ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ด้วยรัก [2] จบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 770

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2561 04:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ด้วยรัก [2] จบ
แบบอักษร

[2]

            ภาพตรงหน้าของผมคือพี่เดชที่กำลังทรุดล้มและเริ่มจะหายไป...

                “พี่เดช! พี่อย่าหายไปนะ พี่ได้ยินผมมั้ย!” ผมตะโกนก้อง ร่างพี่เดชเริ่มเลือนรางหายไปกับอากาศนั่นบีบหัวใจผมจนเจ็บ ผมไม่น่าเลย...ไม่น่าอยากให้เขาเล่าเรื่องในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ผมน่าจะมั่นใจได้แล้วว่าพี่เดชคือคนคนนั้นที่ผมรักมาตลอด ถ้าเขาหายไป...แตกสลายไป ผมจะทนได้ยังไง

                “จับลูกเอ็งไว้!”

                “ไอ้ติณ แกอย่าบ้า ไอ้ติณ!”

                ผมสะลัดทุกคนที่เข้ามาจับตัวผมออกอย่างแรง แล้ววิ่งเตะสายสิญจน์ที่กางกั้นด้านหน้าออก วิ่งพุ่งเข้าไปหาร่างจางๆ ที่มองแทบไม่เห็นร่างนั้น

                “ไอ้หนู อย่าทำอะไรโง่ๆ อย่าจับ...!”

                ไม่ทันขาดคำหมอผี ปลายนิ้วผมก็ยื่นไปหาพี่เดชเรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้นกำลังและแรงกายทั้งหมดของผมก็หายวูบไป เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงทรุดล้มฮวบ ผมล้มลงนอนราบกับพื้น ดวงตาเบิกโพลง ในหูได้ยินเสียงตะโกนดังแว่วของหอมผีว่า “มันจะเอาวิญญาณเด็กนั่นไปแล้ว!”

                ...อะไรนะ

                ผมพยายามลืมตาขึ้นมอง แต่สุดท้ายก็หมดแรงฮวบ...เหมือนเสียงหัวใจกำลังเต้นช้าลงจนแทบไม่ได้ยิน ทันทีที่ผมคว้าตัวพี่เดช จิตของผมก็ล่องลอยออกไปแล้ว

                ผมคล้ายล่องลอยอยู่กลางอากาศ รอบตัวมีเพียงสีดำย้อมจนมืดมิด ใจของผมเคว้งคว้างว่างเปล่า สิ่งที่หลงเหลือและตกค้างอยู่ในเบื้องลึกของหัวใจคือเรื่องเกี่ยวกับพี่เดช...

                ผมเริ่มฝันถึงเขา...ตั้งแต่ตอนที่ผมอายุ 10 ปี

                ผมมองเห็นผีหรือสิ่งลี้ลับมาตั้งแต่เริ่มรู้ประสา และการที่ผมฝันเห็นบ้านเรือนไทยโบราณหลังหนึ่งซ้ำๆ ก็ทำให้ผมเข้าใจได้ไม่ยาก...ว่าอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ กำลังพยายามบอกอะไรผมอยู่ และนั่นคือความทรงจำตกค้างที่ติดตรึงเป็นบ่วงอยู่ในหัวใจของผมมาตั้งแต่ชาติก่อน

                ในฝันนั้นผมเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เป็นถึงลูกของพระยา...เป็นคุณหนูคนเล็กที่ใครๆ ก็รักเอ็นดู ในความฝันที่เหมือนจริงเหล่านั้นมันเกือบทำให้ผมแยกแยะโลกความจริงของผมกับโลกในฝันไม่ออก มีหลายครั้งที่ผมสับสนความเป็นจริงกับความฝัน จนบางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่าผมป่วยเป็นโรคจิตเภทอะไรหรือเปล่า...แต่มันไม่ใช่ ทุกอย่างมันไม่มีทางเป็นเรื่องที่ผมคิดไปเองได้ อย่างน้อยๆ เด็กอายุ 10 ขวบก็ไม่มีทางคิดอะไรแบบนี้ได้แน่นอน

                ในฝันทุกอย่างสวยงาม...ผมจดจำทุกรายละเอียดได้แม่น แน่นอน...รวมถึงผู้ชายหน้าตาสุภาพอ่อนโยนคนหนึ่งด้วย

