ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ศักราชโลกใหม่ตอนที่ 1: วิถีชีวิตของเซน

ชื่อตอน : ศักราชโลกใหม่ตอนที่ 1: วิถีชีวิตของเซน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2563 19:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ศักราชโลกใหม่ตอนที่ 1: วิถีชีวิตของเซน
แบบอักษร

ชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า เซน อายุ 20 ปี กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย วันนี้เป็นวันที่ 26 ธันวาคน ซึ่งเป็นวันหยุด เซนจึงนั่งรถโดยสารกลับบ้าน เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวและเตรียมฉลองวันปีใหม่ อ่อลืมบอกว่าเขานั้นเป็นเด็กกำพร้าดังนั้นครอบของเขาจึงเป็นเด็กๆในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาเคยอยู่

 

แต่ก่อนอื่นเขาคงต้องแวะไปเยี่ยมหลวงตาที่คอยดูแลส่งเสริมให้เงินแก่เขาเพื่อเรียนหนังสือได้จนทุกวันนี้ ถึงจะเป็นเงินไม่มากแต่ก็พอให้เขาใช้จ่ายเพื่อกินอยู่ได้ ค่าใช้จ่ายที่เหลือเป็นเขาที่ต้องทำงานหาเงินระหว่างเรียน

 

“ พี่ครับ ผมลงที่วัดป่านะครับถึงแล้วจอดให้ด้วย” เซนตะโกนกล่าวกับคนขับรถสองแถวประจำทาง

 

เมื่อลงจากรถผมก็ได้กลิ่นป่าไม้ธรรมชาติที่น่าคิดถึง อ่า...นี่มันสดชื่นจริงๆ ผมก้าวเท้าเข้าวัดไปอย่างช้าๆ สายตากวาดมองรอบข้างว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง มาถึงศาลาก็เห็นหลวงตากับลุงโยที่เป็นสัปเหร่อกำลังนั่งดูทีวีด้วยสีหน้าจริงจัง

 

ในโทรทัศน์นักข่าวสองคนชายหญิงนั่งอยู่หลังโต๊ะคุยกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

 

“ คุณสุภาคิดยังไงกับเหตุบังเอิญในครั้งนี้ครับ"

 

"ค่ะคุณวีระ ดิฉันคิดว่ามันน่าเหลือเชื่อมากเลยนะคะที่บิดาแห่งศาสนาของทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ พุทธ อิสลาม หรืออื่นๆต่างก็ได้ทำนายในทำนองเดียวกันว่า วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2XXX คือวันสิ้นโลก ทำให้หลายคนต่างก็ตื่นตระหนกกันยกใหญ่เนี่ยล่ะค่ะ"

 

"ครับคุณผู้ชมครับอย่างที่คุณสุภาได้กล่าวไปนะครับ ซึ่งวันดังกล่าวก็เป็นวันส่งท้ายปีเก่าที่ใกล้จะถึงนี้เองครับ รายละเอียดที่ผมทราบมาขอยกตัวอย่างซักสองอันแล้วกันนะครับ คริสต์ได้ทำนายว่าวันดังกล่าวจะถูกความมืดแห่งซาตานกลืนกิน ส่วนพุทธก็ได้ทำนายว่าจะเป็นวันที่มนุษย์ได้รับผลกรรมที่ตนกระทำต่อโลก ส่วนรายละเอียดที่มากกว่านี้ทางเราคงไม่สามารถออกอากาศได้นะครับ เนื่องจากมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ทางเราขอยืนยันว่าวันดังกล่าวจะไม่เกิดอะไรอย่างวันสินโลกขึ้นอย่างแน่นอน ท่านผู้ชนลองคิดดูสิครับว่าอยู่ดีๆโลกจะระเบิดโดยไม่มีสาเหตุได้ยังไงกันครับ มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น ขอให้ทุกคนอย่าตื่นตระหนกและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปครับ วันนี้ผมและคุณสุภาก็ขอตัวลาไปก่อนครับ สวัสดี ครับ/ค่ะ”

