความรู้สึกซู่ซ่าที่ไม่เหมือนตอนอยู่บนเตียง แถมจั้กจี๋แปลกๆ เหมือนมีใครเอานิ้วมาเกาหัวใจอยู่ตลอดเวลา

            วินาทีนั้นแหละที่คนได้ไม่ยากอายม้วนอย่างแท้จริง

            “น้องเพลิง พี่อาจจะไม่ใช่คนแบบที่น้องเพลิงคิด แต่พี่จะเป็นแฟนที่ดีนะครับ จะดูแลเอาใจใส่ และทะนุถนอมน้องเพลิงให้ดีที่สุด จะไม่ให้ใครมาว่าได้เลยว่าน้องเพลิงตัดสินใจผิดมาคบกับคนอย่างพี่ ขอบคุณนะที่ให้โอกาสผู้ชายเลวๆ อย่างพี่ที่เคยทำผิดกับน้องเพลิงมาแล้ว พี่สัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก”

            “อื้อ เพลิงรู้แล้วน่า พูดไรเยอะแยะ เขินเป็นนะเออ”

            คนหน้าด้านงึมงำเสียงเบา มือที่ถูกจับเอาไว้ก็ร้อนผ่าวจนต้องดึงเข้าหาตัว บิดชายเสื้ออย่างประหม่า

            เขาชักทนอยู่ในบรรยากาศไม่คุ้นไม่ไหวแล้วสิ

            “งะ...งั้นก็ตามนี้เนอะ”

            “อะครับๆ น้องเพลิงจะกลับแล้วหรือ”

            “กลับแล้วสิ จะให้อยู่ต่อทำไมเล่า”

แงงงงง ไอ้เพ้นท์ เพื่อนมึงเขินว่ะ*!*

            “อ่ะ ครับๆ งั้นให้พี่ไปส่งที่ห้องมั้ย”

            “ฮื่อ ไม่ต้องหรอก เพลิงกลับเองได้ แค่ชั้นเดียวเอง”

            พี่สินธุ์ก็เอื้อมมาเปิดประตูให้ ซึ่งเพลิงก็ก้าวออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ส่งยิ้มอายๆ ให้ ‘แฟนตัวเอง’

            “งั้นเพลิงกลับห้องแล้วนะ”

            “ครับ กลับดีๆ นะ”

            เพลิงหมุนตัวเดินมาตามทาง รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมองตามหลังอยู่ จนรีบเดินจ้ำๆ ไปยังบันไดหนีไฟ รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัวจนไม่อยากยืนอยู่ในลิฟต์แคบๆ มันเหมือนว่าอะดรีนาลีนหลั่งเสียจนต้องขยับตัวเยอะๆ ไม่นาน คนตัวเล็กก็กลับมายังห้องตัวเองได้

            แกร๊ก

            “เฮ้ย!!!”

            กระทั่งไขกุญแจกำลังจะเข้าห้องนั่นแหละที่เจ้าตัวนึกขึ้นได้

            ขวับ

“กูจะไปเอากับพี่สินธุ์นี่หว่า****!”

            คนที่เขินจนลืมจุดประสงค์เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง อุทานเสียงดัง ชนิดที่คนที่เพิ่งก้าวออกจากลิฟต์เองก็ชะงัก หันมามองด้วยแววตาแปลกๆ หากเพราเพลิงไม่สนใจ ตราบใดที่ไม่ได้อยู่ในโลกสีแหววใบนั้น ตัวตนก็กลับมาอีกครั้ง จนต้องทิ้งตัวลงนั่งยองๆ สองมือขยี้หัว กรีดร้องลั่นในใจ

ไอ้เหี้ย กูเป็นแฟนมึงเพราะจะเอากับมึง ไม่ใช่หันหลังเดินกลับห้อง*!*

            เพลิงว้ากลั่น ดิ้นๆๆ อยู่บนพื้น น้ำตาแทบจะหลั่งริน

            สติเขากลับมาแล้วพร้อมกับระลึกถึงคำพูดหวานซึ้งที่ใครๆ ก็คงระทวย...เออ กูก็ระทวย!