                เขาเป็นคนใช้คนหนึ่งในเรือนนั้น แต่ผมในชุดลูกผู้ดีกลับเรียกขานเขาว่า ‘พ่อ’

                เขาคือ ‘พี่เดช’ เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเอามาขายเป็นบ่าวตั้งแต่ยังเล็ก แล้วก็ทำงานรับใช้อยู่ในเรือนนี้มานมนาน ตอนผมเห็นเขาในนิมิตฝัน ผมไม่เคยรู้จักเขามาก่อน แต่กลับรู้ว่าคนๆ นี้คือ ‘พ่อ’ ของตัวเอง ทั้งที่ในเรือนนั้น คนที่เป็นพ่อของผมคือชายที่สืบเชื้อสายพระยาคนหนึ่ง

                ...บ่าวทาสคนหนึ่งในเรือนลอบเป็นชู้กับเมียเจ้านาย

                ผมพยายามสืบเรื่องนี้ และอยากหาคำตอบมาโดยตลอด แต่พี่เดชก็ไม่เคยปริปากพูดออกมาเลย แต่สิ่งที่ผมรับรู้ได้จากท่าทีของเขา คือเขาไม่ได้มีความสุข...และเขาไม่ได้รักแม่ผมในชาตินั้นแม้แต่น้อย

                ผมเป็นลูกของพี่เดช แต่ต่อหน้าคนอื่นเราคือคนที่มีฐานะต่างกัน พี่เดชนั่งพื้นผมนั่งเก้าอี้ จะสบตากันหรือคุยกันก็ไม่ได้ แต่เราจะกลับเป็นพ่อลูกที่รักกันกลมเกลียวก็ต่อเมื่อเราได้อยู่ด้วยกันแค่สองคน ผมชอบเวลาที่ได้อยู่กับเขา พี่เดชใจดีกับผมเสมอ0เขา มักจะแอบเอาขนมอร่อยๆ มาให้ผมและพี่เดชทำของเล่นเก่ง สานปลาตะเพียนก็เก่ง แถมยังตีไก่เก่ง เวลาได้เงินเดิมพันจากตีไก่ทีไรก็มักจะแอบพามไปซื้อขนมของเล่นตลอด

                ผมชอบแอบย่องจากห้องนอนตัวเองไปมุดมุ้งในเรือนคนใช้ของพี่เดช เขาจะให้ผมนอนหนุนแขนแล้วคบก้นกล่อมให้นอน หรือบางครั้ง เขาก็มักจะอุ้มผมขึ้นไปบนเพิงหลังคา นอนดูดาวด้วยกันจนผมหลับไป

                และเมื่อผมหลับ...ผมก็จะต้องตื่นกลับมาในโลกความจริง

                โลกความจริงที่ไม่มีพี่เดช

                ผมเป็นลูกคนกลาง ทำอะไรเลยได้แต่กลางๆ ต่างจากพี่ชายผมที่เก่งไปหมดทุกอย่าง กับน้องสาวผมที่พ่อแม่รักเอ็นดู ทะนุถนอมตามใจเพราะเป็นลูกผู้หญิง ผมซึ่งทำอะไรก็เหมือนจับฉ่ายไม่สุดสักอย่างเลยขัดหูขัดตาพ่อแม่เป็นพิเศษ ในเมื่อเรียนก็ไม่เก่ง ทำอะไรก็ไม่ดี ผมถึงได้โดนเอาไปเปรียบเทียบอยู่ตลอด

                “มีแกเป็นลูกนี่มันเหนื่อยจริงๆ! หัดเอาอย่างพี่เขาซะบ้าง”

                “ฉันมีพี่แกกับน้องแกเป็นลูกก็พอแล้ว ไม่เข้าใจเลยว่าแกจะเกิดมาขั้นทำไม ทำอะไรดีๆ ไม่ได้สักอย่าง ฉํนเสียเงินส่งแกเรียน แต่แกกลับเอาแต่วาดรูปไร้สาระเนี่ยน่ะเหรอ!”

