ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 7 ยามฟื้นคืนสติ

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 ยามฟื้นคืนสติ

คำค้น : #พระพายหมายฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.3k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ย. 2561 16:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 ยามฟื้นคืนสติ
แบบอักษร

แสงแดดยามเช้าส่องผ่านประตูระเบียงเข้ามาในหอพักนักศึกษาขนาดกลาง ปลุกให้คนที่นอนซมเพราะพิษไข้ขยับตัวน้อยๆ ยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว แถมไม่มีแรงแม้จะยันตัวขึ้นมานั่ง มีเพียงใบหน้าที่ขยับไปมาช้าๆ ไล่เรียงเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นท่ามกลางความมึนงง

“ลางานไงพ่อ แก่จนฟังภาษาคนไม่เข้าใจแล้วเหรอ”

หากสิ่งที่ปลุกสกายจากความฝันที่แสนโหดร้ายไม่ใช่เพราะแสงแยงตา แต่เป็นเสียงทุ้มกลั้วหัวเราะที่แม้จะพยายามลดเสียงให้เบายังไงก็ยังลอยเข้าหู...เสียงนุ่มๆ ที่เหมือนจะยังดังก้องกังวาลในหัวสมอง

‘นิ่งนะเด็กดี’

‘พี่เอง พี่พายไงครับ’

‘พี่จะอยู่เป็นเพื่อนนะ’

ความทรงจำแสนเลือนลางแวบผ่าน

“เหตุผลเหรอ ป่วยไง แค่กๆ โอ๊ย เจ็บคอชะมัด...ผมไม่ได้ตอแหลสักหน่อย โอเคๆ บอกความจริงก็ได้ แฟนผมป่วยอะพ่อ ขอลางานสักสองวันสิ...ไม่ได้นอนกกใครจริงๆ นี่ลูกพ่อพูดความจริงอยู่นะ” สกายหันไปมองตามเสียงแล้วเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างของคนที่สวมกางเกงบอลตัวเดียวอยู่ตรงระเบียงห้อง

“ถ้าพ่อยังมีเมียได้ แล้วจะแปลกอะไรที่ผมก็มีแฟน”

ตอแหลขนาดพ่อยังไม่เชื่อเลยเหรอวะ

ท่ามความความมึนงงเพราะพิษไข้โจมตี สกายบอกตัวเองแบบนั้น

“โอ๋ๆ อย่าเพิ่งงอน ครับ พ่อเป็นคนดี รักครอบครัว ไม่เคยนอกใจ ไม่ได้เล่นไปทั่วอย่างผม งั้นพูดใหม่ก็ได้ ขนาดอาฟรอสยังมีเมีย แล้วนับประสาอะไรกับผมที่มีแฟน โอเคมั้ย เรื่องเลวๆ ของลูกพ่อโยนให้น้องชายพ่อหมด อันไหนดีค่อยถือว่าได้จากพ่อแล้วกัน”

มองปราดเดียวยังรู้เลยว่าไอ้พี่ราหูเจ้าชู้ แล้วอาฟรอสอะไรนี่จะระดับไหนวะ

สกายยังคงมึนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แต่กลับมั่นใจว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นใคร ก่อนที่จะหมุนตัวหันกลับมาให้เห็นหน้าเสียอีก...พี่พาย

ผู้ชายตัวโตที่ชะงักอยู่ตรงกรอบประตู แล้วใบหน้าคมคายก็ประดับรอยยิ้มกว้าง

“ปีศาจน้อยของพี่ตื่นแล้ว”

คนฟังขมวดคิ้วฉับ

“อะไรนะ...แค่กๆ” สกายยังตกใจกับเสียงแหบแห้งของตัวเองเลย พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่กลับไม่มีแรง ได้แต่มองคนตัวโตที่ก้าวไวๆ มาข้างเตียง ยื่นมือมาหมายจะพยุงให้ลุกขึ้น แต่เขาก็กระเถิบตัวหนีเหมือนกัน ใช้สายตาแทนเสียงที่พังไปพร้อมพิษไข้ว่าอย่าเข้ามา

พระพายชะงักไปนิด แต่เพียงพักเดียวก็ทำหน้าน่าสงสาร

“ปีศาจน้อยของพี่ใจร้ายจัง เมื่อคืนกอดพี่ทั้งคืนแท้ๆ พอเช้ามาก็ผลักไส ใจดำว่ะ”

อย่ามาพูดเหมือนผมฟันแล้วทิ้งพี่นะ!

สกายจ้องเขม็ง ซึ่งคนตีหน้าเศร้าก็เผยยิ้มกว้าง

“ไม่เชื่อเหรอ พี่พูดจริง ก็เรานอนกอดกันทั้งคืนจริงๆ นี่”

“ไม่...”

กึก!

