facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 19 [50%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 19 [50%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.9k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2562 22:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 19 [50%] *แก้ไข
แบบอักษร

​ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 19 

 

เช้าวันอาทิตย์เราออกเดินทางกันสายหน่อยเพราะเมื่อคืนกว่าผมจะได้หลับได้นอนก็เกือบข้ามวันไปแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าทำกิจกรรมเข้าจังหวะบนเตียงอยู่กับไอ้พี่แทนหรอกนะครับ เพราะขืนทำอีกผมได้ตายห่ากันพอดี แผลจากคืนวันศุกร์ยังไม่ทันหายดี ฉะนั้นถ้าพี่มันคิดจะรังแกผมอีกไอ้อชิคนนี้ขอสู้ตาย แต่ที่นอนดึกเพราะเล่นเกมกันอย่างเอาเป็นเอาตายต่างหาก เพราะเกมเพลย์ที่นานแล้วไม่ได้แตะทำเอากว่าจะตัดใจได้ก็ครึ่งค่อนคืน เป็นเหตุให้ตอนนี้นั่งหาวหวอดเป็นตุ๊กตาหน้ารถไอ้พี่แทนอยู่เนี่ย 

“เดี๋ยวแทนแวะซูเปอร์ที่ห้าง...ให้แม่หน่อยนะลูก แม่ว่าจะซื้อผลไม้ไปฝากคุณภัคร” 

“ได้ครับแม่” 

อื้อหือ แม่อย่างนั้นแม่อย่างนี้ ไอ้ลูกตัวจริงอย่างผมทำได้แค่นั่งตาปริบๆ ฟังเขาคุยกัน 

“แต่จริงๆ คุณแม่ไม่ต้องลำบากก็ได้นะครับ แค่คุณแม่แวะไปแม่ผมก็ดีใจมากแล้วล่ะครับ” 

ผมหันไปเบะปากใส่ไอ้พี่แทนกับความขี้ประจบประแจงของพี่มันโดยไม่ให้แม่เห็น ได้ยินแล้วขนหูลุกว่ะ จึงได้รับฝ่ามือใหญ่ผลักหัวกันอย่างไม่ออมแรง ต่อหน้าแม่กูนะเว้ย! 

“แม่! พี่แทนแกล้งผม!!” ผมรีบฟ้องแม่ทันทีเพราะแม่ต้องเห็นฉากทำร้ายร่างกายเมื่อครู่อยู่แล้ว แม้จะกระดากปากอยู่บ้างที่ต้องเรียกพี่มันแบบนี้ แต่คงต้องทำใจให้ชินเสียแล้วล่ะครับ เพราะบรรดาแม่ๆ ไม่อยากให้ผมก้าวร้าวกับคนที่มีอายุมากกว่าแม้ว่าไอ้คนนั้นจะเป็นไอ้พี่แทนก็เถอะ 

“อชิก็อย่ากวนพี่เขาสิลูก พี่เขาขับรถอยู่นะ” 

อ้าว... สรุปว่านี่แม่กูหรือเปล่าวะ ทำไมทำเหมือนอชิตะคนนี้เป็นลูกนอกไส้ล่ะครับคุณแม่ มันแกล้งลูกแม่นะ!! โว้ย คนไม่มีพวกได้แต่นั่งเงียบอย่างเก็บปากเก็บคำคอยดูนะ เจอแม่พี่มันเมื่อไหร่ผมจะอ้อนไอ้ลืมไอ้ลูกชายกวนตีนคนนี้ไปเลย! 