                ผมไม่เคยทำอะไรถูกใจพวกเขาเลย...แต่ไม่เป็นไร ต่อให้พ่อแม่ไม่รัก ผมก็ยังมีพี่เดชคนนั้นที่พร้อมจะกอดผมและชมผมเสมอ แม้ว่าผมจะทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม

                “ว่าไงดวงใจของพ่อ วันนี้ก็น่ารักเหมือนเดิมเลยนะ”

                ผมโผกอดพี่เดช อยากจะติดอยู่ในความฝันนี้ตลอดไป

                เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผม เป็นที่พึ่งจิตใจเพียงหนึ่งเดียว และเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากจะตื่นมาเพื่อที่จะกลับไปหลับฝันถึงเขา ผมรักพี่เดช...รักมากๆ ผมใช้ชีวิตวนเวียนฝันถึงเขาเรื่อยมานานหลายปี...เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่พี่เดชจะปรากฏตัวออกมาให้ผมเห็น

                จนในที่สุดผมก็ได้พบกับเขา...ในสภาพที่เขาเป็นวิญญาณเฝ้าที่

                พี่เดชตายตั้งแต่ยังหนุ่ม รูปร่างหน้าตาของเขาไม่แตกต่างจากในฝันของผมเลยสักกระผีกเดียว นั่นทำให้ผมสะเทือนใจมาก...เกิดอะไรขึ้นกับเขา?

                “พี่เดช...คุณจะรังเกียจไหม ถ้าผมจะขอรักคุณ...” หลังจากย้ายมาอยู่ในบ้านนั่นได้เดือนหนึ่ง ผมก็เป็นฝ่ายสารภาพความในใจออกไปก่อน ในหัวใจส่วนหนึ่งก็เตรียมตัวจะได้รับความผิดหวังแล้ว เพราะนอกจากเขาจะเป็นผีผมจะเป็นคน ชาติที่แล้วผมกับเขายังเป็นพ่อลูกกัน...แถมเรายังเป็นผู้ชาย ไม่มีทางเลยที่เขาจะตอบรับรักผมได้

                “ติณ...เธอพูดจริงเหรอ?”

                “ถะ...ถ้าพี่ไม่ชอบ ผมจะถือว่าผมไม่เคยพูด...”

                “ฉันเองก็รักเธอ”

                “อะ...เอ๊ะ?”

                “เอ่อ...แย่ล่ะสิ ดีใจเกินไป...พูดไม่ถูกเลย”

                “หมายความว่ายังไงน่ะพี่เดช!” ผมจ้องมองเขาคาดคั้น พี่เดชยกมือโปร่งใสปิดบังใบหน้า ไม่กล้าสบตาผม

                “ก็...แหม เด็กน่ารักที่ตัวเองชอบมาบอกความในใจ ใครก็ต้องเขินน่ะสิ”

                “จริง...จริงเหอรครับ”

                “จริง! แต่ก็คิดไว้แล้วล่ะว่าคงได้แค่คิด...ใครจะไปนึกว่าเธอจะชิงพูดก่อนแบบนี้ ฉันไปไม่เป็นเลย”

                ไม่น่าเชื่อเลยว่าผมกับเขาจะคิดตรงกัน นั่นทำให้ผมดีใจจนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่...เราไม่สนเรื่องกฎความถูกผิด ไม่สนว่าจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ แล้วก็ไม่สนด้วยว่าใครคนหนึ่งจะตายไปนานแล้ว...ในเมื่อเขาคือคนที่ผมเฝ้าหาแล้วก็รักเขามากขนาดนี้

                แต่พี่เดชกลับไม่รู้ว่าผมเป็นเด็กคนนั้น...แล้วผมก็ไม่คิดจะบอก เพราะกลัวว่าถ้าเขารู้ว่าผมเคยเป็นใคร ความอ่อนโยนที่ผมจะได้รับจากเขาจะหายไป

                เขาคือผู้ชายในฝันความหมายตรงตามคำและคำแฝงของผม ผมตกหลุมรักเขาตั้งแต่ตอนที่เขาคอยดูแลผมแล้ว และผมก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองแบบข้างๆ คูๆ ว่ามันไม่ผิด มันเป็นอดีต ไม่เป็นไร...