 

ผมยืนฟังข่าวดังกล่าวก็อดส่ายหัวไม่ได้ วันสิ้นโลกเรอะ เหอะ ไร้สาระสินดี ในขณะนั้นเองหลวงตาที่ดูข่าวจบก็หันมาเห็นผมเข้าพอดี

 

หลวงตา “ อ่าวเจ้าเซน มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง พอดีเลยข้ามีของอยากจะให้เอ็ง”

 

เซน “ กราบนมัสการครับหลวงตา ไม่ทราบว่าหลวงตาอยากให้อะไรผมงั้นเหรอครับ ถ้าเป็นเงินไม่ต้องก็ได้ครับ แค่นี้ผมก็อยู่ได้แล้ว”

 

ผมกล่าวอย่างเกรงใจ เพราะเงินที่หลวงตาให้ผมมาเป็นเงินของวัดที่ชาวบ้านต่างก็บริจาคมาบำรุงวัดด้วยจิตกุศล ไม่ได้บริจาคเพื่อบำรุงผมซะหน่อย แถมผมก็โตพอหางานทำได้เองแล้ว หากรับเงินหลวงตามามากไปมันไม่ใช่เรื่องดีเลย

 

หลวงตากล่าวด้วยความเอ็นดู “ เอ็งยังขี้เกรงใจไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ ข้าไม่ได้จะให้เงินเอ็ง นี่ต่างหากสิ่งที่ข้าจะให้”

 

หลวงตาหยิบพระอบโบราณเก่าแก่ออกมายื่นให้ผมด้วยท่าทางทนุถนอม

 

เซน “ อะไรเนี่ยหลวงตา อย่าบอกนะว่าข้างในมีนางโมราอยู่น่ะ”

 

โป๊ก....โดนโบกด้วยฝ่ามืออรหันต์

 

หลวงตา “ บ๊ะ เอ็งนี่จะกวนไปถึงไหน รีบรับไปและกินสิ่งที่อยู่ข้างในซะ”

 

ผมลูบหัวด้วยความเจ็บปวดพรางรับพระอบมาไว้ในมือ เมื่อเปิดออกก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่ออยู่ภายใน

 

เซน “ เอ่อ..หลวงตาแน่ใจนะว่าจะให้กินเจ้านี่เข้าไปน่ะ ว่าแต่นี่มันเมล็ดอะไรล่ะเนี่ย”

 

หลวงตาถอนหายใจให้กับความลีลาและขี้สงสัยของเจ้าเซน “ เฮ้อ เมื่อไหร่เอ็งจะกินเข้าไปเสียที มันคือเมล็ดกาฝาก แต่ไม่ใช่เมล็ดกาฝากธรรมดาทั่วไปที่เอ็งเคยเห็นนะ เมล็ดกาฝากนี้มีความพิเศษอย่างมาก มันถูกปลุกเสกผ่านพิธีกรรมมายาวนานมากกว่าพันปีแล้ว”

 

เซน “ ฮะ อะไรนะ หลวงตาพูดจริงอะ ไอ้เมล็ดเนี่ยนะอายุมากกว่าพันปี แถมยังจะให้ผมกินมันเข้าไปอีก ใครจะบ้ากินมันเข้าไปล่ะ เดี๋ยวท้องเสียกันพอดี หลวงจะอำอะไรผมเนี่ย”

 

หลวงตาจ้องหน้าเซนอย่างจริงจัง “ ข้าไม่เคยผิดศีล เอ็งก็น่าจะรู้ ตั้งแต่เอ็งอยู่กับข้ามาสิบห้าปีเอ็งเคยเห็นข้าตบยุงซักตัวไหม รีบๆกินมันเข้าไปได้แล้ว”

 