            คำพูดที่ว่า ‘ขอบคุณนะที่ให้โอกาสผู้ชายเลวๆ อย่างพี่ที่เคยทำผิดกับน้องเพลิงมาแล้ว พี่สัญญานะว่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก

            พี่สินธุ์คงไม่ได้หมายความว่าจะไม่ปล้ำเขาอีกหรอกนะ

ไม่อะ ที่ทำทั้งหมดนี่เพราะอยากโดนอย่างหนก่อน งั้นที่เป็นแฟนกันก็ไม่มีความหมายสิ*!*

            “ฮึก กูเปลี่ยวจะแย่แล้วนะ”

            สรุปแล้ว นายเพราเพลิงก็ได้แฟนหนุ่มมาหนึ่งอัตรา แต่ก็...ยังเปลี่ยวไม่ต่างจากเดิม

.................................

            ในเวลาเดียวกัน สินธุ์เองก็กำลังยิ้มกว้าง ยกสองมือปิดหน้า แค่คิดถึงใบหน้าแดงเรื่อของใครอีกคนก็ห้ามใจไม่ดึงเข้ามากอดแทบแย่ แต่เขารู้ดีว่าไม่ควร เพราะแม้เราจะเป็นแฟนกันแล้ว แต่ก็ยังรู้จักกันไม่นาน จะให้ปากว่ามือถึงก็ดูไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย แฟนคนแรกเขาคบกันตั้งสามเดือนกว่าที่จะจับมือกันครั้งแรก ดังนั้น มันต้องค่อยเป็นค่อยไป

            ไอ้มิกซ์บอกว่าอย่ามองว่าน้องเขาเป็นผู้ชาย งั้นถ้าปฎิบัติตัวด้วยเหมือนน้องเพลิงเป็นแฟนสาวที่น่าทะนุถนอมคนหนึ่งก็ถูกต้องแล้วใช่มั้ย

            ความคิดที่หากไอ้เพลิงรู้คงผูกคอตายไปได้เลย

            “ไม่มีทาง อย่าหวังเลย”

            พ่อสุภาพบุรุษ (ที่แฟนหมาดๆ ไม่ต้องการ) ก้มลงมองอะไรบางอย่างที่มีปฏิกิริยาในกางเกง แล้วออกปากดุมัน เพราะเขาก็ไม่คิดจะหักหาญน้ำใจแฟนตัวเองอยู่แล้ว ต่อให้ร่างกายเรียกร้องแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น มันต้องอยู่อย่างสงบเสงี่ยมไปอย่างน้อยก็...หกเดือน

อืม คนเป็นแฟนกันรอสักหกเดือนก็คงกำลังดีล่ะมั้ง

            สินธุ์บอกตัวเองว่าตอนนี้เขาแค่ชอบน้องเพลิง แต่เขาเชื่อว่าอีกหกเดือนข้างหน้าต้องเปลี่ยนเป็นความรัก ดังนั้น ถ้าคิดตามประสาผู้ชายที่อยากก้าวข้ามความสัมพันธ์ไปอีกขั้น หกเดือนก็ถือว่าไม่น้อยเกินไป แต่ถ้าน้องเพลิงไม่ต้องการ...เขารอนานกว่านั้นก็ได้นะ

            ความคิดของคนที่คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหาอะไรบางอย่าง แล้ว...จิ้มซื้อแม่งทุกอย่างที่เห็นว่าน่าสนใจ

            เขาเองก็ควรจะหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยสิ

................................................

            ...น้องเพลิงมีเรียนตอนเช้าหรือเปล่า...

            ...มีตอนเก้าโมง...

            ...งั้นไปพร้อมกันนะเดี๋ยวพี่ไปรับ...

            ...แล้วตอนกลับล่ะพี่สินธุ์ เพลิงมีเรียนถึงแค่บ่ายสามนะ...

            ...ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ไปรับที่คณะแล้วส่งกลับมาก่อนแล้วค่อยกลับเข้าม.อีกที...

            เช้านี้เพราเพลิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ประหลาดสิ้นดี นอกจากคนรักสนุกอย่างเขาจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว ไอ้ข้อความแสนเอาใจใส่นี่คืออะไรกัน ทำเอาคนที่กำลังเมาขี้ตาถึงกับตาสว่าง จ้องมองโทรศัพท์มือถือด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

            อีกแล้ว จั้กจี๋หัวใจอีกแล้ว

            “คนเป็นแฟนกันต้องทำถึงขั้นนี้เลยหรือวะ”

            ไอ้ประเภทมีคนมารับน่ะมีเยอะ แต่รับแล้วไปต่อ

            ไอ้คนมาส่งน่ะมีมั้ย ก็มี แต่หลังจากที่เรียบร้อยโรงเรียนเพลิง

            ไอ้ประเภทที่มารับไปเรียน มารับกลับห้องนี่...แปลกใหม่สุดๆ

            “ช่างเหอะ ได้เมื่อไหร่ก็เขี่ยทิ้ง”