ผมอมลมจนแก้มป่อง สะบัดหน้าหนีมองออกไปนอกกระจกรถ แค่นึกภาพยังหมั่นไส้ตัวเองเลยครับ นับประสาอะไรกับไอ้พี่แทนที่ยื่นแขนมาหยิบแก้มผมถึงที่ ผมจึงปัดมือพี่มันออกไปแรงๆ 

ตั้งใจขับรถไปสิมึงน่ะ! แม่กูนั่งอยู่ข้างหลังเห็นมั้ย! ได้แต่ส่งกระแสจิตบอกพี่มันไป ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือเปล่า ทึกทักเอาเองว่าเข้าใจแล้วกันเพราะพี่มันยอมรามือไป 

แม่ง พี่น้องแมนๆ ที่ไหนเขาหยิกแก้มกันว่ะ ไม่กล้าหันกลับไปมองหน้าแม่เลย 

หลังจากแวะห้างสรรพสินค้าเพื่อให้คุณนายสรเลือกซื้อผลไม้นำเข้าไปฝากเพื่อนสนิท พวกผมก็พากันหอบหิ้วพะรุงพะรังมาที่รถและตรงไปยังบ้านไอ้พี่แทน 

“ตายแล้ว หอบหิ้วอะไรมากันเยอะแยะเลยคะเนี่ย” มาแล้วเว้ย แบ็คผม 

“สวัสดีครับคุณน้า” กราบไหว้แทบอกได้ไอ้อชิทำไปแล้ว แต่เพราะผลไม้ของคุณนายสรเต็มมือจึงทำได้แค่ผงกหัวส่งให้อย่างนอบน้อม 

“มาลูก เข้ามาข้างในก่อน บัว! ให้คนมาช่วยยกของกันหน่อยเร็ว” คุณน้าเดินออกมาต้อนรับถึงหน้าบ้านด้วยตัวเองตะโกนเรียกแม่บ้านให้เข้ามาช่วยขนของ 

ถามว่าทำให้ไม่ให้ไอ้พี่แทนยก ผมยกเองทำไม คำตอบคือถุงมากมายที่อยู่ในมือพี่มันเช่นกัน แม่ผมคงกะว่าถ้าคุณน้ากินไม่หมดจะได้ส่งต่อให้คุณลุงใช้ปลูกทำสวนต่อได้เลยล่ะมั้ง 

หลังจากนำผลไม้ต่างๆ เข้าไปวางในครัว ไอ้ผู้ชายตัวควายๆ ก็ตรงเข้าไปกอดออดอ้อนแม่พี่มันเหมือนเด็กสามขวบ ปล่อยไปเถอะครับ ให้เขาอ้อนกันให้เต็มที่ ผมออกไปหาแม่ที่ห้องนั่งเล่นดีกว่า 

เมื่อเดินไปถึงห้องนั่งเล่นก็เห็นว่าแม่กำลังนั่งพูดคุยอยู่กับคุณลุง พ่อของไอ้พี่แทนพอดี 

“สวัสดีครับคุณลุง” 

“สวัสดีครับอชิ เป็นไง ไม่เจอหน้ากันนานเลย” 

“สบายดีครับ คุณลุงก็สบายดีนะครับ ยังหล่อเหมือนเดิมเลย” หยอดซะหน่อย เรียกรอยยิ้มขำได้ครื้นเครงเป็นอย่างดี เรียกว่าไม่มีความอึดอัดเวลาที่มาบ้านนี้อีกแล้วล่ะครับ 

ไม่นานหลังจากนั้นคุณแม่ไอ้พี่แทนกับพี่แทนก็ออกมาสมทบ ภายในบ้านจึงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะอย่างคึกคัก จนกระทั่งบทสนทนาถูกผูกขาดโดยบรรดาแม่ๆ คุณลุงถึงได้ขอตัวไปดูสวนที่ตกแต่งค้างไว้ ไอ้พี่แทนจึงหาโอกาสลากผมออกจากห้องขึ้นมายังห้องนอนของพี่มัน 

เอะอะชวนเข้าห้องตลอดแหละ 

“กูบอกแม่แล้วนะ เรื่องช่วยพูดกับแม่มึงให้” 

ผมที่กำลังทิ้งตัวลงนอนเด้งลุกขึ้นมาทันควันเมื่อได้ยินคำพูดของพี่มัน 

มันว่ายังไงนะ? 