เซนส่ายหัวอย่างสุดชีวิตเมื่อรู้ว่าไอ้เมล็ดสีดำตรงหน้ามีอายุถึงพันปี “ ม่ายยย ให้ตายผมก็ไม่กินเจ้าสิ่งนี้ลงไปหรอก หลวงตาไม่สามารถบังคับให้ผมทำตามที่บอกโดยไม่เต็มใจได้หรอกนะ เพราะมันบาปยังไงล่ะ และพระอย่างหลวงตาก็กลัวบาปที่สุดในโลกเสียด้วย ฮี่ๆๆ”

 

หลวงหันไปขอความช่วยเหลือจากคนด้านข้าง “ ต่อให้บาปข้าก็จะทำ เอ็งน่าจะเข้าใจว่าข้าทำเพื่อเอ็ง โยมโย จัดการ”

 

ลุงโย “ ขอรับ หึๆๆ เจ้าเซน เอ็งสู้ข้าไม่ได้หรอก เอ็งก็รู้ว่าข้าเคยเป็นนักมวยมาก่อน”

 

เซน “ ม่ายยยยยย”

 

เสียงร้องโหยหวนดังจนลั่นวัด สุดท้ายเซนก็ถูกบังคับให้กลืนเมล็ดดังกล่าวลงไปอย่างไม่ยินดี

 

หลวงตามองเซนที่กำลังทำท่าสำลักอยู่และกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากกว่าเดิม “ แล้วก็ห้ามกินยาถ่ายด้วยล่ะ เอาล่ะกลับไปได้แล้ว”

 

เซนแทบจะร้องให้ออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ “ โห ผมเพิ่งมาเยี่ยมก็ไล่กันเสียและ แถมยังให้กินอะไรแปลกๆเข้าไปอีก ไปก็ได้วัยรุ่นเซ็ง นมัสการลาล่ะหลวงตา”

 

หลวงตา “ เออๆโชคดีๆ”

 

เมื่อออกมาจากวัดเซนก็เดินทางไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าดั่งที่หมายไว้แต่แรก ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร

 

...................

 

วันที่ 31 ธันวาคม เวลา 0.00 น. ณ บ้านพักในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่ง

 

พลังคลื่นจักรวาลเริ่มไหลเข้ามายังโลก และ โลกทั้งใบก็ถูกปกคลุมด้วยพลังงานอันมืดมนอย่างช้าๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่พลังจักรวาลยิ่งพัดเข้ามารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

เวลา 5.00 น. เซนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นกับร่างกายของตน มันเหมือนกับว่ามีอะไรซักอย่างดิ้นอยู่ในท้อง และยิ่งเวลาผ่านไปความรู้สึกนั้นมันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเริ่มตื่นตระหนก

 

“ อัก...ตูเป็นอะไรวะเนี่ย อยู่ๆก็เริ่มปวดท้องขึ้นมา สงสัยไอ้เมล็ดเน่านั่นทำพิษแล้วล่ะมั้ง ตั้งนานไม่เป็นดันมาเป็นตอนคนกำลังหลับสบาย เฮ้อ ต้องรีบไปหาหมอก่อนตอนนี้เริ่มทนไม่ไหวแล้ว”

 

เซน เตรียมของเดินออกจากบ้านพักอย่างเงียบเพราะกลัวทำเด็กๆตื่น แต่พอก้าวเท้าออกพ้นหลังคาบ้านเท่านั้นแหละ เหมือนมีพลังอะไรบางอย่างไหลเข้ามาในร่างของเขาดั่งสายน้ำหลากจนรู้สึกได้ และมันได้กระตุ้นเมล็ดในท้องของเซนอย่างบ้าคลั่ง เมล็ดกาฝากงอกรากออกมาทิ่มแทงเจาะกระเพาะอาหารมุดตัวเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่พุ่งเข้าสู่หัวใจ

 