            คนน่ารักว่าอย่างไม่แคร์ ในเมื่อเขากุมสถานะแฟนแล้ว ความฝันก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม จนพลิกผ้าห่มให้พ้นตัว ก้าวเข้าห้องน้ำ แล้วดันต้องชะงัก

            “ยิ้มบ้าอะไรของกูเนี่ย”

            รอยยิ้มกว้างที่หุบไม่ลงนี่มันอะไรกัน

            “อ้อ แค่ใกล้ได้กินของใหญ่แล้วเลยดีใจล่ะเนอะ” นั่น มีการคุยกับตัวเองผ่านกระจกเงา จากนั้นก็เดินฮัมเพลงเข้าไปอาบน้ำ ในหัวคิดแผนการร้ายให้วุ่นวาย จัดการขัดสีฉวีวรรณ บรรจงเลือกน้ำหอมอยู่ร่วมยี่สิบนาที ก็พอดีกับที่พี่สินธุ์มาเคาะประตูห้อง

            “ครับผม”

            พี่สินธุ์ยังคงเหมือนเดิม หน้าเชยๆ แว่นหนาๆ ตาตกๆ แต่ไหง...ยิ้มวะกู

            “น้องเพลิงทานข้าวเช้าหรือยังครับ”

            “ฮื่ออ เพลิงไม่กินอะ ไม่มีเวลา”

            เพลิงว่าพลางเดินเคียงอีกฝ่ายลงมายังลานจอดรถ ถ้าถามว่าอยากจะยั่วอีกฝ่ายมั้ยก็อยากล่ะ แต่เช้านี้มีเรียนตัวสำคัญ ขาดไม่ได้ ขืนพี่สินธุ์แปลงร่างตอนนี้ มันก็คงจะสุขกาย แต่ตายเอาปลายเทอมไงล่ะ ดังนั้นเจ้าตัวเลยขอทำตัวดีชั่วคราว

            “พอดีเลย งั้นทานนี่รองท้องก่อนนะ”

            พี่สินธุ์เปิดกระเป๋าเป้แล้วล้วงเอาขนมปังออกมาส่งให้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น

            “ขอบคุณ...ครับ”

            เพลิงรับมาเสียงเบาหวิว ขณะที่มองขนมปังแค่สิบกว่าบาทที่อีกฝ่ายซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อนิ่ง เพราะเขา...ไม่มีใครถามเรื่องทานข้าวเช้าหรือยังมานานแล้ว

            ไม่สิ ผู้ชายที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยไม่ถามเขาเรื่องนี้ต่างหาก เพราะเมื่อตอนเช้ามาถึงก็คือเวลาแยกย้าย เขาเองก็ไม่คิดจะเกี่ยวข้องกับใครชนิดไปนั่งกินข้าวด้วยกันต่อ ถ้าไม่นับรวมครอบครัวกับเพื่อนซี้ทั้งสอง พี่สินธุ์อาจจะเป็นคนแรกที่มาถามไถ่ด้วยความห่วงใย แถมยังเตรียมให้ถึงมือ

นี่หรือสิทธิ์ของคนเป็นแฟนที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

            คนตัวเล็กยังคิดเรื่องนั้นกระทั่งก้าวขึ้นรถ

            “แล้วพี่สินธุ์ล่ะ ทานข้าวเช้าหรือยัง” เขาถามอย่างนึกขึ้นได้ ซึ่งผู้ชายตัวโตก็ยิ้มให้

            “น้องเพลิงทานเถอะ จะได้มีแรงเข้าเรียนเนอะ”

หมายความว่ายังไม่ได้กินเหมือนกัน

            เพลิงคิดว่านี่เป็นเรื่องปกตินะ ปกติมากๆ ด้วย...

            “งั้นพี่สินธุ์เอาไปครึ่งนึงนะ”

            เขาไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวที่จะกินแค่คนเดียวนี่นา ก็เลยแบ่งขนมปังออกมาเป็นสองส่วน แล้วยื่นให้คนที่กำลังขับรถออกจากคอนโดมิเนียม ซึ่งคนขับก็หันมามอง แล้ว...ยิ้มกว้าง

            “พี่โชคดีจัง”

            “ครับ?” เพลิงทวนถาม มองคนที่รับขนมปังอีกครึ่งไป

            “ก็...” พี่สินธุ์หัวเราะเขินๆ หันมามองหน้า

“...พี่โชคดีที่ได้แฟนน่ารักแถมใจดีอย่างน้องเพลิงไง”