                ผมไม่เคยฝันถึงเรื่องในชาติก่อนอีกเลย เพราะความฝันของผมถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนของพี่เดช และช่วงเวลาสุขสมที่เขาเข้ามาเติมเต็ม ทว่า...สิ่งที่ผมฝันแทนเวลาที่พี่เดชไม่ได้เข้าฝันผมกลับเป็นเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่า

                ภาพตัวละครในเรื่องราวของชาติก่อนค่อยๆ เด่นชัดขึ้นมา...

                แม่ของผม...คือนายหญิงคนนั้น คนเดียวกับที่เป็นแม่ผมชาติที่แล้ว

                และพ่อของผมก็คือชายที่สืบเชื้อสายพระยา

                ความคิดของผมสะดุดกึก! เมื่อความมืดที่โอบล้อมรอบตัวผมอยู่ ในจุดๆ หนึ่งมีแสงสว่างส่องลอดเข้ามา ผมเหมือนลอยคว้างไปหาแสงนั่น ทันใดนั้นรอบตัวผมก็สว่างจ้า ภาพที่ฉายชัดเบื้องหน้าคือเรือนไทยเรือนเดิม...

                พี่เดชยืนอยู่ข้างหน้าผม...

                “พี่เดช*!...”*

                “เดช!”

                ผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งทะลุตัวผมไป ผมหยุดนิ่ง มองดูพี่เดชคุกเข่าลงโค้มตัวให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในชุดสีขาวหรูหรา เธอจับแขนพี่เดชยื้อขึ้น แล้วบอกให้เขาไม่ต้องนั่ง “ฉัน...ฉันท้อง”

                พี่เดชนิ่งไปนานมาก สีหน้าแข็งกระด้างตกตะลึง ไม่เหลือเค้าความใจดีอ่อนโยนใดๆ...

                “เป็นบ่าวเป็นคนใช้ก็ลำบากแบบนี้แหละนะ”

“พี่เดช*!”* ผมสะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆ ด้านข้างก็มีคนมายืนพูด พี่เดชยืนอยู่ข้างผม สายตาเหม่อลอยอธิบายสถานการณ์ตรงหน้า ผมรีบเข้าไปหาเขาจะคว้าตัว แต่กลับทะลุร่างเขาไป ไม่อาจจับกันได้... “พี่เดช...นี่มันอะไรกันครับ”

“เรื่องที่เธออยากรู้ไงติณ เรื่องของฉันเอง ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่”

“...หมายความว่ายังไงกันครับ”

            พี่เดชยกยิ้มขื่นขม “ผู้หญิงคนนั้นชื่อมะลิวัลย์ เป็นนายหญิงของฉัน...หล่อนให้ฉันเป็นบ่าวคนสนิท แล้วก็ชอบหนีบฉันไปไหนมาไหนเสมอ ขนาดแต่งงานไปแล้วก็ยังพามารับใช้ด้วย”

“...แล้วพี่”

“รู้หรือเปล่าติณ ว่านอกจากสาวใช้อุ่นเตียง บ่าวชายอุ่นเตียงก็ยังมีด้วยนะ”

“...”

“ปรนนิบัตินายหญิง คนสมัยก่อนน่ะไม่ได้มีอะไรทำมากมายเหมือนสมัยเธอหรอก เรื่องสนุกเลยมีไม่กี่เรื่อง และเรื่องที่ว่านั่นก็คือเซ็กซ์ไงล่ะ”

            พี่เดชเล่าด้วยสีหน้าว่างเปล่า มองภาพตัวเองถูกนายหญิงลากแขนดึงหายเข้าไปในห้อง

                “มัน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ”

            พี่เดชยิ้มประหลาก “ถ้าสมัยเธอก็คงเรียกว่าฮาเร็มล่ะมั้ง...ฉันก็แค่ถูกเรียกไปรับใช้เวลาที่คุณผู้ชายไม่ทำการบ้าน แล้วปล่อยให้เมียเหงาน่ะสิ หล่อนให้เหตุผลว่าคนเคยๆ...แล้วก็ไม่เคยปล่อยฉันให้เป็นอิสระเลย จะว่าฉันถูกข่มขืนก็ไม่ใช่หรอก เพราะสุดท้ายฉันก็แค่ทำทุกอย่างไปตามหน้าที่ให้เจ้านายมีความสุข แต่สิ่งที่ฉันต้องการคืออิสระ”

“...แต่พี่...”