หากวินาทีนั้น คนที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าปล่อยให้ยักษ์ตัวโตเข้ามาในห้องตัวเองได้ยังไงก็นิ่งงัน ภาพความฝันที่เห็นมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแวบผ่านมา แต่ท่ามกลางความเลวร้ายที่ได้รับ เขากลับได้ยินเสียงนุ่มๆ ของคนที่คอยปลอบขวัญ พอลืมตาตื่นก็เห็นว่ากำลังกอดเขาเอาไว้

‘อย่าปล่อยนะ...กอดผม’

ท่ามกลางความเจ็บปวดแสนโหดร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เขาไขว่คว้าหาใครก็ได้ที่ช่วยดึงให้พ้นจากวังวนที่ไร้จุดสิ้นสุด พอเห็นหน้า เขาก็คว้าเอาไว้สุดตัว กอดเอาไว้แนบอกราวกับขอนไม้ที่ลอยผ่านมา สกายนึกว่านั่นคือความฝัน ไม่คิดจริงๆ ว่าเขาจะเผลอเอ่ยปากขอความช่วยเหลือผู้ชายคนนี้ในโลกของความเป็นจริง

เมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน!

เขาขอให้พี่พายกอดเอาไว้

หมับ!

แม้ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงลุกขึ้น แต่ใช่ว่าจะไม่มีแรงแม้แต่ดึงผ้านวมมาคลุมถึงจมูก ใช้ดวงตาที่ยังแดงเรื่อเพราะพิษไข้ แต่ก็กลมแป๋วมองไปยังผู้ชายตัวโตที่นิ่งไปอย่างเห็นได้ชัด แล้วพึมพำทำนองว่า...

“ปีศาจน้อยชัดๆ”

เขาไม่เข้าใจ เลยถามไปอีกเรื่อง

“พี่เข้ามา แค่กๆๆๆ ในห้องผมได้ยังไง แค่กๆ”

นี่เสียงกูแน่เหรอวะ

สกายยังไม่ชินกับเสียงแหบแห้งของตัวเอง เช่นเดียวกับคนตัวโตที่ต้องเอียงหูฟังให้รู้เรื่อง ใจอยากจะบอกว่าให้ถอยไปห่างๆ แต่เขาต้องรู้ก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น

“อ้อ พี่วางยาน้องสกายแล้วจับปล้ำไปสามยกจนน้องสกายสลบเหมือดน่ะ ตอนนี้น้องสกายก็เป็นเมียพี่เต็มตัวแล้วนะ” ทุกทีก็อดจะขำกับความไร้สาระของผู้ชายคนนี้ไม่ได้ แต่พอได้ยินเสียงดังหน่อยก็ปวดหัวตุบๆ จนต้องนิ่วหน้า

ท่าทางที่คนมองเองก็หุบยิ้มลง ทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง ถือวิสาสะยกมืออังหน้าผาก ไม่สนใจว่าเขาจะพยายามเบี่ยงหลบ

“นิ่งๆ ครับเด็กดี”

น่าแปลกที่สกายกลับยอมนิ่งเพราะน้ำเสียงจริงจังนี้

“ไข้ไม่ค่อยสูงแล้ว สักตอนตีสี่ไข้เราสูงมาก พี่เลยปลุกมากินยา จำได้มั้ย” สกายส่ายหน้า มองคนที่ดึงผ้านวมลง แล้วอังทั้งหน้าผาก ทั้งแก้ม ทั้งลำคอ ไม่มีแรงจะสู้ด้วย แต่ถึงมีแรง เขากลับไม่รู้สึกรังเกียจสัมผัสที่ไม่ได้เกินเลยกว่าการวัดไข้นี้

“จำเรื่องเมื่อวานได้มากแค่ไหน”

จำได้แค่พี่คอยปลอบอยู่ข้างๆ

ขวับๆ

เด็กหนุ่มกลืนเรื่องที่จำได้กลับเข้าสมอง แล้วส่ายหน้าแทนการบอกว่าจำอะไรไม่ได้เลย

ขณะที่พี่ราหูก็ส่งยิ้มปลอบ แต่ไม่ยอมดึงมือที่วางบนหน้าผาก จากนั้นก็เล่าเรื่องเมื่อวานที่เขาจำได้แค่ว่าถูกไอ้เรนบังคับพาไปโรงพยาบาล เถียงกับมันเรื่องนอนสักคืน โดนฉีดยาแล้วเหมือนจะหลับยาว จนได้รู้ว่าเพื่อนสนิทฝากฝังเขาเอาไว้กับผู้ชายคนนี้ ทดเอาไว้ในใจว่าหายดีเมื่อไหร่ต้องด่ามัน แต่คิดดูอีกที ไอ้เรนก็ไม่รู้นิสัยของอีกฝ่าย พอๆ กับไม่รู้ว่าพวกเขาเคยนอนด้วยกันมาแล้ว

เออ แล้วทำไมกูถึงไม่นอนโรงพยาบาล

พรวด!