            กึก

            ดวงตาคู่นั้นช่างเปิดเผยและจริงจังไม่แพ้หน้าตา จนเพลิงเองก็หันขวับไปมองออกนอกหน้าต่าง รีบยัดขนมปังเข้าปาก ย้ำเตือนกับตัวเองว่าที่ยอมเป็นแฟนน่ะไม่ใช่เพราะชอบหรอกนะ ผู้ชายแบบนี้น่ะอยู่นอกสายตา แต่เพราะอยากสนุกด้วยอีกสักครั้งต่างหาก

ไม่ได้หวั่นไหวเหอะ

            นี่คือสิ่งที่เขาบอกกับเจ้าเงาสะท้อนในกระจกที่เสือก...ยิ้มกว้างฉิบหาย

.......................................

            “ยิ้มหน้าบานมาเลยนะมึง หายไปกับพี่สินธุ์คืนเดียว เสร็จสมอารมณ์หมายแล้วล่ะสิ”

            “บ้านป้ามึงดิ ได้ที่ไหน ผู้ชายอะไรวะโคตรหวงตัว”

            “อ้าว แล้วมึงหน้าบานเป็นจานดาวเทียมได้ไงวะ”

            เพลิงยกมือจับหน้าตัวเองทันทีที่เพื่อนเอ่ยปากทัก ทำหน้าทำตาว่ากูยิ้มกว้างหรือ จนแอนเดรียพยักหน้าแรงๆ ใช้สองมือยกมุมปากขึ้นเพื่อบอกว่าปากแหกไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

            “กูก็แค่อารมณ์ดีของกู ไม่เห็นเกี่ยวกับพี่สินธุ์เลย”

มันเสียเชิง*!*

            ความคิดของคนที่ทิ้งตัวนั่งข้างเพื่อน วางกระเป๋าจองที่ให้ไอ้เพ้นท์ที่ยังไม่มา

            “อ้าว ก็เห็นมึงเดินหายไปกับพี่สินธุ์แถมโดดเรียนบ่าย นิสัยอย่างมึงก็คิดได้อย่างเดียว”

            “กูก็ว่างั้นแหละ” เพลิงพึมพำเห็นด้วย ก็ถ้าเป็นรายอื่นคงได้กินหลายน้ำแล้ว แต่นี่คือพี่สินธุ์ไง

            “ตกลงว่าไม่ได้” แอนเดรียถามอย่างแปลกใจ ซึ่งคนหน้าบานก็หุบยิ้มลง แล้วขึงตามอง

            “เออ! พอใจยัง ยังไม่ได้แดกทั้งพี่มึง ทั้งเพื่อนพี่มึงนั่นแหละ!”

            คนฟังยังทำหน้าสงสัย ในขณะที่เพื่อนอีกคนก็กำลังก้าวเข้ามาในห้อง แล้วยิงเปรี้ยงนัดเดียวดับ

“ไอ้เพลิง ไหงพี่สินธุ์มาส่งมึงได้วะ”

            “เฮ้ยๆๆ ต่อมเสือกเต้นตุบๆ เลยว่ะ!”

            คนที่คิดว่าจะไม่เอ่ยปากบอกเพื่อนเด็ดขาดว่ามีแฟนแล้วถึงกับซีด หันหน้าหนี แต่พอหันซ้ายก็เจอแอนเดรียที่กำลังเขย่าแขนยิกๆ หันขวาก็เจอเพ้นท์ที่กำลังทำหน้าสงสัย คนกลางเองก็เบ้ปาก รีบถามไปอีกเรื่องอย่างหวังดึงความสนใจให้ห่างตัว

            “แล้วมึงรู้ได้ไง”

            “ก็กูเดินเข้ามาในม.พอดี ตอนที่รถพี่สินธุ์แล่นเข้ามาน่ะ กระจกนี่ใสจนเห็นมึงนั่งเท้าคางอมยิ้มเหมือนคนบ้าเลย” ไอ้นี่ก็เก็บรายละเอียดยิบชะมัด จนคนบ้าที่ว่าเม้มปากแน่น แล้ว...