“อะไรนะ” 

“ก็เรื่องที่มึงไม่อยากบอก บางทีถ้าแม่กูช่วยพูดเรื่องมันอาจจะง่ายขึ้น” 

ไอ้เหี้ย.... 

“มึงไม่ถามกูก่อนวะ” จากบรรยากาศสบายๆ เมื่อครู่พลันเปลี่ยนไปทันที สายตาที่มองพี่มันเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ในเมื่อผมบอกว่าขอเวลาก่อนไง 

“ถ้าถามมึงชาตินี้คงไม่ได้บอกหรอกอชิ” 

“แต่มันเป็นเรื่องของกูรึเปล่าวะ แม่ง! ไหนเมื่อคืนก่อนมึงกับกูคุยกันรู้เรื่องแล้วไง แล้วเป็นบ้าอะไรของมึงวะ” 

พอรู้ว่าพี่มันทำอะไรลงไป ในใจมันร้อนรนไปหมดเมื่อคิดว่าตอนนี้คุณน้าอาจจะกำลังพูดเรื่องของเรากับแม่ของผมอยู่ก็ได้ ทำไมพี่แม่งเป็นแบบนี้วะ ใช่ว่าแม่มันเข้าใจแล้วแม่ทุกคนบนโลกต้องทำใจได้เรื่องที่ลูกเป็นเกย์นะเว้ย มันไม่เหมือนกันรึเปล่า! 

“มึงกำลังทำตัวเหมือนเป็นจุดศูนย์กลางจักรวาล มึงรู้ตัวหรือเปล่าไอ้แทน” เพราะความโกรธทำให้สรรพนามที่ใช้เรียกเปลี่ยนไป จนเจ้าของชื่อชะงักกึก ใบหน้าหล่อเหลานิ่งลงจนน่ากลัว เพราะถึงผมจะพูดกับพี่มันไม่ดียังไง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เรียกโดยไม่ขึ้นคำว่าพี่ และใส่อารมณ์มากเท่านี้ ตั้งแต่เราเริ่มคบกันมา 

โอเค ผมอาจจะอารมณ์เสียมากไหนหน่อย...เออ จริงๆ ก็ไม่หน่อยล่ะวะ 

แต่เรื่องนี้พี่มันก็ทำเกินไปเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ทั้งที่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของผม 

“มึงเรียกกูว่าอะไรนะ” เจ้าของห้องถามกลับมาเสียงนิ่งด้วยความโกรธละคนตัดพ้อ แม้ลึกๆ แล้วจะแอบรู้สึกผิด แต่ตอนนี้ผมกลัวเรื่องอื่นมากกว่าไง 

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง” 

“มึงนั่นแหละอย่ามาเปลี่ยนเรื่อง เมื่อกี้มึงเรียกกูว่ายังไงนะอชิตะ” เชี่ย ชื่อกูมาเต็ม มันคิดจะโกรธผม แล้วทำเป็นลืมสิ่งที่มันทำลงไปเนี่ยนะ 

“มึงมาโกรธกูเพราะเรื่องแค่นี้ ทั้งที่มึงเสือก...” 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาพอดีกับที่ผมกำลังจะพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป ไอ้พี่แทนตาเบิกกว้างเพราะคำพูดสุดท้ายที่ผมพูดค้างไว้ 

เสือก... 

ใช่ มันไม่ใช่คำพูดที่สมควรจะพูดกับคนรักกัน 

ไอ้เวรเอ๊ย ผมหลุดออกไปได้ยังไงวะ และยังไม่ทันที่ผมจะได้ขอโทษหรือแก้ตัวอะไร ไอ้เจ้าของห้องก็ตีสีหน้าน่ากลัวเดินไปกระชากเปิดประตูเสียก่อน และเดินผ่านแม่บ้านที่ขึ้นมาเคาะห้องโดยไม่สนใจไยดีออกไป 

“เอ่อ... คุณภัครให้ขึ้นมาตามคุณๆ ไปทานข้าวค่ะ” แม่บ้านคนนั้นหันมาพูดกับผมงงๆ เมื่อคุณแทนของเธอเดินตึงตังออกไปโดยไม่รอผมแล้ว 

“คะ...ครับ เดี๋ยวผมตามลงไปครับ” ผมรับคำแค่นั้นก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ยืนเคว้งอยู่เกือบนาทีอย่างไม่รู้จะทำอะไร ก่อนเดินเข้าไปล้างหน้าเพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่น และเดินตามลงไปด้านล่าง 

ทำไมต้องมาทะเลาะกันวันนี้ด้วยวะ 

เมื่อลงมายังห้องรับประทานอาหารกลับพบว่าตอนนี้ไอ้พี่แทนเลือกจะนั่งข้างแม่มัน และเหลือที่ว่างให้ผมนั่งข้างแม่ผมฝั่งตรงข้ามพี่มันแทน โดยที่คุณลุงนั่งอยู่หัวโต๊ะ 

“น้องอชิ มาเร็วลูก อาหารกำลังร้อนๆ น่าทานเลย” คุณน้ากวักมือเรียกผมด้วยรอยยิ้ม แตกต่างจากคนข้างๆ ที่เอาแต่นั่งจ้องจานข้าวไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสนใจกันเลย ผมจึงเมินพี่มันยิ้มรับคุณน้าน้อยๆ และเดินไปนั่งด้านข้างแม่ 

อาหารตรงหน้ามีทั้งของโปรดของไอ้พี่แทนและของผมอย่างรู้ใจ ส่งผลให้รู้ว่าคุณน้าใส่ใจผมมากจริงๆ แต่ผมกลับไม่เจริญอาหารอย่างที่คิด ไม่กล้าแม้แต่จะหันมองหน้าแม่ที่นั่งทานข้าวเงียบๆ อยู่ข้างกัน 

คุณน้าจะบอกเรื่องของผมกับไอ้พี่แทนไปแล้วหรือยัง แล้วแม่ผมจะคิดยังไงกับเรื่องนี้ ให้ตายสิ ไม่รับรู้รสชาติของสิ่งที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปากเลย 

“แทน เป็นอะไรของเราเนี่ย กินข้าวอย่างกับโกรธใครมา อาหารไม่ถูกปากหรือไง” เสียงคุณน้าถามขึ้น ผมจึงเหลือบตาขึ้นมองอย่างช่วยไม่ได้ ทันเห็นพี่มันรวบช้อนวางลงทั้งที่ข้าวยังเหลือเกินครึ่งจาน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเพราะอะไร 

“ผมอิ่มแล้ว ขึ้นห้องได้หรือยัง” 

“ตาแทน! เป็นอะไรไปเนี่ย ก่อนขึ้นห้องยังดีๆ อยู่เลย มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าลูกอชิ” เมื่อลูกชายตัวเองไม่ตอบคำถามคุณน้าจึงหันมาทางผมแทน เพราะไอ้พี่แทนเอาแต่ทำหน้าโหดตีหน้ายักษ์อยู่ได้ 

“เอ่อ ... ไม่มีอะไรหรอกครับ” 

“หึ!!” ในขณะที่ผมตอบกลับมีเสียงในลำคออย่างไม่พอใจแทรกขึ้นมา ด้วยความโมโหจึงเตะขาไอ้คนพาลไปใต้โต๊ะเต็มแรง 

แล้วเกิดอะไรขึ้นรู้มั้ยครับ ...แม่งหลบ!! ผมเตะขาโต๊ะดังโครม ผู้ใหญ่ทั้งสามคนหันมองผมเป็นตาเดียว อยากจะมุดหัวลงใต้โต๊ะเสียตอนนั้นจริงๆ แต่ความเจ็บปวดก็ทำเอาน้ำตาแทบเล็ด มั่นใจว่าต้องมีหูเล็บฉีดกันบ้างแหละ 

ทั้งที่โกรธจนตัวแทบลุกเป็นไฟแต่ผมกลับต้องกัดฟันส่งยิ้มให้ผู้ใหญ่อีกสามคนที่กำลังมองอยู่ 

“ไม่มีอะไรครับ ทานกันต่อเถอะครับ” ผมยิ้มเจื่อนพลางตักอาหารใส่จานให้กับแม่ของตัวเอง และตักให้กับคุณน้าด้วยเช่นกัน เพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศอึดอัดบนโต๊ะ 

“ทานเยอะๆ นะคะ ของโปรดน้องอชิ” คุณน้าจึงตัดทอดมันกุ้งใส่จานให้ผมบ้าง แม้ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง แต่แววตาที่เหลือบมองไปทางลูกชายนั้นเต็มไปด้วยความตำหนิ 

ส่วนผมทำได้เพียงนับหนึ่งถึงร้อยอยู่ในใจ 

“คุณสรก็ทานเยอะๆ ค่ะ ดิฉันให้คนปอกผลไม้ที่คุณสรซื้อมาฝากเตรียมไว้ให้แล้ว น่าทานทั้งนั้นเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” 

แม่ผมยิ้มรับพลางตักอาหารเข้าปาก แต่กลับหาจังหวะหันมาถามผมเสียงเบา ทำเอาผมใจหายวาบ 

“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก” 

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร แม่กินเถอะ” 

สายตาที่แม่มองมายังคงเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเหมือนอย่างเคย ไม่ได้มีท่าทางผิดแปลกไปจากเดิม แสดงว่าแม่ไอ้พี่แทนยังไม่ได้พูดอะไรกับแม่ผมใช่มั้ย 

เฮ้อ... อย่างน้อยก็โล่งใจไปได้เปลาะหนึ่งล่ะวะ 

อาหารในปากเริ่มมีรสชาติขึ้นมานิดหน่อย แต่ไอ้คนฝั่งตรงข้ามยังคงทำตัวกวนโมโหไม่เลิก นั่งปั้นหน้าบูดเป็นตูดไม่ยอมกินข้าวต่อ แต่คิดว่าผมจะสนใจหรือไง พี่มันทำกิริยาแบบนี้บนโต๊ะอาหารต่อหน้าผู้ใหญ่ สมควรแล้วเหรอ 

ทำตัวเหมือนเด็ก! 

แม้จะถูกคุณน้าภัครคะยั้นคะยอแค่ไหนไอ้พี่แทนก็ไม่ยอมกินอาหารต่อ คอยดูนะ ถ้ามันแอบลงมากินอะไรดึกๆ ผมจะล็อกประตูไม่ให้มันกลับเข้าห้องได้เลย 

...ถ้าพี่มันยังอยากไปนอนบ้านผมอยู่น่ะนะ 

หลังจากมื้ออาหารจบลงบรรดาผลไม้ต่างๆ ที่แม่ผมซื้อมาฝากก็ลำเลียงเข้ามาวางไว้ตรงหน้าเต็มโต๊ะ ไอ้พี่แทนหยิบแอปเปิลเข้าปากชิ้นเดียวก็ลุกเดินออกจากโต๊ะไปเฉยเลย 

เออ!! ไปเลยไอ้คนพาล จากรู้สึกผิดที่พูดไม่ดี ตอนนี้ช่างแม่งไปเลยก็แล้วกัน 

“ไอ้ลูกคนนี้นี่ สะบัดสะบิ้งทำตัวเหมือนเด็ก ขอโทษคุณสรด้วยนะคะ” 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เด็กหนุ่มๆ ก็แบบนี้ อารมณ์พลุ่งพล่านตามวัย” 

“ว่าแต่ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่าลูก ตั้งแต่แทนลงมาจากห้องเห็นสีหน้าไม่ค่อยดี” คุณน้าหันมาถามผมด้วยความเป็นห่วงจนเชอรี่ที่เคี้ยวอยู่ในปากแทบติดคอ 

“ปะ...เปล่าครับ ไม่ได้ทะเลาะกันครับ” ตอบพลางเหลือบมองหน้าแม่ตัวเองไปด้วย เพื่อนรุ่นพี่แบบไหนถึงได้ทะเลาะงอนกันราวกับเป็นแฟนแบบนี้วะ 

“ไม่ได้ทะเลาะอะไรก็ดีแล้วลูก รักๆ กันไว้” 

“แค่ก!!” เชอรี่ลูกใหม่ที่เคี้ยวยังไม่ทันละเอียดไหลลงคอกะทันหัน จนสำลักออกมาหน้าดำหน้าแดง เพราะประโยคที่ได้ยิน แม่รีบตบหลังให้ด้วยความเป็นห่วงและยื่นแก้วน้ำมาตรงหน้า 

คุณน้าาาาโว้ยย พูดอะไรออกมาาา 

ผมรับแก้วน้ำจากแม่มาดื่มเสียหลายอึกจนอาการกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง พลางปาดน้ำตาเล็ดที่หางตา ไม่รู้ว่าเพราะสำลักหรือเพราะคำพูดส่อแววของคุณน้าภัครกันแน่ ส่วนแม่ก็บ่นเรื่องที่ผมไม่ระวังไปด้วย ไม่ได้เอะใจถึงสิ่งที่คุณน้าพูดแต่อย่างใด 

คนมีชนักติดหลังมันเป็นแบบนี้นี่เอง ระแวงไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง จนถ้าแม่จะแปลกใจขึ้นมาก็เป็นเพราะผมนี่แหละ อชิตะควรถอยทัพก่อนแล้ว 

“เดี๋ยวผมขอตัวขึ้นไปข้างบนก่อนดีกว่าครับ” ปากบอกแบบนั้นและรีบเผ่นแผวออกมาจากห้องรับประทานอาหารด้วยความรวดเร็ว อาการเจ็บแปลบที่หูเล็บทำให้เดินไปหามุมเงียบๆ นั่งลงดูแผลตัวเอง เรื่องอะไรจะขึ้นไปบนห้องให้ทะเลาะกับหมาบ้าอีกล่ะ สู้หาที่นั่งเล่นเงียบๆ คนเดียวแถวนี้ยังดีซะกว่าอีก 

อูยยย บวมฉึ่งเลย ไอ้พี่แทนนะไอ้พี่แทน มันจะหลบทำไมวะ ว่าแล้วก็เดินไปขอยาทาจากพี่แม่บ้านดีกว่า แต่พอผมลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปตามหา กลับเผชิญหน้าเข้ากับใครบางคนที่ตั้งใจหนี 

มันลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ 

ผมเดินหลบผ่านหน้าพี่มันไปอย่างไม่สนใจ ตั้งใจเมินกันเห็นๆ แต่มือร้อนกลับคว้าแขนผมได้และกระชากเข้าหาตัว จังหวะที่เท้าหมุนโดยไม่ได้ตั้งตัว หูเล็บข้างที่เจ็บจึงกระแทกพื้นเต็มแรง 

“โอ๊ย!!!” เสียงร้องลั่นดังขึ้นทันที จะว่าปากเปราะก็ว่าเหอะ มันเจ็บจริงๆ นะ! “ทำเหี้ยอะไรของมึงวะ มันเจ็บนะเว้ย” น้ำตาเล็ดอีกรอบเลยกู 

แรงบีบที่แขนคลายลงเมื่อเห็นว่าผมเจ็บจริงๆ แต่ไอ้ตัวโตมันยังคงลากถูผมกลับขึ้นไปบนห้องโดยไม่สนใจสังขารกันสักนิด ทำได้เพียงกัดฟันไม่ให้แผลกระเทือนแรงไปมากกว่านี้ 

ทันทีที่ขึ้นมาถึงห้อง ไอ้พี่แทนก็ผลักผมนั่งลงบนเตียงอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง และคุกเข่าลงด้านหน้าจนผมผวากระถดตัวหนีไปด้านหลังด้วยความระแวง แต่กลับถูกคว้าเท้าข้างที่เจ็บไว้ได้ 

“เฮ้ย...เฮ้ยๆ ทำอะไร” ด้วยความเสียวว่าพี่มันจะทำอะไรแผลจึงร้องออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะตามด้วยอาการแสบเมื่อสัมผัสเย็นๆ แนบลงกับผิว ผมดึงขาหลบแต่พี่มันกลับยื้อไว้ ทำให้ตอนนี้ทั้งสองมือกอบกุมเท้าของผมอยู่ 

ใช่...เท้า 

“ทำอะไร” อดถามออกไปอย่างแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นกล่องบางอย่างวางอยู่ใกล้ๆ ขาตัวเอง 

กล่องประถมพยาบาล 

ไปหยิบมาตอนไหนวะ 

ไอ้พี่แทนไม่ตอบว่าอะไร มือหยิบจับนู่นนี่นั่นเพื่อทำแผลให้ผม แม้ว่าแรงที่ทำให้ไม่เบานักแถมแสบอีกต่างหาก แต่ก็ไม่กล้าชักเท้าออกมาอีก เพราะพี่มันกำลังตั้งใจทำแผลให้ผมยังไงล่ะ 

“ไม่โกรธแล้วหรือไง” ด้วยความอดไม่ไหวจึงแซะออกไปอย่างลืมตัว จึงได้รับสายตาดุๆ มองกลับมา 

“กูไม่อยากมีเมียนิ้วเท้าด้วน” ง้างปากได้แล้ววุ้ย 

“ก็มึงหลบทำไมล่ะ ยอมให้กูเตะก็จบแล้ว” 

“สมน้ำหน้า ปากดีนัก” 

เอ้า อะไรวะ สรุปว่าพี่มันจะเอายังไงแน่ จะหายโกรธหรือไม่หาย ผมชักเท้ากลับมาทันทีเมื่อพี่มันเอาปลาสเตอร์ยาแปะแผลให้เรียบร้อย 

“ไม่ต้องมายุ่งกับกูเลย” 

“แหงล่ะ กูทำให้เสร็จแล้วนี่” 

ไอ้นี่มัน....! 

กวนตีน!! 

“ถามจริง ทำไมทำตัวแบบนั้นบนโต๊ะกินข้าว มันเป็นมารยาทไม่ดีไม่รู้หรือไง พ่อแม่มึงกับแม่กูก็อยู่ด้วยนะ” 

“เพราะรู้ว่าอยู่ด้วยไงถึงทำแค่นั้น ถ้ามึงอยู่กับกูสองคนนะอชิ ป่านนี้มึงไม่มีแรงมานั่งปากดีเถียงกูแบบนี้หรอก” 

ปั่ก! 

ผมยกขาข้างที่ไม่เจ็บแตะพี่มันที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างหมั่นไส้ คำก็ปากดีสองคำก็ปากดี แม่ง... 

“แต่เรื่องนี้มึงผิดนะเว้ย อย่ามาพาลกู” 

“ที่กูทำก็เพื่อเราไม่ใช่เหรอวะ” 

“แต่มึงก็ควรถามความเห็นจากกูด้วย ไม่ใช่คิดเองเออเอง ใช่ว่ากูไม่อยากบอกให้แม่กู้รู้นะเว้ย แต่กูยังไม่พร้อม และกูอยากให้เขารู้จากปากกูเองมากกว่าไม่ใช่คนอื่น มึงเข้าใจมั้ย” 

พี่มันนั่งจ้องหน้าผมนิ่งอยู่แบบนั้นก่อนจะเป็นฝ่ายหลบสายตาไป ผมจึงปรับน้ำเสียงในประโยคต่อมาให้อ่อนลง 

“กูรู้ว่ามึงไม่อยากคบกับกูแบบหลบๆ ซ่อนๆ กูเองก็ไม่อยากเหมือนกัน แต่มึงรอหน่อยได้มั้ย ให้เวลากูหน่อย แล้วกูจะหาทางพูดเรื่องนี้กับแม่กูเอง กูไม่ได้อยากทะเลาะกับมึงเพราะเรื่องนี้นะพี่” 

คนที่หลบสายตาหันมาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ครั้งนี้แววตากระด้างเต็มไปด้วยความตัดพ้อ 

“มึงว่ากูเสือก” 

ผมหลับตาลงแน่นกับความปากไวของตัวเอง และกระเถิบตัวลงนั่งบนพื้นด้านหน้าพี่มัน เม้มปากแน่นอย่างไม่รู้จะอธิบายว่าอย่างไรดี ก่อนจะโน้มตัววางหน้าผากลงกับไหล่กว้างด้วยท่าทางหมดแรง 

“...ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น กูแค่โกรธ” 

“โกรธแล้วต้องพูดจาทำร้ายจิตใจกันด้วยเหรอวะ” 

ฉึก! 

เสียงความผิดทิ่มแทงผมเองครับ น้ำท่วมปากเลยกู 

ผมยืดหลังขึ้นตรงตามเดิม นั่งท่าคุกเข่าโดยวางเข่าเกยบนตักพี่มัน ยกมือสองข้างขึ้นจับแก้มคนงอนและโยกไปมาเบาๆ 

“กูก็ขอโทษแล้วไง ทีหลังจะไม่พูดอีก อย่าน้อยใจดิวะ” แล้วทำไมกลายเป็นผมต้องมานั่งง้อพี่มันไปซะฉิบ 

“จูบ” 

“...!?” 

“จูบดิ แล้วจะหาย” 

หาเรื่องเอาเปรียบกูล่ะสิไม่ว่า แต่ยกผลประโยชน์ให้สักวันแล้วกัน เพราะผมพูดไม่ดีออกไปจริงๆ ดังนั้นจึงโน้มใบหน้าลงหาคนตรงหน้าที่จ้องมองมาด้วยสายตาคมกริบ เผยอปากงับกลีบปากล่างพี่มันอย่างเอาใจสลับกับด้านบน แตะลิ้นไล้เลียจนไอ้พี่แทนเผยอปากออกรับสัมผัสของผม กวาดต้อนชิมกลิ่นแอปเปิลที่พี่มันเพิ่งกินไป 

อืม...หวานจัง 

จากจูบแทนคำขอโทษเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้นำสับเปลี่ยนเป็นพี่มันแทน เนื้อตัวผมถูกดันบดเบียดเข้าหากล้ามเนื้อกำยำร้อนระอุ 

“อื้อ พะ...พอ พอก่อน” ผมถอนริมฝีปากหนีเมื่อเริ่มหายใจไม่ทัน แต่พี่มันกลับตามมาครอบครองได้ทุกครั้งไป จนผมจิกเล็บลงบนต้นคอนั่นแหละไอ้พี่แทนถึงยอมปล่อย 

ปากเจ่ออีกแล้วมั้งกู 

ไอ้พี่แทนถอนหายใจหนักๆ เพื่อสงบอารมณ์ตัวเองและจ้องตาผมด้วยสายตาวิบวับ จนอยากจะทิ่มให้บอดด้วยความหมั่นไส้ เมื่อกี้หมาตัวไหนโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงวะ 

“อย่าลืมบอกแม่มึงนะ ว่าอย่าเพิ่งพูดเรื่องเรา” ผมกำชับคนหื่นตรงหน้าก่อนที่จะลืม พี่มันจึงพยักหน้ารับช้าๆ ด้วยความจำยอม 

“อืม” 

“มึงก็ต้องขอโทษกูด้วย ที่ทำอะไรไม่ปรึกษา” 

“งั้นเดี๋ยวกูจูบมึงคืน” 

ผมรีบคว้าตะปบดันหน้าพี่มันออกห่างแทบไม่ทัน 

“พอเลยแม่ง!” จะเอาทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนะไอ้หื่นเอ๊ย 

 

 

50% 

>>>> 

มาแล้วค่าาา 

ขอโทษที่หายไปนานอีกแล้ว ตอนนี้เป็นไทจากเล่ม Let me free แล้วค่ะ 

จะมาต่อให้อ่านบ่อยๆ ได้แล้ววว 

จุ้บบบ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว