ฝากติดตามผลงาน เข้ามาพูดคุยกันได้ที่เพจศศิธารารินค่า

ชื่อตอน : สิเน่หาที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 122

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2561 19:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สิเน่หาที่ 1
แบบอักษร

สียงสายลมหวีดหวิวดังขึ้นมาเป็นระลอกยามกระทบกับใบไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจากลำต้นใหญ่โตและปกคลุมอยู่รายรอบบริเวณนี้ ท่ามกลางธรรมชาติของพฤกษ์ไพรที่กว้างใหญ่เวิ้งว้างจนสุดสายตา ท้องฟ้าสีสันสดใสราวเลื่อมรุ้งพราวระยับ สกุณาหลากชนิดกำลังขับขานส่งเสียงเจื้อยแจ้วไพเราะเสนาะหู บรรดาสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่และสิ่งมีชีวิตอีกมากมายหลายเผ่าพันธุ์ต่างพึ่งพาอาศัยอยู่ร่วมกัน ณ ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์


สถานที่สวยสดงดงามไม่แตกต่างไปจากสรวงสวรรค์ชั้นเบื้องบนที่เป็นวิมานของเหล่าทวยเทพ แต่ดินแดนแห่งนี้ถูกเรียกขานว่าป่าหิมพานต์


“ชลันตี เจ้าเหนื่อยหรือไม่”


รชณิชลณาราถามผู้เป็นสหายด้วยความห่วงใย


“ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะองค์หญิง แต่ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของท่านมากกว่า”


ชลันตีมีสีหน้าหวาดหวั่น หันซ้ายแลขวาอย่างวิตกกังวล รู้สึกเกรงกลัวในทุกย่างก้าว เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ขึ้นมาเหยียบย่ำบนผืนแผ่นดิน


“เช่นนั้นก็รีบไปกันเถอะ ประเดี๋ยวจะไม่ทัน”


หญิงสาวที่อยู่ในกายทิพย์ช่างผิดแผกแตกต่างกับรูปลักษณ์แห่งชาติกำเนิดที่แท้จริงอย่างสิ้นเชิง


จากลำตัวเหยียดยาวดุจดังพญางูขนาดมหึมา แปรเปลี่ยนเป็นเพียงร่างบอบบางอรชรอ้อนแอ้นดูน่าทะนุถนอม ผิวที่เคยประดับไปด้วยเกล็ดระยับวับวาวสีเขียวมันละเลื่อมที่แสนแข็งแรง กลายเป็นผิวเนื้อนวลเนียนละเอียดและขาวผุดผ่องเป็นยองใย ศีรษะที่ประดับไปด้วยหงอนใหญ่โตแลดูทรงอำนาจ กลับถูกปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีดำสนิทนุ่มละมุนประดุจแพรไหมยาวสยายพลิ้วไหวลงไปจนปกปิดถึงบั้นเอวกลมกลึงที่น่าเสน่หา


ดวงตาสีเขียวมรกตเป็นประกายสุกสกาวราวกับอัญมณีของเหล่าทวยเทพบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า หันมองรอบๆ อย่างระแวดระวัง พร้อมทั้งขาเรียวขาวรีบก้าวเดินอย่างรวดเร็วเพื่อไปให้ทันชมพระอาทิตย์ตกดินที่ยอดเขาพระสุวัตถ์ ตามเสียงที่ได้ยินคำกล่าวร่ำลือกันมามากมายถึงความงดงาม


รู้ดีว่ามีอันตรายจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ณ ผืนป่าแห่งนี้ แต่ก็คิดว่าพลังอำนาจที่พอมีอยู่ในกายาและแฝงอยู่ในสายเลือดคงจะสามารถช่วยให้เอาตัวรอดพ้นไปได้


หารู้ไม่ว่าสิ่งที่คิดนั้นคือผิดมหันต์และการที่หนีขึ้นมาเที่ยวในครั้งนี้อาจจะทำให้ชีวิตของตัวเองต้องดับสิ้นลงก่อนเวลาอันควร เพราะโลกบนดินใบนี้นั้นไม่ใช่ในสายธาราและนครบาดาลที่เคยอยู่อาศัยมานับตั้งแต่แรกเกิด สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความสวยงามที่น่าหลงใหลและภยันตรายที่แฝงไว้มากมายในเวลาเดียวกัน


พั่บบบบ พั่บบบบ


เสียงสวบสาบดังอยู่ในทิศทางโดยรอบ


“องค์หญิง หนีเร็วเจ้าค่ะ”