“ใช่ ฉันไม่เคยได้”

             จนถึงตอนที่พี่ต้องตาย พี่ก็ยังคงไม่ได้รับอิสระ...พี่เดชก็ยังคงถูกกักขังให้เฝ้าสถานที่นั้นจนเวลาผ่านไปกว่าร้อยๆ ปี

                “มันน่าขำใช่ไหมล่ะ” พี่เดชว่าต่อ ภาพตรงหน้าตัดไปตอนที่พี่เดชนั่งเฝ้ายามอยู่หน้าประตูรั้วเรือน ในขณะที่ในเรือนกำลังวุ่นวายเพราะนายหญิงคลอดลูก “เธอเป็นลูกของฉัน ลูกของบ่าวทาสคนหนึ่ง แต่กลับถูกสวมหัวโขนหลอกว่าเป็นลูกเชื้อสายพระยา...”

            ผมสะอึก กล่าวอะไรไม่ออก ภาพตัดเปลี่ยนใหม่ไปเป็นตอนที่พี่เดชแอบย่องมาพบกับผมที่เพิ่งเกิด...

                “นี่ลูกเธอ”

                “...”

                พี่เดชไม่ตอบผู้หญิงคนนั้น เขาไม่เคยรักคนที่ช่วงชิงอิสระของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่กับเด็กที่อยู่ในเปล...พี่เดชยิ้มนิดๆ ก่อนจะใช้มือช้อนผมขึ้นมาอุ้มแนบอก

                เรื่องราวเล่าต่อมาเป็นฉากๆ พี่เดชซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ต้องแอบฉวยจังหวะเหมาะๆ ไม่มีคนเข้ามาเล่นกับผม เข้ามาคอยดูแลและมอบความรักที่เขามีให้อย่างไร้ข้อแม้ ผมเหมือนเห็นเงาของตัวเองในวันวานแห่งความฝันสะท้อนเป็นกระจกอยู่ตรงหน้า หัวใจของผมคงถูกเขาขโมยไปนานแล้ว...รักของผมกับเขาไม่เหมือนกัน มันไม่ควรเกิดขึ้น แต่ถ้าผมห้ามมันได้ผมคงไม่ขวนขวายหาแต่เขามากมายขนาดนี้

                ในขณะที่แม่ก็ไม่สน พ่อก็ไม่สน มีแต่เขาที่คอยเป็นห่วงเป็นใย มีแต่เขาที่คอยดูแลประคบประหงม ไม่ให้ผมรักเขา ไม่ให้ผมหวั่นไหวกับเขา จะเป็นไปได้ยังไง ใครมันจะไปห้ามใจได้...

                แต่จู่ๆ ภาพความอบอุ่นสวยงามตรงหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเป็นความมืดอันเย็นเยียบ!

                พี่เดชต้องโทษตาย...ไม่สิ เขาปกป้องผมจนตายต่างหาก

                ในสงครามเวียดนาม ที่ตอนนั้นเวียดนามยังถูกเรียกว่าเวียนกง พ่อในนามของผมถูกราชการเรียกไปด้วย เพราะเขาเองในตอนนั้นก็ทำงานเป็นทหารยศสูง พออเมริกาเข้ามาเจรจา เขาเป็นคนพูดภาษาอังกฤษได้จึงถูกเรียกไป...ในตอนนั้น ความโปรดปรานที่แม่ผมมีต่อพี่เดชก็หายไปแทบไม่เหลือแล้ว หล่อนได้คนใหม่ที่หนุ่มกว่า หล่อกว่า จึงหลงอยู่กับคนนั้น ในตอนที่สามีไม่อยู่ ก็ระเริงรักกับชู้อย่างออกรส ส่วนพี่เดชก็มาดูแลผม เหมือนจะมีความสุขมากกว่าด้วยซ้ำ

                แต่ใครจะคิดล่ะว่าเจ้าผู้ชายที่แม่ผมพามาจะมีจิตคิดคด มันกะฆ่ายกครัวแล้วขโมยสมบัติเงินทอง แล้วใครจะรู้ว่าแม่ผมก็หลงคารมมันจนตกลงปลงใจร่วมมือด้วย

                ในตอนที่บ้านไร้เสาหลักกลับเกิดเหตุฆาตกรรมยกครัว พี่เดชทุ่มเทปกป้องผมจนตัวตาย...เขาตายอยู่กลางบ้าน ปกป้องผมที่ซ่อนตัวหลบอยู่ในหีบเก็บของ และเพราะดวงจิตยังพะวงกลัวว่าผมจะไม่ปลอดภัย จึงยังไม่เคยไปไหน...อยู่เฝ้าตรงนั้นมาโดยตลอด...