“อึ้ก!”

“อย่าเพิ่งรีบลุกสิ” สกายพยายามลุกขึ้นจากเตียง แต่การขยับเร็วไปทำให้เขาปวดหัวจี้ด ทั้งยังโดนผู้ชายตัวโตผลักให้นอนลงที่เดิม แต่นี่ไม่ใช่เวลามานอนหมดสภาพแล้ว

“ผมต้องส่งงาน” เขาว่าคล้ายเสียงสะอื้น แน่ใจว่าตัวเองยังทำงานไม่เสร็จ ไหนจะเรื่องประชุมปิดห้องเชียร์อีก นี่มันวันที่เท่าไหร่แล้ว จะมีใครทำหน้าที่แทนเขามั้ย ยิ่งคิด เด็กหนุ่มก็ยิ่งร้อนใจ อยากจะมีแรงสะบัดคีมเหล็กนี่ออกไปเหลือเกิน

“ใจเย็นๆ เรนโทรมาเมื่อเช้าบอกว่าส่งใบลาป่วยให้แล้ว อาจารย์ให้ส่งงานช้าได้ ส่วนเรื่องที่คณะก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพื่อนคนอื่นจะดูแลให้แทน เราพักผ่อนจนกว่าจะหายดีก่อน” เขาไม่เคยเห็นพี่พายในโหมดจริงจัง แต่พอคนคนนี้ทำก็ทำให้ความไม่สบายใจก่อนหน้าปลิวหายไป จนได้แต่ยอมนอนดีๆ แต่ไม่วายที่จะแย้ง

“เอกสาร...”

“ช่างหัวเอกสารเถอะ ห่วงตัวเองก่อน!”

แม้จะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา แต่จู่ๆ สกายก็เห็นด้วย...ช่างหัวแม่งเถอะ

พอคิดแบบนั้น คนที่เหนื่อยสะสมมาหลายสัปดาห์ก็หลับตาลงอีกครั้ง นึกอยากหลับยาวๆ อีกหน

“อย่าเพิ่งนอน ลุกมากินข้าวกินยาก่อน”

“ผม...”

“ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่งอแง และพี่ไม่ฟังว่าไม่หิว โอเคนะ” คนฟังหุบปากฉับ ได้แต่ทำตาปริบๆ มองคนที่ส่งยิ้มให้ แล้วลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็น เทโจ๊กใส่ชาม ยัดเข้าไมโครเวฟอย่างรวดเร็ว อดรู้สึกไม่ได้ว่าผู้ชายขี้เล่นแบบนี้ก็มีมุมจริงจังด้วยเหมือนกันแฮะ แล้วน่าแปลกที่มุมแบบนี้ทำให้ใจเขาสั่น

ไม่หรอก เพราะไม่สบายต่างหาก

“มา พี่ช่วย”

ใช่ เพราะไม่สบายต่างหาก เขาไม่ได้ใจสั่นเพราะยักษ์ตัวโตเข้ามาประคองให้นั่งพิงหัวเตียงดีๆ แล้วยกชามโจ๊กมาให้ถึงตัก

“ให้พี่ป้อนมั้ย”

ไม่ใช่เพราะคนที่อาสาป้อนให้ด้วยสีหน้าจริงจัง

“เลอะหมดแล้ว”

ไม่ใช่คนที่คอยเอาใจใส่เช็ดปากให้หลังกินเสร็จ

“กินยานะครับ”

ไม่ใช่คนที่ส่งยาพร้อมกับแก้วน้ำให้

“หลับสักตื่นน่าจะดีขึ้นแล้วล่ะ”

ไม่ใช่ผู้ชายที่ห่มผ้าให้เขา แล้วตบอกเบาๆ เพื่อกล่อมนอน

สกายแค่ไม่สบาย ไม่ใช่เพราะเกิดใจอ่อนให้ผู้ชายที่ทำตัวอ่อนโยนใส่หรอกนะ

พี่ราหูก็แค่อาศัยความอ่อนแอให้ใจอ่อน อย่าลืมฝันร้ายที่ฝันมาทั้งคืนสิไอ้กาย แล้วหัวใจ...ช่วยเต้นเบาหน่อยได้มั้ย

******“ผมทำเองได้”

“ได้ที่ไหน เมื่อกี้ลุกแล้วยังเซเลย”

เออ เมื่อกี้เขาใจสั่นเพราะยังมีไข้ ไม่ใช่หวั่นไหวกับคนแบบนี้!