ชลันตีเข้ามาเกาะกุมมือองค์หญิงและรีบจับจูงให้วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นต่อจากนี้แน่ๆ


“นั่นอะไรน่ะ”


รชณิชลณาราถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน เมื่อหันกลับไปมองและได้พบเห็นสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่มีปีกขนาดกว้างใหญ่สีดำทะมึนกำลังบินผาดโผนโจนทะยานอยู่เหนือศีรษะ พร้อมทั้งโฉบวนไปเวียนมาอยู่ทางด้านหลังอย่างน่าหวาดกลัว


“ถ้าข้าเดาไม่ผิด ข้าคิดว่าพวกนั้นน่าจะเป็น”


ชลันตีพูดค้างไว้ ขนในกายลุกชันจากความตื่นตระหนก หวั่นใจที่สุดว่าสิ่งที่กำลังคิดอยู่จะกลายเป็นความจริง


“เป็นอะไร”


องค์หญิงน้อยยังคงสงสัย พร้อมทั้งขาเรียวก้าววิ่งต่อไปอย่างสุดกำลัง


“ครุฑ”


ชลันตีกลั้นใจเอื้อนเอ่ยออกมาได้สำเร็จ


“คุรฑงั้นรึ”


ดวงตาสีเขียวมรกตเบิกโพลงกว้างด้วยความตกใจ แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่นาคีน้อย แต่ระยะเวลาตั้งแต่เติบโตมาก็ได้รับรู้มาตลอดเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ที่เป็นศัตรูกับตนมาตั้งแต่อดีตบรรพกาลจวบจนแม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ เรียกได้ว่าหากมีครุฑที่ไหนรับรองได้ว่าจะต้องมีการบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิตของเหล่านาคที่นั่นอย่างแน่นอน


“องค์หญิงหลบอยู่ตรงหนี้นะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะล่อเจ้าพวกนั้นไปทางอื่นเอง”


ชลันตีจับองค์หญิงน้อยให้นั่งลงตรงพุ่มไม้ใหญ่ เพื่อหลบหลีกหนีจากกลุ่มครุฑที่ยังคงบินว่อนไล่ล่าอยู่เบื้องบนอย่างไม่ยอมหยุด


“ไม่เอานะ เราจะปล่อยให้เจ้าทำอย่างนั้นได้อย่างไรกัน”


องค์หญิงน้อยดื้อดึงและยืนขึ้นพร้อมทั้งจับยึดต้นแขนของชลันตีไว้จนแน่น ไม่มีทางยอมปล่อยให้ผู้ที่เป็นดั่งเพื่อนรักต้องออกไปเผชิญกับอันตรายเพียงลำพังอย่างเด็ดขาด


“องค์หญิงอย่าดื้อสิเจ้าคะ ข้าเกิดมาเพื่อเป็นข้ารับใช้ ข้ามีหน้าที่ต้องปกป้ององค์หญิงด้วยชีวิต”


ชลันตีกล่าวอย่างจริงจังแสดงออกถึงความตั้งใจหนักแน่น แม้จะเติบโตมาด้วยกันเหมือนพี่น้องแต่แท้จริงแล้วก็รู้ตัวเองดีว่าเกิดมาเพื่อดูแลองค์หญิงผู้นี้ให้ดีที่สุดมากกว่าชีวิตของตัวเอง


“ไม่ใช่นะ เจ้าเป็นเพื่อน เป็นพี่ ไม่ใช่ข้ารับใช้”


รชณิชลณาราเอ่ยบอกเสียงสั่นเครือ น้ำตาหลั่งรินลงมาจากดวงตาคู่สวยกลับกลายเป็นอัญมณีหลากสีร่วงหล่นกลาดเกลื่อนอยู่จนทั่วบนพื้นดิน ตามพงษ์พันธ์ของตนที่เป็นเจ้าแห่งรัตนะมากมายรวมถึงหินวิเศษต่างๆ


หลากหลายความรู้สึกประดังประเดเข้ามาตลอดเวลา ทั้งหวาดหวั่น กลัวเกรงและเศร้าเสียใจ นึกโทษตัวเองที่ไม่น่าดื้อดึงยืนยันที่จะขึ้นมาบนผืนโลกซึ่งเต็มไปด้วยภัยอันตรายใบนี้ ทั้งๆ ที่ท่านพ่อท่านแม่ก็เคยห้ามเอาไว้อยู่เสมอๆ เลยทำให้ต้องมาเผชิญกับเรื่องราวร้ายแรงในขณะนี้และที่สำคัญก็คืออันตรายที่กำลังจะเกิดกับตนรวมทั้งเพื่อนรัก


“ข้ารู้เจ้าค่ะ”


ชลันตียกมือเช็ดน้ำตาบนหน้าสวยขององค์หญิงน้อยให้เกลี้ยงเกลาดังเดิม


“เรารักเจ้านะชลันตี”


จบถ้อยคำแสนหวาน องค์หญิงน้อยรีบผละตัวจากไปและก้าววิ่งอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตื่นตะลึงของชลันตีที่ไม่ทันได้คาดคิดกับการกระทำนี้ ขาเรียวขาวรีบวิ่งอย่างสุดชีวิตเพื่อต้องการห่างพ้นและไปให้ไกลจากตรงนี้มากที่สุด ไม่ต้องการให้ชลันตีได้รับอันตรายไปด้วย


องค์หญิงน้อยสะดุดรากไม้จนล้มลงก่อนจะรีบยันตัวลุกขึ้นและวิ่งไปอีกครั้งอย่างทุลักทุเล เหงื่อผุดพรายจนเต็มใบหน้าหวานพร้อมกับขาที่บาดเจ็บและเริ่มอ่อนล้าลงทุกที เส้นผมสีดำสนิทยาวสยายพลิ้วไหวไปตามจังหวะที่ก้าววิ่งราวกับกำลังล้อเล่นกับสายลม กลิ่นหอมฟุ้งจากเรือนร่างบางที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดแผ่กำจายคละคลุ้งไปจนทั่วบริเวณ ยิ่งเป็นการยั่วเย้าและเรียกร้องให้หมู่มวลครุฑเข้ามารายล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ


รชณิชลณาราแหงนเงยขึ้นไปมองบนฟากฟ้าเมื่อได้ยินเสียงกระพือปีกของเจ้าแห่งนกทั้งปวง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงระรัวเร็วราวกับจะทะลุหลุดมานอกอกด้วยความหวั่นกลัว ตกใจยืนนิ่งจนตัวแข็งค้างเมื่อมองเห็นผืนฟ้าที่เคยมีสีสันงดงามละลานตาก่อนหน้านี้สูญสลายหายไปหมดสิ้น หลงเหลือไว้แต่เพียงปีกสีดำที่แผ่กระจายปกคลุมมืดมิดไปโดยรอบบริเวณ


ดวงตาสีเขียวมรกตหลับพริ้มลง รอรับอุ้งมือแห่งพญามัจจุราชที่ต้องการพล่าผญาญชีวิตของตน ซึ่งกำลังโผนทะยานลงมาอย่างไม่มีทางขัดขืนหรือหลีกหนีไปทางไหนได้อีกอย่างยอมจำนนแต่โดยดี


กิ๊สสสสสสสสสสสสส


เสียงกรีดร้องโหยหวนจากความเจ็บปวดบางอย่างดังสนั่นหวั่นไหว


ครืนนนนนนนนน


พร้อมกับเสียงกึกก้องกัมปนาทราวกับมีฟ้าผ่าลงมาใกล้ๆ


ร่างบอบบางเซล้มพับลงไปนอนกองอยู่กับพื้นเมื่อสัมผัสได้กับสายลมที่กระหน่ำสาดซัดเข้าใส่อย่างรุนแรงดังเฉกเช่นพายุที่บ้าคลั่ง หน้าสวยซุกซบแนบอยู่กับผืนดินพร้อมกับหลับตาจนแน่นสนิทเมื่อไม่อาจฝืนลืมขึ้นมาได้จากแรงลมที่ถาโถมมาจากทั่วทุกสารทิศ รวมทั้งหวาดกลัวจนสุดชีวิตว่าจะได้พบเจอกับภาพเหตุการณ์เลวร้ายที่กำลังเกิดอยู่ในตอนนี้หากได้มองเห็น


รับรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนพื้นผิวที่กำลังหมอบราบอีกต่อไป ร่างอรชรกำลังถูกหอบหุ้มจากบางสิ่งที่มีพละกำลังและความว่องไว รู้สึกราวกับตัวเองล่องลอยเคว้งคว้างและไร้การควบคุมอยู่อย่างไงอย่างงั้น


รชณิชลณาราสั่นสะท้านไหวไปทั่วทั้งร่างด้วยความตื่นตระหนกไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่กันแน่ แม้จะรู้สึกถึงความอันตราย แข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและอ่อนโยนจากในอ้อมกอดนี้


“อย่ากลัว เจ้าปลอดภัยแล้ว”