                เฝ้าผม...ที่ไม่รู้เป็นหรือตาย

                ผมน้ำตาไหลลงช้าๆ ในตอนที่เห็นภาพเขาล้มฮวบลงตรงหน้าหีบ โดยที่มือยังเกยอยู่บนฝาปิด ถึงตายก็ไม่ยอมให้ใครได้เห็นตัวผม...

                ผมทรุดนั่งร้องไห้ ไม่คิดเลยว่าตัวเองในสภาพนี้จะสะอื้นได้ ภาพทุกอย่างดับลง...พี่เดชหันหน้ามาหาผม ยื่นนิ้วค่อยๆ บรรจงเช็ดเบาๆ

                “ในที่สุดก็จับตัวโดนสักที”

                “พี่...พี่เดช” ผมสะอื้นไม่หยุด พี่เดชดึงผมไปกอด น้ำเสียงสั่นเครือ กลั้นใจเต็มที่ที่จะไม่ร้องไห้ตามผมออกมา

                “เฮ้อ เด็กอะไรเนี่ย ขนาดร้องไห้ยังดูน่ารักเลยนะ...”

                ผมโผเข้ากอดเขา ไม่อยากให้เขาแกล้งทำเหมือนเข้มแข็งอีกต่อไปแล้ว “พี่เดช...ผม...ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่เจ็บปวดมากขนาดนี้ ไม่เคยรู้เลยว่าพี่เองก็เฝ้ารอผมมานานแบบนี้...”

                “ไม่เป็นไร...ไม่เอา ไม่ร้องไห้สิ” พี่เดชยกมือขึ้นกอดผมแน่น ไม่อยากปล่อยให้ความรู้สึกท่วมท้นตอนนี้หลุดลอยออกไปแม่แต่วินาทีเดียว “ติณเองก็เหมือนกัน...ตามหาฉันมาตลอดเลยไม่ใช่เหรอ กลับมาเพื่อที่จะบอกว่าตัวเองปลอดภัยดี...แค่นี้ฉันก็มีความสุขแล้ว”

                “พี่...อย่าพูดแบบนี้ อย่าพูดเหมือนจะไปไหนได้มั้ย...ในที่สุดก็ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ผมจะไม่ยอมให้พี่หายไปเด็ดขาด! ต่อให้ผมต้องตาย...หรือใครต้องตาย ผมก็ไม่ยอม...ไม่ยอม...”

                แก้มผมถูกลูบเบาๆ อีกครั้ง พี่เดชโน้มหน้าลงมาบรรจงจูบซับน้ำตาให้ พร้อมกับลูบผมหางม้าที่เขามักชมว่าน่ารักเล่น “ไม่ติณ...พี่ไม่ได้ไปไหน พี่อโหสิทุกอย่างตั้งแต่ตอนที่ได้ยินว่าติณเป็นเด็กคนนั้นแล้ว แค่เห็นติณได้มีชีวิต พี่ก็หมดห่วงแล้ว หมอผีอะไรนั่นก็ทำอะไรพี่ไม่ได้อีกแล้ว แล้วก็แม่ติณ...พี่เองก็ให้อภัย ตอนนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว”

                “ฮึก ไม่นะ...พี่เดช...ฮือ ฮือ”

                “อย่าทำหน้าแบบนี้เลย...ที่ฉันยอมเผยเรื่องนี้ให้เธอเห็นเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่เธออยากรู้มาตลอด นี่เป็นครั้งสุดท้าย...ฉันรักเธอนะ รักมาก รักตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ”

                “พี่รักผม...แน่ล่ะ ก็ผมเป็นลูกพี่นี่”

                “ไม่ติณ...ในฐานะคนคนหนึ่งด้วย”

                “...”