            พรวด

            หมับ

            “มึงอย่าหนี ถ้ามึงหนี กูจะไปถามพี่สินธุ์เอง”

            พอจะลุกหนีแล้วกลับเข้ามาตอนอาจารย์มา สองเพื่อนสนิทก็ดันรู้ทันเพราะคว้าหัวไหล่คนละข้าง กดให้กลับไปนั่งที่เดิม จนเพลิงก็มุ่ยหน้า หน้าตาน่ารักเริ่มเปลี่ยนเป็นงอแง แล้วทำท่าจะดิ้นอยู่กับที่ด้วย แต่ก็นะ ไอ้สองคนนี้มันหลงกลเสียเมื่อไหร่

            “ถ้ามึงไม่เล่า กูจะเลิกไปทำอะไรให้มึงแดกแล้วนะ”

            “โหย มึงอะ กูไม่อยากแดกแต่อาหารตามสั่งนะเว้ย” เพลิงร้องหงุงหงิง เพราะเวลาอยากกินอะไรก็ร้องขอเพื่อนเนี่ยแหละ ไอ้เพ้นท์ก็จะมาทำให้กิน แต่เพราพนาก็ไม่มีใจอ่อน เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม จนได้แต่ยอมเปิดปากอย่างไร้ทางขัดขืน

            “เออๆ กูบอกก็ได้ กูตกลงเป็นแฟนพี่สินธุ์แล้ว”

            “ห้ะ!!!”

นี่ไงที่ไม่อยากบอก จะตกใจอะไรนักหนา แค่เพื่อนมึงมีแฟน

            คนประชดก็รู้แหละว่าทำไมเพื่อนตกใจ เพราะลองย้อนขึ้นไปข้างบนก็จะพบว่าเขาเองก็ตกใจไม่แพ้กันตอนเอ่ยปากยอมคบด้วย แต่ทำได้ไง มันลั่นวาจาไปแล้ว แถมเป็นทางเดียวที่จะได้สิ่งที่ต้องการด้วย คนที่ไม่อยากเสียเชิงเลยบอกด้วยน้ำเสียงไว้ตัว

            “ไม่ใช่ว่ากูอยากเป็นหรอกนะ แล้วหยุด ไอ้เดรีย ไม่ต้องทำหน้ากรุ้มกริ่ม กูไม่ได้โดนพี่สินธุ์ปราบโว้ย ก็เพื่อนพี่มึงอะ จริงจังเป็นบ้า บอกว่าคนที่มีอะไรกันต้องเป็นคนที่คบกันเท่านั้น มึงก็รู้นี่หว่าว่ากูอยากลองอีก มันเลยมีทางเดียวที่กูจะได้...”

            “มึงเลยยอมคบกับพี่เขาว่างั้น”

            “เออ กูเผลอ”

            แอนเดรียมนี่ตาลุกวาว พอกับเพราพนาที่ยิ้มกว้างจนน่าจิ้มตาแตก

            “มึงคิดเหมือนกูมั้ยไอ้เพ้นท์ คนอย่างไอ้เพลิงเนี่ยนะเผลอ”

            “นั่นสิ ไหนบอกว่าชื่อก็เชย หล่อก็ไม่หล่อ นิสัยก็เข้ากันไม่ได้ มันยอมลงทุนขนาดคบเขาเป็นแฟนเลยหรือ กูว่าไม่ใช่เผลอแล้วล่ะมั้งงงง” สองเพื่อนหันไปหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ จนเพลิงรีบบอกเสียงดัง

“พอกูได้แล้วจะเขี่ยทิ้งให้พวกมึงดู”

            “...”

            “...”

พวกมึงจะมองหน้ายิ้มกริ่มกันทำไมวะ*!*

            แปะๆ

            คราวนี้แอนเดรียตบไหล่เพราเพลิงแปะๆ แล้วฉีกยิ้มเสียเห็นฟันทุกซี่

            “งั้นกูจะรอดูเนอะไอ้เพ้นท์เนอะ”

            แปะๆ

            เพราพนาตบไหล่อีกข้าง แล้วยังยิ้มร่า

            “ช่ายยย กูจะรอดูว่ามึงจะได้พี่เขาแล้วเขี่ยทิ้งก่อน หรือพี่เขาจะเอามึงเสียอยู่หมัดก่อนกัน”

            พอเห็นเพื่อนมั่นอกมั่นใจเหลือเกิน เพราเพลิงก็เจ็บใจ ประกาศก้อง

“คอยดูเถอะ กูต้องได้แดกพี่สินธุ์ภายในสามวันแล้วเขี่ยเขาทิ้งให้พวกมึงดู****!”

            ท่าทางคราวนี้ต้องเอาจริง

..................................

            หากโอกาสของเพลิงก็มาเร็วปานสายฟ้าฟาด เพราะเย็นวันถัดมา พี่สินธุ์ก็โทรศัพท์มาหาและถามว่าสะดวกออกไปทานข้าวกับพี่เขามั้ย แน่นอนว่าเพลิงตะครุบเอาไว้แทบไม่ทัน เปิดตู้เสื้อผ้ารื้อหาชุดเผด็จศึก จนได้กางเกงยีนฟิตเปรี๊ยะ (ที่อาจจะถอดยากไปนิด แต่เน้นก้นอวบอิ่มที่แสนมีเสน่ห์) กับเสื้อเชิ้ตสีดำเนื้อบางชนิดที่แสงส่องผ่านแล้วเห็นเงาวับๆ แวมๆ เพียงแค่ปลดกระดุมสองเม็ดบน แล้วแหวกเยอะๆ ก็ดูดีได้ ปะพรมด้วยน้ำหอมกลิ่นเร้าใจ ทำผมให้เข้าทรง จนเรือนผมหยักศกสีน้ำตาลแดงยิ่งเสริมใบหน้าให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น

            แค่นั้น เพลิงก็พร้อมแล้วที่จะออกไปจัดการ ‘งาบ’ แฟนหมาดๆ แล้วจะเขี่ยทิ้งให้เพื่อนดู

            หากยังไม่หมดเท่านั้น

            “อาฟรอสครับ เพลิงมีเรื่องให้อาช่วย”

            [ว่ามาไอ้หลานรัก]

            เพลิงจัดการโทรหาคุณอาสุดที่รักด้วยน้ำสียงออดอ้อน ซึ่งปลายสายก็หัวเราะเสียงนุ่ม ถามด้วยน้ำเสียงใจดี

            “เพลิงอยากให้อาฟรอสช่วยเปิดห้องโรงแรมให้เพลิงหน่อย”

            เขาแอบถามพี่สินธุ์มาแล้วว่าไปทานที่ไหน แล้วโชคของโชคที่พี่สินธุ์เลือกร้านอาหารในโรงแรม ไม่รู้ล่ะว่าอยากได้บรรยากาศโรแมนติกสมกับเป็นเดตแรกหรือเปล่า แต่มันเข้าทางเขาพอดี จนโทรมาอ้อนคุณอาสุดที่รักในการเป็นสปอนเซอร์ช่วยหลานหาผัวในวันนี้

            [ลงทุนเปิดห้องเองเลยหรือ]

            “คนนี้อยากได้มากอะอา”

            หากเป็นมารดาคงแว้ดเข้าให้ แต่กับอาฟรอสน่ะได้ผลตรงกันข้าม ด้วยความที่เพลิงเป็นลูกคนกลาง แถมอายุก็ไม่ห่างจากน้องสาวคนเล็กสักเท่าไหร่ ตอนเด็กๆ คนเป็นแม่จึงต้องคอยดูแลน้องสาว เขาเองเลยได้อาที่อายุน้อยกว่าพ่อเป็นรอบเป็นคนเลี้ยง เวลาเพลิงมีอะไรจึงมักขอความช่วยเหลือจากอาก่อนใครเพื่อน

            อีกทั้งที่เพลิงมาเรียนนิเทศฯ ก็เพราะได้รับอิทธิพลมาจากอาหนุ่มคนนี้เนี่ยแหละ...คุณอาที่เป็นอดีตพระเอกชื่อดังที่ผันตัวมาทำงานเบื้องหลัง

            [โอเค งั้นว่ามาเลย โรงแรมอะไร]

เห็นมั้ย อาฟรอสคุยง่ายที่สุดเลย แล้วจะไม่รักได้ยังไงไหวล่ะ

            เพลิงจัดการบอกชื่อโรงแรม วางสายเพียงไม่กี่นาทีก็ได้รับห้องพักฟรีพร้อมรองรับคืนเผด็จศึก

            ส่วนทำไมเขาถึงมั่นใจว่าคืนนี้ต้องได้มากกว่าครั้งไหนๆ น่ะหรือ

หึๆ ไอ้เพลิงรู้จุดอ่อนพี่สินธุ์แล้วน่ะสิ*!*

            ดังนั้น พอทั้งสองมายังร้านอาหารในโรงแรมชื่อดัง เพลิงจึงไม่ใส่ใจที่จะแหวก แหก ถ่าง ให้อีกฝ่ายเกิดนึกอยากกระโจนใส่ เพราะพวกนั้นล้วนแต่ทำแล้วและไม่ได้ผล จะให้ทำอีกก็เสียเวลาเปล่า เดี๋ยวมีคนมานั่งสวดมนต์ไล่ผีก็เสียอารมณ์อีก เพลิงจึงทำตัวเป็นแฟนที่ดีด้วยการยิ้มหวานรับ พูดคุยกับอีกฝ่ายอย่างไม่คิดเลื้อยเข้าหา