น้ำเสียงทุ้มกังวานเอ่ยปลอบร่างแน่งน้อยในอ้อมกอดที่กำลังสั่นเทา


รชณิชลณารารวบรวมสติที่แตกกระเจิงหายไปให้กลับคืนมา และเริ่มได้กลิ่นหอมหวานชวนให้หลงใหลที่แตะอยู่ปลายจมูกซึ่งตัวเองกำลังซุกซบอยู่ หลังจากสัมผัสได้ถึงความเบาสบายดุจดั่งหนุนนอนอยู่บนปุยนุ่นอยู่ครู่หนึ่งก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้ปลายเท้าแตะสัมผัสบนผืนดินอีกครั้งแล้ว


“ลืมตาเถอะเจ้า”


องค์หญิงน้อยค่อยๆ ขยับเปลือกตาที่ปิดสนิทอยู่ขึ้นช้าๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่แสนอ่อนโยนเอ่ยบอก ดวงตาสีเขียวมรกตมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าอย่างเพ่งพินิจ


เรือนกายกำยำสมชายชาตรี ร่างสูงใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้ามแลดูองอาจและผึ่งผาย ผมสีน้ำตาลอ่อนพลิ้วไสวยาวระอยู่บนไรคอขาวผ่อง ใบหน้าหล่อเหลาปานรูปสลักของเหล่าทวยเทพเทวดาที่อาศัยอยู่บนชั้นฟ้าดาวดึงส์ พร้อมกับปากสีแดงระเรื่อกำลังแย้มยิ้มบางๆ มาให้อย่างจริงใจ ผิวเนื้อสีทองเปล่งปลั่งเป็นระยับพรับพราวยามโดนแสงสุริยาสาดส่องรับกับนัยต์ตาคมรูปเรียวยาวสีทองอำพันได้อย่างลงตัว


“ขอบใจท่านมากที่ช่วยเราไว้”


รชณิชลณารารีบก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นอยู่ภายในใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนยามเมื่อได้สบกับดวงตาทรงเสน่ห์คู่นี้ พยายามกลั้นหายใจเอาไว้ไม่อยากได้กลิ่นหอมหวานที่หลุดลอยออกมาจากร่างสูงโปร่ง รู้สึกดุจดั่งกำลังโดนมนต์สะกดอะไรบางอย่างที่ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นแรงระรัวเร็วราวกับจะทะลุหลุดมานอกอก


“เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่”


องค์หญิงน้อยส่ายหน้าเบาๆ


“ไม่ เราไม่เป็นอะไร”


ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองบุรุษตรงหน้า และรีบหลบลงต่ำตามเดิม


“เราต้องไปแล้ว ขอบใจท่านมาก”


รชณิชลณาราหันหลังกลับ เตรียมตัวจะเดินจากไป


“เดี๋ยว”


ร่างอรชรถูกดึงให้เข้ามาปะทะอยู่กับแผงอกกว้างที่แสนอบอุ่นอีกครั้ง ดวงตาสุกใสเงยมองใบหน้าคร้ามคมที่เป็นเจ้าของเรือนกายกำยำที่หอมกรุ่นด้วยความสงสัย


“อันตรายนัก เราจะไปส่ง”


บุรุษหนุ่มเอ่ยบอก ดวงตาสีน้ำตาลทองมองใบหน้าหวานอย่างเอ็นดู


“บ้านของเจ้าอยู่ที่ใด”


รชณิชลณารานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงผะแผ่ว


“อยู่ตรงแม่น้ำชโรธาร”


หน้าสวยรีบก้มลงตามเดิมอย่างทำตัวไม่ถูก เมื่อวงแขนแข็งแรงยังไม่ยอมคลายออกเสียที


“อืม นาคสีเขียวอย่างนั้นสินะ”


ศีรษะเล็กพยักเบาๆ อย่างยอมรับ


“หลับตาลงสิ”


น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยบอกแนบชิดใบหูขาว


“เชื่อใจเรานะ”


ดวงตาสีเขียวมรกตหลับพริ้มลงในทันที ก่อนจะซุกหน้าแนบลงกับแผงอกแกร่งอย่างสบายใจ รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจบุรุษหนุ่มผู้นี้อย่างไม่มีข้อแม้จนหมดหัวใจ





พียงครู่ร่างอรชรก็ถูกโอบอุ้มมาถึงยังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำชโรธาร แม่น้ำสีเขียวอมฟ้าที่มีองค์โฆสวันต์ พญานาคราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำในทิศเหนือของห้วงมหานทีสีทันดรเป็นผู้ปกครองดูแล


องค์หญิงน้อยรับรู้ได้ว่าปลายเท้าแตะสัมผัสกับพื้นหญ้าและผืนดินอีกครั้ง พร้อมกับแขนแข็งแรงที่โอบกอดอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มคลายออก


“ถึงแล้ว”


รชณิชลณาราลืมตาขึ้นเงยมองสบดวงตาสีน้ำตาลทองทรงเสน่ห์


“เราขอขอบใจท่านอีกครั้งที่ช่วยเราไว้”


“ไม่เป็นไร เรายินดียิ่งนัก”


ชายหนุ่มบอกอย่างจริงใจ และมองใบหน้านวลด้วยความอ่อนโยน


“เอ่อ ตกลงว่า”


องค์หญิงน้อยก้มหน้าลงอย่างนิ่งคิดใคร่ครวญ ตัดสินใจว่าจะถามในสิ่งที่อยากรู้ออกไปดีหรือไม่


“หืมมม”


ร่างสูงย่อตัวลงให้ใบหน้าหล่อเหลามาอยู่ในระดับเดียวกันกับใบหน้าเนียนละเอียด และรอฟังอย่างตั้งใจ


“แล้วตกลงท่านเป็นตัวอะไร”


เสียงใสเอ่ยถามออกมาในที่สุด ดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องบุรุษตรงหน้าอย่างรอคำตอบ ก็ในเมื่อเขารู้แล้วว่านางเป็นนาคีในตระกูลเอราปถ แต่นางยังไม่รู้เลยนี่นาว่าเขาเป็นอะไรกันแน่


“แล้วเจ้าอยากให้เราเป็นอะไรกันล่ะ”


ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่ถามกลับด้วยสีหน้าและท่าทางเอ็นดูร่างบางตรงหน้าที่สุด


รชณิชลณารายืนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้คำตอบในใจพร้อมกับรอยยิ้มกว้างแสนสดใส


“ท่านจะเป็นอะไรก็ช่างเถอะ ขอให้ท่านยอมเป็นเพื่อนกับเราก็พอ”


องค์หญิงน้อยยิ้มระบายจนเต็มใบหน้านวล ดวงตาสุกสกาวราวกับประดับไปด้วยมวลหมู่ดาวเป็นล้านดวงที่แสนงดงามเป็นประกายวิบวับอย่างมีความหวัง


“เพื่อนอย่างนั้นรึ”


ชายหนุ่มทวนคำ คิ้วเข้มยักขึ้นข้างหนึ่งอย่างแปลกประหลาดใจในคำเอ่ยขอนี้


“ใช่ ท่านจะยอมเป็นเพื่อนกับเราได้หรือไม่”


องค์หญิงรอคำตอบอย่างใจจดจ่อ หัวใจดวงน้อยลุ้นระทึกไปหมดด้วยความตื่นเต้น


ร่างสูงยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าคร้ามคมเรียบสนิทไม่ฉายแววอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนจะตอบออกมาเสียงเรียบ


“ไม่”


รชณิชลณารารีบก้มหน้าหลุบลงต่ำด้วยความเสียใจและผิดหวังจากสิ่งที่ได้ยิน รู้ดีอยู่แล้วว่าบนผืนดินแห่งนี้แตกต่างจากผืนน้ำที่เคยอยู่อาศัยอย่างสิ้นเชิง ดวงตากลมโตและใบหน้านวลฉายแววแห่งความเศร้าหมอง สำนึกได้ว่าโลกตรงนี้เต็มไปด้วยความโหดร้ายและมีอันตรายอยู่รอบด้าน คงไม่มีใครยินยอมมาเป็นเพื่อนกันได้ง่ายๆ หรอก ไม่เหมือนในเมืองบาดาลซึ่งเต็มไปด้วยผู้ที่รักหวังดีและข้าทาสบริวารผู้จงรักภักดีทั้งหลายที่คอยรายล้อมอยู่รอบตัวจนเต็มไปหมด


มือหนาเอื้อมมาเชยปลายคางมนให้เงยขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลทองทรงเสน่ห์มองใบหน้าหวานอย่างหลงใหล ก่อนจะยกยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก


และเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทุ้มกังวาน ที่เรียกรอยยิ้มกว้างจากใบหน้าสวยได้ในทันที


“แต่เราจะเป็นพี่ให้กับเจ้านะ .. น้องน้อย”





//ใครยังติดตาม ช่วยคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้กันหน่อยนะคะ//



ความคิดเห็น