                “เราอาจจะเคยเป็นพ่อลูกกันมาก่อน...แต่ในตอนนี้เราก็รักกันดีไม่ใช่เหรอ?”

                “พี่เดช...”

                พี่เดชโยกหัวผมไปมา “ขี้แยจริงจริ๊ง ถึงจะน่ารักดีก็เถอะ”

                “ผมน่ารัก...งั้นอยู่กับผมตลอดไปเลยไม่ได้เหรอ!”

                พี่เดชยิ้ม ก่อนจะยกนิ้วก้อนขึ้นมาเกี่ยวกับนิ้วของผม “แน่นอน...แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ติณยังต้องมีชีวิตต่อไปอีกตามอายุขัย ถ้าฝืนธรรมชาติ จากที่เราจะได้อยู่ด้วยกันคงได้คลาดกันอีกแน่ นี่ไม่ใช่คำบอกลา ฉันจะล่วงหน้าไปก่อน คราวนี้เป็นตาเธอต้องรอบ้างแล้วนะ...”

                ริมฝีปากหนึ่งประทับลงมา ไม่รอให้ผมต่อรอง ความหวานนุ่มนั่นก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมรับรู้ ก่อนที่พี่เดชจะผละหน้าออกแล้วส่งยิ้มให้ แสงสว่างสีขาวอ่อนโยนก็ห่อหุ้มผมจนมองไม่เห็นอะไรอีกเลย

                .........

                ผมตื่นขึ้นมาบนเตียงโรงพยาบาล...

                พ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาว ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า แม้ผมจะเคยน้อยใจว่าพวกเขาไม่ได้รักผมเท่าไหร่ แต่พอผมทำท่าจะตายจริงๆ กลับแห่กันมาเฝ้าพร้อมหน้าพร้อมตา ร้องไห้กันตาแดงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

                “ลูกฟื้นแล้ว!” แม่เป็นคนโผเข้ามากอดผม ผมได้แต่หยุดนิ่ง แล้วมองหน้าแม่ที่น้ำตาเขรอะหน้า...

                พี่เดช...อโหสิกรรมให้ดวงวิญญาณนี้แล้ว

                แม่ผมหายป่วยทันทีที่พี่เดชหายไป หมอผีนั่นก็พูดเองว่าพี่เดชชิงอโหสิให้ก่อนที่วิญญาณจะถูกกำจัด ทำใหกรรมเก่าที่เชื่อมโยงพวกเราอยู่หายไป

                แม่ผมจดจำเรื่องในอดีตชาติไม่ได้ เมื่อไม่รู้จึงไม่ผิด...ดังคำที่ว่า ตัวเรานั้นจำไม่ได้หรอกว่าในอดีตเคยทำอะไรใครไว้ ชาตินี้เขาถึงมาเอาคืน

                แต่พี่เดชยกโทษให้แล้ว...ผมเองก็ควรจะปล่อยวางลง ก็ในเมื่อโกรธแค้นคนที่ไม่รู้เรื่องไปก็เท่านั้น

                “กลับมาแล้วครับ...” ผมตอบเสียงเหนื่อยอ่อน ครอบครัวที่อยู่รอบๆ ก็กรูเข้ามาสวมกอดผม

                ผมน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ ไม่ได้ดีใจที่ยังไม่ตาย...แต่ร้องไห้ในความหมายอื่นๆ ความรู้สึกต่างๆ มันอัดแน่นอยู่ในใจจนไม่สามารถหาคำไหนมาอธิบายได้

                ....................

                ……………………………

                “ทำไมคุณตาถึงได้วาดรูปผู้ชายคนนี้บ่อยจังคะ?”

                ผมลืมตาขึ้นมาจากเตียงนอน ก้มมองเหลนสาวตัวน้อยที่เข้ามาเกาะแกะตอนกำลังนอนพัก

                นานาเป็นเหลนลูกชายที่เป็นน้องสาวของผม พี่น้องผมแต่งงานกันหมดแล้ว คงมีแต่ผมนั่นแหละที่ยังเป็นโสดจนแก่เฒ่า

                ผมเอาพู่กันในมือเคาะหัวหลาน “ก็ตาชอบเขา ตาก็วาดบ่อยๆ ไม่เห็นแปลก”