หลังจากหลับไปอีกหลายชั่วโมง สกายก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเสียงโทรศัพท์ เสียงพิมพ์งานของคนที่แย่งโต๊ะทำงานเขาไปแล้ว เสียงท้องร้องประท้วง แต่เพราะกระเพาะปัจสวะที่ล้นปรี่จวนเจียนกลั้นไม่ไหวต่างหากที่ทำให้ฝืนสังขารลุกขึ้น แล้วเพราะลุกไวไปหน่อยก็เลยเซ

พอเซ เพื่อนร่วมห้องที่ไม่ได้รับเชิญก็ปราดเข้ามาประคอง ถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าจะไปไหน จนได้แต่ตอบอ้อมแอ้มว่าปวดฉี่ เท่านั้นแหละ ไหนผู้ชายอ่อนโยน ไหนคนที่ห่วงใย มีแต่ผู้ชายเจ้าเล่ห์ที่ฉีกยิ้มกว้าง ไม่ถามสักคำ จัดการอุ้มเขาเข้าห้องน้ำเสียฉิบ

ตอนนี้ยังมายื้อให้ถอดกางเกงอีก แถมว่าด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่าช่วยเพราะเห็นเขาป่วยหรอกนะ

เออ เพราะป่วยไงถึงเผลอใจสั่น กูไม่มีทางรู้สึกอะไรกับคนที่สนุกกับการได้จับร่างกายเปื่อยๆ นี่หรอก!

“พี่ออกไปสิ”

“ได้ที่ไหน ขนาดยืนยังเซ ถ้าหน้าทิ่มชักโครกไปพี่ก็รู้สึกผิดแย่ อุตส่าห์ประคบประหงมมาตั้งนาน”

คืนเดียวไม่เรียกว่านานโว้ย!

แต่สกายก็ไล่ความจริงที่ว่าอีกฝ่ายพยาบาลเขาทั้งคืนไม่ได้ แต่เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันไม่เหมือนกัน

“ผมจะฉี่”

“ก็ฉี่สิ พี่เห็นหมดแล้วน่า ไม่ต้องอาย”

เด็กหนุ่มมองตาขวาง แต่ไม่รู้เพราะพิษไข้หรือเปล่า มันถึงไม่ทำให้คนถูกมองสลดลงเลย ตรงกันข้าม พระพายยังใช้จังหวะนั้นถกกางเกงเขาลงไปที่ข้อเท้าจนไม่มีเวลาตกใจ จะก้มลงดึงกลับก็ไม่ได้ เพราะมือที่หนาไม่แพ้หน้าจัดการจับกึ่งกลางลำตัวเขาไปจ่อที่ชักโครกแล้ว

“เอ้า ปล่อยนะเด็กดี”

“ปล่อยนะ”

“อื้อ ปล่อยเลย พี่จับให้แล้ว”

กูหมายถึงมึงปล่อยมือสิวะ!

สกายตะโกนก้องในหัว แต่ในความเป็นจริง เขาได้แต่ทำหน้าแหยเก เพราะปวดจนสุดอั้น แค่ระงับอาการสะดุ้งโหยงที่มีคนมาจับของลับในเวลาแบบนี้ก็แทบแย่แล้ว แต่นี่อีกฝ่ายยังลูบยังคลึงอย่างปลอบโยน พอๆ กับเสียงกระซิบข้างหูราวสอนเด็กที่เพิ่งหัดใช้กระโถนครั้งแรก

“ปะ...ปล่อยนะ” เขาร้องคล้ายเสียงสะอื้น จะทนไม่ไหวแล้ว

อย่านะไอ้กาย ถ้ามึงปล่อยออกมาก็ไม่มีที่ให้ซุกหน้าหนีแล้วนะ

“เด็กดี ปวดไม่ใช่เหรอ ปล่อยออกมาสิครับ”

ไม่โว้ย ใครจะฉี่ให้มึงเห็น

“ปล่อยเร็วน้องสกาย”

ไม่...

จ๊อกกก

“ฮืออออ”

ไอ้สกายได้แต่ยกสองมือปิดหน้าอย่างหมดสิ้นศักดิ์ศรี ฟังเสียงของเหลวไหลลงกระทบน้ำในชักโครก เอนหลังพิงผู้ชายตัวโตที่ร้องชมเชยอยู่ข้างหู จัดการสะบัดให้ ก้มลงดึงกางเกงมาสวมให้อีกต่างหาก ไม่นับรวมว่าช่วยดึงไปล้างมือ รวมทั้งช่วยเป็นหลักประคองตอนที่เขาขอล้างหน้า พอกลับเข้ามาห้องนอนอีกครั้ง สกายจะทำอะไรได้นอกจากมุดเข้าที่นอน

อายกว่านี้ก็คงเปลือยกายกลางที่แจ้งแล้วล่ะ

“ของน้องสกายน่ารักดีเนอะ”

ถ้านะ ถ้าไอ้พี่ราหูช่วยเก็บเรื่องนี้ลงหีบไปเลยจะดีมาก แต่คนขี้เล่นก็ไม่วายที่จะยกมาแซว จนได้แต่คว้าหมอนที่หนุนหัวแล้วปาไปยังทิศทางของคนตัวโต

“เขินเหรอ เอาน่า ของน้องสกายไม่ได้ใช้งาน ขนาดนี้แค่นี้กำลังน่ารัก”

พระพายพูดอย่างเดียวไม่พอ ยังเดินมานั่งขอบเตียง ลูบผมเขาผ่านผ้านวมผืนนุ่ม ดูอ่อนโยนเสียมากมาย ถ้าไม่มีประโยคอัปรีย์ที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ!

ชาตินี้ก็มั่นใจแหละว่าคงไม่ได้เอาไปเสียบใคร แต่ใช่เรื่องที่ต้องเอามาพูดแหย่คนป่วยด้วยเหรอ

สกายมั่นใจแล้วว่าความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นตอนตื่นนอนเป็นแค่ภาพมายา พอถูกลูบหัวมากๆ หัวเราะใส่หลายที เด็กหนุ่มจึงมุดออกจากใต้ที่นอน ใช้ดวงตาเหยียดหยามปิดกั้นความอับอาย มองอีกฝ่าย แล้วบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชายิ่งกว่า

“ผมบอกหรือยังว่าเกลียดพี่”

หากคิดว่าจะได้เห็นสีหน้าเศร้าสลดแล้วก็ผิดถนัดเลย เพราะพระพายกลับยิ้มตาพราว ไม่เพียงแค่นั้นยังโน้มตัวเข้ามาหา จนคนป่วยเองก็ไร้ทางหนี ใช้สองมือจับแก้มสกายไม่ให้เบือนหลบ ใช้ดวงตาสีน้ำผึ้งแสนมีเสน่ห์จ้องมาอย่างมีความหมาย จากนั้นก็กระซิบเสียงนุ่ม

“แล้วพี่บอกหรือยังว่าชอบน้องสกาย”

ขวับ!

“...ไม่เห็นอยากรู้”

แต่คนไม่อยากรู้ก็เบือนหน้าหลบด้วยหูแดงๆ

เขาร้อนเพราะพิษไข้ ใช่ เพราะพิษไข้

ขณะที่คนมองก็หัวเราะ ไม่มีทางไม่เห็นรอยแดงระเรื่อพวกนั้น

“พี่หัวเราะพอหรือยัง ผมจะนอน”

“ก็นอนสิ พี่ไม่ได้ห้ามไม่ให้นอน”

“ใครจะหลับลง” ถูกจ้องแบบนี้ใครหลับลงก็บ้าแล้ว

“งั้นพี่นอนเป็นเพื่อน” สกายประณามด้วยสายตา แต่พระพายกลับทิ้งตัวลงนอนข้างเขาอย่างหน้าด้านๆ จนเบิกตากว้าง กระเถิบตัวหนีไปสุดขอบเตียง ปากก็บอกอย่างหงุดหงิด

“อย่ามานอนใกล้ผม เดี๋ยวฝันร้าย”

“ใครว่า นอนใกล้พี่มีแต่ฝันดีนะ” หากสกายก็ยังยืนยันที่จะนอนสุดขอบเตียง และคิดว่าเขาไม่มีทางหลับลงเมื่อมีคนจ้องเอาๆ แบบนี้ ผิดกับดวงตาที่ปิดปรือลงอีกครั้ง แทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำตอนที่ถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอด และได้ยินเสียงจากที่ไกลๆ

“ฝันดีนะครับ”

สกายจมดิ่งกับฝันร้ายมาหลายสัปดาห์ แต่พอมีอ้อมกอดอบอุ่นโอบรอบกายและเสียงนุ่มๆ คอยกระซิบข้างหู เขากลับหลับสนิทโดยไม่มีฝันร้ายพวกนั้นมาตามหลอกหลอน จนพยายามยึดจับความอบอุ่นเอาไว้มั่น ไม่รู้เลยว่าเป็นฝ่ายเคลื่อนตัวเข้าสู่อ้อมกอดเดิมอีกครั้ง

เขา...รู้สึกดีจนไม่อยากผละไปไหน

“ผมหายดีแล้ว พี่ก็กลับบ้านไปได้แล้ว”

“อื้อหือ เลวกว่าฟันแล้วทิ้งก็ตรงใช้จนคุ้มแล้วเฉดหัวส่งเนี่ยแหละ”