นั่นทำให้เซนเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เขาเอามือกุมหน้าอกโดยสัญชาตญาณ ร่างทรุดลงบนพื้นหญ้าดิ้นทุรนทุรายไปมาหวังว่ามันจะคลายความเจ็บปวดได้บ้าง แต่ไม่เลยมันยิ่งเจ็บหนักเข้าไปใหญ่เมื่อเจ้าเมล็ดกาฝากงอกรากชอนไชฝังตัวผสานเข้ากับหัวใจของเขา แล้วแตกแขนงขยายสาขาไปจนทั่วร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า นั่นทำให้เขามิอาจทนความเจ็บปวดนี้ได้อีกต่อไป สติของเซนเริ่มเลือนรางลงทุกขณะ

 

เค้าว่ากันว่าเมื่อกำลังจะตายจะนึกถึงความทรงจำต่างๆที่ตนได้ใช้ชีวิตมา และตอนนี้ภายในจิตห้วงความคิดของเซนก็มีความทรงจำครั้งอดีตตอนที่เขายังเด็กลอยเข้ามาในหัว ในตอนนั้นรู้สึกว่าหลวงตาได้เทศน์สอนอะไรเขาสักอย่างนี่ล่ะ

 

หลวงตา “ เจ้าเซนเอ้ย เอ็งจงจำไว้ว่าชีวิตนั้นไม่เที่ยง ร่างกายของเอ็งเป็นของที่ยืมมาจากธรรมชาติ เมื่อสิ้นอายุขัย เอ็งก็ต้องส่งคืนร่างกายให้สลายหวนคืนสู่ธรรมชาติ เหลือเพียงแค่จิตวิญญาณเท่านั้นที่เป็นของเอ็ง เมื่อเอ็งเป็นวิญญาณก็ต้องไหลสู่สายธารวิญญาณเพื่อรอเวลาที่จะได้เกิดใหม่อีกครั้ง ดังนั้นเอ็งไม่ต้องกลัวความตายไปหรอกนะ เพราะไม่มีอะไรที่ตายไปอย่างแท้จริง สิ่งนั้นเพียงแค่เปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งเท่านั้น จงยอมรับในวิถีของธรรมชาติ จงยอมรับในความเป็นธรรมชาติของโลกใบนี้และความเป็นธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง”

 

อ่า...ช่างเป็นความทรงจำที่น่าคิดถึงจังนะ ในตอนนั้นเรายังเด็กอยู่จึงไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่หลวงตาพยายามจะสอนได้ แต่ในตอนนี้ ตอนที่ผมรู้สึกว่าใกล้จะตายแล้วดันสามารถเข้าใจมันได้ นั่นสินะ ร่างกายของผมเดิมทีเป็นของที่ยืมมาจากธรรมชาติ ดังนั้นก็อย่าไปฝืนมันเลย ปล่อยให้มันหวนคืนสู่ธรรมชาติดีกว่า เมื่อจิตคิดได้อย่างนั้นร่างกายจึงตอบสนองตามจิต ความเจ็บปวดเริ่มทุเลาลงที่ละเล็อกทีละน้อย

 

ร่างของเซนหยุดดิ้นลงทันที การเกร็งต่างๆก็หยุดลง ทุกส่วนของร่างกายผ่อนคลายลงอย่างช้าๆปล่อยให้เจ้าเมล็ดกาฝากทำตามใจชอบ ดั่งต้องการจะสื่อว่า เจ้าอยากได้นักใช่ไหมร่างกายอันนี้ งั้นข้าขอมอบมันให้เจ้า ขอให้เจ้าใช้มันให้คุ้มค่า ส่วนข้าต้องขอลาไปก่อน เพื่อรอเวลาที่จะได้ถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง

 

...................