            “ทำไมพี่สินธุ์ถึงเลือกเรียนกฎหมายล่ะครับ”

            “อ้อ เพราะที่บ้านพี่ทุกรุ่นจะมีนักกฎหมายน่ะครับ” คนตัวโตยิ้มกว้าง จนเรียกสายตาของสาวๆ หลายคนให้เหลือบแลมอง แบบที่เพลิงก็ต้องมองหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ยอมรับก็ได้ว่าก็หล่อ หน้าตาดีแหละ ไม่ค่อยมีอะไรให้ติ แต่ยังไงก็ไม่ได้ดึงดูดใจเขาตั้งแต่แวบแรกที่เห็นอยู่ดี หากมองนานๆ เข้าก็...น่ารักดีนะ

            ไอ้แว่นตากรอบหนานั้นมองไปมองมาก็เท่ไม่เบา

ฉิบหายล่ะ หรือว่ากูเผลอไปอย่างที่พวกมันบอก

            “ปู่พี่เป็นผู้พิพากษา อาพี่เป็นอัยการ พ่อพี่เองก็เป็นที่ปรึกษากฎหมายของหลายบริษัท พี่เองก็สนใจมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้วล่ะ อีกอย่าง พี่เป็นพวกท่องจำแม่นน่ะ เรื่องท่องมาตราไปสอบนี่ไม่เคยพลาดเลย เรื่องตีความและประยุกต์ใช้เองก็ไม่ได้แย่ เลยคิดว่าเรียนทางนี้ก็เหมาะดี” เพลิงดึงสติกลับมายังผู้ชายตัวโตที่กำลังเล่าเรื่องตัวเองอย่างเปิดเผย อดจะถามไม่ได้

            “พี่สินธุ์จำแอนเดรียได้มั้ย เพื่อนเพลิงน่ะ”

            “จำได้สิ เมื่อวันก่อนก็ไม่มีโอกาสได้ทัก น้องเพลิงอาจจะไม่รู้ แต่พี่สนิทกับพี่ชายน้องแอนเดรียนะ”

ถ้าพี่รู้ว่าเพลิงอยากอมของเพื่อนพี่ พี่นั่นแหละจะหนาว

            “อื้อ ไอ้เดรียบอกว่าพี่สินธุ์เก่งขนาดสอบหมอติด”

            “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ มันเป็นเรื่องที่คนอื่นแซวกันน่ะ แต่พี่ไม่เคยยื่นคะแนน พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน อีกอย่าง พี่เรียนหมอไม่ไหวหรอก”

            “ทำไมครับ”

            พี่สินธุ์หน้าแดง เกาแก้มแก้เขิน

            “อย่าขำนะครับ พี่ค่อนข้าง...กลัวเข็มน่ะ”

น่ารักฉิบหาย

            เพลิงไม่หัวเราะหรอก แต่เขาตาโตขึ้นมาทันที เพราะผู้ชายตัวใหญ่ๆ ที่กำลังนั่งหน้าแดง บอกด้วยท่าทางไม่มั่นใจว่ากลัวเข็มนี่มันน่ารักสุดใจเลย ไม่ต้องหล่อเท่าพี่แอนดริวหรอก แค่นี้ก็ทำให้เพลิงนั่งไม่ติดที่แล้ว ไม่เคยคิดเลยว่าคนแบบนี้จะมีมุมน่ารักด้วย

            “โธ่ อย่าหัวเราะสิครับ”

            “เพลิงเปล่านะ”

อืม ก็ไม่ได้หัวเราะหรอก แค่อมยิ้ม

            สุดท้ายพี่สินธุ์เองก็หลุดยิ้มตาม แล้วก็มองมาด้วยแววตาเปิดเผย

            “ขอบคุณนะครับที่ยอมมาเดตกับพี่”

            “ไม่เป็นไร ก็เราเป็นแฟนกัน...”

เดี๋ยวนะ กูลืมจุดประสงค์ที่มาเดตนี่หว่า*!*

            เพลิงก็คิดได้ตอนนั้นเนี่ยแหละ เพราะเขาสะดุ้งโหยง กวาดสายตามองไปรอบร้านทันที แล้วรีบหันกลับมากะพริบตาปริบ ทำหน้าให้น่าเอ็นดู ยู่ปากหน่อยให้ดูน่ารักน่าอุ้ม แล้วบอกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

            “พี่สินธุ์ เพลิงสั่งไวน์ได้มั้ยครับ”

            “น้องเพลิงจะดื่มหรือ”

            “นิดนึงนะ ถือว่าฉลองเดทแรกของเราไง”

            พี่สินธุ์ดูลังเล แต่ก็พยักหน้าในที่สุด

            เท่านั้นแหละ ไอ้เพลิงไม่ต้องเปิดหน้าเมนูไวน์ เพราะจัดการเรียกบริกร แล้วสั่งมันทั้งขวด ไม่ใช่แค่แก้วสองแก้วอย่างที่คนต้องออกเงินคิด ท่ามกลางสายตาตกอกตกใจของคนคออ่อน แต่มีหรือที่เพลิงจะหยุด เพราะเขาเสือกลืมเรื่องที่ง่ายที่สุดไปเป็นอาทิตย์น่ะสิ

            เรื่องที่ว่า...พี่สินธุ์โคตรคออ่อน

            ผู้ชายที่พอเมาแล้วแปลงร่าง ดังนั้น ถ้าอยากได้อยากโดนจะไปยากอะไร...มอมเหล้าแม่ง

            เพลิงได้ข้อมูลมาคร่าวๆ แล้วว่าพี่สินธุ์ดื่มไม่เก่ง เขาเลยเริ่มที่ไวน์ แต่ถ้าไม่เมา เดี๋ยวจะเอาของแรงยัดเข้าปากด้วยตัวเอง!

            “น้องเพลิง พี่ว่า...”

            “ไม่ได้หรือครับ”

            เพลิงเงยหน้าทำตาเป็นลูกแมว มองคนที่ขยับตัวอย่างไม่แน่ใจ แต่ก็...

            “ได้สิ ถ้าน้องเพลิงอยากดื่ม”

มีแฟนช่างเอาใจแม่งดีไปร้อยแปด*!*

            แน่นอนว่าพอเครื่องดื่มมา เพราเพลิงก็ไม่ลังเลเลยที่จะใช้ความน่ารักที่มีติดตัวมาแต่กำเนิดให้เกิดประโยชน์ เขาอาจจะอ้อนขอซุงไม่ได้ แต่เขาอ้อนขอให้พี่สินธุ์ช่วยยกแก้วขึ้นดื่มได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า...

            “พี่สินธุ์จะไม่ดื่มเป็นเพื่อนเพลิงจริงๆ หรือครับ”

            พี่สินธุ์มองแก้ว มองหน้าเขา มองแก้วอีก มองหน้าเขาอีกครั้ง แล้ว...

            อึกๆๆๆ

ง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

            คนมองลอบยิ้มอยู่ตรงขอบแก้ว เหลือบตามองคนที่คืนนี้ต้องเมา!

            “อีกแก้วนะพี่สินธุ์”

            “พี่ว่าพอแล้วดีกว่านะ”

            “อื้อ อีกแก้วเดียวนะ”

            “เอ่อ พี่คอไม่แข็งนะ”

            “ไม่เป็นไร มันไม่แรงหรอก”

            “พี่เริ่มเมาแล้วนะ”

            “อีกแก้วนะ อีกแก้วเดียว”

            แล้วคำตอบที่ว่าพี่สินธุ์คอแข็งหรือไม่ก็ปรากฏตรงหน้าเพลิงหลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง

            ผู้ชายที่หน้าแดงก่ำ ตาฉ่ำเยิ้ม โงนเงนอยู่บนเก้าอี้ตัวเอง จนเพลิงโบกมือเรียกบริกร เคลียร์เงินค่าอาหารให้เรียบร้อย แล้วขอร้องด้วยรอยยิ้มน่าเอ็นดู

            “ขอโทษนะครับ รบกวนพี่ช่วยพาพี่ชายผมไปที่ห้องหน่อยได้มั้ย เราพักอยู่ที่นี่น่ะ” ว่าไปก็ฉวยกระเป๋าเงินพี่สินธุ์ ควักแบงก์สีม่วงส่งให้โดยไม่คิดถามเจ้าของเงินก่อน เท่านั้น แผนการเผด็จศึกของเพราเพลิงก็สมบูรณ์แบบหาที่ติไม่ ที่เหลืออยู่ก็มีเพียงอย่างเดียว...กระโจนขึ้นเตียงกับคนเมา

บอกแล้วว่าคืนนี้ไอ้เพลิงต้องหายคัน***!***

ความคิดเห็น