ภายในห้องของนายนภนท์ เด็กหนุ่มเจ้าของห้องตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนพระอาทิตย์ใกล้จะลาลับฟ้า พร้อมกับความรู้สึกสบายตัวกว่าเดิม แม้จะยังมีอาการมึนๆ จากไข้เหลืออยู่บ้าง แต่โดยรวมก็ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ ลุกขึ้นมาไม่เซ ไม่หน้ามืด เพราะฉะนั้นก็คงถึงเวลาอัญเชิญพยาบาลจำเป็นกลับไปได้แล้ว หากคนฟังก็ประท้วงใส่

“หรือพี่จะสิงอยู่ในห้องผมไปเรื่อยๆ” สกายประชด

“ได้เหรอ งั้นพี่ไปขนของจากบ้านมาก่อนนะ” ส่วนพระพายก็ตอบรับอย่างกระตือรือร้นให้ประณามด้วยสายตา

“โธ่ น้องสกายครับ น้องอาจจะไม่ชอบพี่แต่ไม่ใจอ่อนกันสักนิดเลยเหรอ พี่ดูแลประคบประหงมทั้งคืน หาข้าวหาปลา เช็ดเนื้อเช็ดตัว พาเข้าห้องน้ำ ทำให้ทุกอย่าง แต่พอดีขึ้นแล้วเห็นพี่หมดประโยชน์ก็ไล่กันงี้เลย ถึงพี่จะหน้าหนา แต่หัวใจพี่ก็บอบบางนะ” ถ้าคนพูดทำหน้าโศกกว่านี้สักนิดก็อาจจะโอนอ่อนบ้าง แต่พูดไปกลั้นขำไป ใครหน้าไหนจะใจอ่อนวะ

แม้คุณธรรมอันดีงามจะคอยกระซิบบอกสกายว่าอีกฝ่ายพูดถูกก็เถอะ

เขาก็ไม่ใช่คนไม่สำนึกบุญคุณ แต่สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เขาอยากให้

“พี่ต้องการอะไร” สกายจึงไม่อ้อมค้อม ถามตรงๆ

เท่านั้นแหละ ใบหน้าหล่อก็ปรากฏรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

“น้องสกายน่าจะรู้ว่าพี่อยากได้อะไร”

ความทรงจำตอนที่ตกลงกันครั้งแรกแวบเข้ามาในหัว

ตอนนั้นเขาก็ถามพี่พายว่าถ้าอยากให้ช่วยพาออกจากงานแข่งรถนั่นต้องทำยังไง แล้วผู้ชายตัวโตก็พูดประโยคแบบนี้ จนความรู้สึกดีที่เพิ่งจะผลิบานเหมือนถูกสารเคมีราดจนเหี่ยวเฉาลงทันตา แววตาที่อ่อนลงกลับมาแข็งกร้าวอีกครั้ง ทั้งยังติดจะรังเกียจ

“ผมไม่ให้” ครั้งนั้นเพราะเป็นคนแปลกหน้าที่คิดว่าคืนเดียวจบ เขาถึงยอม แต่เมื่อกลายเป็นคนใกล้ตัวที่อาจจะพัฒนาไปไกลกว่านั้น สกายก็บอกปัดอย่างไม่ใยดี

“งั้นแปลว่าไม่รู้ว่าพี่อยากได้อะไร”

“ทำไมจะไม่รู้ พี่แค่อยากนอนกับผม” เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าผู้ชายคนนี้จะติดใจอะไรเขานักหนา ก็ใช่ที่สกายคุ้นเคยกับเรื่องเซ็กส์ แต่ดูแล้วพี่พายก็ไม่น่าจะขาดคู่ขาได้เลย จะหาดีกว่าเขา เก่งกว่าเขาไม่ใช่เรื่องยาก แล้วยังจะมาทู่ซี้อะไรกับคนที่บอกปัดไม่รู้กี่ครั้ง

“ใช่ พี่อยากนอนกับสกาย”

ความรู้สึกดียิ่งดิ่งวูบจนถึงขั้นติดลบ

“แต่นั่นเป็นเรื่องเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน”

เด็กหนุ่มปิดปากลงทันควัน มองผู้ชายตัวโตที่ลุกขึ้นเดินไปคว้าเสื้อผ้าที่ตากอยู่บนระเบียงอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ถาม เบือนหน้าหนีเมื่อพระพายถอดกางเกงบอลของเขาโยนไปทางตะกร้า แล้วเริ่มต้นสวมชุดที่ใส่มากลับเข้าที่เข้าทางของมัน กระทั่งเรียบร้อยแล้ว คนที่หย่อนความสงสัยเอาไว้ก็เดินมาหยุดด้านหน้าเขา

ดวงตาสีน้ำผึ้งคู่นั้นมองมาอย่างเปิดเผย

ไม่เจ้าเล่ห์ ไม่ฉาบด้วยความขี้เล่น ติดจะจริงจังจนน่าแปลก

“ตอนที่พี่ขอเบอร์เราจากเรน พี่ก็คิดแค่อยากจะนอนด้วยอีกสักครั้ง แต่ตอนนี้พี่เปลี่ยนความคิดแล้วล่ะ...พี่จะเอาจริงแล้วนะ”

“...”

คนฟังยังเงียบ

“สิ่งที่พี่ต้องการจากน้องสกายไม่ยากเลย...ให้พี่จีบซะดีๆ”

“หืม?!”

สกายเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อหู แล้วก็ได้เห็นรอยยิ้มกว้าง ตาคมดูมั่นใจ ตามมาด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ

“แค่ไม่บล็อกเบอร์พี่ รับสายพี่บ้าง ตอบข้อความบางครั้ง แล้วก็ไม่หนีพี่ทุกครั้งที่เจอหน้า เห็นมั้ย ไม่ยากเลย” เขาแปลกใจมากกว่าที่ผู้ชายเจ้าเล่ห์ขอแค่นี้จนหรี่ตามอง ยอมรับว่ากว่าครึ่งใจนึกหวาดระแวง ไอ้จะจีบก็ให้ได้อยู่หรอก เขามั่นใจว่าใจแข็งพอ แต่ขอแค่นี้จริงๆ น่ะเหรอ

“พี่ขอเท่านี้แหละ”

พระพายเองก็ยืนยันข้อสงสัย แล้วก็ผละไปคว้ากระเป๋าโน้ตบุ๊คที่เอามาทำงานในช่วงวันกว่าๆ นี้ จากนั้นก็หันมาส่งยิ้มให้

รอยยิ้มที่ทำให้คนใจแข็งได้แต่ตัวแข็งทื่อ

ยามพระอาทิตย์อัสดง แสงสุดท้ายของวันอาบไล้กรอบหน้าคมคาย ขับเน้นเสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ได้โดดเด่น ดวงตาทอประกาย รอยยิ้มเจิดจ้าเสียจนสกายตาพร่า และทั้งหมดนั่นพระพายกำลังมอบให้เขา คนอย่างเขาที่ไม่ได้มีอะไรดี

ผู้ชายที่เอ่ยอย่างมั่นใจ

“แค่น้องสกายไม่หนีพี่ พี่ก็มั่นใจว่ามีดีพอให้ชอบ”

ตึกตัก ตึกตัก!! ตึกตัก!!!

วินาทีนั้น เสียงก้อนเนื้อในอกก็เต้นเร็วขึ้นจนต้องเบือนหน้าหนี

เขาเป็นอะไร

“วันนี้เห็นแก่ที่น้องสกายไม่สบาย พี่จะยอมหยุดแค่นี้ก่อน แต่อย่าคิดนะว่าวันอื่นพี่จะรุกเท่านี้” พระพายยิ้มพราย เดินผ่านหน้าไปยังประตูห้อง เปิดออกไปจนคนป่วยสูดหายใจลึกๆ

“พี่รุกแค่ไหนผมก็ไม่สน”

หากคนฟังยิ่งยิ้มกว้าง

“งั้นเราก็มารอดูผลลัพธ์กัน”

ปัง!

ประตูห้องปิดลงแล้ว สกายก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง ไม่ใช่เพราะป่วยจนไม่มีแรงยืน แต่เพราะอัตราการเต้นของหัวใจยังเร็วกว่าปกติจนต้องเม้มปากแน่นต่างหาก จู่ๆ เขาก็คิดว่ายังไงก็ต้องใจอ่อน จนต้องสั่นหน้า ปัดไล่ความรู้สึกนี้ออกจากหัว

คนที่เคยเจอเรื่องแบบนั้นมาจะมาใจอ่อนกับคนแบบนี้ได้ยังไงล่ะ

หากสกายก็ไม่ปฏิเสธความจริงที่ว่าเขาเองก็ติดค้างพี่พายอยู่จริงๆ

เขาตอบแทนให้แน่ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีเอาตัวเข้าแลกแบบนั้น

เด็กหนุ่มสะบัดหัวแรงๆ อีกที โทษว่าความคิดชั่วแล่นทุกอย่างเกิดจากพิษไข้ ถ้าเป็นเวลาปกติ เขาไม่มีแม้แต่ความลังเลแบบนี้หรอก จนลุกขึ้นยืน รวบรวมความคิดว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องทำบ้าง เพื่อไล่เรื่องของผู้ชายคนนั้นออกไป ซึ่งพอคิดก็ปวดหัว

เขามีงานที่ต้องทำส่งอาจารย์ ไม่นับรวมเรื่องที่ว่าพรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของการเข้าเชียร์ของปีหนึ่ง เด็กหนุ่มจึงไม่ลังเลเลยที่จะโทรหาเพื่อนเพื่อถามว่าเป็นยังไงบ้าง

สกายทุ่มเทมาตลอดหลายสัปดาห์ก็เพื่อน้องๆ ปีหนึ่งในวันพรุ่งนี้

วันสุดท้ายของการเข้าเชียร์ในคณะพวกเขาถือเป็นงานใหญ่ประจำปี จะมีการเข้าเชียร์ตั้งแต่ตอนเย็นข้ามไปถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งเหนื่อย ทั้งหนัก แต่เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้รุ่นน้องทุกคนรักและเข้าใจคณะนี้ เขาเองก็ประทับใจตั้งแต่ปีที่แล้ว และคิดว่าจะทำให้รุ่นน้องรู้สึกเช่นเดียวกัน ต่อให้ใจบอกไม่ไหว ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน สกายก็กัดฟันทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และพรุ่งนี้คือวันที่จะเห็นผลลัพธ์ที่น่าชื่นชม

โชคดีที่ไข้ลดทัน พรุ่งนี้เขาเองก็ไม่อยากพลาด

“มีอะไรให้กูช่วยมั้ย”

[มึงนอนพักไปนั่นแหละ เอาให้หายดีแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาทีเดียว ยังไงก็อยู่กันยันเช้า]

ไอ้ซิกบอกจนคลายใจ เห็นว่าไอ้เรนเองที่แทบไม่แตะกิจกรรมเลยก็ลงมาช่วยในส่วนของเขา แล้วยังมีเพื่อนหลายคนเข้ามาช่วยงานแทน จนไม่มีอะไรน่าห่วง ดังนั้นใครว่ากิจกรรมเข้าเชียร์ไม่สร้างประโยชน์อะไร สกายบอกเลยว่าไม่จริง ดูจากการรักใคร่ปรองดองของพวกเขาสิ

กิจกรรมทุกอย่างให้ประโยชน์ทั้งนั้น อยู่ที่จะมองในแง่ไหนต่างหาก

สกายไม่ทันรู้สึกตัวว่าเขาคุยโทรศัพท์นานแค่ไหน จวบจนมีเสียงเคาะประตูจนเดินไปเปิดดู

“พี่ลืมของเหรอครับ”

“อือ พี่ลืม” คนที่อยู่หน้าห้องเขาคือผู้ชายคนเดิม...คนที่ชูถุงพลาสติกบรรจุกล่องโฟมให้ดู

“ลืมซื้อข้าวเย็นให้คนป่วย นี่ครับ วันนี้ไม่ต้องออกไปไหนแล้วนะ นอนพักให้หายดีก่อน” คนพูดยัดถุงพลาสติกใส่มือ จนสกายอดไม่ได้ที่จะมองใบหน้าคมอย่างหวาดระแวง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาไม้ไหน แต่พระพายกลับส่งยิ้มให้ แล้วบอกง่ายๆ

“งั้นพี่กลับบ้านจริงๆ แล้ว”

พูดจบ คนที่บอกว่าวันนี้จะยอมถอยก่อนก็หมุนตัวไปทางบันได ปล่อยให้คนหวาดระแวงนิ่งอึ้งไปอึดใจ แล้วตัดสินใจ

ใช่ เขาต้องป่วยแน่ๆ

หมับ!

“หืม?”

จุ๊บ!

“ผมไม่ชอบติดค้างใคร ขอบคุณสำหรับข้าวเย็นนะครับ” สกายไม่สนใจท่าทางแปลกใจของผู้ชายตัวโตตอนที่เขาคว้าแขนเอาไว้ เพราะจัดการยืดตัวไปกดจูบที่แก้มไวๆ พึมพำด้วยอาการร้อนรน แล้วก็ปล่อยมือออก หมุนตัวกลับเข้าห้องอย่างรวดเร็ว

สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือพี่พายที่กำลังทำตาตื่น

ปัง!

ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง พร้อมกับเจ้าของห้องที่ขาอ่อนทิ้งตัวลงนั่งแปะบนพื้นเสียดื้อๆ

สกายยังคงยืนยันว่าเขาทำลงไปเพราะไม่อยากติดค้างใคร บวกกับป่วยล้วนๆ

ก๊อก ก๊อก

“หนหน้าพี่ไม่ปล่อยให้หนีแล้วนะ”

หากคนที่ยืนอยู่หน้าห้องก็ทิ้งคำพูดเอาไว้ให้ ก่อนที่จะได้ยินเสียงเดินไปตามทางเดิน ปล่อยให้คนในห้องยกมือกุมอก พึมพำเสียงเบา

“พี่จับผมไม่ทันหรอก”

ทันใดนั้นเสียงเล็กๆ ในใจก็เอ่ยถาม

แน่เหรอวะไอ้กาย

วินาทีนี้ สกายก็ชักไม่มั่นใจเหมือนกัน


..............................................................******

ความคิดเห็น