                นานายู่ปาก แล้วก็ชวนผมคุยเจื้อยแจ้มตามประสาเด็กพูดเก่ง ผมเองก็ตอบจนขี้เกียจตอบ เลยยื่นลูกอมในกระเป๋าให้สองเม็ดแล้วไล่ไปเล่นที่อื่น “ไปเลยไป ตาจะพัก”

                ตอนนั้นเองที่ปอนด์ ลูกชายของน้องสาวผมเข้ามาตามนานาพอดี “นี่ ยัยเด็กซน อย่าไปกวนคุณตาเขามาก คุณตาเขาเพิ่งหายป่วยไป ต้องพักเยอะๆ”

                นานาโดดดึ๋งลงจากเก้าอี้ แต่ก็ไม่วายยื่นหน้ามาจุ๊บแก้มผมหนึ่งที “แข็งแรงขึ้นเร็วๆ นะคะ!”

                ผมลูกหัวนานา ก่อนที่จะหลับตาลงนอนพัก

                เดี๋ยวสักประมาณบ่ายสองพยาบาลที่จ้างก็จะมาดูแล ผมเองก็รีบพักผ่อนดีกว่า เกิดนอนน้อยเดี๋ยวก็โดนหมอบ่นอีก...

                .........

                ..

                อ๊ะ

            ผมลุกขึ้นมาช้าๆ จากเตียง

ตัวเบาจังแฮะ...

            ผมหย่อนเท้าลงพื้น รู้สึกตัวเบาโหวงอย่างที่ไม่เคยเป็น ทันใดนั้นก็มีปลายเท้าของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผม เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ผมก็เห็นใครคนหนึ่งที่แสนคิดถึงยืนอยู่...ผู้ชายคนที่เป็นแบบให้รูปวาดทั่วทั้งห้อง คนคนนั้นที่ผมเฝ้ารอมาตลอดชีวิต

                “พี่...พี่เดช”

                พี่เดชยิ้ม โผเข้าสวมกอดผมโดยไม่พูดจา

                “น่ารักเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ”

            อ้อมกอดแสนคิดถึงนั้นโอบผมแนบแน่น มันไม่ได้อึดอัด...ไม่เลย มันอบอุ่น...อบอุ่นที่สุดในโลก

                ผมผลิยิ้ม พร้อมกับร้องไห้ออกมา

                “นี่ผมตายแล้วเหรอเนี่ย”

“ใช่ เมื่อกี้เลย”

                ผมหัวเราะทั้งน้ำตา กอดคอซบคลอเคลียกับเขา

                “ตามสัญญา...มารับไปแล้ว ถึงเบื่อยังไงก็ไม่ให้ไปไหนแล้วนะ”

                ผมลุกขึ้นยืน สองมือยังคงกอดเขาเอาไว้แน่น เพื่อยืนยันคำตอบว่าผมจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ ไม่มีวันปล่อยมือนี้ไปเป็นอันขาด...

                ด้วยความรักทั้งหมดที่ผมมี...ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหน จะกลายเป็นใคร ผมจะยังคงกอดเขาเอาไว้ เหมือนที่เขาเองก็ไม่คิดจะปล่อยมือออกจากผม

                เราจะไม่คลาดกันอีกต่อแต่นี้ทุกชาติไป

DESTINY END


-------

-------------

จะ.......

จบดีอ่ะคุณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณณ!!!

เป็นไง แฮปปี้ไหม อิ่มเอมใจกันไป ถึงจะไปคู่ แต่มันแฮปปี้อ่ะ ฮือ5555

หลังจากคอมโบเซทปล่อยจบดาร์คมาแบบรัวๆ ในที่สุดก็มีจบดีโผล่มาอีกเรื่องสักที555555

เรื่องต่อไปจะเป็นแบบไหน (กระซิบว่าหนวด---แค่ก!)

ฝากติดตามด้วยฮับ

เอ้อ แล้วก็ อันนี้สมมุตินะ555 ถ้าไรท์จะเลือกหนึ่งในเรื่องสั้นมาเขียนเป็นเรื่องยาว อยากได้เรื่องไหนกัน หรือถ้ายังไม่เป๊ก งดออกเสียงก่อนได้ แบบขอดูยาวๆไรงี้ ///-///

บัยเด้อ


ความคิดเห็น