 

วันที่ 1 เดือน 1 ศักราชโลกใหม่ที่ 0

 

เซนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา สายตาพร่าเบลอเห็นแต่ความมืด ร่างกายรู้สึกหนักอึ้งดั่งมีอะไรทับ พยายามขยับตัวจนในที่สุดก็รู้ว่าร่างกายส่วนใหญ่ของตนถูกฝังอยู่ในดิน ดีที่มันไม่ลึกมากแค่ฟุตกว่าๆจึงสามารถกอบโกยขุดตัวเองออกมาได้

 

เซน “ แคกๆ ถุยๆ แหวะ มีแต่ดินเต็มปาก บ้าเอ้ย ใครมันเล่นพิเรนทร์เอาตูมาฝังดินวะ”

 

แต่เมื่อกวาดสายตาไปรอบข้างเซนก็ตัวแข็งทื่อ บ้านพักสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากลายเป็นซากปรักหักพัง พืชเถาวัลย์ขึ้นเต็มไปหมดดั่งโบราณสถานที่อยู่มานานกว่าร้อยปี ไม่ใช่เพียงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเท่านั้นที่เป็นแบบนี้ ที่อื่นๆรอบข้างก็เช่นกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วเด็กๆล่ะ เซนรีบลุกขึ้นไม่สนว่าตนจะสกปรกมากเพียงใดวิ่งเข้าไปในซากบ้านพัก ขาของเขาก็ถึงกับอ่อนแรง ทิ้งเข่าลงพื้นอย่างช่วยไม่ได้

 

เซน “ มะ...ไม่จริง...นี่มันอะไรกัน...มันเกินบ้าอะไรขึ้นวะ...บ้าเอ้ยยยย”

 

เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยเศษซากโครงกระดูกมนุษย์ ซึ่งดูจากขนาดส่วนมากเป็นของเด็กไม่ผิดแน่ มีของผู้ใหญ่อยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

จิ๊ดๆๆ...กราสสส....

 

จู่ๆเสียงร้องแหลมเล็กก็ดังขึ้นเรียกสติของเซน เมื่อมองไปที่ต้นเสียงก็เห็นหนูยักษ์ขนาดเท่าลูกวัววิ่งเข้ามาหาตนบ่งบอกเจตนาสังหารอย่างชัดเจน ภายในจิตใจกลับไม่หวาดกลัวแต่อย่างใดไม่รู้ว่าเป็นเพราะความแค้นหรืออะไรกันแน่ หากเป็นปกติเขาคงต้องวิ่งหนีอย่างสิ้นหวังไปแล้ว เซนจ้องมันด้วยความโกรธจนสุดจะทน

 

เซน “ มึงใช่ไหมที่ฆ่าพวกเขา ไอ้เดรัจฉานเวรเอ้ย ไปตายซะ”

 

เพียงแค่คิดจะสังหารหนูยักษ์ตรงหน้า เรื่องอันเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น รากไม้สีแดงเลือดนับสิบสายงอกออกมาจากแขนของเซนอย่างรวดเร็วพุ่งเข้าแทงร่างของหนูยักษ์ตรงหน้าจนมันส่งเสียงร้องเจ็บปวดออกมา

 

จี๊ดดดดดๆๆๆๆ........

 

รากไม้สีเลือดกลับไม่เพียงแต่เสียบเข้าไปในร่างของมันเท่านั้น มันยังดูดโลหิตและเนื้อของหนูผู้โชคร้ายจนแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เซนที่เพิ่งได้สติกลับมาอีกครั้งก็ตกตะลึกไปอีกรอบ นี่เขากลายเป็นตัวอะไรไปแล้วเนี่ย จริงด้วยสิ ก่อนที่เขาจะสลบไปจำได้ว่าเจ้าเมล็ดกาฝากพันปีกำลังทำพิษเขาอยู่เลย นี่ตนรอดมาได้ยังไงกัน แถมยังมีความสามารถแปลกๆนี้อีก

 

หลังจากสูบเลือดเนื้อของหนูยักษ์เข้าสู่ร่างกาย เขาก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นแพร่กระจายไปทั่ว ดั่งว่าพละกำลังของตนจะเพิ่มขึ้นมาหน่อยนึง มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก และเขาก็ยังรู้สึกอีกว่าความสามารถที่เขามีอยู่ตอนนี้นั้นมีอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ แต่ก่อนอื่นเลยเขาต้องรู้ให้ได้ว่าโลกในตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่....

 

---------------------------------------------------------------------------------- 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว